• หมี่เป็ดสิวะ!
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : meepedsiva@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-18
  • จำนวนเรื่อง : 121
  • จำนวนผู้ชม : 143374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 66 คน
ผู้ชายนัยน์ตาสีสนิมเหล็ก
เชื่อสิ คนรูปหล่อเป็นกวีไม่ได้ทุกคน แต่กวีทุกคนเป็นคนรูปหล่อ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/meepedsiva
วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2552
Posted by หมี่เป็ดสิวะ! , ผู้อ่าน : 1691 , 22:21:53 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


Dear Dr.Chong

                หาดใหญ่เป็นเมืองที่ชาวมาเลเซียคุ้นเคยกันดี เราเป็นเสมือนหนึ่งบ้านพี่เมืองน้อง มันคือมิตรภาพที่เส้นแบ่งเขตแดนไม่มีความหมาย ผมยินดียิ่งกับมิตรภาพอันงดงามนี้.

การมาถึงของปัญญาชนสองท่าน ที่ให้เกียรติเยี่ยมเยียนร้านหมี่เป็ดที่แสนต่ำต้อยของผม นับเป็นสิ่งที่เกินคาดคิด หากการต้อนรับครั้งนั้นมีอะไรบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อย ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ และรอคอยการมาเยือนของมิตรปัญญาชนทั้งสองท่านอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง                ขอบคุณยิ่งสำหรับคำกล่าวชม ทั้งในรสชาติหมี่เป็ด และงานกวีนิพนธ์ของผม ผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการพูดคุย เพื่อสื่อไปยังชาวมาเลเซียทั้งมวล.

 ดร. จ้องที่รัก เชื่อเหมือนผมไหม? คนตัวเล็กๆที่เดินกันขวักไขว่อยู่บนถนน แบกกระสอบข้าวสาร โหนรถประจำทางไปทำงาน ที่แอดอัดกันอยู่ในชุมชนแออัด ที่กำลังร้องเพลงพื้นบ้านเก็บข้าวในนา  ที่กำลังปลูกดอกไม้ให้สะพรั่งสวยสด อีกมากมายของคนเหล่านี้ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในหลืบมุมของเมือง ของสังคมที่ทุนโลกาภิวัตน์พัดกระหน่ำจนซวดเซ และที่บางคนยังยิ้มด้วยความเข้มแข็งกับการงานอันหนักหน่วง พวกเขาเหล่านี้แหละ ดร.จ้องที่รัก   ล้วนแล้วคือพลังอันแข็งแกร่งเกรียงไกรในการสร้างปรากฏการณ์ใหม่แก่โลก  พวกเขาเหล่านี้มีศักยภาพมากมายเพียงพอต่อการหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ แต่เหตุใดล่ะที่พวกเขาจึงได้แต่นั่งกอดเข่าก้มหน้า? เหตุใดจึงสิ้นหวังในการมีชีวิตอยู่? เหตุใดหนอที่พวกเขาจึงก่นด่าแต่โชคชะตา และรอคอยบางสิ่งบางอย่างอันลมๆแล้งมาช่วยเหลือ?   เหตุใดจึงได้แต่กัดฟันยิ้มรับชะตากรรมเมื่อถูกการเมืองโหมกระหน่ำ สิ้นไร้ความกล้าหาญในการเลือกชีวิตที่ดีกว่า  ดร.จ้อง-  ผมเพียงรับรู้บางสิ่งบางอย่างเหล่านี้จากการสังเกตเห็น จากการเฝ้ามองอย่างพินิจ จากการใช้ชีวิตในระดับเดียวกับเขา ผมพบว่ามันมีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่ แน่ล่ะ-ที่ผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่สังคมไทย

งานชุด “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” คือการผลิตออกมารับใช้ความคิดเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเราทั้งมวล มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหล มันไม่ใช่เรื่องไร้ค่า ยิ่งหากจะบอกว่ามันไม่มีความหมายอันใดเลยยิ่งไม่ใช่ ดร.จ้องที่รัก- ชีวิตเป็นสิ่งประเสริฐสุด ที่พระเจ้าได้ประทานมาให้กับเรา ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพระเจ้าตั้งใจมอบความรักบรรจุอยู่ในหัวใจของเรา พระเจ้าคืออะไร? นักปราชญ์มากมายได้พยายามตอบคำถามนี้  ซึ่งคำตอบล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ที่เขาแต่ละคนมีอยู่เป็นเข็มมุ่งชี้นำ และผมผู้ซึ่งไม่ใช่ศาสนิกชนที่ดีสักเท่าไหร่ ก็ไม่กล้าที่จะอธิบายคำอันยิ่งใหญ่นี้ออกมา ผมรู้เพียงว่าเราต้องเคารพในสิ่งที่ผู้อื่นศรัทธา ใช่แล้ว ดร. จ้อง ศรัทธาคือสิ่งที่ผมกำลังอธิบายงานชุด “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” นี้

มันคือศรัทธาต่ออะไร? โดยสรุปก็คือศรัทธาต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษยชาติ คือความองอาจกล้าหาญของคนตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าโดยไร้เกียรติยศใดๆป่าวประกาศ โชคร้ายที่ความสำคัญของพวกเขาถูกทำให้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ทุกฉบับที่มี มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ศรัทธาที่มวลมนุษย์มีนั้น ต้องคือสิ่งสูงสุดที่เราต้องเคารพต่อกัน ในนามกวีตัวเล็กๆที่ยังชีพอยู่ได้ด้วยการขายหมี่เป็ด เป็นชนชั้นแรงงานที่เขียนหนังสือสื่อผ่านไปยังสังคม ผมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างดีที่สุดแล้ว อย่างเต็มกำลังความสามารถเท่าที่จะทำได้ ในข้อจำกัดต่างๆที่เป็นเงื่อนไขของภววิสัย อันรัดรึงบริบทการเคลื่อนไหวต่างๆ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” จึงเป็นการผลิตงานชุดคนตัวเล็กๆบนท้องถนนในหัวเมืองห่างไกลจากกรุงเทพเป็น 1,000 กิโลเมตร เพื่อตะโกนบอกผู้คนว่าที่นี่ ที่ถนนละม้ายสงเคราะห์แห่งนี้แหละ มีคาวบอยผู้ทระนงต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีคนรักของช่างเสริมสวยคนหนึ่งกำลังไร้ที่ยืนในห้วงเวลาปัจจุบัน มีร้านข้าวมันไก่ที่ตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันแบบทุนนิยม จนสูญเสียมิตรภาพ สูญเสียลักษณะประนีประนอมของความเป็นมนุษย์ มีเพื่อนเก่าๆของผมที่กำลังดิ้นรนดำเนินชีวิต  ครอบครัวที่แตกสานซ่านเซ็นเพราะอะไรบางอย่างจากโลกสมัยใหม่ และที่ตายไปเพราะวัยหนุ่มอันคึกคะนอง บอกกล่าวผ่านกวีนิพนธ์ว่า มีคนรักเก่าๆของผมอยู่ที่นี่ ความทรงจำอันงดงามและหอมหวานของผมอยู่ที่นี่ ที่ที่เป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ด้วยความรัก  พูดถึงคนที่ผมศรัทธาในการใช้ชีวิตที่ได้ตายจากไป พูดถึงโลกที่หมุนอย่างรวดเร็วเป็นพายุไซโคลน ฉายภาพของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นอกจากตนเองและมอนิเตอร์อันนำเขาสู่โลกอินเทอร์เนต พูดถึงการเมืองของสังคมไทยที่แบ่งฝ่ายและพร้อมจะฆ่ากัน พูดถึงเหตุการณ์ชายแดนใต้ที่ยังคงมีคนตายได้อยู่ทุกวัน มันคือความล้มเหลวของสังคมไทยหรือไม่? ดร. จ้องที่รัก ผมตอบได้เพียงไม่ทราบได้ว่าสังคมของผมล้มเหลวหรือไม่ ผมทราบเพียงว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง    โลกหลังสมัยใหม่ (Post modern) ได้พัดพาสังคมไทยกระจัดกระจายเป็นฝุ่นฝอย และยากแก่การกอบเก็บมาปั้นเป็นดินเนื้อเดียวดั่งเดิมได้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชิ้นที่รวมอยู่ในเล่ม เป็นการบอกกล่าวภาวะด้านมืดของจิตในตัวผมเอง  แต่ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” เล่มนี้ ก็ยังคงมีความหวังแห่งการมีชีวิตอยู่ ผมพูดถึง “นิพพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์” อันเป็นการพยายามบอกผู้คนผ่านบทกวี ว่าเราสามารถเข้าถึงจุดสูงสุดของชีวิตในทัศนะพุทธได้ และมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดเลย นิพพานคำนี้ผมตีความเอาตามท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปราชญ์ที่ทรงคุณค่าที่สุดท่านหนึ่งของสังคมไทย  ที่อธิบายความหมายนามธรรมนี้ให้เป็นรูปร่างชัดเจน จับต้องสัมผัสได้ และปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย  บทกวีที่ชื่อ “เพียงพริบตา” อันเป็นงานชิ้นปิดเล่ม เป็นการสรุปองค์รวมคอนเซปท์ของ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ที่มองเห็นชีวิตเรามอดไหม้เหมือนเถ้าบุหรี่ วันเวลากัดกินชีวิตเราไปทีละวัน วันละนิด ก่อนจะดับสูญหายไปเหมือนควันบุหรี่ที่ล่องลอยแผ่วเบา แล้วเลือนสายหายไปกับอากาศ ชีวิตหลังการตายไม่มีความหมายอันใดเลย แต่ชีวิตก่อนตายนี่สิ  เราจะจัดการกับมันอย่างไรให้ทรงคุณค่าต่างหาก

ผมเกิดเมื่อปี 1968 ในเมืองหาดใหญ่ เตี่ยเป็นชาวจีนที่อพยพหนีความยากจนและสงครามยืดเยื้อมาจากแผ่นดินใหญ่ แม่เป็นลูกสาวชาวนา จากหมู่บ้านล้าหลังของอำเภอหัวไทรจังหวัดนครศรีธรรมราช  เตี่ยสร้างครอบครัวมาด้วยน้ำพักน้ำแรงอันเข้มแข็ง  จนเราเป็นร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์อันเก่าแก่ของเมือง  ผมเป็นลูกคนเล็ก เป็นน้องชายคนเดียวของพี่สาวสองคน ชื่อภาษาจีนคือ เฉิน เสี่ยว ย้ง  แน่ล่ะที่ผมเป็นคนแซ่เฉิน  เป็นจีนแต้จิ๋วที่พูดภาษาจีนไม่ได้เลย ด้วยเมื่อยังเยาว์ผมถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาอย่างคนไทยบ้านนอก เป็นคนที่เกิดในเมืองที่เป็นบ้านนอกอย่างภาคภูมิใจ ผมไม่เคยอายในสำเนียงภาษากลางอันแปร่งเหน่อทองแดง และเสียดายที่ไม่ได้ตักตวงภาษาจีนจากเตี่ยให้เต็มที่   จนเมื่อเตี่ยได้จากไปในปี 2003 ในอายุ 93 ปี  ผมจึงรู้ว่าสูญเสียครูภาษาจีนที่ดีที่สุดไปอย่างนิรันดร

การศึกษาสูงสุดคือมัธยมปลายปีที่ 6    ในโปรแกรมพลานามัยอันถือเป็นโปรแกรมที่ต่ำต้อยสุด  และจบมาอย่างทุลักทุเล  จากเด็กน้อยขี้แยขี้กลัวเมื่อยังเป็นเด็กน้อย เลือดหนุ่มรุ่นกลับฉีดพลุ่งพล่านอย่างฉับพลันในห้วงวัยคะนอง ทุกที่ในโลกใบนี้ผมสามารถที่จะเดินย่ำให้เป็นเทือกได้โดยไม่ลังเล  ครั้นจบมัธยมปลายปีที่ 6  ผมก็เดินทางเข้าศึกษาต่อที่กรุงเทพ ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง สถาบันการศึกษาของรัฐที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิด (ไม่ต้องสอบแข่งขันเข้าเรียน) ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ก่อนจะย้ายไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ เอกการเมืองการปกครอง ด้วยความสนใจการเมืองที่เป็นทุนเดิม และเพราะเลือดหนุ่มรุ่นอันเดือดพล่านในเส้นเลือดนี่เอง ที่ทำให้แม่เรียกตัวกลับบ้าน ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไป ผมจึงกลับมาช่วยที่ร้านขายหมี่เป็ดตั้งแต่บัดนั้น

ผมเป็นคนอ่านหนังสือมาโดยตลอด จากอ่านการ์ตูนตามประสาเด็ก ก็เติบโตการอ่านไปสู่วรรณกรรม  วันหนึ่งในรามคำแหง เพื่อนคนหนึ่งได้ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้อ่าน นับแต่ได้อ่าน “ปีศาจ” นิยายของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ผมก็กลายเป็นหนอนหนังสือไปเสียแล้ว เพราะการอ่านมามากมายยาวนานนี่เอง ทำให้อยากจะสื่อสารอะไรบางสิ่งบางอย่างไปยังสังคม ผมเริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 ซึ่งเป็นบทกวีรักตามประสาเด็กหนุ่ม และเขียนเรื่อยมาโดยไม่หยุดพัก จนล่วงเข้าสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในเดือนพฤษภาคม 1992 นั่นเอง- ที่บทกวีเป็นชิ้นเป็นอันของผมได้ถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรก และต่อเนื่องยาวนานมาจนปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนกี่ชิ้นนั้นไม่เคยนับ ยุคแรกๆของการเขียนบทกวี ผมเน้นไปที่เรื่องของสังคม-การเมืองในสกุล Social Realism. และพยายามอธิบายโครงสร้างปัญหาของสังคมผ่านบทกวี โดยอาศัยลักษณะSatire.  จนทักษะเข้าที่เข้าทาง ก็หันมาเขียนแนวปรัชญาบ้างแนวอื่นๆบ้าง ดังนั้นหากจะนับจำนวนชิ้นผมก็คงจะไม่อาจนับได้ครบจำนวน และหากจะถามถึงผลงานที่ผมรักหวงแหนด้วยแล้วนั้น ผมจะตอบอย่างไรดี? ในเมื่อแต่ละชิ้นที่ผลิตออกมา ผมทำมันด้วยความรักเอาใจใส่ ทะนุถนอมและดูแลมันดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ในห้วงเวลานั้น

 ยิ่งเมื่อช่วงหลังๆก่อนจะรวมเล่ม “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ผมเขียนเรื่องของคนตัวเล็กๆทั่วๆไป พฤติกรรมต่างๆที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เขียนถึงชีวิตจริงๆที่มีอยู่จริง โดยผ่านมุมมองและการโฟกัสหาอะไรบางอย่างมาเป็นประเด็น ผมเชื่อ- ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า ไม่ว่าชีวิตนั้นจะอยู่ในรูปทรงของมนุษย์คนใด 

เลือดที่ไหลวนอยู่ในร่างกายผม ปนเปไปทั้งความเป็นจีนและไทย กับคำถามที่ว่าหากผมจะจัดตนเองยืนอยู่ในสายพันธุ์ใดนั้น ยีนและโครโมโซมของผมจะมีลักษณะใดพิเศษเด่นกว่ากัน? ผมตอบไม่ได้ ดร. จ้องที่รัก ทุกสิ่งที่หล่อหลอมมาเป็นผมคนหนึ่ง มันคือสายเลือดทั้ง 2 สายพันธุ์ กลมเกลียวแน่นหนาฝังลึกตกตะกอนอยู่ในวิญญาณ ผมไม่ใช่คนของชาติพันธุ์ใดหนึ่ง และเชื่อว่าเราไม่ควรยึดติดอยู่กับภูมิประเทศพื้นที่ที่เราเกิด หรือสายเลือดที่แดงข้นของเรา  คติชาตินิยม, เชื้อชาตินิยมเป็นสิ่งดี หากมันถูกใช้เพื่อการรวมชาติในยุคแรกๆ แต่ที่สุดเราต้องสลายมันไปให้ได้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ในฐานะมนุษย์ร่วมโลกผู้เกิดแก่เจ็บตายเช่นกัน มนุษย์ผู้วนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ  มนุษย์ผู้เกิดมาไม่มีอะไรเป็นของเราเองเลย แม้แต่ชีวิตที่ยังต้องส่งคืนกลับไปยังธรรมชาติ

ตอนนี้ผมกำลังมีความสุขยิ่งกับเรื่องสั้น โดยเทคนิกเดิมๆที่เคยใช้ในการเขียนบทกวี ผมจับเอาเรื่องราวเล็กๆของคนธรรมดาๆทั่วไปเอามาเขียน มันอาจเป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องจริงเพียงเสี้ยวที่สร้างแรงสะเทือนใจ หรืออาจเป็นเรื่องที่คิดพล็อตขึ้นมาเอง เพื่อนำไปสู่จุดที่ต้องการสื่อ อย่างไรก็ตาม- ตอนนี้ผมได้เขียนนิยายเสร็จไปแล้วเรื่องหนึ่ง ชื่อ “รุสนี: เด็กสาวคนนั้นดวงตาเศร้า” อยู่ในขั้นตอนของการขัดเกลาให้กาววาวสวยงามผุดผ่องที่สุด เป็นเรื่องราวของเด็กสาวมุสลิมคนหนึ่ง ในหมู่บ้านแคและ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่ชายแดนใต้ของไทย ผมไม่ลงลึกในรายละเอียดว่าใครก่อเหตุการณ์? เหตุใดจึงเกิดความไม่สงบ? ด้วยนั่นเป็นเรื่องที่ยากแก่การค้นหาสำหรับนักเขียนอย่างผม ที่กิจการงานร้านหมี่เป็ดทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้มากนัก แต่สิ่งที่อยากบอกกล่าวให้คนไทยทั้งประเทศที่อยู่ในภาคอื่นๆได้รับทราบ ว่าแท้แล้วพุทธกับมุสลิมอยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบสันติและมีความสุขมาอย่างช้านาน ผมต้องการละลายความเกลียดชังเรื่องชาติพันธุ์ศาสนาออกไปให้หมดจากจิตใจของเรา เพราะเมื่อเรามองคนที่แตกต่างด้วยดวงตาแห่งมิตร เราจะเห็นความน่ารักของมนุษย์ในโลกนี้ทันที และนั่น- ไม่มีความจำเป็นใดๆอีกเลยสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อให้รักกัน

ผลงานที่มี...

“ดอกตะแบกเริ่มบาน” หนังสือทำมือแนะนำของรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดส์ 2007 พิมพ์โดยหมี่เป็ดสำนักพิมพ์

“การพังทลายของทางช้างเผือก” หนังสือทำมือส่งประกวดได้รับรางวัลพิเศษจาก

รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดเมื่อปี 2006  พิมพ์โดยหมี่เป็ดสำนักพิมพ์

“ดอกฝัน: ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” เป็นหนังสือรวมบทกวีเล่มแรก พิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ. 1998

“โลกในดวงตาข้าพเจ้า” เป็นหนังสือรวมบทกวีเล่มที่สอง พิมพ์โดย สำนักพิมพ์สามัญชนเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2007 และได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2007

“The DuckDuck’s Manifesto.” รวมเล่มเรื่องสั้นกึ่งความเรียงเล่มแรก เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายรางวัลเซเว่นบุ๊คอะวอร์ด พ.ศ. 2007 และมีเสียงชื่นชมจากนักเขียนใหญ่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ และอีกหลายนาม

ด้วยความดีงามทั้งปวง 

มนตรี ศรียงค์ 

22-05-09

 


Dear Dr.Chong



                Firstly, I would like to express my appreciation and would like to humbly welcome both of you to my noodle restaurant. I never expected such an honor like that before in my life,and I apologize if, for some reason, either of you felt uncomfortable in visiting. Nonetheless,I want to let you  know how glad  I was to receive your visit, and I also want to thank you for your admiration of the taste of my duck noodles as well as my poetry. Thank you again for interviewing me, it is  such a great honor to communicate to all Malaysians.


              Do you believe in simple people's power? Yes, I do. I do believe in them.They are small , simple and  you can find them everywhere: People walking along the street, people working in slums, a man enjoying singing a folk song in his rice field,  or the woman who is planting beautiful flowers for our earth. They are plain and simple in thisworld, even as the new wave of globalization ruins their lives. They still stand with strengthof spirit. They smile back to the world as if nothing had happened to them. They are powerful hands for healing the old world, and for moving towards a new world.


               Those people can do anything they want in life, but I don't understand why do they throw their hopes and dreams away. Why do they look hopeless, giving up on everything? Why do they keep complaining, and blaming their destiny again and again? Why do they accept the result of poor politics? There is no bravery left in their lives, just fear and hopelessness.


                 Dear Dr. Chong, I learn from those people by observing their lives and their destinations. I discovered something fundamentally wrong among the people. And no, I don't mean people only in Thailand, but people all over the world.


                 My poetry book, Theworld's vision in my eyes, is nothing else but people's observations and a look at how they think. Life itself, which god gave us is excellent. I believe that god gives life to people, and then he gave us love, for loving one another. Life is not just a life.It's a deeper meaning, and without that love, humanity cannot be humanity.


                 When I say god, I don't mean god in a religious sense. I think the definition of god depends on our belief or our faith. I myself am not a good Buddhist, so I dare not talk about absolute truths such as God. But I do know that we must respect each other's belief and faith. All of what I believe became my book, the world's  vision in my eyes. Yes ,this book is all about faith.


                I do believe in humanity. I do believe in all brave and simple men who want to move the world without asking anything in return. Yes, I do believe in those people, but unfortunately, people like this became dust in the wind in every nation's  history. I think from person to person, we must respect each other and not lose faith between us.


              I myself, in writing poetry and running a local noodle restaurant, would like to say I'm  a poet and proletariat. I see myself as a proletariat who writes poetry to communicate to the world. I try to do my best to reflect my abilities in this regard.


              So my book, The world's vision in my eyes is nothing else but my own collection of human beings.  It's  a product of a simple writer who lives a thousand kilometers away fromThailands capital city. My book is a voice to let people know that on Lamaisongkhlo Street,there is a variety of life. There is a man who is proud to be a cowboy, a lover of hopeless hairdresser, an owner of a small restaurant who tries to fight capitalism, some broken families hit from the bad side of technology, and some who died because of a teenager's mistake. I want to speak out through my poetry. Some of my ex-loves, and all of my sweet memories are here.


            This street is my beloved home. I want to talk about the people who live next door and  nearby, and I want to let people know how crazy this world is. And I also want to talk about the young generation that lives around here, who dont care about anything
outside of themselves and the cyberworld on the Internet.


             In this book, I talk about Thailands political situation, which is divided into two groups who are ready to kill each other at a moments notice. I talk about the situation in southern Thailand, where people are being killed every day. Is this Thailands worst future? I dontreally know, but what I do know is that Thailand is going to move towards its most important era ever.


           The post-modern era destroyed the world and my country. Like a big storm that ruins ways of life and cultures. We all have been destroyed by rampant development, but humanity still stands on faith, as do the poems in my book. What I try to communicate to the world is, dont give up. Life is always wonderful and beautiful. I do believe in the bright side of being.


           In one of my poems, Nirvana in Siriwats Noodle Restaurant, I attempt to speak about nirvana. It seems funny, but its quite serious: How could people achieve nirvana in a littlenoodle restaurant?


          I want to tell you that to get to absolute truth is not that hard. But nirvana i n mydefinition is taken from the philosopher monk, Buddhadasa Bhikkhus definition, whichexplains nirvana from specific to an abstract noun, easy to understand and practice.


         Just a Moment is the last poem in the book, but it is also the entire concept. Time is burning our life, day by day, until we become ashes. Like a cigarette that finally fades off  and is gone with the wind. I dont care much about life after death, but I do care about li febefore death. How can we manage every day before we become ashes? That is my concern.


            I was born in Hat Yai in 1968. My father was a poor immigrant from mainland China. My mother is a poor farmers daughter from Nakhonsrithammaraj, in the Hua Sai district. My father was a hard worker. He worked hard and collected money until we could own ourown family restaurant. Our restaurant, Siriwats Duck Noodle, has been very well known in Hat Yai for a long time. I have two older sisters, but am the only son in the family. My Chinese name is Chan Xiao Yang. You can say Im from Chans family, but I cant speak Chinese at all, since I have been raised by my mother, who is Thai.


            I'm  a small town boy, but have never felt bad about my thick southern accent. My father passed away at the age of 93 in 2003. It was a big loss for our family, and I lost the best Chinese teacher I ever had.


            I graduated only high school, and then after that I went to Bangkok to study in  community college, since it gave me an opportunity for easy study without the need to pass tests or examinations. I studied Thai literature and social sciences, but then changed to political science after finding that I had greater interest in politics than literature.


             I was not a good student there. I drank and fought sometimes, and my mother wanted me to come back to my hometown to help her run the family business.


             I love reading. I have read every book I could find since I was young, from cartoons to serious literature like Pi Sard by Saeni Sowwapong. Finally, I found myself as a bookworm from all that reading, and this made me want to communicate to the world in my own words. At age 14 I started writing love poetry, you know, it is a teenager's nature to love and be loved.

            I kept writing until May 1992. That time was known as the Dark Day of May,and my first poem was published then. Since that time,editors have accepted all of my work. The first period of my professional writing was focused on Social Realism, as I attempted to explain social structure within my poetry. After that I tried to insert philosophy into my work. If you ask me which poetry I love the most, I can say truthfully that I love it all. I love every one I have ever worked on. 


                 Before I wrote the book, The world's 
 vision in my eyes, mostly I wrote about simple people's lives, because I believe in power of people. I believe in the bright side of humanity,and I believe that every life can be beautiful.


                If you ask me whether I am Thai or Chinese, I can't
say that I'm  100 percent one or the other. I am the result of two nationalities mixed together to be me. As a man, we should not belong to a native country, rather, we are people of the world. For me, all of us have to transmigrate in the cycle of death and birth. Nothing belongs to us, nothing is stable or certain, and everything will be back to Mother Nature eventually.


               I am currently enjoying writing a short story using the same technique and theme as my poetry. As an observer, I like to write about simple people that you can see everywhere,but I try to make them more interesting through my own plots and ideas. Ive written  a novel about the Muslim community called Rusni; The Sad-Eyed Girl. Im currently editing  this novel, but let me tell you a few details about it. It's
about a Muslim girl who lives  inNarathiwat, Thailand, where people are being killed every single day. What I want to say in my novel is that I believe Buddhist and Muslim can live happily together in Thailand's Muslim provinces. I want to tell people in other parts of Thailand and around the world, that if we rid our hearts of hate, with no religion and no nationality, then we can live peacefully together in this part of Thailand. We have to see each other with new eyes, new thoughts,and new visions, and we will find out how lovely humanity really is. So, no more propaganda!





My work


 -When the Tabaek is Blooming Poetry book, self-published, 2007. Seven book a
wards

-The Galaxy is tumbling down. Poetry book, self-published, 2006. Seven book awards.

-The Dream' s Flower in the Rainy Season. Poetry book, Preaw Publishing, 1998.

-The World'svision in my Eyes. Poetry book, Samanchon Publishing. SEA-Write Award, 2007.

- The duckducks Manifesto. Articles and short stories, self-published.


All my best wishes


Mr. Montri Sriyong



แปลเป็นอังกฤษโดย : 
 เจริญขวัญ แพรกทอง  บลาฮาสสกี้   




อันเนื่องมาจากไม่นานมานี้ ดร.จ้อง กับ ดร.ลิม(ซีไรต์มาเลเซียคนก่อนหน้าหลาย

ปี) ได้มีโอกาสมาเยี่ยมผมที่ร้าน  โชคดีที่ ดร.ลิมพูดภาษาไทยได้บ้าง อีกทั้งมี

อาจารย์จาก มอ.หาดใหญ่คอยช่วยแปล และมี ดร.พิเชฐ แสงทอง ไปเยี่ยมผมที่

ร้านพอดี  เลยได้คุยกันสนุกสนาน



ดร.จ้องจึงเมล์มาสัมภาษณ์ผมเพื่อลงนิตยสารของ Universiti Putra Malaysia.

(UPM) ซึ่งมีจัดจำหน่ายทั่วมาเลเซีย


ผมได้ขอให้ เจริญขวัญ นักเขียนสาวที่อยู่้อเมริกานานปีช่วยแปลให้ อีกทั้งได้ ตู๋

น้องชายที่น่ารักช่วยขัดเกลาคำบางคำให้เป็นทางการขึ้น  ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้



เห็นว่าผ่านมาร่วม 2 เดือนแล้ว น่าจะได้รับการตีพิมพ์ไปแล้ว จึงได้นำมาลงไว้ใน

เวบครับ  ข้างล่างคือคำถามครับ



Dear Mr. Montri,

Thank you for your kind and warm welcome during my visit to

your place last Sunday. I really appreciate the duck noodle you

specially cook for me, and I like it very much. Hopefully I would

have the second chance to enjoy it. I'm really attracted with your

creative works, especially the theme you tried to raise which I

think not only reveal your perception about the environment

you engaged with, but also the meaning of the life itself. And I

believed that your works in certain aspects have sucessfully

revealed the lifelihood of the lower class in Thailand.

I would like to write something about you, introducing to the

Chinese readers in Malaysia as well as internationally. Below are

a few questions, and I hope we can further communicate

through e-mail whenever I need more information:



1. Tell me about your personal details and your family as well.

For example your ethnic of origin, your name, place of origin of

your ancestor, education background etc.


2. How long have you engage in writing and why you write in the

beginning?


3. How many books you have published? Each title and roughly

the content.


4. How do you perceived yourself? A Thai writer or a Chinese

Siamese writer?


5. Could you say something about the theme you like most and

the reason you say so?


6. As 2007 SEA Write Award winner in the category of poem,

could you name three poems you like most? Please provide me

with the English translation if possible.


7. Tell something about your writing programme in future?


Thank you in advance for your reply.

Warm Regards,


Chong Fah Hing












 

 

 

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พันธกานท์ วันที่ : 10/12/2009 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panthakant
สวนอักษร : ธารคำท่ามกลางยุคสมัยฯ  "พันธกานท์ ตฤณราษฎร์" 

หวัดดีพี่น้องหาดใหญ่

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
หนุ่มกร วันที่ : 10/12/2009 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supanan
เล่าสู่กันฟัง....

สวัสดีครับ ปกติชอบอ่านหนังสือ ขอบพระคุณที่บอกกล่าวหนังสือให้ทราบ หาได้ที่ร้านใดครับ....

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สิปาง วันที่ : 26/10/2009 เวลา : 22.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plas

สวัสดีค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ทะเลไร้คลื่น วันที่ : 29/09/2009 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talay
http://www.oknation.net/blog/yeewawa/2009/11/17/entry-1 " ลูกหลานสายน้ำตาปีเมืองปักษ์ใต้ "


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
พันธกานท์ วันที่ : 16/09/2009 เวลา : 10.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panthakant
สวนอักษร : ธารคำท่ามกลางยุคสมัยฯ  "พันธกานท์ ตฤณราษฎร์" 

มาอ่านครับผม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ตาพรานบุญ วันที่ : 04/08/2009 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ta-pran-boon
ตาพรานบุญ

โลกในดวงตา
อ่านจบในเร็ววันเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
naitiwa วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...

สวัสดี ขอรับ
แหะ แหะ

โอ...
ว้าว...

อ่านเสร็จแล้วก็พบว่า
โกอินเตอร์บัดเดี๋ยวนั้น อิอิ

แหะ แหะ
สบายดีนะ ขอรับ น้าหมี่ที่รัก

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ว.แหวนลงยา วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wachira89

อยากอ่าน และจะรออ่าน ครับ

ผมมีคำถามจากหลุมศพมุสลิม ที่บล็อก ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ใครไม่รู้ วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boobyblue

สวัสดีครับ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เพลงฝน วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hyacinth
   เรามีตาคนละดวง มีโลกคนละใบ และเราไม่ใช่คนเดียวกัน จึงมีชุดความจริงต่างกันก็เท่านั้นแหล่ะ 

กลางเดือนหน้าจะไปมาเลย์ล่ะ

แต่ต้นเดือนต้องไปนอนค้างสงขลาสักคืนสองคืน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Lyrics วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

หาดใหญ่ก็เป้นบ้านเกิดของเราเช่นกานน




ถ้าเล่นhi5 ว่างๆเจอกันคร่า

http://goffyja.hi5.com

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หมี่เป็ดสิวะ! วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 22.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meepedsiva

มันไม่ขึ้นรูปอะครับ

[url]http://www.softganz.com/meeped/paper/2045#comment-9247[/url]

ไปดูที่นี่ละกัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

นิพพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์

อ่านบทกวีนิพพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ เมื่อ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล

View All
<< มิถุนายน 2009 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]