• Supalak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supalak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-24
  • จำนวนเรื่อง : 361
  • จำนวนผู้ชม : 513866
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2141 คน
Mekong Corridor
All about Mekong basin
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mekong
วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2554
Posted by Supalak , ผู้อ่าน : 5237 , 08:10:59 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Supalak โหวตเรื่องนี้

                           

แม้ว่า ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาวคนใหม่จะได้ยืนยันกับ เหงียน เติ่น หยุง นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ในระหว่างการพบปะเจรจากันในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18 ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อนว่ารัฐบาลลาวได้ตัดสินใจเลื่อนแผนการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีบนแนวแม่น้ำโขงออกไปแล้วในขณะนี้


และถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีลาวจะไม่ได้ให้เหตุผลของการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นเพราะโครงการเขื่อนไซยะบุลีนี้ ถูกคัดค้านอย่างกว้างขวางจากเครือข่ายประ ชาชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขงนั่นเอง และในโอกาสการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนที่ได้จัดคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งล่าสุดนี้ เครือข่ายประชาชนฯ ดังกล่าวก็ยังได้แสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีต่อบรรดาผู้นำรัฐบาลอาเซียนอีกด้วย


โดยการแสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีดังกล่าวนี้ถือเป็นการยกระดับการเคลื่อนไหวจากลุ่มแม่น้ำโขงไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกอีกต่างหาก เพราะก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนไทยจาก 8 จังหวัดที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงนั้นได้ยื่นหนังสือถึงเอกอัครรัฐ ทูตลาวประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการมาแล้ว โดยได้เสนอให้มีการเลื่อนแผนการก่อสร้างออกไป 10 ปีเป็นอย่างน้อยเพื่อศึกษาป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างรอบคอบเสียก่อน


ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายประชาชนไทยฯ ก็ยังได้ยื่นหนังสืออย่างเดียวกันนี้ถึงนายกรัฐมนตรีไทย คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของรัฐสภาไทย กลุ่มบริษัท ช.การช่าง ในฐานะที่จะเป็นผู้ลงทุนก่อ สร้างเขื่อนไซยะบุลี ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งที่จะให้เงินทุนกู้ยืม รวมไปถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประ เทศไทยที่จะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าและอีก 15 ภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่คณะกรรมาธิ การแม่น้ำโขง (Mekong River Commission—MRC) อีกด้วย


ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่รัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกใน MRC เหมือนกับลาวและไทยนั้นต่างก็ได้แสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการคัดค้านจากเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศมหามิตรในฐานะที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษอยู่กับลาวนับตั้งแต่ปี 1977 เป็นต้นมาแล้วนั้น น่าจะเป็นมูลเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นที่มาของการตัดสินใจเลื่อนแผนการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีของลาวในครั้งล่าสุดนี้


อย่างไรก็ตาม การเลื่อนโครงการเขื่อนไซยะบุลีของทางการลาวดังกล่าวนี้ ก็ไม่ได้หมายถึงการเลิกล้มแผนการแต่อย่างใด หากแต่ทางการลาวและกลุ่มบริษัท ช.การช่างนั้นจะยังคงทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่อไปจนกว่าจะเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกใน MRC ด้วยกัน กล่าวก็คือการที่ต้องการจะพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเขื่อนไซยะบุลีนั้นจะสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศใน MRC มาก กว่าการที่จะสร้างผลกระทบในด้านลบ เพื่อที่ว่าจะได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนให้ได้ในท้ายที่สุด


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าสำหรับรัฐบาลลาวแล้วทุกโครงการก่อสร้างเขื่อนนั้นหมายถึงปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายของการเป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ในเอเชีย หรือที่ทางการลาวนั้นเรียกว่า “หม้อไฟแห่งเอเชีย” (Battery of Asia) ซึ่งโครงการเขื่อนไซยะบุลีนั้น ก็อยู่ในเป้าหมายดังกล่าวนี้ด้วยดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลลาวได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท ช.การช่าง ในสัดส่วน 20% ต่อ 80% ของมูลค่าลงทุนรวมกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อที่ว่าจะได้ส่งพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จากโครงการนี้ถึง 1,280 เมกกะวัตต์นั้นขายให้กับไทยนับจากปี 2019 เป็นต้นไปนั่นเอง


แต่ในเมื่อว่าโครงการต้องมาถูกคัดค้านจนทำให้ต้องเลื่อนเป้าหมายดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนดที่แน่นอนเช่นนี้ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ของรัฐบาลลาวอยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นการมุ่งสู่การเป็น “หม้อไฟแห่งเอเชีย” เช่นว่านี้ของรัฐบาลลาวก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป ทั้งนี้โดยล่าสุดก็ปรากฏว่าทางการลาวได้ตกลงให้ Sino-Hydro Corp ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจด้านพลังงานของจีนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างเขื่อน 7 แห่งตลอดแนวแม่น้ำอูที่มีความยาวเกือบ 500 กิโลเมตรนับจากแขวงพงสาลีทางภาคเหนือของลาวเรื่อยลงมาจนถึงปากน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแขวงหลวงพระบาง


โดยถ้าหากว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ก็จะทำให้การก่อสร้างเขื่อนทั้ง 7 แห่งดังกล่าวแล้วเสร็จและสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รวมกันถึง 1,156 เมกกะวัตต์ เพื่อส่งออกมาขายให้กับไทยได้นับจากปี 2016 เป็นต้นไป ซึ่งก็ดูเหมือนว่าการดำเนินงานทุกอย่างนั้นจะราบรื่นเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าหลังจากที่ทางการลาวได้ตกลงให้สัมปทานเขื่อนทั้ง 7 แห่งแก่ Sino-Hydro Corp ได้ผ่านพ้นไปเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น ก็ปรากฏว่าธนาคารพัฒนาแห่งประเทศจีนนั้นก็ได้ตกลงอนุมัติเงินทุนกู้ยืมมูลค่าถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ Sino-Hydro Corp ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนทั้ง 7 แห่งแล้วนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการลาวและจีนยังถือว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างลาวกับจีนครบรอบ 50 ปีในปีนี้พอดี ทั้งก็ยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆด้านอีกด้วย


ดังที่ ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของลาวนั้น ได้กล่าวยืนยันในโอกาสดังกล่าวนี้ว่า “สายพัวพันมิตรภาพและการร่วมมือระหว่างลาว-จีนได้รับการพัฒนาให้เติบใหญ่ขยายตัวทั้งทางกว้างและทางลึกเป็นก้าวๆมา โดยเฉพาะผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงกันยกระดับการพัวพันลาว-จีนให้มาเป็นคู่ร่วมยุทธศาสตร์รอบด้าน มั่นคง ยาวนาน”


โดยในปัจจุบัน จีนนับเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ให้การช่วยเหลือแก่ลาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากนับจากปี 1990 ถึงปลายปี 2010 ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่ารัฐบาลจีนได้ให้การช่วยเหลือด้านงบประมาณแก่รัฐบาลลาวแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 6,500 ล้านหยวนกับอีกกว่า 1,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้รัฐบาลลาวใช้ในโครงการพัฒนาต่างๆกว่า 130 โครงการในลาว


ส่วนในด้านการค้าในปี 2010 ที่ผ่านมานั้น ก็มีมูลค่ารวมเกินกว่าเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายได้วางเอาไว้ซึ่งก็คือในขณะที่เป้าหมายได้วางเอาไว้ที่ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น แต่ก็ปรากฏว่าการค้าที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติได้จริงนั้นมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,055 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


แต่อย่างใดก็ตาม การที่มูลค่าการค้าระหว่างลาวกับจีนเพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นเพราะว่าบรรดานักธุรกิจจีนได้หลั่งไหลเข้าไปลงทุนในลาวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2000-2010 นั้นก็ปรากฏว่ากลุ่มธุรกิจจีนได้เข้าไปลงทุนในลาวคิดเป็นมูลค่ารวมเกินกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ทำให้จีนสามารถรักษาสถานภาพของการเป็นประเทศที่ลงทุนในลาวมากที่สุดได้อย่างมั่นคง


การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ว่านี้นับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้นำลาวหมดความหวาดระแวงที่เคยมีต่อจีนในอดีตไปอย่างสิ้นเชิงแล้วและที่สำคัญคือสิ่งที่จีนได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลาวนั้นนับเป็นสิ่งที่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้นำลาวโดยตรงทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงแห่งชาติ


เช่นในกรณีของการตกลงร่วมมือเพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟในลาวนั้น ก็เป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อแผนการของรัฐบาลลาวในการพัฒนาจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land Locked) สู่การเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อการคมนาคม-ขนส่งที่เรียกว่า Land Linked ในลุ่มแม่น้ำโขงนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม


ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเฉพาะในเขตลาวที่มีระยะทางยาว 421 กิโลเมตรนั้นจะต้องใช้เงินทุนมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม แต่ทางการจีนก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าทางรถไฟจากจีนจะเชื่อมต่อถึงนครเวียงจันทน์ภายในปี 2015 อย่างแน่นอน


นั่นก็หมายถึงหลักประกันที่มั่นคงของกลุ่มทุนจีนในอันที่จะหลั่งไหลเข้าไปในลาวมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทะลุทะลวงเข้าครอบงำเศรษฐกิจของอาเซียนทั้งภูมิภาคให้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อไป


ส่วนที่ถือว่าเป็นการตอบสนองเป้าหมาย “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ของรัฐบาลลาวโดยตรงนั้น ก็คือการที่ผู้ นำจีนได้มอบหมายให้ Sino-Hydro Corp เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้านพลังงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวในทุกโครงการเขื่อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ทั้งนี้โดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวได้วางแผนการที่จะขยายแนวสายส่งกระแสไฟฟ้าให้ครอบคลุมถึง 80% และ 90% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดให้ได้ในปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ โดยในปัจจุบันลาวมีเขื่อนที่ทำการผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว 14 โครงการมีกำลังติดตั้งรวมกัน 2,542 เมกกะวัตต์และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้รวมกันมากกว่า 11,000 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปีหรือเพิ่มขึ้นจากปี 2005 คิดเป็นสัดส่วนถึง 3 เท่าเลยทีเดียว


แต่ถึงแม้ว่าในจำนวน 14 โครงการเขื่อนดังกล่าวนี้จะก็เป็นเขื่อนที่อยู่ภายใต้การดูแลหรือคุ้มครองของ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวถึง 9 โครงการก็ตาม แต่ก็มีกำลังติดตั้งรวมกันเพียง 385 เมกกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้รวมกันเพียง 1,800 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น และก็เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในประเทศถึง 1,400 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปี ซึ่งหมายความว่ารัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวมีพลังงานไฟฟ้าเหลือเพื่อส่งออกไปต่างประเทศเพียง 400 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลลาวได้วางเป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็น “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ให้ได้ในอนาคตนั้น ก็ได้กลายเป็นความรับผิดชอบของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวในอันที่จะต้องตอบสนองเป้าหมายที่ว่านี้ของรัฐบาลลาวให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมและร่วมลงทุนในการสร้างเขื่อนให้ได้อย่างน้อย 2 โครงการต่อปีในช่วงปี 2011-2020


เพราะฉะนั้น จึงทำให้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวคาดหวังว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้านพลังงานร่วมกับ Sino-Hydro Corp ภายใต้การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐบาลลาวกับจีนนั้นย่อมจะทำ ให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน ทั้งยังไม่ต้องไปสนใจด้วยว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อใด เนื่องจากว่าเฉพาะแม่น้ำภายในของลาวเองนั้น ก็มีศักยภาพที่จะสร้างเขื่อนได้ถึง 170 กว่าโครงการที่มีกำลังติดตั้งรวมกันมากกว่า 28,000 เมกกะวัตต์หรือเทียบได้กับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยทั้งประเทศในอีกไม่ถึง 7 ปีข้างหน้าแล้วนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 23/05/2011 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

รู้หรอก..ว่าจีนสร้างอะไรก็สร้างได้เร็ว...เเต่ว่า..อย่าลืมดูผลกระทบด้วยนะ...ดูอย่าง เขื่อนสามผา ทางจีนก็เพิ่งออกมายอมรับว่าส่งผลกระทบกับประชาชนเเละสิ่งเเวดล้อมมาก.
สร้างเขื่อนน่ะดีครับ-เเต่ต้องคิดวิธีลดภาระในระยะยาวที่จะเป็นต้นทุนรัฐต้นทุนประชาชนเเละผลต่อสิ่งเเวดล้อมด้วย. รอบคอบใว้เเหละดี.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

หมอลำลาว-สาละวัน

ลำสาละวันอยู่ในแขวงภาคใต้ของลาว

View All
<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]