• Supalak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supalak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-24
  • จำนวนเรื่อง : 361
  • จำนวนผู้ชม : 567782
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2141 คน
Mekong Corridor
All about Mekong basin
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mekong
วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม 2555
Posted by Supalak , ผู้อ่าน : 2314 , 12:47:09 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Supalak โหวตเรื่องนี้

      

รายงานการสำรวจความเห็นของบรรดานักลงทุน ซึ่งดำเนินการโดยองค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศหรือ Transparency International (TI) นั้นได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ทั้ง 10 ประเทศนั้นได้เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยถึงแม้ว่าภายในกลุ่มอาเซียนจะมีทั้งประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดและมากที่สุดในโลกก็ตาม แต่สถานการณ์โดยรวมล่าสุดนั้นก็คือกลุ่มอาเซียนมีนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่โกงกินมากขึ้นอย่างถ้วนหน้า


กล่าวสำหรับประเทศสิงคโปร์นั้น ถึงแม้ว่า TI จะจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ด้วยคะแนนความไว้วางใจที่ได้รับจากบรรดานักธุรกิจชาวต่างประเทศที่ลงทุนและดำเนินธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์นั้นสูงถึง 9.3 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 หรือถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 ของประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลกเมื่อปลายปี 2010 ก็ตาม แต่คะแนนความไว้วางใจดังกล่าวนี้ของนักธุรกิจชาวต่างชาติที่มีต่อสิงคโปร์ก็ได้ลดลงสู่ระดับ 9.2 และถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกในปลายปี 2011ซึ่งก็หมายความว่านักธุรกิจทั้งหลายนั้นมองว่ามีการคอร์รัปชั่นในสิงคโปร์มากขึ้นนั่นเอง


สถานการณ์ที่ว่านี้ได้เกิดขึ้นในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์หรือพม่าด้วยเช่นกันเมื่อปรากฏว่าพม่าที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลทหารนับเป็นเวลาถึง 49 ปีเต็ม (มีนาคม 1962 ถึงมีนาคม 2011) นั้นไม่เพียงจะถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในอาเซียนเท่านั้น หากก็ยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลกอีกด้วย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ 5 ปีหลังนี้พม่าได้รับคะแนนความไว้วางใจจากบรรดานักธุรกิจทั้งหลายลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือพม่าได้รับคะแนนความไว้วางใจในระดับ 1.9 เท่านั้นในปี 2006 แต่ก็ยังได้รับคะแนนความไว้วางใจต่ำลงอีกโดยเหลือเพียง 1.5 ในปี 2011 ซึ่งก็ทำให้พม่าถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 180 จากการสำรวจทั้งหมด 182 ประเทศทั่วโลก


แต่จะว่าไปแล้ว ถ้าหากไม่นับรวมประเทศสิงคโปร์ และบรูไน ที่ได้รับคะแนนความไว้วางใจในระดับ 5.5 ในปี 2010 และ 5.2 ในปี 2011 ซึ่งก็ทำให้อันดับของบรูไนหล่นจาก 38 ลงมาสู่อันดับที่ 44 ของโลกนั้น ก็ไม่มีประเทศใดเลยทั้งในลุ่มน้ำโขงและในอาเซียนที่ได้รับคะแนนความไว้วางใจจากนักธุรกิจทั้งหลายถึงระดับ 5 คะแนนเลย เช่น มาเลเซียก็ได้รับความไว้วางใจเพียงในระดับ 4.4 ในปี 2010 และก็ได้ลดลงมาเป็น 4.3 คะแนนในปี 2011 ซึ่งยังผลทำให้ระดับของการคอร์รัปชั่นในมาเลเซียเพิ่มขึ้นจากเดิมที่อันดับ 56 มาเป็นอันดับที่ 60 ในปีล่าสุด


ส่วนไทยที่เคยได้ 3.5 คะแนนและอยู่อันดับที่ 78 จาก 178 ประเทศทั่วโลกในปี 2010 นั้น ก็ได้รับความไว้วางใจลดลงเป็น 3.4 คะแนนและก็ทำให้อันดับหล่นลงมาที่ 80 ของโลกในปี 2011 ในขณะที่ลาวนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับคะแนนความไว้วางใจเพิ่มขึ้นจาก 2.1 ในปี 2010 ขึ้นมาเป็น 2.2 ในปี 2011 ก็ตาม แต่ก็หาได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจากเดิมที่อันดับ 154 อย่างใดไม่ และที่ถือว่าอันดับหล่นลงไปมากที่สุดนั้นก็คือกัมพูชา เพราะเมื่อปี 2010 อยู่ที่อันดับ 154 เช่นเดียวกับลาว ครั้นถึงปลายปี 2011 กลับปรากฏว่าอัน ดับของกัมพูชานั้นหล่นไปอยู่ที่อันดับ 164 ของโลกเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม ส่วนที่พอจะนับได้ว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอยู่บ้างนั้นก็คืออินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อปี 2010 ได้รับความไว้วางใจ 2.8 หรืออยู่ที่อันดับ 110 กับเวียดนาม 2.7 คะแนน หรืออันดับที่ 116 และฟิลิปปินส์ 2.4 คะแนน ซึ่งอยู่ที่อันดับ 134 นั้น แต่ครั้นเมื่อถึงปลายปี 2011 ก็ปรากฏว่าอินโดนีเซียได้รับความไว้วางใจเพิ่มขึ้นเป็น 3.0 อยู่อันดับ 100 ขณะที่เวียดนามได้รับความไว้วางใจ 2.9 อยู่อันดับที่ 112 และฟิลิปปินส์ได้ 2.6 คะแนนอยู่ที่ 129 ของโลกตามลำดับ


โดยสาเหตุที่ทำให้ทั้งสามประเทศดังกล่าวได้รับคะแนนความไว้วางใจจากนักธุรกิจเพิ่มขึ้นและก็ทำให้สถานการณ์เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นมีระดับที่เจือจางลงบ้างนั้น ก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลของทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่นในวงการรัฐบาลมากยิ่งขึ้น อย่างในเวียดนามนั้นถึงกับได้มีการตัดสินลงโทษจำคุกนักคอร์รัปชั่นที่เป็นถึงรัฐมนตรีเลยทีเดียว


แต่ถึงกระนั้น ถ้าหากเป็นการสอบวัดผลการเรียนของเด็กนักเรียนแล้ว ก็หมายความว่าทั้ง 8 ประเทศในกลุ่มอาเซียนดังกล่าวนี้ (ยกเว้นเพียงสิงคโปร์และบรูไนเท่านั้น) ก็คือเด็กนักเรียนที่สอบตกยกชั้นกันเลยก็ว่าได้ และที่น่าเป็นห่วงไปยิ่งกว่านั้นก็คือคะแนนสอบของเด็กนักเรียนเหล่านี้ยังแย่ลงกว่าเดิมอีกด้วย


แต่อย่างไรก็ตาม การที่พม่าถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลกนั้นก็มิ ได้หมายความว่าการโกงมากที่สุดของรัฐบาลทหารพม่านั้นจะทำให้รัฐบาลทหารพม่าสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาลที่สุดแต่อย่างใด เพราะว่าจะต้องมีการพิจารณาจากมูลค่าของงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญด้วย เนื่องจากการคอร์รัปชั่นที่สามารถทำได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันมากที่สุดก็คือการเบียดบังเอาจากงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลแต่ละประเทศนั่นเอง

กล่าวสำหรับพม่านั้น แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลกก็ตาม แต่การที่งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลทหารพม่าในปี 2011 มีมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น จึงทำให้ผลประโยชน์ที่รัฐบาลทหารพม่าได้จากการเบียดบังเอาจากงบประมาณดังกล่าวไม่มากเท่าผลประโยชน์ที่นักธุรกิจการเมืองทั้งในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและมาเลเซียได้จากการคอร์รัปชั่นหรือที่เบียดบังเอาจากงบประมาณรายจ่ายอย่างแน่นอน


อย่างเมื่อปีที่แล้วงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลอินโดนีเซียก็มีมูลค่ารวมมากกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรัฐบาลฟิลิปปินส์นั้นก็มีงบประมาณรายจ่ายถึง 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลไทยเองก็มีงบประมาณรายจ่ายเฉียด 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถ้าหากคิดถัวเฉลี่ยงบประมาณดังกล่าวต่อหัวประชากรของแต่ละประเทศ ก็จะได้ว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นมีงบประมาณสำหรับคนพม่าเพียงไม่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีเท่านั้น ส่วนในอินโดนีเซีย ก็ถัวเฉลี่ยได้คนละไม่เกิน 382 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ฟิลิปปินส์ก็ถัวเฉลี่ยได้ 433 ดอลลาร์สหรัฐ และในไทยก็ถัวเฉลี่ยได้ถึง 1,045 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีเลยทีเดียว


ซึ่งถ้าหากว่างบประมาณดังกล่าวนี้ได้มีการใช้จ่ายไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างแท้จริง ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อประชาชนคนไทยมากกว่าประชาชนทั้งในพม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อย่างแน่นอน ตรงกันข้ามถ้าหากมีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสหรือมีการคอร์รัปชั่นกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้วก็หมายความว่าผู้ที่จะต้องสูญเสียมากที่สุดก็คือประชาชนคนไทย ส่วนผู้ที่อ้วนขึ้นอย่างผิดหูผิดตาก็คือนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยนั่นเอง


เพราะยิ่งมีงบประมาณก้อนโตเท่าไรและมีการคอร์รัปชั่นมากเท่าใดนั้น ก็ยิ่งจะต้องมีการเบียดบังเอางบประมาณที่เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเหล่านักธุรกิจการเมืองมากขึ้นนับเท่าทวีคูณ และในการสำรวจของ TI ดังกล่าวนี้ก็ยังได้ระบุด้วยว่า 80% ของนักธุรกิจที่ตอบแบบสำรวจทั้งหมดนั้นเชื่อว่าภาคส่วนที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดคือพรรคการเมือง ซึ่งในแต่ละประเทศนั้นจะมีการกอบโกยเอาผลประโยชน์จากงบประมาณในรูปของค่า Commission ในอัตราที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 30% ที่พรรคและนักธุรกิจการเมืองทั้งหลายนั้นจะชักส่วนเอาจากงบประมาณของโครงการพัฒนาต่างๆ


ซึ่งถ้าหากว่าเป็นจริงตามผลการสำรวจของ TI ดังกล่าว ก็หมายความว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นสามารถที่จะกอบโกยผลประโยชน์ด้วยการเบียดบังเอาจากงบประมาณรายจ่ายได้อย่างมากสุดไม่เกิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับผลประโยชน์ก้อนโตจากการคอร์รัปชั่นในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยที่มูลค่าของงบประมาณรายจ่ายมากกว่าของรัฐบาลทหารพม่าระหว่าง 8-18 เท่าเลยทีเดียว


แต่เนื่องจากว่าอินโดนีเซียนั้นมีจำนวนประชากรกว่า 235 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีประชากรมากกว่า 90 ล้านคน และไทยก็มีจำนวนประชากรกว่า 67 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับประชากรของพม่า 60 กว่าล้านคนในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากนำเอาผลประโยชน์ก้อนโตที่บรรดานักธุรกิจการเมืองทั้งหลายได้จากการคอร์รัปชั่นดังกล่าวมาถัวเฉลี่ยต่อหัวประชากรในทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวนี้ ก็จะได้ว่าประชาชนที่ถูกนักธุรกิจการเมืองโกงไปมากที่สุดนั้นก็คือคนไทยนั่นเอง


เพราะการคอร์รัปชั่นโดยการหักค่าคอมฯ 30% เอาจากงบประมาณรายจ่ายที่มีมูลค่าเฉียด 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ย่อมหมายถึงการที่คนไทยได้ถูกนักธุรกิจการเมืองเบียดบังเอาผลประโยชน์ไปกว่า 313 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว ในขณะที่ชาวอินโดนีเซียถูกเบียดบังไปโดยเฉลี่ย 114 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และในฟิลิปปินส์ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว ส่วนชาวพม่านั้นถูกรัฐบาลทหารเบียดบังไปเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวเท่านั้น


เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่า TI จะได้จัดอันดับให้รัฐบาลทหารพม่าเป็นคณะปกครองประเทศที่มีการคอร์รัป ชั่นมากที่สุดในโลกก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับการทุจริตจากงบประมาณที่ก้อนโตกว่าโดยนักการเมืองไทยแล้วก็จะได้ว่าทหารพม่านั้นเทียบไม่ติดเลยกับ “การสวาปาม” ของบรรดานักธุรกิจการเมืองไทยในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้ถูกปล้นตกเป็นจำเลย ส่วนโจรปล้นนั้นกลับเป็นฮีโร่ (ถึงขนาดที่ฝรั่งอ่านข่าวนี้แล้วก็งงไปตามๆกัน)


ส่วนสิงคโปร์นั้น ถึงแม้ว่าจะได้รับคะแนนความไว้วางใจลดลงก็ตาม แต่การที่ยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีการคอร์รัปชั่นในระดับที่ต่ำในโลกนั้น ก็ทำให้งบประมาณรายจ่ายที่สามารถถัวเฉลี่ยต่อประชากรได้ถึง 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวนั้นได้ถูกใช้จ่ายไปเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์ดีขึ้นอย่างได้มาตรฐานและห่างจากประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายในอาเซียนด้วยกันมากขึ้นทุกขณะ


นั่นก็เป็นเพราะว่าในขณะที่นักการเมืองทุก 100 คนของสิงคโปร์นั้นจะมีพวกขี้โกงปะปนอยู่เพียง 8 คนเท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยที่มีนักการเมืองขี้โกงถึง 66 คนใน 100 คนเช่นนี้ (โฮปเวลเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจน) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยที่คุณภาพชีวิตของคนไทยจะแย่ลงทุกวัน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
lim วันที่ : 20/03/2012 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

วิธีโกงกินของนักการเมือง และข้าราชการไทยนับวันยั่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ประชาชนอย่างเราจ่ายภาษีเพื่ออะไร จงช่วยกันต้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ไทยไม่มีวันลดหรอก
เพราะเป็นการสมยอมกันของทุกฝ่าย..เศร้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

หมอลำลาว-สาละวัน

ลำสาละวันอยู่ในแขวงภาคใต้ของลาว

View All
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]