• Supalak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : supalak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-24
  • จำนวนเรื่อง : 361
  • จำนวนผู้ชม : 567745
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2141 คน
Mekong Corridor
All about Mekong basin
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mekong
วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม 2555
Posted by Supalak , ผู้อ่าน : 1800 , 15:00:46 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Supalak โหวตเรื่องนี้

 

วีละพน วีละวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของลาว ยอมรับว่าการศึกษาเพื่อป้อง กันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติจากการสร้างเขื่อนไซยะบุลีบนแนวแม่น้ำโขงได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อไม่นานมานี้ โดยทางการลาวได้ว่าจ้างบริษัทเชี่ยวชาญด้านเขื่อนจากสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสให้เป็นผู้ดำเนินการศึกษา ซึ่งพบว่าการที่จะป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในเขตตอนล่างของเขื่อนไซยะบุลีได้อย่างมีประสิทธิผลนั้น ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากแผนการเดิมที่วางไว้


ทั้งนี้โดยเงินลงทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นดังกล่าวจะเป็นการนำไปใช้ในการกำจัดตะกอนดินเพื่อไม่ให้ไหลลงไปทับถมแล้วก่อให้เกิดการตื้นเขินในเขตตอนล่างของเขื่อน และพร้อมกันนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เขื่อนจะไปขวางกั้นเส้นทางสัญจรของสัตว์น้ำด้วยนั้น ก็ทำให้ต้องมีการสร้างช่องทางสัญจรของสัตว์น้ำผ่านตัวเขื่อนให้มากขึ้นกว่าแผนการเดิมอีกด้วย


ซึ่งแน่นอนว่าเงินลงทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นดังกล่าวนี้ก็ย่อมจะต้องตกเป็นภาระของกลุ่มลงทุนในโครงการเขื่อนไซยะบุลีอยู่แล้ว และทางการลาวเองก็เชื่อมั่นว่ากลุ่มลงทุนในโครงการนี้พร้อมที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นอยู่แล้วเพียงแต่ยังจะต้องมีการเจรจาตกลงกันในรายละเอียดเท่านั้น ดังที่ วีละพน ได้ให้การชี้แจงว่า


“รัฐบาลลาวก็ได้ถามบริษัทผู้สิพัฒนาว่าเห็นดีเฮ็ดนำบ่ เขากะว่ายินดีเฮ็ดนำหั่นแล้ว เพราะว่าในระยะยาวแล้วมันกะดีสำหรับหมดทุกฝ่าย ถือว่ามันเป็นเขื่อนที่ว่าบ่มีผลกระทบหยังหมด แต่ว่ามันมี Cost เพิ่มขึ้น อันนี้ยังสิได้คุยกันในรายละเอียดในระยะต่อไป”


พร้อมกันนั้น วีละพน ยังได้ให้การยืนยันด้วยว่าทางการลาวได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนามในฐานะประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission--MRC) ด้วยกันอย่างครบถ้วนแล้ว


กล่าวก็คือการปรึกษาหารือร่วมกับประเทศภาคีใน MRC เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนที่จะลงมือก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลี ซึ่งทางการลาวได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน 2011 เป็นต้นมาแล้ว แต่ว่าด้วยเหตุที่ประเทศภาคีใน MRC ด้วยกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามที่มีความสัมพันธ์พิเศษอย่างรอบด้านกับลาวนับตั้งแต่ปี 1977 เป็นต้นมาจนเท่าทุกวันนี้) ยังคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีอยู่เรื่อยมา จึงทำให้ทางการลาวได้ว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญจากสวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสดังกล่าว ด้วยหวังว่าการศึกษาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ดำเนินการโดยมืออาชีพนั้น จะทำให้ความกังวลใจเหล่านั้นหมดไปในที่สุดนั่นเอง


โดยถึงแม้ว่า ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว จะให้การยืนยันกับ เหงียน เติ่น หยุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18 ที่กรุงจาการ์ต้า ในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วว่ารัฐบาลลาวได้ตัดสินใจเลื่อนการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีบนแนวแม่น้ำโขงออกไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลลาวนั้นจะหยุดแผนการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวนี้แต่อย่างใด


แต่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นเพราะโครงการเขื่อนไซยะบุลีนั้นถูกคัดค้านอย่างกว้างขวางจากเครือข่ายประชาชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในแม่ลุ่มน้ำโขง และในโอกาสการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนที่จัดคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18 เครือข่ายประชาชนฯ ก็ยังได้แสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีต่อบรรดาผู้นำรัฐบาลอาเซียนอีกด้วย


โดยการแสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีดังกล่าวนี้ถือเป็นการยกระดับการเคลื่อนไหวจากลุ่มแม่น้ำโขงไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกอีกต่างหาก เพราะก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนไทยจาก 8 จังหวัดที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงนั้นได้ยื่นหนังสือถึงเอกอัครรัฐ ทูตลาวประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการมาแล้ว โดยได้เสนอให้มีการเลื่อนแผนการก่อสร้างออกไป 10 ปีเป็นอย่างน้อยเพื่อศึกษาป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างรอบคอบเสียก่อน


ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายประชาชนไทยฯ ก็ยังได้ยื่นหนังสืออย่างเดียวกันนี้ถึงนายกรัฐมนตรีไทย คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของรัฐสภาไทย กลุ่มบริษัท ช.การช่าง ในฐานะที่จะเป็นผู้ลงทุนก่อ สร้างเขื่อนไซยะบุลี ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งที่จะให้เงินทุนกู้ยืม รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทยที่จะรับซื้อกระแสไฟฟ้าและอีก 15 ภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ MRC อีกด้วย


ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่รัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกใน MRC เหมือนกับลาวและไทยนั้นต่างก็ได้แสดงการคัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบุลีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการคัดค้านจากเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศมหามิตรในฐานะที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษอยู่กับลาวนับตั้งแต่ปี 1977 เป็นต้นมาแล้วนั้น จึงถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นที่มาของการตัดสินใจเลื่อนแผนการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีของลาวในครั้งดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม การเลื่อนโครงการเขื่อนไซยะบุลีของทางการลาวดังกล่าวนี้ ก็ไม่ได้หมายถึงการเลิกล้มแผนการแต่อย่างใด หากแต่ทางการลาวและกลุ่มบริษัท ช.การช่างนั้นจะยังคงทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่อไปจนกว่าจะเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกใน MRC ด้วยกัน กล่าวก็คือการที่ต้องการจะพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเขื่อนไซยะบุลีนั้นจะสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศใน MRC มาก กว่าการที่จะสร้างผลกระทบในด้านลบ เพื่อที่ว่าจะได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนให้ได้ในที่สุด


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าสำหรับรัฐบาลลาวแล้วทุกโครงการก่อสร้างเขื่อนนั้นหมายถึงปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายของการเป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ในเอเชีย หรือที่ทางการลาวนั้นเรียกว่า “หม้อไฟแห่งเอเชีย” (Battery of Asia) ซึ่งโครงการเขื่อนไซยะบุลีนั้น ก็อยู่ในเป้าหมายดังกล่าวนี้ด้วยดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลลาวได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท ช.การช่าง ในสัดส่วน 20% ต่อ 80% ของมูลค่าลงทุนรวมกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อที่ว่าจะได้ส่งพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จากโครงการนี้ถึง 1,280 เมกกะวัตต์นั้นขายให้กับไทยนับจากปี 2019 เป็นต้นไป


แต่ในเมื่อว่าโครงการต้องมาถูกคัดค้านจนทำให้ต้องเลื่อนเป้าหมายดังกล่าวออกไปเช่นนี้ ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ของรัฐบาลลาวอยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นการมุ่งสู่การเป็น “หม้อไฟแห่งเอเชีย” เช่นว่านี้ของรัฐบาลลาวนั้นก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปดังจะเห็นได้จากการที่ทางการลาวได้ตกลงให้ Sino-Hydro Corp ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีนเป็นผู้ลงทุนสร้างเขื่อน 7 แห่งตลอดแนวแม่น้ำอูที่ยาวเกือบ 500 กิโลเมตร นับจากตอนเหนือของแขวงพงสาลีเรื่อยลงมาจนถึงปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในเขตแขวงหลวงพระบาง


โดยถ้าหากว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ก็จะทำให้การก่อสร้างเขื่อนทั้ง 7 แห่งดังกล่าวแล้วเสร็จและสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รวมกันถึง 1,156 เมกกะวัตต์ เพื่อส่งออกมาขายให้กับไทยได้นับจากปี 2016 เป็นต้นไป ซึ่งก็ดูเหมือนว่าการดำเนินงานทุกอย่างนั้นจะราบรื่นเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าธนาคารพัฒนาแห่งประเทศจีนนั้น ก็ได้ตกลงอนุมัติเงินทุนกู้ยืมมูลค่าถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ Sino-Hydro Corp เพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อนทั้ง 7 แห่งแล้วในเวลานี้


ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้นำจีนได้มอบหมายให้ Sino-Hydro Corp เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้านพลังงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวในทุกโครงการเขื่อนของลาวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็ยังถือเป็นการส่งเสริมต่อเป้าหมาย “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ของรัฐบาลลาวโดยตรง


ทั้งนี้โดยแม่น้ำสายต่างๆ ภายในของลาวเองนั้นมีศักยภาพที่จะสร้างเขื่อนได้ถึง 170 กว่าโครงการ ซึ่งจะมีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รวมกันมากกว่า 28,000 เมกกะวัตต์หรือเทียบได้กับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยทั้งประเทศในอีกไม่ถึง 5 ปีข้างหน้านี้เลยทีเดียว


ยิ่งไปกว่านั้น การที่ลาวและจีนต่างก็มีแผนการที่จะก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงเหมือนกัน กล่าวคือในขณะที่จีนมีแผนการที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแนวแม่น้ำโขงในเขตประเทศจีนถึง 8 โครงการ ซึ่งในแผนการนี้ก็ได้ก่อสร้างเสร็จและเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 4 โครงการแล้วนั้น ทางด้านลาวเองก็มีแผนการที่จะก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านลาวมากถึง 9 โครงการ จึงนับเป็นแผนการที่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง


แต่ถึงกระนั้น การที่ลาวจะสามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะว่าในเวลานี้ไม่เพียงจะถูกคัดค้านจากบรรดาองค์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งในไทยและระดับสากลเท่านั้นหากแต่รัฐบาลลาวก็มีข้อจำกัดในด้านเงินทุนอีกด้วย


เพราะฉะนั้น การต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่อยากจะสร้างเขื่อนกับฝ่ายที่คัดค้านการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงในระยะต่อไปนี้ย่อมจะต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าในระยะที่ผ่านมาอย่างแน่นอน และยิ่งมีการดึงเอาจีนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของฝ่ายที่อยากจะสร้างเขื่อนเช่นนี้ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศท่าทีคัด ค้านทุกโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงด้วยแล้ว จึงเชื่อได้เลยว่าลุ่มน้ำโขงแห่งนี้ยังจะต้องเผชิญกับปัญหาขัดแย้งต่อไปอีกอย่างยาวนาน


โดยที่เริ่มขึ้นแล้วในเวลานี้ ก็คือเครือข่ายประชาชนไทยเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขงไม่เพียงจะได้ยื่นจดหมายที่แสดงถึงการคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุลีเท่านั้น หากยังได้เตรียมการฟ้องร้องต่อศาลปกครองของไทยเพื่อขอให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุลีระหว่างลาวกับไทยด้วยนั้นก็ย่อมถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ขัดขวางการเป็น “หม้อไฟแห่งเอเชีย” ของรัฐบาลลาวโดยตรงนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

หมอลำลาว-สาละวัน

ลำสาละวันอยู่ในแขวงภาคใต้ของลาว

View All
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]