*/
  • พี่หมีใหญ่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2016-04-22
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 5230
  • จำนวนผู้โหวต : 15
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
วันพุธ ที่ 7 กันยายน 2559
Posted by พี่หมีใหญ่ , ผู้อ่าน : 1323 , 09:59:51 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน สำรวจฟ้า , ทางแก้ว และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้


        สวัสดีครับ วันนี้กระผมจะขอพาทุกๆคนไปยังสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวญี่ปุ่นทุกคนครับ นั่นก็คือศาลเจ้าเทพีอามะเทระสึ ในเมืองอิเสะ หรือที่คนนิยมเรียกว่า ศาลเจ้าอิเสะ นั่นเองครับ ว่าแต่ศาลเจ้าอิเสะเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงต้องหลั่งเลือด เราไปติดตามกันเลยครับ
                                                                                                                                          

             ชาวญี่ปุ่นกับธงอาทิตย์อุทัย, ศาลเจ้าอิเสะ  (เห็นธงมั๊ยครับ  อยู่บนภูเขา ถ้าซูมที่ธงก็จะไม่เห็นผู้คน)

      วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559, ผมตื่นขึ้นในโฮสเทลที่แสนจะหายากเมื่อวาน  อาการหูอื้อของผมดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังได้ยินอะไรไม่ค่อยชัดนัก   ผมเห็นป้ายโฆษณาโรงอาบน้ำใกล้ๆแต่ผมไม่มีเวลามากนักเพราะวันนี้ผมจะเดินทางออกจากโอซาก้าไปยังอิเสะที่อยู่ในจังหวัดมิเอะ   ผมจึงต้องอดทนพาร่างที่หมักดองได้ 2 วันกว่าแล้วเดินทางต่อไป (โชคดีที่อากาศเย็นทำให้เหงื่อผมออกไม่มากนัก) ผมเดินแบกกระเป๋าไปยังสถานีนัมบะเพื่อซื้อตั๋วรถไฟ Kintetsu Limited Express เพื่อเดินทางไปยังอิเสะ   ก่อนเดินทางก็เติมพลังเสียหน่อยด้วยข้าวปั้น 2 ก้อน
                                                                                        

                                                      Kintetsu Limited Express

         การเดินทางใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมง   โดยรถไฟจะออกจากสถานีนัมบะมุ่งตรงสู่นาโกย่า จังหวัดไอจิ   สำหรับคนที่ไปอิเสะจะต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานียามาโตะ–ยางิ(大和八木駅) ซึ่งอยู่ในจังหวัดนาระ (เดินทางไกลจริงๆ) เมื่อเปลี่ยนขบวนเรียบร้อยรถไฟก็จะพาเรามายังสถานีอิเสะชิ
                                                                                                        
                                              ด้านหน้าของสถานีอิเสะชิ

       เมื่อออกมาจากสถานี ผมเจอเข้ากับกลุ่มลุงๆป้าๆกำลังรณรงค์อะไรบางอย่างอยู่   ป้าคนหนึ่งเข้ามาคุยกับผมแล้วก็ยื่นกระดาษให้ผมเซ็นชื่อ  เกิดเป็นบทสนทนาเล็กๆ                  

              คุณป้า: พ่อหนุ่ม มาลงชื่อกับป้าหน่อย

              ผม: ลงชื่อเรื่องอะไรครับ

              คุณป้า: ลงชื่อร่วมกันต่อต้านสงคราม คืองี้นะ !@#$#^&*&%%!@@!#%..... (คือป้าแกพูดเกินLevelที่ผมจะฟังออก)                            

              ผม: เอ่อ...ผมก็ว่าดีนะ แต่ผมลงชื่อไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่คนแถวนี้

              คุณป้า: คนต่างถิ่นก็ลงได้นะ พ่อหนุ่มมาจากโตเกียวรึ หรือฮกไกโด หรือโอกินาว่า (เหนือจรดใต้เลยทีเดียว)                            

              ผม: (คิดในใจ เหมือนคนญี่ปุ่นตรงไหน) เปล่าครับ คือ...ผมไม่ใช่คนญี่ปุ่นครับ

              คุณป้า: ไม่ใช่คนญี่ปุ่น? (Stun ไป 3 วิ) ...คนต่างชาติก็ลงได้นะ

              ผม: ผมเห็นด้วยกับป้าสุดใจเลย  แต่ผมขอไม่ลงชื่อดีกว่า  ขอตัวก่อน สู้ๆนะครับ ซุมิมาเซน (ขอโทษครับ)

       ผมรีบลาคุณป้าแล้วเดินต่อไป  ป้าแกก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วก็หันไปเรียกคนอื่นต่อ  เดินมาสักพักก็พบว่าที่อิเสะนั้นมีการจัดวางเมืองได้อย่างสวยงามทีเดียว  คือทำถนนให้เดินตรงสู่ศาลเจ้าได้เลย   บ้านเมืองก็ดูสะอาดสะอ้าน  ระหว่างทางผมเจอร้านขายนมร้านหนึ่งชื่อยามามุระ กิวนิว (กิวนิวแปลว่านมวัวครับ) จึงแวะดื่มนมซะหน่อย  อร่อยดีครับ
                                                                                                             

                                   ร้านนม บนกันสาดเขียนว่า มิรุคุ กักโคว (นมโรงเรียน?)

        ดื่มนมเรียบร้อยแล้ว เดินไปซักพักก็ถึงศาลเจ้าครับ ศาลเจ้าอิเสะ หรือในชื่อญี่ปุ่นว่า อิเสะ จินกู คนที่ไปเที่ยวศาลเจ้าชินโตบ่อยๆอาจจะพบว่าชื่อในภาษาญี่ปุ่นของศาลเจ้าแต่ละแห่งนั้นมีคำลงท้ายไม่เหมือนกัน   ซึ่งคำลงท้ายที่ต่างกันทำให้เรารู้ถึงระดับความยิ่งใหญ่ของศาลเจ้านั้นๆ ดังนี้

              - จินจะ (Jinja,神社 ) คำนี้แปลว่าศาลเจ้าเลยครับ โดยทั่วไปแล้วศาลเจ้าต่างๆจะลงท้ายด้วยคำนี้ เช่น Futarasan Jinja (ศาลเจ้าฟุตะระซัน, โทจิกิ) หรือ Yasaka Jinja (ศาลเจ้ายาซากะ, เกียวโต)
               -ไทฉะ (Taisha, 大社) หมายถึงศาลเจ้าใหญ่ เช่น Fushimi – Inari Taisha (ศาลเจ้าฟุชิมิ – อินาริ, เกียวโต) หรือ Kasuga Taisha (ศาลเจ้าคาซึกะ, นาระ)
              - จินกู (Jingu,, 神宮 ) หมายความว่าศาลเจ้านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อราชวงศ์ญี่ปุ่น เช่น Ise Jingu (ศาลเจ้าอิเสะ, มิเอะ) หรือ Meiji Jingu (ศาลเจ้าเมจิ, โตเกียว)
              - นอกจากนี้ยังมีคำอื่นๆอีกอย่าง เมียวจิน (Myojin, 明神) แปลว่า เทพผู้ยิ่งใหญ่ เช่น Kanda Myojin (ศาลเจ้าคันดะ, โตเกียว)

            ในความเป็นจริงแล้ว หากกล่าวว่า จินกู เฉยๆ คนญี่ปุ่นจะหมายถึงศาลเจ้าอิเสะเลย อาจเรียกได้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความเคารพนับถือเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น  อย่างไรก็ตามคำลงท้ายเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายถึงลำดับความสำคัญของศาลเจ้าแต่อย่างใด เช่น ศาลเจ้ายาสุคุนิ (Yasukuni Jinja) เป็นศาลเจ้าของจักรพรรดิเมจิ มีความสำคัญต่อชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากแม้ว่าชื่อ Jinja ก็ตาม
                                                                                                                           
                                       ชาวญี่ปุ่นเดินข้ามถนนเพื่อมุ่งสู่ศาลเจ้าอิเสะ

        ศาลเจ้าอิเสะเป็นศาลเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญและเคารพนับถือเป็นอันดับหนึ่ง   เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีอามะเทระสึ   เทพีแห่งดวงอาทิตย์ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุด   นอกจากนี้ตำนานของชาวญี่ปุ่นยังกล่าวว่าราชวงศ์ยามาโตะซึ่งเป็นราชวงศ์เดียวที่ครองราชย์ยาวนานนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศจนถึงปัจจุบันนั้นสืบเชื้อสายจากเทพีอามะเทระสึอีกด้วย   เหตุนี้ชาวญี่ปุ่นจึงถูกเรียกว่าเป็นชาวอาทิตย์อุทัยหรือลูกหลานพระอาทิตย์ (และเป็นเหตุผลว่าทำไมสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นจึงยังคงดำรงอยู่ได้แม้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย เพราะชาวญี่ปุ่นล้วนแต่เคารพนับถือนั่นเองครับ)

       ศาลเจ้าอิเสะนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ศาลเจ้าชั้นนอก (Geku) กับศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) ซึ่งส่วนที่ผมกำลังจะเข้าไปนั้นก็คือศาลเจ้าชั้นนอก เข้าไปแล้วก็จะพบกับสะพานไม้ที่เมื่อข้ามไปก็จะเป็นทางเดินที่มีต้นไม้เขียวชอุ่มรายรอบ และเสาโทริอิขนาดใหญ่ที่พบได้เป็นช่วงๆ
                                                                                                                            
                                                   เสาโทริอิในบริเวณศาลเจ้าชั้นนอก

         ผ่านไปได้สักพักก็จะมาเจอกับอาคารเล็กๆที่มีไว้ให้เหล่ามิโกะและนักบวชได้มาขายของที่ระลึกจำพวกเครื่องรางของขลังต่างๆ   สังเกตได้ว่ามีชาวญี่ปุ่นมาต่อแถวซื้อเครื่องรางกันเป็นจำนวนไม่น้อยเลยครับ
                                                                                                                                
                                                           จุดขายของที่ระลึก

         จากจุดขายของเดินไปเรื่อยๆสักพักเราจะเจอบริเวณที่เป็นลานกว้าง  โดยจะมีทั้งศาลเจ้าเล็กๆ, ก้อนหินหรือต้นไม้ที่มีเชือกผูก หรือศาลาต่างๆอยู่ตามทางให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้   โดยเฉพาะศาลาแห่งที่อยู่สุดทางเดินจะมีผู้นิยมมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก   ซึ่งผู้มาเยือนสามารถขอเข้าไปทำพิธีภายในสวนหินด้านในได้   โดยที่นักบวชจะเป็นผู้นำในการทำพิธี (แต่ต้องจ่ายค่าประกอบพิธีด้วยนะครับ) ส่วนใครที่ไม่ต้องการทำก็สามารถเข้าไปขอพรเฉยๆได้เหมือนศาลเจ้าทั่วไป   อ้อ  ตรงจุดนี้ท่านนักบวชบอกผมว่าหากเดินผ่านเสาข้างหน้าไปแล้วจะไม่สามารถถ่ายรูปได้ครับ


                                              ศาลานี้มีผู้นิยมมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก

        จากบริเวณลานกว้าง จะมีทางเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง   ซึ่งจะพาเราไปยังศาลเจ้าที่อยู่บนสุดของบริเวณศาลเจ้าชั้นนอก   ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดหินที่ชันพอสมควร   แต่เด็กและคนชราชาวญี่ปุ่นนั้นดูจะไม่มีปัญหากับเรื่องนี้เลยครับ  เมื่อขึ้นไปถึงก็พบชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังต่อแถวเพื่อรอขอพรกับศาลเจ้าอย่างเป็นระเบียบ
                                                                                                                                        

                                                จุดสูงสุดของศาลเจ้าชั้นนอก

       หลังจากนั้นผมก็เดินลงมาเรื่อยๆจนพบทางแยกอีกทางหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆกับลานกว้าง   เดินไปตามทางสักพักก็พบว่าผมกลับมาที่ถนนด้านหน้าศาลเจ้าอีกครั้ง   เพียงแต่อยู่คนละประตูเท่านั้น   ผมจึงเดินข้ามถนนไปที่ป้ายรถบัสเพื่อเดินทางไปยังศาลเจ้าอิเสะชั้นใน   ซึ่งการเดินทางภายในอิเสะนั้นเราจะใช้ตั๋วรถบัสแบบ 1 วันครับ   มีขายที่สถานีอิเสะชิ หรือจะซื้อกับคนขับรถบัสเลยก็ได้ เพียง 1,000 เยนเท่านั้น (เท่าที่ดูราคานั่งแค่ 3 ครั้งก็คุ้มแล้วครับ)
                                                                                                                                                                                                     

                                              จุดรอรถบัสหน้าศาลเจ้าอิเสะ

         นั่งไปประมาณ 3 ป้าย   รถบัสจะพาเรามายังศาลเจ้าอิเสะชั้นใน (ป้ายชื่อว่า Naikumae) เดินข้ามสะพานมาจะเป็นทางเดินที่กว้างขวางมาก   เดินไปอีกซักพักใหญ่ๆเลยครับกว่าจะถึงเขตศาลเจ้า
                                                                                                                                       
                                                             ทางเดินสู่ศาลเจ้าชั้นใน

        เดินไปเรื่อยๆจะเจอธารน้ำอยู่ข้างทางครับ    คนญี่ปุ่นมาถึงจุดนี้บางคนก็จะไปล้างมือบ้าง   เอาน้ำลูบหน้าบ้าง  ซึ่งผมก็ลองดูบ้างเพราะน้ำก็ดูใสดี  ปรากฏว่ามือชาเลยครับเพราะน้ำเย็นมาก

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 ล้างไม้ล้างมือกันก่อนครับ

        หลังจากนั้นเดินมาเรื่อยๆก็จะเหมือนกับตรงศาลเจ้าชั้นนอกครับคือจะมีจุดขายเครื่องรางของขลังดักรอก่อนเลยคราวนี้คนเยอะมากครับ
                                                                                                                                               
                                                           คนญี่ปุ่นรอซื้อเครื่องราง

         ศาลเจ้าชั้นในจะมีลักษณะแตกต่างกับชั้นนอกตรงที่ทางเดินจะเป็นลักษณะค่อนข้างบังคับ  คือทางเดินจะพาเราไปยังจุดสักการะต่างๆเลย และระหว่างทางจะพบเห็นศาลเจ้าขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ตามต้นไม้เป็นจำนวนมาก
                                                                                                                                                     

                                                      หนึ่งในศาลเจ้าที่อยู่ริมทาง

                                                                                         

                                                   คนเข้าแถวรอสักการะศาลเจ้า

          ศาลเจ้าที่อยู่ลึกสุดจะมีรูปร่างเหมือนกับศาลเจ้าที่อยู่สูงสุดของชั้นนอก    แต่จะไม่ต้องเดินขึ้นบันไดสูงมากเหมือนที่ศาลเจ้าชั้นนอก   จากจุดนี้ขากลับมีแต่จะต้องเดินย้อนออกทางเก่าเท่านั้นครับ
                                                                                                                                               
                                                                  จุดลึกสุดของศาลเจ้าชั้นใน                                                                                               
         สิ่งที่ต้องระวังเมื่ออยู่ในศาลเจ้าอิเสะทั้งชั้นนอกและชั้นในก็คือ  สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพเป็นอย่างมาก   ผู้มาเยือนควรมีกิริยาที่สำรวม  ไม่ควรพูดคุยกันเสียงดังคุยกันแค่พอให้ได้ยินในกลุ่มตัวเองพอ   ไม่วิ่งหรือเล่นอะไรที่จะไปรบกวนผู้อื่น และจะต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่นจุดที่ห้ามเข้าจะมีเชือกที่มีกระดาษยันต์กั้นอยู่  ซึ่งหมายถึงเป็นทางสำหรับนักบวชหรือเป็นบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์มาก หรือการถ่ายรูป ในเขตศาลเจ้าจะมีบริเวณที่ถ่ายรูปได้ปกติ, ถ่ายรูปได้โดยห้ามใช้แฟลช และจุดที่ห้ามถ่ายครับ

                                                                                                                                   
                                                      มีเชือกกั้นแบบนี้คือห้ามเข้าครับ
                                                                                                                                                

                                            ป้ายแบบนี้หมายความว่าห้ามใช้แฟลชครับ

          แม้วันนี้จะมีแดดบ้างแต่อากาศหนาวมากทีเดียวครับ   ผมเดินย้อนออกมาทางเดิมก็พบกับอาคารเล็กๆไว้นั่งพัก   ผมจึงเข้าไปหลบหนาวในนั้นสักครู่ ข้างในอุ่นดีทีเดียวครับ   มีที่นั่งและน้ำชาให้ดื่มอีกด้วย   ผมนั่งให้ร่างกายอบอุ่นสักพักจึงออกมาข้างนอก   ปรากฏว่าพอเดินออกมาผมก็รู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆไหลลงที่ใบหน้า  หยดลงที่ขากางเกงและพื้นจนเป็นสีแดงฉาน  มันคือเลือดนั่นเองครับ  เลือดกำเดาไหลออกมาราวกับน้ำตก   ผมรีบเงยหน้าขึ้นเดินไปหาที่นั่งพัก  ผมนั่งเงยหน้าอยู่หลายนาทีอาการจึงดีขึ้น หวังว่าท่านเทพจะไม่โกรธผมที่ทำพื้นศาลเจ้าเปื้อนเลือดนะครับ
                                                                                                                                                                                                    

                                                               อาคารนั่งพัก

          จากศาลเจ้าอิเสะชั้นใน   ผมเดินออกมาทางขวามือพบกับทางเดินยาวที่ทั้งสองฝั่งรายล้อมไปด้วยร้านขายของต่างๆมากมาย   ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่นและขนมต่างๆ  ผมเดินชิมของอร่อยๆมากมายจนลืมตัวว่าผมกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ (ไว้จะเอารูปของกินมาลงอีกทีนะครับ)
                                                                                                                                
                                          ตรอกข้างศาลเจ้าอิเสะที่เต็มไปด้วยของอร่อยๆ
                                                                                                                                                                                         

                                           ระหว่างทางมีซากุระให้ชมด้วยครับ

          กินอิ่มเรียบร้อย (บางทีผมก็ไม่กินเป็นมื้อครับอาศัยเดินกินโน่นนิดนี่หน่อยแบบนี้แหละ ถถถ) ผมเดินกลับไปที่ป้ายรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยังป้าย Moetoiwa Higashi Guchi,Futami Sea Paradise Mae (เป็นป้ายรถบัสที่ชื่อยาวจริงๆ) เมื่อไปถึงก็จะพบกับสวนน้ำฟุตามิครับ   แต่เป้าหมายที่ผมมาที่นี่ก็คือ Meoto Iwa (หินเมโอโตะ) หรือที่เรียกกันว่า หินแต่งงาน นั่นเอง  ซึ่งเราจะต้องเดินผ่านสวนน้ำฟุตามิเข้าไปครับ   เดินตามกลิ่นทะเลมาซักพักก็จะเจอทางไปสู่หินแต่งงาน
                                                                                                                                 
                                                                    หินเมโอโตะ หรือหินแต่งงาน

       หินเมโอโตะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของอิเสะ   มีลักษณะเป็นหินสองก้อนโผล่พ้นทะเลขึ้นมาคู่กันราวกับเป็นคู่รัก   ชาวบ้านจึงเอาเชือกไปคล้องทั้งสองไว้ให้เหมือนเป็นพิธีแต่งงาน   หินก้อนใหญ่ที่มีเสาโทริอิอยู่ด้านบนเป็นผู้ชายชื่อว่า อิซานางิ   ส่วนหินก้อนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อว่า อิซานามิ   คนที่นี่เชื่อกันว่าหากได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างหินคู่นี้ชีวิตจะประสบความสำเร็จครับ
                                                                                                                                    
                              ก่อนกลับคนญี่ปุ่นจะนิยมมาแวะลูบหัวกบสำริดตัวนี้เพื่อขอโชคลาภครับ

         หลังจากนั้นผมเดินข้ามสะพานลอยไปยังป้ายรถบัสฝั่งตรงข้ามเพื่อที่จะกลับไปยังสถานีอิเสะชิ   ผมมองตารางเวลารถบัสแล้วพบว่าไม่มีรายชื่อสถานีอิเสะชิอยู่ในตารางเลย (ตารางเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนครับ แถมผมอ่านคันจิไม่ค่อยออกด้วย) แต่รอบๆไม่มีป้ายอื่นเลยผมเลยนั่งรอตรงนี้แหละ ระหว่างนั้นมีลุงกับป้าและยายสามคนเดินมานั่งที่ป้าย ผมเลยถามป้าคนที่นั่งติดกับผมว่าป้ายนี้ไปสถานีอิเสะชิรึเปล่า   ป้าก็ตอบว่าไป.....เอ๊ะ หรือไปสถานีอุจิยามะดะหว่า.... ป้าไม่ค่อยแน่ใจ  ได้ยินแบบนี้ผมก็โอเคนั่งรอตรงนี้แหละ เพราะสถานีอุจิยามะดะนี่มันก็อยู่ใกล้ๆกับสถานีอิเสะชินั่นแหละ   ผิดพลาดยังไงก็เดินแค่นิดเดียว  จากนั้นคุณป้าก็ถามว่าไม่ใช่คนแถวนี้หรือ (ไม่รู้ว่าหมายถึงไม่ใช่คนอิเสะ หรือไม่ใช่คนญี่ปุ่น)

         ผมก็ตอบว่าผมมาเที่ยวครับ  ป้าแกถามต่อว่ามาจากไหนรึ  แต่ผมยังไม่ทันตอบลุงข้างๆก็มาสะกิดป้าแล้วบ่นประมาณว่าแกจะถามอะไรเยอะแยะ   ป้าแกเลยบอกไม่เป็นไรไม่ต้องตอบก็ได้   ผมเลยบอกป้าว่าผมมาจากโอซาก้าครับ (ผมแกล้งออกสำเนียงคันไซด้วย แต่ผมไม่ได้โกหกนะ เมื่อเช้าผมนั่งรถไฟมาจากโอซาก้าจริงๆ ถถถ) นั่งรอสักพักรถบัสก็มา คนขับบอกไปอิเสะชิต้องเปลี่ยนรถที่ป้ายหน้าศาลเจ้าอิเสะชั้นในนะครับ  โอเครู้วิธีกลับละ รอดตัวไป   เมื่อกลับมาแล้วผมจัดการเอากระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากล๊อคเกอร์   แล้วออกตามหาที่พักในคืนนี้ นั่นคือ Ise Guesthouse Kazami
                                                                                                                                                   

                                                Ise Guesthouse Kazami

        เกสต์เฮาส์ที่นี่ตกแต่งแบบติสท์ๆ   ดำเนินการโดยเหล่าสตาฟวัยรุ่น ประกอบด้วย มิกะ สาวผมยาวที่คอยต้อนรับผู้มาเยือน   ยูคิ สาวผมสั้นทำอาหารเก่ง  โดโรธีเป็นสาวไต้หวัน  กำลังศึกษาภาษาต่างๆรวมทั้งภาษาไทย   ผมเลยมีโอกาสได้สอนเธอไปหลายคำ   ซึ่งเธอคอยจดโน้ตอย่างตั้งใจมาก และอีกคนเป็นหนุ่มร่างใหญ่เคสุเกะ   เคสุเกะพูดอังกฤษได้น้อยมากถึงมากที่สุด   แต่ผมรู้สึกถูกคอเลยได้คุยกับหมอนี่นานมาก   เคสุเกะบอกว่าตัวเองเคยโบกรถจากฮกไกโดตะลอนมาเรื่อยๆถึงโอกินาว่าด้วย   ตอนนี้มาทำเกสต์เฮาส์กับเพื่อนๆเพื่อเก็บตังค์   เขามีแผนจะไปลุยต่างประเทศในอีกสองปีข้างหน้า   ผมนั่งคุยกับพวกเขาไปเรื่อยๆรู้สึกเพลินดีครับ   ระหว่างนั้นก็มีแขกแวะเวียนมาพูดคุยเป็นพักๆ

                                                                                                                                           

                                                            ภายในเกสต์เฮาส์คาซามิ

          ผมนั่งสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าผมซื้อขนมมาจากตรอกข้างศาลเจ้าอิเสะ   มันเยอะมากเลยเอามาแบ่งดีกว่า   มันคือขนมชื่อว่า นามาอุอิโระ ลักษณะเหมือนโยคัง (วุ้นถั่วแดง) มีรสชาเขียวและซากุระ   ผมจัดการหั่นแบ่งเป็นชิ้นๆแล้วให้เคสุเกะออกไปตระเวนแจกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้น
                                                                                                               
                                                                นามาอุอิโระ

        ระหว่างนั้นผมก็เอาขนมออกมาอีก   เจ้ากล่องโยกุเร็ตเมื่อตอนที่แล้วนั่นเอง  เคสุเกะร้องลั่นบอก นัทสึกาชี่!(คิดถึงจัง) พูดเหมือนจิฮารุเลย   แต่ออกอาการกว่ามาก  ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นวัย 20 – 30 ปีน่าจะชอบเจ้าลูกอมรสโยเกิร์ตนี่กันทุกคน  ส่วนโดโรธีทำหน้างงๆเหมือนว่า  เพื่อนเธอมันจะดีใจอะไรนักหนา   ผมกับเคสุเกะเลยคะยั้นคะยอให้เธอชิม   โดโรธีมองหน้าเหมือนกำลังคิดว่าอะไรของพวกแก   ก่อนที่จะกินเข้าไปพร้อมกับร้องออกมาว่า โออิชี่!
                                                                                                            
                                            ที่นี่มีเฟสบุ๊คเพจด้วยนะครับไปเยี่ยมชมกันได้

         ช่วงดึกๆคนเริ่มมานั่งกันเต็มลอบบี้   อยู่ๆก็มีชายผมรุงรังหน้าตาเซอร์ๆโผล่มา   จู่ๆก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมแปลกๆออกมาเคาะ   เสียงที่ออกมานั้นไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อ  ชายแปลกหน้าเคาะกล่องเป็นเสียงดนตรีอย่างสนุกสนาน   เสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นหลังการแสดงจบลง   เคสุเกะบอกว่าชายคนนี้ชื่อ ฮิ-ซัง    สักพักฮิซังก็เอาเครื่องเป่ายาวๆออกมา   จู่ๆก็มีเด็กอายุราวๆ 3 – 5 ขวบ (คาดว่าเป็นลูกของฮิซัง) โผล่มาพร้อมกับกลองหนังอันเล็กๆ เล่นดนตรีคู่กับฮิซังอย่างสนุกสนาน   เรียกเสียงปรบมือไปได้อีกครั้ง   หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มแยกย้าย   ผมเองก็ไปเข้านอนเช่นกัน วันนี้ผมนอนหลับอย่างมีความสุขหลังจากที่ไม่ได้นอนดีๆมา 2 คืนแล้ว   แต่ที่ต้องรับเคราะห์ไปก็คือห้องน้ำของเกสต์เฮาส์คาซามิครับเพราะผมเพิ่งจะได้อาบน้ำเป็นครั้งแรกหลังจากมาถึงญี่ปุ่น ถถถถถ........


                        โปรดติดตามตามตอนต่อไปนะครับ
                                        

                                        บันทึกโดยพี่หมีใหญ่


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 08/09/2016 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ต้นปีหน้า น้าชาลีมีโปรแกรมไปญี่ปุนอีก
อาจตามรอยพี่หมีใหญ่ไปเมืองนี้ก็ได้นะ

ความคิดเห็นที่ 8 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 08/09/2016 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

น่าไปจริงๆ
ญี่ปุ่น...

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 7 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 08/09/2016 เวลา : 10.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

สนุกมากครับ รวมเล่มได้เลย

ความคิดเห็นที่ 6 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

พี่หมีใหญ่ลุยจริงๆ เรื่องที่พัก
และที่สุดก็ได้อาบน้ำ...

ความคิดเห็นที่ 5 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rkii วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rkii

ผมจึงต้องอดทนพาร่างที่หมักดองได้ 2 วันกว่าแล้วเดินทางต่อไป ...
คิอ่านจบประโยค นั่งขำคิกๆๆ ... น้ำไม่อาบ 55555555 นึคุณป้าแม่พี่หมีนึ นึ ^^

ความคิดเห็นที่ 4 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กไก่ from mobile วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stistang

สนุกครับ รอติดตามภาคต่อ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
แม่หมี วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 15.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เป็นกำลังใจให้ลูกนะครับ ทุกครั้งที่ลูกออกเดินทางไม่ว่าจะไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แม่ส่งหัวใจของแม่ตามไปด้วยนะครับ ดูเหมือนเว่อร์วังอลังการ แต่แม่มีหัวใจมหึมา ให้พิชญ์ ให้น้อง ให้คุณพ่อ เหลือไว้นิดนึงเพื่อตัวเอง

หลั่งเลือดที่อิเสะ น่าสนใจมาก เพราะเกิดจากอากาศภายนอกหนาวเย็นและแห้ง เมื่อลูกเข้าไปในอาคารได้ดื่มน้ำชาอุ่นๆ ร่างกายคงปรับตัวไม่ทัน เส้นเลือดฝอยจึงแตกกลายเป็นเลือดกำเดา แต่ถ้าหากเป็นบ่อยๆ แม่ว่าลูกคงต้องไปปรึกษาหมอ บางทีอาจมีโรคอื่นแอบแฝงอยู่ เพื่อความสบายใจของลูกและแม่ ควรไปหาหมอนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่หมี วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ทั้งผู้ที่ทิ้งร่องรอยและไม่ทิ้งร่องรอยนะคะ ส่วนเจ้าของบล็อกไปทำงาน แม่หมีทำหน้าที่ลงเรื่องที่เขาพิมพ์ส่งมาให้

คุณสายลมฯบอก ครอบครัวนี้ทำงานเป็นทีม 555 จริงแท้แน่นอน อยากให้ลูกเขียน เขาก้เขียนให้ แต่ไม่มีเวลาโพสท์ ไม่เป็นไร เพราะเป็นแม่ลูกกัน ไม่ใช่แฟนแต่ทำแทนกันได้

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการแวะเข้ามาอ่าน ทิ้งร่องรอยบ้างก็ดีนะคะ พี่หมีใหญ่จะได้มีกำลังใจเขียน และแม่หมีก็จะได้เอาคอมเม้นท์ของเพื่อนๆไปกดดันให้เขาเขียนตอนต่อไป ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่หมี วันที่ : 07/09/2016 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ตะลุยญี่ปุ่นตอนที่ 2 มาแล้วค่ะ
หากคอมพ์หรือโน๊ตบุ๊คของใครเป็นจอขนาดเล็ก ตัวหนังสืออาจล้นกรอบ รบกวนให้เลื่อนไปที่ด้านบน ใต้ชื่อเอ็นทรี่ จะมีคำว่า "พิมพ์หน้านี้" คลิกแล้วเพื่อนๆจะอ่านได้เนื้อหาครบถ้วนค่ะ

ด้วยความขอบคุณ จาก แม่หมี เจ๊ดันฝุดๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน