*/
  • มีนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : white4linen@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-17
  • จำนวนเรื่อง : 136
  • จำนวนผู้ชม : 796724
  • จำนวนผู้โหวต : 416
  • ส่ง msg :
  • โหวต 416 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม 2556
Posted by มีนา , ผู้อ่าน : 8910 , 10:55:31 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน TaTee , hayyana และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

 
 
หลังจากที่ได้ชมพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นเขตวัฒนธรรมของโลก ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างอลังการอยู่มากมายมานานหลายร้อยศตวรรษ ทั้งบลูมอสหรือมัสยิดสีฟ้า, สุเหร่าโซเฟีย, Topkapi Palace แล้ว เอนทรี่นี้จะไปชมอุโมงค์เก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ Yerabatan Sarnici ต่อค่ะ
คอหนังเจมส์บอนด์ตอนเก่าๆ น่าจะคุ้นเคยกันดี กับตอน From Russia With Love ที่เจมส์บอนด์ในตำนานอย่างพระเอกฌอน คอนเนอรี่ แสดงไว้ตั้งแต่ครั้งเราๆ ท่านๆ ยังไม่เกิดกัน พอจะหาคลิปเล็กๆ ที่ถ่ายทำในอุโมงเก็บน้ำแห่งนี้มาให้ชมเป็นตัวอย่างก่อนนะคะ

 

 

ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

ดูจากแผนที่จะเห็นว่าอยู่ใกล้กับสุเหร่าโซเฟีย หรือ Ayasofya มาก เดินจากพระราชวัง Topkapi Palace มาก็ไม่ไกลเท่าไหร่ค่ะ อากาศดีๆ เดินมากแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย ถ้าเดินเลียบมาจากสุเหร่าโซเฟียก็แค่บล็อกเดียว สุดถนนแล้วข้ามไปอีกฝั่งเดินลงไปทางขวามือ แค่ไม่กี่เมตรเองก็จะเห็นป้ายชัดเจน หรือถ้าเลี้ยวขวาก่อนข้ามถนน แล้วเดินไปจนเจออาคารสีเหลืองของตำรวจท่องเที่ยว (Tourist Police) ให้หันหน้าไปฝั่งตรงข้ามก็จะเจออุโมงค์นี่อยู่ตรงหน้าเช่นกัน

ทางเข้า Yerebatan Sarnici 
 
เข้าไปด้านในก็จะเจอเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรเข้าชมอยู่ด้านขวามือ ราคาค่าตั๋วอยู่ที่ 10TL ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันนะคะ ตั้งแต่เวลา 09:00-17:30น.

ด้านหน้าตั๋วเป็นภาพด้านในของอุโมงค์

ด้านหลังตั๋วน่าจะเป็นการสู้รบของกษัตริย์หรือสุลต่านในประวัติศาสตร์
 
ตอนแรกดิฉันเองค่อนข้างสับสน เนื่องจากข้อมูลบางแห่งเรียกอุโมงค์เก็บน้ำที่นี่ว่า Yerebatan Sarnici  และบางแห่งมักนิยมเรียกว่า Basilica Cistern เพราะอย่างที่บอกว่าดิฉันไม่มีข้อมูลอะไรก่อนมานอกจากหนังสืออิสตันบูลของสำนักพิมพ์วงกลมเพียงเล่มเดียว (ในหนังสือของสำนักพิมพ์วงกลม ใช้ว่า Yerebatan Saray ที่แปลว่าพระราชวัง)
แล้วที่นี่มีความสำคัญอย่างไร ทำไมจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของอิสตันบูลไปได้... ตามไปดูพร้อมกับรับรู้ประวัติที่มาที่ไปกันเลยดีกว่า

ซื้อตั๋วแล้วลงบันไดมาก็พบเจอความมืดของอุโมงค์ก่อนเลย


กล้องที่แสงไม่พอ หรือกล้องจากไอโฟนเก็บความสว่างของอุโมงค์ได้แค่นี้เอง
 
 
ปลาคาร์พที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำ เป็นจุดแรกที่คนเข้ามาลงมุ่งไปดู


ในอุโมงค์มีบริการถ่ายภาพชุดพื้นเมืองที่พอยกกล้องปุ๊บ เจ้าของร้านโบกมือห้ามถ่ายทันที
 
 
โมเดลจำลองภาพอุโมงค์และการส่งน้ำ
 
 
"Bir Müslüman evinin avlusuna giriyor, karanlık ve rutubetli bir merdivenin son basamağına kadar iniyor ve kendimi İstanbul halkına göre nasıl bittiği bilinmeyen Bizans'ın büyük Basilika Sarnıcı'nın kubbeleri altında buluyorum. 
Karanlığın verdiği dehşeti daha da arttıran çivit renkli bir ışıkla yer yer aydınlanmış, yeşilimsi sular, kara kubbelerin altında kayboluyor, üzerinden sular sızan duvarları parlıyor ve her tarafta, budanmış bir ormandaki ağaç gövdeleri gibi gözün önüne dikilen bitmez tükenmez sütun sıralarını belli belirsiz ortaya çıkarıyor."
Edmando De Amicis
"A Muslim is entering the courtyard of his house, dark and damp down a ladder up to the last step in relation to the end of myself and the people of Istanbul unknown Byzantine Basilica Cistern is a great find under the domes. 
The horrors of the dark indigo color with a light increase from place to place even more enlightened, greenish waters, land lost under the domes, the walls of the leaked water out and shines on all sides, standing in front of the eye, such as pruned tree trunks in a forest vaguely reveals the never-ending sequence of the column. "
ต้องบอกว่าไม่กล้าถอดความเป็นภาษาไทย เดี๋ยวจะไม่สละสลวยหรือผิดสำนวนต้นฉบับไป ...ต้นฉบับเป็นภาษาเติร์กที่บอกเล่าประวัติของอุโมงค์เก็บน้ำแห่งนี้ไว้โดย Edmando De Amicis กวีนิพนธ์ชาวอิตาลี อยู่ในเว็บไซต์ http://www.yerebatan.com/ จากนั้นก็ให้อากู๋กูเกิลช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ ที่อ่านแล้วก็น่าจะพอสรุปได้ความประมาณว่าจะเกิดศึกสงครามจากชาวมุสลิมในสมัยไบแซนไทน์... ได้เห็นความหมายจากบทกวีนี้แล้ว แม้จะเพียงแค่สองย่อหน้า แต่ก็ทำให้เริ่มเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับอุโมงค์นี้มากขึ้นทีเดียว
 
หากเปิดหน้ากล้องดีๆ จะได้แสงที่สวยงามของอุโมงค์เก็บน้ำที่ไม่เหมือนที่ไหน

ประวัติที่พบของอุโมงค์เก็บน้ำแห่งนี้ เขาว่าถูกค้นพบด้วยความบังเอิญ จากการที่ชาวบ้านลงไปหาปลาในอุโมงค์ แต่แล้วกลับไปเจอโถงกว้างและเสาโบราณ ภายหลังการสำรวจพบว่าสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์จัสติเนียนแห่งจักรวรรดิไบเซนไทน์ ราวศตวรรษที่ 6 นับเป็นอุโมงค์เก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดจากหลายร้อยอุโมงค์ที่ทอดเรียงตัวอยู่ใต้ดินในเมืองอิสตันบูล 
Basilica Cistern สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำในพระราชวัง ที่มาของชื่อที่มีคำว่ามหาวิหารหรือ  Basilica ก็สืบเนื่องจากบริเวณนั้นมีมหาวิหารตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำนี้ ชื่อว่า Ilius Basilikası'ndan บวกกับความยิ่งใหญ่ของเสาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ภายใน คนทั่วไปจึงเรียกว่า Basilica Cistern หรืออ่างเก็บน้ำมหาวิหารนั่นเอง
อุโมงค์เก็บน้ำแห่งนี้ใช้ทาสในการสร้างอุโมงค์ถึง 7 พันคน ครอบคลุมพื้นที่ถึง 9,800 ตารางเมตร (138x64.6เมตร) จุน้ำได้มากถึง 80,000 ลบ.ม.  ว่ากันว่า น้ำขนาดนี้สามารถรองรับคนทั้งเมืองได้ถึงสามเดือนทีเดียว ...และนี่อาจจะเป็นการเตรียมการรองรับศึกสงครามในสมัยนั้นก็ได้กระมัง...
ดูศิลปะในการออกแบบวางเสาสมัยก่อนจากการจัดวางนะคะ ...เขาวางเสาสูงต้นละ 9 เมตร จำนวน 336 ต้น โดยการวางเป็น 12 แถว แถวละ 28 ต้น วางระยะห่างที่ 4.9 เมตร 

มองไปจะเห็นทางเดินทอดยาวดังเช่นสะพานที่เชื่อมถึงกัน
 

ความมืดบางครั้งก็คือความเร้นลับที่ชวนค้นหา
 

สุดสายตา
 

แสงสว่างจากเพดานอุโมงค์ บางครั้งก็ดูน่าสะพรึงกลัว

ในจำนวนเสากว่าสามร้อยต้นนี้จะมีเสาลายหยดน้ำตาอยู่ไม่กี่ต้น ในวิกิพีเดียเรียกเสานี้ว่า "Peacock-Eyed" หรือเสาตานกยูง แต่โดยความเห็นส่วนตัวของดิฉันเมื่อเพ่งมองดูแล้ว ก็นึกถึงดวงตาปีศาจ หรือ Evil Eye เสียมากกว่า เนื่องจากชาวตุรกีมีความเชื่อกันว่าจะต้องมี evil eye ติดตัวไว้เพื่อปกป้องสิ่งชั่วร้าย ความอิจฉาริษยา เมื่อมีสิ่งไม่ดีเข้ามาดวงตาปีศาจนี้ก็จะสะท้อนสิ่งไม่ดีกลับออกไป ช่วยปกป้องผู้พกพาให้พบสิ่งโชคดีและประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง ...ก็ถ้าหากสมัยก่อนตั้งใจสลักดวงตาปีศาจนี้ไว้เพื่อเป็นการป้องกันศัตรูที่ย่างกรายเข้ามาล่ะ ...อืมม!!! ดิฉันก็คิดแบบเรื่อยเปื่อยตามประสาแหละค่ะ 

เสาหยดน้ำตา หรือ เสาตานกยูง หรือดวงตาอะไรก็ตามแต่จินตนาการ


แหงนดูเบื้องบนของเสาหยดน้ำตา
 

อาณาบริเวณเสาหยดน้ำตาเมื่อเดินคล้อยหลัง
 
 
ไฟส่องสว่างเป็นระยะ ตลอดทางเดิน
 
 
ภายในอุโมงค์ค่อนข้างเย็นชื้นนะคะ ผนังอุโมงค์นี่แม้จะมีความหนาถึง 4 เมตร แต่ก็ยังมีน้ำซึมหยดลงมาเป็นระยะๆ ดังนั้น เวลาเดินจึงต้องใช้ความระมัดระวังสักนิดสำหรับคนที่พื้นรองเท้าเรียบ เนื่องจากทางเดินผ่านหลายจุดเปียกชื้น 
สิ่งจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาชมอุโมงค์แห่งนี้เมื่อปีที่แล้วถึง 2 ล้านคน ก็เพราะต้องการมาดูเสาสองต้นที่ฐานเป็นหัวเมดูซ่านั่นเอง
ดิฉันไม่ค่อยรู้จักนางเมดูซ่านี่หรอกค่ะ แต่มักจะเจอะเจอในพิพิธภัณฑ์ศิลปะของยุโรปอยู่เสมอ ..ก็คงไม่แปลกนะคะที่เราจะรู้ประวัติของเมดูซ่าผู้หญิงที่มีผมเป็นงูนี่สักเล็กน้อย...
เล่ากันในตำนานของกรีกว่า เดิมเมดูซ่าเป็นสาวงามน้องคนสุดท้องของสามพี่น้องตระกูลกอร์กอน แต่โดนเทพโพไซดอน เทพแห่งท้องทะเลขืนใจในวิหารของเทพีอธีนา เทพีอธีนารู้สึกถูกลบหลู่ จึงสาบเมดูซ่าให้เป็นหญิงอัปลักษณ์มีผมเป็นงู และมีดวงตาเป็นอำนาจลึกลับ หากผู้ใดจ้องมองจะกลายเป็นหินทันที
ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า เส้นผมที่เป็นงูของเมดูซ่าสามารถป้องกันการปองร้ายจากเหล่าปีศาจได้.....
และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประติมากรรมโรมันในอุโมงค์เก็บน้ำแต่โบราณแห่งนี้ สลักรูปหัวของนางเมดูซ่าไว้เพื่อป้องกันการปองร้ายของศัตรูที่จะเข้ามาก็ได้ แต่คนสร้างอาจจะเกรงกลัวว่าจะต้องกลายเป็นหินเมื่อไปจ้องตานางเมดูซ่าเข้า ก็เลยสลักวางกลับหัวหนึ่งต้น ตะแคงอีกหนึ่งต้น เลี่ยงการสลักวางให้ไม่ตรงซะ จะได้ไม่เหมือนถูกจ้องมอง จริงหรือไม่จริง เห็นจะต้องเข้าไปชมและจินตนาการเองล่ะค่ะ

เสาเมดูซ่าที่สลักกลับหัว
 
 
เมดูซ่าสลักตะแคง 
 
 
หากเมดูซ่ามีชีวิต คงบ่นว่าถูกตะแคงจนเมื่อยมากมาย 
 

ออกจากอุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทันก็เย็นพอดี ระหว่างทางกลับที่พักต้องผ่านฮิปโปโดรมหรือจตุรัสสุลต่านอาห์เมต ยามโพล้เพล้ยังเห็นแสงแดดรำไร วิหคแห่งอิสตันบูลเริ่มบินกลับรัง ดิฉันเก็บภาพความประทับใจที่เรียบง่ายไว้ในความทรงจำ แล้วค่อยแวะดูรายละเอียดของฮิปโปโดรมแห่งนี้ในวันอื่นละกันนะคะ 
 
ฮิปโปโดรม
 
เสาโอเบลิสก์ยามโพล้เพล้
 

วันนี้รู้สึกค่อนข้างเมื่อยเท้าจากที่เดินขึ้นเนินไป Topkapi Palace และอยู่ดูชมกว่าครึ่งค่อนวัน ตามด้วยเกือบไถลลืนในอุโมงค์เก็บน้ำ ...เมื่อไม่มีโปรแกรมแบบที่ต้องขีดเส้นไว้ ดิฉันจึงกลับที่พักเพื่อพักผ่อนก่อนที่จะออกไปหาอาหารมื้อค่ำสำหรับวันนี้ 
หลังจากกลับมานั่งพักเท้าและเผลองีบหลับไปครู่หนึ่ง จึงตื่นมาด้วยความหิวโหย ดิฉันหยิบเสื้อกันหนาวขึ้นมาสวมอีกครั้ง พร้อมกับลงไปที่ล็อบบี้ แวะคุยกับพนักงานคนเดิม ขอคำแนะนำร้านอาหารอร่อยๆ ที่อยู่ละแวกโรงแรม เขาก็หยิบนามบัตรให้หนึ่งใบ บอกว่าออกจากโรงแรมแล้วเดินตรงไปไม่ต้องเลี้ยวไหน ร้านจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ  
ดิฉันรับนามบัตรร้านมาดู เห็นว่าน่าจะเข้าทีเพราะมีพิมพ์คอมเม้นท์จาก tripadvisor.com ติดอยู่ แสดงว่าต้องดีใช้ได้ทีเดียวค่ะ 
...เดินออกจากร้านแล้วก็มองหาชื่อร้าน Antique Turquoise หาไม่ยากเลยจริงๆ ที่ลำบากหรือรู้สึกไม่สะดวกใจบ้างก็ตรงต้องคอยตอบปฏิเสธเมื่อต้องเดินผ่านหน้าร้านรวงต่างๆ ที่จะมีพนักงานคอยเชิญชวนลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งร้าน Antique Turquoise นี่ก็ไม่แตกต่างกันค่ะ

หน้าเว็บไซต์ของ Antique Turquoise แห่งนี้
 

บรรยากาศด้านนอกชวนนั่ง
 
แม้ว่าจะได้รับคำแนะนำมาแล้ว ดิฉันก็ยังคงยืนเตร็ดเตร่อยู่หน้าร้าน แล้วก็บอกให้เครดิต Best Point Hotel นิดหนึ่งว่าเป็นผู้แนะนำมา จากนั้นก็ให้พนักงานเชียร์แขกเชิญชวนแนะนำอาหารจากเมนูหน้าร้านก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเข้าไปนั่งในร้านด้านบน เพราะเข้าใจว่าด้านนอกอากาศน่าจะชวนหนาวเย็นอยู่ มารู้ทีหลังว่าเขาติดฮีทเตอร์ไว้ด้านนอกด้วย
เมนูอาหารมีให้เลือกหลากหลายพอสมควรทีเดียวนะคะ แล้วดิฉันก็เลือกซุปมะเขือเทศเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ส่วนจานเด่นเป็นอาหารตุรกีอีกแล้ว ในเมนูเขียนชื่อไว้เป็น
SAC KAVURMA
(Diced lamb fried on iron plate)
Pieces of lamb or chicken sautéed with tomatoes, green peppers, onions, mushroom and rice. Served in a special turkish wok over flames.
อ๊ะ!! ชักติดใจอาหารจานร้อนอีกแล้วสิคะ ...จะว่าไปแล้วดิฉันอาจแตกต่างจากนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยส่วนใหญ่ ตรงที่ชอบอาหารพื้นเมืองของแต่ละแห่งที่ไป เพราะอาหารเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเรียนรู้บุคลิกของคนในชาตินั้นๆ ได้ไม่น้อยเลย ...เคยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเดือนครึ่ง ไม่มีการถวิลหาอาหารไทยหรือเกิดอาการเบื่ออาหารที่นั่นเลยสักนิด 

การตกแต่งที่ดูทันสมัย แสงไฟจากโคมนับร้อยดวงทำให้บรรยากาศอบอุ่น
 
 
ไวน์แดงที่ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวชวนฝันขึ้น
 
ระหว่างรอจานร้อน แน่นอนค่ะ มาเมืองนอกเมืองนา การร่ำสุราจึงไม่ใช่ของแปลก ...ดิฉันสั่งไวน์แดงมาจิบเล่น นั่งดื่มด่ำบรรยากาศชวนฝันในร้านไปพลาง อิอิ...เที่ยวคนเดียวก็สามารถรู้สึกโรแมนติกได้เสมอเมื่อบรรยากาศให้ค่ะ 

ซุปมะเขือเทศ

มาแล้วค่ะ ซุปมะเขือเทศร้อนๆ ....ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากตักซุปเข้าปากคำแรก ดิฉันจะอุทานในใจว่า ว้าว!!! จากคนที่ไม่ชอบมะเขือเทศนัก ซุปถ้วยนี้ทำให้ดิฉันเปลี่ยนความคิด เคล็ดลับความอร่อยของซุปถ้วยนี้น่าจะอยู่ที่ชีสก้นถ้วย บวกกับเนื้อขนมปังนุ่มๆ โอ้โฮ!! ขณะที่เขียนอยู่นี้ เริ่มน้ำลายสอจนอยากจะกลับไปลิ้มรสซุปถ้วยนี้ทันที
จานหลักอย่างเนื้อแกะสับจานร้อนนี้ หน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว พนักงานถือมาพร้อมเตาที่ยังมีไฟจากแอลกอฮอล์อยู่เลย หนุ่มบริกรนี่ก็แสนจะน่ารัก ถามทันทีว่าจะถ่ายรูปมั้ย ถ่ายก่อนดีกว่า.. แหม!! รู้ใจจริงๆ 
...อร่อยค่ะ เครื่องเคียงมีทั้งมะเขือเทศ พริกหยวก หอมใหญ่สับ รสเครื่องเทศชัดเจน ผสมกับความหอมของเห็ดอะไรก็ไม่ทราบ คลุกกับข้าวสวยตุรกีที่อยู่ตรงกลาง.. มื้อนี้ จึงเป็นอีกมื้อสวรรค์สำหรับคนที่วิ่งหาความสุขไปจนถึงอิสตันบูลโน่น

จานนี้ร้อนจริง
 

เนื้อแกะสับผัดเครื่องเทศจานร้อน
 
ระหว่างมื้อนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวสตรีสูงอายุคนหนึ่งเข้ามานั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับดิฉัน เธอสั่งไวน์ขาวมาคู่กับอาหารของเธอที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ดิฉันเหลือบมองแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ช่างเป็นภาพสะท้อนตัวเองในวันข้างหน้า ที่ยังคงต้องเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว มีความสุขในการเดินทางและดื่มด่ำกับสิ่งต่างๆ ที่ไกลจากบ้านเมืองตัวเอง ...มันคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราที่จะเลือกวิธีสรรหาความสุขให้ตัวเองนะคะ 
ราคาอาหารมื้อนี้ย่อยเป็น จานร้อน 28TL ไวน์แดงแก้วละ 14TL ซุปมะเขือเทศ 7TL น้ำเปล่า 4TL รวม แล้ว 53TL ราคาบวกบริการและคุณภาพ สมเหตุสมผล ถือว่าไม่แพงเลย อ้อ!! อย่าลืมธรรมเนียมการทิปของที่นี่ด้วยนะคะ อยู่ในอัตรา 10% ค่ะ
เมื่อเรียกเช็คบิล พนักงานจะเสิร์ฟน้ำชาตุรกีให้หนึ่งแก้ว เหมือนกับเป็นธรรมเนียม ชาตุรกีเขาจะเสิร์ฟมาในแก้วใสทรงทิวลิปใบเล็กแบบที่เห็นนี่แหละ มีกล่องน้ำตาลก้อนเล็กๆ ให้เติมพร้อมช้อนโลหะเป็นทองบ้างเงินบ้างคันเล็กสำหรับคนวางแนบแก้วมาให้ 
ชาตุรกีนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ดิฉันติดใจในรสชาตินะคะ หอมหวานอย่างบอกไม่ถูก เอ! ดูเหมือนจะชอบไปเสียหมดทุกอย่างเลยนะเนี่ย หนีไปอยู่ตุรกีเสียทีก็ดีกระมัง 

ชาตุรกีอันหอมหวาน
 
เดินเรื่อยเปื่อยกลับมาถึงโรงแรม เจอหนุ่มตะวันออกกลางนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่ลานโล่งกลางตึกที่พัก เราทักทายกันแบบนักท่องเที่ยวที่เวียนมาพักที่เดียวกัน เขาเป็นหนุ่มเลบานอนค่ะ แต่ไปทำงานที่สหราชอาณาจักรนานแล้ว พอรู้ว่าดิฉันมาจากเมืองไทย เขารีบบอกว่าเพิ่งจะไปเมืองไทยเมื่อสองเดือนที่แล้วเอง และก็เช่นเดียวกับคนส่วนมากที่จะชอบเมืองไทยของเราค่ะ เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องต่างๆ เช่น บรรยากาศและการดูแลต้อนรับของโรงแรมที่เห็นเหมือนกันว่าดีมาก ความน่าสนใจของตุรกีและอิสตันบูล ฯลฯ แล้วดิฉันก็ขอแยกตัวกลับขึ้นห้องก่อนที่บุหรี่ของหนุ่มเลบานอนจะหมดมวน 
พักผ่อนแล้วค่อยไปเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้นนะคะ 
 
 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
TaTee วันที่ : 28/01/2013 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

ไปเที่ยวต่างถิ่นแล้วกินอาหารพื้นเมืองได้ถือเป็นกำไรอีกอย่างนะครับ เพราะอาจเจอของอร่อยถูกใจก็ได้

คนสมัยก่อนนี้ช่างสร้างสรรค์จริงๆ และสิ่งที่สร้างก็อยู่นานทนทานจริงๆซะด้วยอย่างอุโมค์เก็บน้ำ

ป.ล. ชอบหัวเสาเมดูซ่ากลับหัว แปลกดีครับ และหวังว่าในอุโมงค์เก็บน้ำคงไม่มีหนูว่ายน้ำเหมือนในคลิปหนัง 007 นะครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
มีนา วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

สิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตในสมัยก่อน
ทำให้เห็นถึงความคิดความสามารถของคนในยุคนั้นได้อย่างดีเลยค่ะ บก.ชาลี

ความคิดเห็นที่ 9 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เหมือนเมืองใต้ดินเ้ลยนะครัีบ
ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้่างได้ใหญ่โตขนาดนี้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มีนา วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

คุณ bon09 คห.7

มีนาถ่ายรูปไม่เก่งค่ะ ได้มุมไม่ค่อยสวยมา แถมกล้องแบตหมดตอนนั้นเสียอีก
ใช้ไอโฟนถ่าย ภาพไม่ค่อยสวย เพราะด้านในแสงน้อย

ความคิดเห็นที่ 7 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
bon09 วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ชอบดูหัวเมดูซ่า ที่กลับหัวมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
มีนา วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 11.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

คุณ hayyana คห.4

อาหารมื้อหลักในยุโรปราคาประมาณนี้ถือว่าธรรมดามาก
ถ้าไม่มาคำนวณเป็นเงินไทยตามประสา Budget Tourist ว่าจ่ายมื้อละพันต่อหัวเชียวหรือ

บริเวณที่หนุ่มเลบานอนสูบบุหรี่นั้น เป็น open space หรือมุมนั่งเล่นระหว่างตึกหน้ากับตึกหลังของโรงแรมค่ะ มีต้นไม้ใส่กระถางตั้งประดับไว้รายรอบ สำหรับคนที่อยากสูดอากาศที่ไม่ใช่ห้องแอร์บ้าง เพราะในห้องพักจะมีป้าย no smoking ชัดเจน พื้นที่ตรงนี้กับโต๊ะนั่งเล่นหน้าโรงแรมก็เลยเป็นทางออกของสิงห์รมควันไปโดยปริยายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
มีนา วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

นายแพทย์สวรรค์กาญจนะ คห.3
จ่ายเงินไปเที่ยวเสียไกล..
ได้ความรู้มาบ้างก็คุ้มค่าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hayyana วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 06.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

สวยจังครับ เดี๋ยวนี้จะสร้างอะไรยังไงก็ทำไม่ได้เหมือนอดีต
อาหารบวกไวน์ราคานี้น่าจะธรรมดา
สูบบุหรี่ในโรงแรมได้หรือครับ

ความคิดเห็นที่ 3 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายแพทย์สวรรค์กาญจนะ วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 06.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/doctornursethailoyalty
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนไม่ได้มีไว้เพื่อแพ้Honesty is the best policy.

นำชมและเที่ยวบรรยายได้เต็มอิ่ม
เป็นสารคดีท่องเที่ยวที่อุดมปัญญา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มีนา วันที่ : 26/01/2013 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

คุณแม่มดเดือนMarch คะ
สงสัยว่าจะเกิดเดือนมีนาเหมือนกันหรือเปล่าเนี่ย
ถ้าเราไม่ตั้งท่ากลัวอาหารพื้นเมืองเสียก่อน น่าจะทำให้ได้อาหารจานโปรดขึ้นมาอีกหลายเมนูเลยค่ะ

จำได้ว่าเมื่อครั้งไปเมืองจีนต้องกินสารพัดเมนูแพะ ที่ค่อนข้างมีกลิ่นสาบหากทำไม่ดี แต่พอลองชิมเข้า ติดใจไปหลายเมนูเลยแหละ

ความคิดเห็นที่ 1 มีนา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 26/01/2013 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ไปเที่ยวที่ไหน ชอบลองทานอาหารพื้นเมืองเหมือนกันค่ะ อร่อยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพราะแพ้ทั้ง local และ oral
การเที่ยวคนเดียวนี่เป็นกิจกรรมโปรดพอๆกับการดูหนังคนเดียวเพราะในบางเวลา ก็ขี้เกียจตามใจคนอื่นค่ะ
แต่ตอนไปอิสตันบูลและญี่ปุ่น ไปกับครอบครัว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน