• metrobear
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 130
  • จำนวนผู้ชม : 178392
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
พรหมลิขิตของคนรักศิลปะ
จุดนัดพบของคนรักหนัง ฟังเพลง บรรเลงละคร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear
วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม 2553
Posted by metrobear , ผู้อ่าน : 2165 , 12:34:29 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน feng_shui โหวตเรื่องนี้

 
โลกยุคนี้อะไรๆ มันจะเพี้ยนไปถึงไหน วันก่อนจะหนีโลกร้อนไปลงสระ กลับกลายเป็นว่าเผ่นขึ้นมาแทบไม่ทัน เพราะน้ำร้อนจนว่ายไม่ไหว...กลัวเจอ Heat Stroke หงิกอยู่ในสระกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งให้คนช็อคกันทั่วโลก

นึกย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมืองไทยถึงจะร้อนแค่ไหน ก็ยังมีสำนวน”ขับรถกินลม”ให้เย็นใจ เพราะรถสมัยก่อนไม่มีแอร์ ถนนหนทางก็มิได้แออัดยัดทะนานเหมือนทุกวันนี้ เย็นๆ ก็มักจะชี้ชวนกันไปนั่งรถกินลมเล่น เปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาปะทะหน้าได้อารมณ์สดชื่นเหมือนยืนบนเนินเขา

แต่เอาเถอะ ยังไงโรงหนังชั้นดีในยุคนั้นก็ยังมีแอร์ให้นั่งดูกันเพลิดเพลินเจริญใจ ตั้งแต่จำความได้ ฉันมักจะเดินเข้าออกโรงหนังกับพ่อของฉันเป็นกิจวัตร เพราะบ้านอยู่ในวังบูรพา มีโรงหนังสามโรง คือ คิงส์ ควีน และแกรนด์ พ่อของฉันเป็นคนรสนิยมวิไล หาได้เคยพาฉันไปชมหนังไทยยุค 16 มม.พากย์โดย รุจิรามารศรี ไม่ ส่วนใหญ่จะดูหนังฝรั่งเสียงในฟิล์มเป็นประจำ แต่บางครั้งก็ลากฉันเข้าไปดูหนังฝรั่งเศสของ บริจิต บาร์โดต์ (ดาวยั่วในตำนาน) ซึ่งฉันมักนั่งหาวอยู่หวอดๆ เพราะยังเด็กเกินกว่าจะเก็ตเรื่องราว

คนกรุงเทพฯ ยุคนั้นดูออกเกร๋ไก๋ นัดดูหนังกันสักทีต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้ประเภทขาสั้นลากแตะให้เป็นที่ดูถูกดูแคลนนั้นหาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะโรงหนังชั้นดีอย่างเฉลิมไทย หรือ เฉลิมเขตร์ ซึ่งเป็นโรงที่สร้างอย่างเกร๋มีรสนิยม ดูเสร็จแล้วก็ต้องพากันขับรถมากินข้าวต้มแถวราชวงศ์ มีถาดมาวางแหมะตรงประตูรถ นั่งกินกันในรถก็ได้ไม่ต้องยุรยาตรขึ้นไปแย่งที่กันในร้านให้เปลืองแรง ดูๆ ไปเหมือนพวกไดร์ฟอินแถวเมืองนอกเมืองนายังไงยังงั้น

นึกไปถึงตอนอายุสักสิบขวบที่ตอนนั้นหนังเพลงอมตะนิรันดร์กาล The Sound of Music หรือในชื่อไทยว่า “มนต์รักเพลงสวรรค์” กำลังมาลงโรงในกรุงเทพพระมหานคร โดยตัวเองนั้นก็มิได้ประสีประสาอะไรนักว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดังมาแค่ไหนประการใด


หากแต่คุณพ่อเป็นคนช่างสะสมแผ่นเสียงเพลงหนังเพลงละครตั้งแต่ยังเป็นแผ่นครั่งหนังเสียงศรีกรุง ก็เลยได้แผ่นลองเพลย์ไวนิลของ The Sound of Music มาฟังก่อนที่หนังจะเข้าเสียอีก ก่อนหน้านั้นก็มีแผ่นของหนังเพลงอลังการอีกเรื่องหนึ่ง คือ South Pacific ซึ่งฉันก็ฟังพอผ่านๆ เข้าหูอยู่บ้างไม่กี่เพลง ด้วยเหตุที่เด็กเกินกว่าจะได้ทันดูหนัง

The Sound of Music ได้มาลงโรงที่โรงภาพยนตร์กรุงเกษม (เดี๋ยวนี้หาซากไม่เจอแล้ว อยู่เยื้องๆ หัวลำโพง มีคลองผดุงกรุงเกษมคั่นกลาง) ซึ่งจริงๆ แล้วยุคนั้นโรงหนังกรุงเกษมก็มิได้อู้ฟู่อะไรนักหนา หากแต่มนต์รักเพลงสวรรค์เป็นหนังใหญ่ที่จะมาเบิกโรงโฉมใหม่ของกรุงเกษม จึงมีการ ปรับปรุงภายในโรงครั้งสำคัญ ตั้งแต่จอใหม่ใหญ่ยักษ์เทคโนโลยีใหม่ล่าสัตว์จากฮอลลีวู้ด ดีไซน์รูปโค้งเป็นพิเศษสำหรับฟิล์มระดับ 70 มม. 6 ร่องเสียง พร้อมระบบเสียงสเตอริโอใหม่ทั้งโรง ส่วนที่นั่งก็ทำเป็นเชิง Stadium อยู่หน่อยๆ นั่งกันชันๆ เหมือนอยู่บนอัฒจรรย์ไม่บังกันดี

สิ่งที่จำได้ในตอนนั้นก็คือ ก่อนฉายหนังจริง เขาจะมีหนังโปรโมทระบบจอใหม่นี้ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนสามมิติเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ เท่าที่จำได้ลางๆ หนังก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนกับการตั้งกล้องไว้บนรถไฟ และรถเหาะ Rollercoasterในสวนสนุก ดูไปก็ให้ความรู้สึกหวือหวาหวาดเสียวราวกับเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ทีเดียวเชียว แสดงว่าเทคโนโลยีการฉายหนังนั้นพัฒนาต่อเนื่องกันมาตลอด

ซึ่งในยุคนั้นก็ยังมีการพัฒนาระบบ Cinerama คือการฉายพร้อมกันสามเครื่องฉายไขว้กันไปมา ทำให้มิติของภาพกว้างกว่าปกติ จำได้ว่าดูหนแรกที่ศาลาเฉลิมไทย ไม่แน่ใจว่าเรื่อง How the west was won หรือเปล่า แต่จำได้ว่า ภาพบนจอยักษ์นั้นจะเห็นรอยต่อของฟิลม์จากสามเครื่องฉายอยู่ลางๆ แต่หลังๆ นั้นระบบซีเนรามานี้ได้พัฒนามาเป็น Single lens คือใช้เครื่องฉายเดียวในที่สุด
 
 


ว่าจะคุยเรื่อง The Sound of Music ดันออกทะเลไปซะเล็กน้อย ปีนั้นคงราวปี 2507 กระมัง ยังจำความรู้สึกประทับใจจากหนัง The Sound of Music ได้ดี ระบบภาพและเสียงที่ตื่นตาสวยสด เพราะฟิล์ม 70 มม.นั้นส่งมาจากอเมริกาโดยตรง ไม่เหมือนหนังยุคนี้ที่พิมพ์ฟิล์มกันแถวซีเนแล็บ หรือกันตนา คอนทราสดำปี๋มองแทบไม่เห็นรายละเอียด ถ้าอยากดูสีสันต้นฉบับก็ต้องถ่อไปดูโรงดิจิทัลว่างั้น The Sound of Music เป็นหนังที่ยาวมาก มี Intermission หรือพักครึ่งเวลา คล้ายๆ ดูละครเพลงมิวสิคัล ซึ่งหนังสมัยนี้ยากที่จะมี อย่าง Avatar ลากยาวสามชั่วโมงจนฉี่แทบจะเล็ด ดูด้วยความทรมานเป็นที่ยิ่ง

หลังจาก Intermission ทุกคนก็จะออกมาเข้าห้องน้ำซื้อข้าวโพดคั่วแล้วก็อยากกลับเข้าไปดูเร็วๆ ด้วยความประทับใจในเนื้อหา วิธีเล่าเรื่อง และที่แน่ๆ เสียงเพลงอันไพเราะ จูลี่ แอนดรูว์ส นั้นคว้าใจคนดูตัวกะเปี๊ยกอย่างเราได้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนั้น เราดูหนังเรื่องนี้เหมือนถูกมนต์สะกด ตอนจบออกมาทุกคนในครอบครัวที่ไปดูต่างมีสีหน้าอิ่มเอมชมเชยหนังเรื่องนี้กันไม่ขาดปาก และได้กลายเป็นหนังที่ฉายกันยาวนานหลายเดือนชนิดที่คนทั้งกรุงเทพฯ แห่กันไปดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันเองได้ดูที่กรุงเกษมนี้ไป 6 รอบ ขณะที่เพื่อนอีกคนซึ่งเพิ่งได้คุยกัน(ตอนแก่)นั้นชิงแชมป์นำหน้าฉันไปแล้ว และที่ไม่น่าเชื่อคือ มีคนต่างจังหวัดเหมารถมาดูกันเป็นเรื่องเป็นราว คิดดูก็แล้วกันว่าคนสมัยนั้นรสนิยมวิไลกันขนาดไหน

แผ่นเสียง The Sound of Music ที่มีอยู่ก็ถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอย Scratch ด้วยฝีมือของฉันจนจำได้แทบทุกเพลง ทั้งๆ ภาษาปะกิตของฉันตอนนั้นก็แสนงูๆ ปลาๆ ก็ยังพยายามร้องตาม “โด..อะเดียร์ อะ ฟีเมล เดียร์...” (เนื่องด้วยโรงเรียนอัสสัมที่ฉันเรียนอยู่ตอนนั้นดันสอนแต่ภาษาฝรั่งเศส เพราะฉันถูกจับยัดมาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่ชั้นมูล) และต้องขอบคุณหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้ฉันรักมิวสิคัลและภาษาอังกฤษมาตั้งแต่บัดนั้น



ส่วนภาพยนตร์เพลงอีกเรื่องหนึ่ง South Pacific หรือ มนต์รักทะเลใต้ ฉันได้มาชมครั้งแรกเมื่อนำมารีรันที่โรงหนังสยามด้วยความมึนเป็นอันมาก เพราะทางโรงทำซับไทยไม่ทัน เออ..กรูคงดูรู้เรื่องดอกนะ แล้วตอนนั้นก็ยังเด็กเหลือกำลัง ดูไปก็ง่วงไป แต่หลังจากโตขึ้นเข้าใจชีวิตมากขึ้น ได้มาดูอีกครั้งที่โรงหนังอินทราด้วยฟิล์มต้นแบบ 70 มม.เสียงรอบทิศทาง ก็เลยได้หนังเพลงในดวงใจอีกเรื่อง และเริ่มเข้าใจว่า เรื่องราวของ South Pacific นั้นเหมาะกับผู้ใหญ่ชมมากกว่า ไม่เหมือนกับ The Sound of Music ที่เป็นหนังเพลง Universal ไม่ว่าเด็กเล็กแก่เฒ่าแค่ไหน ดูทีไรก็รับรู้ถึงเรื่องราวได้อย่างเข้าใจเป็นหนึ่งเดียว และประทับใจในบทเพลงไพเราะได้เหมือนๆ กัน

พูดถึงโรงหนังอินทรา ทำให้นึกถึงยุคแรกที่เขาสร้างโรงนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นโรงละครแบบเดียวกับ โชชิกุ ในญี่ปุ่น เลยเป็นที่มาของนาฏศิลป์อินทรา แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อจ้า....




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
tanodom วันที่ : 12/08/2011 เวลา : 09.07 น.


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
16MM วันที่ : 11/11/2010 เวลา : 00.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/16MM
http://www.pantipmarket.com/mall/coffeetable/?node=products

ชอบครับเพลงเก่าๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 23/10/2010 เวลา : 08.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

แผ่นลองเพลย์ไวนิลของ The Sound of Music


อยากเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 15/07/2010 เวลา : 13.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน