• metrobear
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 189786
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
พรหมลิขิตของคนรักศิลปะ
จุดนัดพบของคนรักหนัง ฟังเพลง บรรเลงละคร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear
วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2557
Posted by metrobear , ผู้อ่าน : 5551 , 14:59:37 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน แม่หมี , chailasalle และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

บล็อกโอเควันนี้เรามาคุยสบายๆ ถึงหนังในอดีตที่ผ่านตามาตั้งแต่ยุคข้าพเจ้านุ่งขาสั้นสมัยมีบ้านอยู่ในวังบูรพา  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์การค้าอันสุดเดิ้นในยุคนั้น  ยุคที่โก๋หลังวังยังเฟื่อง (แต่ยังไม่เคยเจอแดง ไบเล่ย์มายกพวกตีกันนะ)  ดีพาร์ทเมนต์สโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในยุคนั้นคือ เซ็นทรัล วังบูรพา  ประกบด้วยโรงหนังชั้นดีสุดเฟื่อง คือ คิงส์ ควีนส์ และ แกรนด์  เรียกว่าเกิดมาก็เดินตามคุณพ่อเข้าโรงหนังกันเป็นว่าเล่น  เป็นการสร้างรสนิยมในการชมภาพยนตร์ตั้งแต่เรียนประถม จนติดตัวมากลายเป็นจิตวิญญาณของคนที่ชื่นชอบหนังเป็นชีวิตจิตใจ 

สมัยนั้น (ประมาณช่วงปี 2504) หนังดีๆ ที่มีให้ดูล้วนมาจากฮอลลิวู้ดทั้งสิ้น  และไม่มีพากย์ไทย ส่วนมากมีแต่ซับไทยให้ดูกัน (ถ้าอยากจะฟังพากยัไทยก็อาจหาได้ตามโรงหนังชั้นสอง)  ส่วนหนังไทยยังเป็นยุคฟิล์ม 16 มม. พากย์สดกันอยู่เฉิบๆ แถวศาลาเฉลิมกรุง คาเธ่ย์ หรือเฉลิมบุรี  ข้าพเจ้าตามไปชมอยู่เรื่องหนึ่ง  รู้สึกจะเป็นเรื่อง พล นิกร กิมหงวน ภาคใดภาคหนึ่ง  เพราะเป็นแฟนคลับขาประจำหนังสือของ ป.อินทรปาลิต  ขนาดเราอายุแค่นั้นยังเข็ดกับหนังไทย  ต้องวิ่งกลับมาดูหนังฝรั่งเหมือนเดิม  ไม่ใช่หัวสูงอะไรหรอก  เนื่องจากคุณพ่อของข้าพเจ้าเป็นนักดูหนังฝรั่งตัวยง เลยมักจะหนีบข้าพเจ้าตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกเข้าโรงโน้นออกโรงนี้อยู่เป็นประจำ  สร้างรสนิยมวิไลในการดูหนังให้กับลูกชายคนโปรดตั้งแต่เล็กๆ 

นอกจากสามโรงหนังยอดฮิตในวังบูรพา  ก็ยังมีโรงชั้นดีอย่าง “ศาลาเฉลิมไทย” ที่อาคารดีไซน์แบบอาร์ตเดโคสุดคลาสสิค (เสียดายมากที่ถูกทุบไป) และ “ศาลาเฉลิมเขตร์” แถวสะพานกษัตริย์ศึก ที่ฉายหนังฝรั่งดีๆ ระดับบ็อกซ์ออฟฟิศให้ได้ชมกัน  หนังแต่ละเรื่องก็ฉายแยกโรงกันไป  ไม่มีการฉายทีละเป็นสิบเป็นร้อยโรงแบบทุกวันนี้  หนังดีๆ เรื่องหนึ่งฉายกันเป็นเดือนๆ   อย่าง มนต์รักเพลงสวรรค์ หรือ The Sound of Music ยืนโรงที่กรุงเกษมกันครึ่งค่อนปี  คนต่างจังหวัดอยากดูกันถึงขนาดเหมารถกันมาดูเป็นเรื่องเป็นราว (เออ..คนไทยยุคนั้นรสนิยมวิไลไม่เบา)  ข้าพเจ้าตอนนั้นก็เป็นแฟนคลับ “เดอะซาวด์” เหนียวแน่นดูกันไป 5-6 รอบกันชนิดแทบจะร้องเพลงได้ทุกเพลง  คุณพ่อก็มักจะซื้อแผ่นเสียงไวนิลซึ่งมักวางแผงก่อนหนังเข้าฉายมาให้ข้าพเจ้าเปิดฟังกันก่อนเป็นน้ำจิ้มเป็นประจำ

วัฒนธรรมการดูหนังในยุคนั้น  คนไทยดูจะมีพิธีรีตรองกว่าสมัยนี้มากมาย  ไอ้การที่จะนุ่งขาสั้นลากแตะเข้าไปดูนั้น  มีแต่ในโรงชั้นสองซกมกที่ฉายหนังวนรอบ  ทุกคนจะแต่งองค์ทรงเครื่องดูดีเป็นเรื่องเป็นราว  เหมือนเราไปดูคอนเสิร์ตหรือมิวสิคัลในยุคนี้  เพราะโรงหนังยุคนั้นล้วนสร้างใหญ่โตดูดี ครั้นจะแต่งตัวมอซอเป็นวณิพกก็ดูไม่เข้ากัน  เมื่อดูหนังกันเสร็จวิพากษ์วิจารณ์กันพอหอมปากหอมคอ  ก็มักจะไปหาอะไรกินกันต่อยามดึกแถวราชวงศ์  ซึ่งมีอาหารรสเลิศอร่อยๆ ไว้ให้ลิ้มกัน  และเนื่องจากอากาศกรุงเทพฯ สมัยก่อนนั้นเย็นสบาย  ไม่ร้อนโลกแตกเช่นทุกวันนี้  สำนวน “ขับรถกินลม” ยังคงเฟื่อง  ให้บรรดาประชาชีเปิดหน้าต่างรถ (สมัยนั้นแอร์ติดรถยนต์ยังไม่มี) รับลมเย็นสดชื่นกันไป  ชี้ชวนกันชมข้างทางกันไป  พวกเราก็มักจะนิยมการ “ไดร์ฟอิน” เข้าไปจอดรถ  แล้วเรียกบ๋อยให้ยกถาดมาติดข้างประตูรถ  นั่งกินกันไปในรถสบายกว่า  เกร๋ดีมะ

หนังที่ข้าพเจ้าได้ชมสมัยเด็กๆ นั้นมีอยู่ในความทรงจำไม่น้อย  ถ้าไม่ใช่หนังใหญ่ๆ ระดับ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” อะไรทำนองนั้น  ก็จะเป็นหนังสายลับอย่าง เจมส์ บอนด์ 007 ตั้งแต่เวอร์ชั่น ดร.โน  ข้าพเจ้าจำได้ว่าดูที่โรงหนังแกรนด์หน้าบ้าน  ในยุคนั้นดูตื่นเต้นแปลกใหม่กับสไตล์สายลับของ เอียน เฟลมมิ่ง  ข้าพเจ้าถึงจะเด็กดูได้ไม่ลึกซึ้งอะไรหนักหนา ก็ยังชอบ ฌอน คอนเนอรี่ (สมัยนั้นเรียก ซีน คอนเนอรี่) ด้วยบุคลิกที่ดูเป็น “บอนด์” ไม่เหมือนใคร และจำได้อีกคนคือ เออร์ซูล่า แอนเดรส ดาวยั่วทรงสะบึมที่ดังระเบิดตั้งแต่เล่นหนังบอนด์เรื่องนี้ 

แต่ที่เป็นแฟนคลับขาประจำเหนียวแน่น ก็คือ หนังเพลงของ เอลวิส เพรสลี่ย์ และคลิฟ ริชาร์ด สองดาราจากต่างทวีป  เอลวิสเป็นดารานักร้องฉบับไอ้กัน  ส่วน คลิฟ มาจากเกาะอังกฤษ สไตล์เพลงพ็อพร็อคในยุคนั้นต่างกันอยู่บ้างสำหรับเพลงของทั้งสองพระหน่อ  หนังของเอลวิสจะมาในแนวพ็อพและร็อคแอนด์โรล  ส่วนหนังของคลิฟนั้นมาในสไตล์พ็อพแจ๊ส มิวสิคัล และที่เก๋คือแทรกแนวสตริงจากวง เดอะแชโดว์ส ซึ่งมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร  หนังของทั้งสองต่างทะยอยออกมาแข่งกันไม่ขาดสายตา เรื่องแรกๆ ของเอลวิสที่ข้าพเจ้าติดหนับก็คือ G.I. Blues และ Blue Hawaii ทำให้กลายเป็นแฟนคลับถาวรนับแต่บัดนั้น  แผ่นเสียงเอลวิสเต็มบ้าน 

หลังจากนั้นหนังของเอลวิสก็ออกจะดูซ้ำไปซ้ำมาไม่มีอะไรใหม่  ที่พอใช้ได้ก็พวก Fun in Acapulco หรือ Kissin’ Cousin  จนกระทั่ง Viva Las Vegas ออกมาสร้างกระแสเอลวิสลุคใหม่คู่กับนางเอก แอน มาร์เกร็ต ซึ่งเป็นสาวฮ็อตในตอนนั้น  ทำให้เขากลับมาดังอีกครั้ง  ท่านผู้อ่านที่อยากสะสมดีวีดีหนังเอลวิสก็มีอย่างที่เอ่ยมานั่นแหละ ถือว่าใช้ได้  ส่วนช่วงหลังที่กลับมาดังจากคอนเสิร์ตใหญ่ที่เปิดตัวใหม่อีกครั้งในปี 1981  ก็จะมีหนังสารคดีความเป็นมาของการแสดงสด This is Elvis นี่แหละที่น่าสะสม  จำได้ว่าตอนนั้นนำมาฉายที่โรงหนังแกรนด์  ระบบเสียงดีมาก  วนเข้าไปดูกันหลายรอบ

ส่วนในยุคแรกเริ่มของ คลิฟ ริชาร์ด  และ เดอะ แชโดว์ส นั้น  ที่ดังๆ ก็น่าจะเป็น The Young Ones ซึ่งข้าพเจ้าได้ดูที่ศาลาเฉลิมไทย และ Summer Holiday ซึ่งได้ดูที่โรงหนังโอเดียน  แนวของคลิฟดูเป็นหนังเพลงมิวสิคัลมากกว่า เอลวิส  ลีลาเพลงและการเต้นประกอบมีกลิ่นอายของอังกฤษเห็นได้ชัด  เรื่องหลังๆ ที่ข้าพเจ้าจำได้ก็จะมี Wonderful Life ซึ่งก็มิได้ปลื้มมากนัก สรุปได้ว่าถ้าจะสะสม สองเรื่องแรกก็นับเป็นเอกลักษณ์ของความเป็น คลิฟ ริชาร์ด ที่ชัดเจนที่สุดแล้ว  ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีหนังเพลงอีกหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอยู่  อย่าง My Fair Lady หรือ West Side Story  ซึ่งฉายในระบบ 70 มม.เสียงสเตอริโอรอบทิศทาง  จอใหญ่อลังการกว่ายุคนี้มาก  แต่กระนั้น หนังเพลงในดวงใจของข้าพเจ้าในยุคนั้นก็ดูจะไม่มีใครเกิน The Sound of Music ที่โรงหนังกรุงเกษม (ใกล้หัวลำโพง) ยอมปิดปรับปรุงโรงทำที่นั่งใหม่ลาดเหมือนอัฒจรรย์ พร้อมจอใหญ่ยักษ์ ระบบเสียงใหม่ล่าสุด  ข้าพเจ้ายังจำได้ว่าก่อนฉายหนังจริง  ทางโรงจะมีหนังสาธิตระบบจอใหม่ที่เหมือนกับพาคนดูเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์  โดยจำลองให้คนดูเหมือนนั่งอยู่บนรถเหาะ Roller Coaster อะไรเทือกนั้น  ดูตื่นเต้นเวียนหัวดีไม่หยอก ด้วยจอใหญ่เกือบเท่าไอแม็กซ์ (แต่ด้วยโรงที่ใหญ่กว่าและที่นั่งสบายกว่านะท่าน 555)

หลังจากช่วงนั้นโรงหนังยุคใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมาอีกพร้อมช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ใหม่แถวจุฬาฯ   ก็ “สยามสแควร์” ที่เรารู้จักกันดีไงละท่าน  โรงหนัง “สยาม” ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเจ้าแรก  ด้วยระบบโรงหนังยุคใหม่ที่ไร้เวที  ทั้งโรงดีไซน์โมเดิร์นดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน  จำได้ว่าเปิดฉาย “รถถังประจัญบาน” (Battle of the Bulge) เป็นเรื่องแรก คนฮือฮากันมาก  หลังจากนั้นเครือสยามมหรสพ หรือ เอเพ็กซ์ ก็ขยายโรงออกไปเป็น ลิโด ฉาย “ขุมทองแมคเคนน่า” (MacKenna’s Gold) ดังระเบิดระเบ้อ คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง  ร้องเพลง Old Turkey Buzzard ได้เป็นแถวๆ  ส่วนโรงภาพยนตร์ “สกาลา” ก็สร้างตามมาอีกทีด้วยความหรูเฟ่กว่าสองโรงแรก  เลียนแบบโรงอุปรากร สกาลา ที่มิลาน อิตาลี

เป็นยุคที่ได้ดูหนังเพลงดีๆ มากมายทั้ง South Pacific ที่นำมาฉายใหม่ (เพราะตอนฉายครั้งแรก ข้าพเจ้าเพิ่งจะเกิดได้ไม่กี่เดือน)  Funny Girl นำแสดงโดย บาร์บรา สไตรแซนด์ (เป็นเรื่องแรกของเธอ แล้วก็คว้าออสการ์ไปครอง)  Oliver! (หนูน้อยมาร์ค เลสเตอร์โด่งดังไปเลยจากหนังเรื่องนี้) Hello Dolly (ป้าบาร์บรากลับมาเล่นคู่กับ Gene Kelly) ฯลฯ  หนังเก่าๆ ดังๆ ที่กลับมาฉายด้วยฟิล์ม 70 มม.ก็มีทั้งวิมานลอย (Gone with the Wind)  เบนเฮอร์ (Ben Hur)  บัญญัติสิบประการ (Ten Commandments) อะไรทำนองนี้  รวมทั้งหนังมหากาพย์อย่าง 2001 A Space Odyssey ของ สแตนลีย์ คูบริค  ซึ่งชมแล้วตื่นตามากบนจอยักษ์  หนังเรื่องนี้มีกรณีอื้อฉาวพอสมควรจากการที่คนไทยเราฉลาดล้ำโลกพยายามหั่นหนังให้ลงตัวในเวลาชั่วโมงครึ่งแบบหนังทั่วไป  เล่นเอาคนดูมึนตึ้บออกมาก่นด่าเพราะดูไม่รู้เรื่อง  จนกระทั่งความจริงเผยออกมาผ่านสื่อ  ท้ายสุดทางโรงต้องยอมฉายฉบับเต็มโดยไม่ตัดทอน  คงเพราะทนกระแสสังคมไม่ไหว  ข้าพเจ้าก็เลยต้องเสียค่าตั๋วรอบสองมาชมอีกที  แต่ก็คุ้มค่ายิ่งกับการได้ชมจินตนาการล้ำของผู้กำกับขั้นเทพอย่าง สแตนลีย์ คูบริค  ใครที่ยังไม่เคยชมถือว่าควรสะสมอย่างยิ่งสำหรับดีวีดีเรื่องนี้  จะเห็นได้ว่าดีไซน์หนังอวกาศในยุคกระโน้นไม่ได้น้อยหน้ายุคนี้เลย

หลังจากนั้นหนังใหญ่ดังๆ จากฮอลลิวู้ดเลยมีกฏข้อห้ามจากผู้สร้างเรื่องการตัดทอนโดยมิบอกกล่าว  ก็เลยทำให้เราได้ชม Apocalypse Now ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ได้อย่างเต็มๆ ทั้งเรื่องที่โรงภาพยนตร์อินทรา  ซึ่งเป็นโรงหนังใหม่ล่าสุดในยุคนั้นที่สร้างขึ้นมาเพื่อทั้งฉายทั้งหนังและแสดงโชว์ในขณะเดียวกัน  เท่าที่จำได้ทางเอเพ็กซ์ยุคนั้นต้องการสร้างมิติใหม่ให้กับการชมภาพยนตร์  โดยจะมีโชว์ระดับอินเตอร์เหมือนกับโชชิกุในญี่ปุ่น  คณะนาฏศิลป์อินทราจึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยการฝึกซ้อมโดยผู้เชี่ยวชาญจากโชชิกุ  โรงหนังอินทราในยุคนั้นถือว่าเริดสะแมนแตนเป็นอันมาก  ระบบไฟ ระบบเสียง และเวทีที่ทำไว้ให้เต้นระบำรำฟ้อนทำได้เทียบเท่าระดับอินเตอร์  เราจะได้ดูโชว์ก่อนดูภาพยนตร์จริงด้วยราคาบัตรที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว  น่าเสียดายที่คอนเซปต์นี้คงไม่เวิร์ค  เพราะค่าใช้จ่ายคงสูงมาก  ในที่สุดโครงการนี้ก็ต้องยุบไป  น่าเสียดายที่โรงภาพยนตร์ไฮเทคอย่างอินทราต้องกลายมาเป็นศูนย์การค้าขายของกะโหลกกะลาเหมือนในยุคปัจจุบัน

พูดถึงโรงหนังอินทรา ก็ทำให้นึกออกถึงระบบการฉายหนังอลังการงานสร้างแบบหนึ่งที่เรียกว่า ซีเนราม่า (Cinerama)  ซึ่งทางโรงได้ออกแบบมาเพื่อฉายระบบนี้โดยเฉพาะ  คนที่มีอายุสามสิบอัพขึ้นไปอาจเคยเห็นสัญลักษณ์ซีเนราม่าพะไว้หน้าโรงหนังมาก่อน  ซีเนราม่าถือกำเนิดมานานนมพอสมควรตั้งแต่ก่อนข้าพเจ้าเกิด  สมัยนั้นรู้สึกว่าศาลาเฉลิมไทยจะเป็นโรงแรกที่นำเทคโนโลยีการฉายระบบนี้เข้ามา  โดยใช้เครื่องฉายหนังสามเครื่องฉายไขว้กันลงบนจอขนาดใหญ่ยักษ์  ซึ่งจะให้มุมมองภาพที่กว้างเป็นพิเศษ ได้วิวที่ลึกกว่าที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มซูเปอร์พานาวิชั่น 70 มม. ภาพยนตร์ที่นำมาฉายเบิกโรงในยุคนั้นน่าจะเป็น How the west was won ชื่อไทยว่าพิชิตตะวันตก..อะไรเทือกนี้  การฉายในยุคนั้นยังพอเห็นรอยต่อของเครื่องฉายทั้งสามอยู่ลางๆ  แต่ก็ทำให้ได้มิติภาพที่ลึกและกว้างดูตื่นตากว่าซีเนมาสโคปแบบปกติ   หลังจากนั้นซีเนราม่าถูกพัฒนาให้ฉายในระบบ Single Lens หรือฉายด้วยเลนส์ตัวเดียว  ทำให้ปัญหารอยต่อหมดไป  หนังซีเนราม่าเลนส์เดี่ยวยุคหลังที่ได้ดูก็อย่างเช่น Krakatoa East of Java  หนังผจญภัยเล่าถึงประวัติการระเบิดของภูเขาไฟกะรากะตัวบนเกาะชวา  ซึ่งทำได้โอฬารตื่นเต้นดี  อ้อ ลืมไปว่า Battle of the Bulge หรือ 2001 A Space Odyssey ก็ฉายในระบบซีเนราม่าที่โรงหนังสยามเช่นกัน  จะเห็นได้ว่า สยาม เป็นโรงหนังที่มีตำนานยิ่งใหญ่มายาวนาน  เป็นโรงหนังโมเดิร์นในยุคนั้นที่บุกเบิกฉายหนังด้วยระบบล้ำสมัยมาตลอด  น่าเสียดายที่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาเผาเล่นไปซะอย่างไร้สติ 

เล่าไปเล่ามา ทำให้นึกย้อนไปถึงยุคเปลี่ยนของหนังไทยจากฟิล์ม 16 มม. พากย์สด จอกระจิ๋วหลิว มาเป็น 35 มม. ซีเนมาสโคป (2.40:1) จอกว้างเสียงในฟิล์ม  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จูงใจให้ข้าพเจ้าหันมาดูภาพยนตร์ไทยเป็นเรื่องเป็นราว  ผู้บุกเบิกในยุคแรกก็คงไม่แคล้ว อัศวินภาพยนตร์ของเสด็จองค์ชายใหญ่  พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล  และ ละโว้ภาพยนตร์ของเสด็จองค์ชายเล็ก  พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ  นับเป็นแรงจูงใจที่ทำให้คนไทยหันมาชมหนังไทยยุคใหม่ที่หลุดจากรูปแบบเดิมๆ  ด้วยโปรดักชั่นที่ตั้งใจสร้างอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  ทำให้เราได้ชมหนังไทยผลงานของ อัศวินภาพยนตร์  อย่าง เรือนแพ อันโด่งดัง หรือ เป็ดน้อย ละครเร่ ที่ทำให้สุทิศา พัฒน์นุช แจ้งเกิดในวงการ   หรือหนังดังอย่าง เงิน เงิน เงิน (ซึ่งภายหลังรีเมคกันทั้งหนังและละครเวที) อีแตน (อรัญญา นามวงศ์ แจ้งเกิด) หรือ เกาะสวาทหาดสวรรค์ (รีเมคเป็นละครทีวี) จากละโว้ภาพยนตร์  ซึ่งยังรวมไปถึงหนังแจ้งเกิดเรื่องแรกของ ท่านมุ้ย “มันมากับความมืด” หนังไซไฟเต็มรูปแบบเรื่องแรกของไทยในปี 2514  ซึ่งมีดาราหนุ่มหน้าใหม่จุติในวงการด้วยฝีมือการปั้นของท่านมุ้ย นามกรว่า สรพงศ์ ชาตรี  นับเป็นการเปิดศักราชของหนังไทยจอกว้างแบบซีเนมาสโคปอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  ชนิดที่ทำให้หนังจอเล็กแบบ 16 มม. ล้มหายตายจากไปอย่างสนิทสนม   ซึ่งหนังทั้งสองเครือนี้มักจะฉายประจำที่ โรงหนังเฉลิมเขตร์ 

หนังไทยเรื่องหลังๆ ที่ตามมาล้วนถ่ายทำด้วยระบบ 35 มม. ซีเนมาสโคปตามความนิยมทั้งสิ้น   หาหนังที่ถ่ายทำในระบบไวด์สกรีนธรรมดา (สัดส่วนคล้ายกับ 16:9 ของจอทีวีแอลอีดียุคปัจจุบัน) ไม่ได้เอาเลยทีเดียว   หนังดังๆ รุ่นต่อมาอย่างหนังเปิดตัวผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ เปี๊ยก โปสเตอร์ ที่มีชื่อเดี่ยวๆ ว่า “โทน”  ฉายที่ ศาลาเฉลิมไทย ก็ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการนำเสนอในแนวสากลมากขึ้น  (และทำให้ไชยา สุริยัน หวนกลับมามีชื่อเสียงในวงการอีกครั้ง)  หรือ หนังชุด “ทอง” ของ ฉลอง ภักดีวิจิตร ที่มักนำดาราฝรั่งดังๆ มาร่วมแสดง  หรือ หนังในตำนานของ คุณเชิด ทรงศรี อย่าง “แผลเก่า” ที่กวาดรายได้เป็นประวัติการณ์ทั่วประเทศ  ล้วนถ่ายในระบบซีเนมาสโคปทั้งสิ้น  

แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของการถ่ายทำระบบนี้คือต้องใส่เลนส์ Anamorphic บีบภาพให้ลงตัวในฟิลม์ 35 มม.  แล้วตอนฉายก็ค่อยใส่เลนส์ขยายออกเป็นจอกว้าง  ซึ่งระบบนี้ทำให้กินแสงอย่างมากในเวลาถ่ายทำ  ต้องโหมจัดไฟกันหน้าแทบไหม้  ดาราไทยในยุคนั้นส่วนใหญ่เลยมีปัญหาเรื่องดวงตาเป็นแถวๆ  กรณีของคุณเพชรา เชาวราษฎร์  เป็นอุทาหรณ์อันดีของการต้องสูญเสียการมองเห็นไปในบั้นปลายของชีวิต  หนังไทยในยุคหลังนี้เท่านั้นที่หันกลับมาถ่ายกันในระบบไวด์สกรีนธรรมดากัน  ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างถึงเรื่องการจัดแสงที่ง่ายกว่ากันทั้งนั้น  ทั้งๆ ที่น่าจะพิจารณาเหตุผลของการนำเสนอตามสไตล์หนังมากกว่า  อย่างหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ  ซึ่งมาในสไตล์ Epic  แทนที่จะถ่ายในระบบจอกว้าง นำเสนอมุมมองพาโนรามาที่อลังการงานสร้าง  กลับหันไปใช้ระบบไวด์สกรีนธรรมดา  ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม  หรือกะจะลงวิดิโอทำเป็นมินิซีรี่ส์ฉายต่างประเทศ? (ซึ่งน่าจะเข้าท่ากว่านำไปฉายโรงกระมัง)  โชคดีที่กล้องถ่ายหนังระบบดิจิทัลกำลังเข้ามาแทนที่ในยุคนี้  การจะถ่ายหนังในฟอร์แมตอะไรก็เลยไม่กลายเป็นปัญหาอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ  หนังไทยในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังบู๊ล้างผลาญ ตลกโปกฮา ชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา  ล้วนมีเพลงประกอบในเรื่องกันเป็นกุรุต  ราวกับเป็นหนังเพลงมิวสิคัลก็ไม่ปาน  วงสตริงอย่าง ดิ อิมพอสสิเบิ้ล โด่งดังมาได้ก็เพราะทำเพลงประกอบให้หนัง “โทน” นั่นแหละ  ส่วนหนังไทยที่เรียกได้ว่าหนังเพลงเต็มปาก  ก็น่าจะเป็น “เงิน เงิน เงิน”  หรือ ในยุคต่อมาก็น่าจะเป็น “มนต์รักลูกทุ่ง”  ซึ่งแต่ละเพลงต่างมีความโดดเด่นทั้งคำร้องและทำนอง  ช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับเนื้อหนังและเป็นที่ติดตราตรึงใจคนดู  ขนาดข้าพเจ้าไม่ใช่ขาประจำเพลงลูกทุ่งยังร้องตามได้ 

ก็ถือโอกาสเล่าสู่กันฟังถึงความเป็นมาที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมในการดูหนังของคนไทย  ซึ่งเมื่อหันมาเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน เหมือนถอยหลังเข้าคลองยังไงไม่ทราบ  การดูหนังในยุคนี้เหมือนเข้าร้านเซเว่น รีบช็อปรีบไป  หนังเข้าโรงแป๊บๆ ไม่ทันตั้งตัว  อ้าว ออกซะแล้ว  ระบบการตลาดดิจิทัลกำจัดหนังดีๆ บางเรื่องให้หลุดโปรแกรมไปเร็วเกินเหตุ  ความประณีตและบรรยากาศในการชมภาพยนตร์ก็กลายพันธุ์ไปตามยุค  แม้เทคโนโลยีของการฉายภาพยนตร์จะล้ำหน้าไปแค่ไหน  แต่โรงหนังเมืองไทยก็ประมาณใช้อุปกรณ์พื้นๆเพื่อ save cost  ระบบเสียงลิขสิทธิ์ดังๆ ที่เคยใช้ก็ค่อยๆ หดหายไป ยังดีที่ขณะนี้ระบบการฉายหนังดิจิทัล 4 K กำลังจะเข้ามาแทนที่  แต่ราคาตั๋วก็ขึ้นเอาๆ จนขนหัวลุก  สมัยก่อนดูหนังราคาตั๋วแพงสุด 12.50 บาทก็บ่นกันจะแย่แล้ว 555

 ขอให้ท่านผู้อ่านเอ็นจอยการชมภาพยนตร์โดยถ้วนหน้ากัน.....




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 เฟื่อง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
metrobear วันที่ : 30/07/2014 เวลา : 12.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear

แหม คุณพี่เฟื่องออกจะสาวเปรี้ยว จะกลายพันธุ์เป็นหวานแหววไปได้ฉันใด มิน่าถึงรู้จักนักดนตรีรุ่นเก๋าเป็นกุรุต 555 ไหนจะจิรพรรณ ไหนจะอุกฤษ Oh My! ช่างป๊อปอะไรเช่นนั้น สมัยก่อนอย่างมากก็แค่ไปเที่ยว Impossible Cafe ที่เพลินจิตอาเขต ดิอิมฯเล่นประจำที่นั่น ชอบฟังเขาเล่นเพลงของ Chicago หรือไม่ก็วงแฟลช ที่เดอะไนล์ โรงแรมแมนดาริน เป็นคลับที่มืดคอดๆ 555

โรงหนังแถวสยามดูจะมีคลาสชวนดูกว่าโรงอื่นๆ ขนาดที่เปิดใหม่ตามมาอย่างแมคเคนน่า เอเธนส์ เพรสสิเดนท์อะไรเนี่ยก็อยู่ไม่ทน ยิ่งตอนที่ไทยตั้งกำแพงภาษีแล้วหนังเครือเมเจอร์ของไอ้กันมันแซงชั่นไม่ยอมส่งมา ไม่มีหนังอะไรดีๆ ดูจริงๆ ได้แต่ซื้อหนังอินดี้อะไรไม่รู้มาฉาย

เพิ่งมาได้ชมสตาร์วอร์สภาคสองที่ลิโด้ภายหลังที่ไอ้กันยอมอ่อนข้อส่งหนังมา หลังจากต้องดูจากเทปวีเอชเอสมาหลายเพลา จำได้ว่าต้องไปเช่าจากร้านเร็กซ์ เพชรบุรี เป็นประจำ เพราะเป็นร้านที่มีหนังเมเจอร์ดีๆ หลุดเข้ามาเยอะที่สุด

คอนเสิร์ตไมเคิลที่สนามศุภฯ ชิมิ รู้สึกเฉยๆ เหมือนกัน บัตรแพงแล้วยังต้องยัดเยียดกันเข้าไปชม เพื่อนๆ กลับมาแต่ละคนโทรมราวกับวิ่งหนีสึนามิ 555 คอนเสิร์ตนอกก็เลือกดูเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกครั้งระบบเสียงจะดีเลิศ เสียเงินแพงแล้วยังต้องหมดอารมณ์เนี่ย...

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เฟื่อง วันที่ : 29/07/2014 เวลา : 08.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

คุณน้องหมี ทำติดลมซะแล้ว เอาเรื่องร็อคๆมาพูดกับสาวหวานอย่างพี่ได้ไงคะ หุหุ..
ตอนเด็กๆ รสนิยมอินเตอร์มาแบบธรรมชาติ ไม่เสแสร้งหรือดัดจริตเนื่องจากอยู่โรงเรียนที่กวดขันภาษาอังกฤษ แต่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เนื่องจากอยู่ริมน้ำ ไปมาลำบาก กว่าจะได้ดูดนตรีสดเป็นวงๆก็ต้องประมาณก่อนมหาลัย ได้ดูประกวดดนตรีที่สนามกีฬาแห่งชาติ วงซิลเวอร์แซนด์ แฟนตาซีไฟว์ ดูในคลับไต้ถุนเพลินจิตอาเขตก็วงThanks ที่ทั้งเก่งทั้งหล่อ และวงไดนามิคส์ หลงใหลอุกฤษ พลางกูรมาก ..ลี้ดกีตาร์ระดับชาติ ตอนหลังมาเจอตัวจริง เขายังนิ่ง ยังหล่อ เฮ้อ .. สุรสีห์ อิทธิกุลแพ้ไปเสี้ยวหนึ่ง
ตกลงไม่รู้ฟังเพลงหรือดูหนุ่ม..
Phantom of the opera นั่นสุดยอด Tommy ก็ดูแบบผิดหวังนิดๆ แต่ท่านผีเพลงฉบับบ้า Phantom of Paradise สิ จำได้ว่าดูที่สกาล่า ออกมามึนๆ
สกาล่า ลิโด สยาม ความหลังเยอะเพราะเรียนอยู่แถวนั้นหกปี แถมเป็นคนแบบ Siam Square Forever ขนานแท้จนวันนี้ คุณหมีจำวันที่Michael Jackson มาเมืองไทยได้ไหมคะ
พี่ชอบเขาไม่มากพอที่จะไปเบียดเสียดดูคอนเสิร์ตที่สนามกีฬา จึงนั่งรอเพื่อนคู่ใจอยู่ที่โนโวเทล
สักพัก ฝูงชนถล่มทางเข้ามาที่ล็อบบี้ ท่าทางโทรมมาจากทะเลทรายกันทั้งนั้น โดยเฉพาะม้า อรนภา หมดแรงถลาทรุดตัวลงนั่งที่โซฟา เมคอัพหลุดเป็นเข่งๆ ..ก็แน่นซะที่หายใจไม่มี ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่พอ ขำ
..

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
metrobear วันที่ : 29/07/2014 เวลา : 07.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear

คุณพี่เฟื่องท่าทางจะเป็นสาวกิจกรรม หนังของโรงเรียนเท่าที่จำได้รู้สึกจะมีเรื่อง Tommy เป็นร็อคโอเปร่าของ The Who แต่จำวงที่เล่นไม่ได้เลย ดันไปจำได้แต่วง Blue Star Sisters วงสาวฟิลิปปินโน เล่นที่เฉลิมไทย ชอบมาก แค่เดินข้ามจากตึกไทยนิยมผ่านฟ้าที่อาศัยอยู่ ก็เลยไปดูได้สบายๆ แม้จะเป็นรอบหกโมงเช้า! วงที่ประทับใจอีกวงคือ วีไอพี เป็นวงฮาร์ดร็อคที่ดังมากตอนนั้น ไปดูที่ลิโด้ เล่นเพลงของ Uriah Heep ได้เจ๋งมาก พี่แหลม มอริสัน เป็นมือโซโลที่มืออาชีพมั่กๆ ไม่น่าเชื่อว่าเล่นเพลงหนักแต่ไม่หนวกหูเลย ไม่มีมิกเซอร์เหมือนสมัยนี้แต่ปรับเครื่องดนตรีได้พอดีสบายหู

ด้วยเหตุที่อาศัยอยู่ในตึกไทยนิยมฯมานานหลายปี (อาคารเทเวศประกันภัยตอนนี้) เลยชื่นชอบศิลปอาร์ทเดโคมาก เพราะเป็นตึกที่ดีไซน์มหัศจรรย์มากมีบันไดวนมหึมาขึ้นไปถึงหอคอย โรงหนังเฉลิมไทยก็สวยงามไม่แพ้กัน ด้านในอลังการมาก ช่วงนั้นชอบชะโงกหน้าไปชมคัทเอาท์ที่วาดอย่างเนี้ยบโดย โฟร์อาร์ตซึ่งติดยาวเป็นพาโนรามาไว้ด้านข้างของโรงหนัง ชอบของหนัง My Fair Lady เป็นที่สุด และแต่ละเรื่องก็ช่างประดิษฐ์ได้น่าชม

ทราบข่าวว่าอาคารทรง Art Deco บนถนนราชดำเนินตอนนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ไปแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเป็นยุคนี้อาคารเฉลิมไทยอาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ เพราะถือเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง และด้วยความเคารพ การรักษาโบราณสถานทั้งสองแห่งให้คงอยู่ไว้บนเกาะรัตนโกสินทร์โดยไม่ทุบทำลายด้วยเหตุผลแค่ต้องการ "ทัศนียภาพ" น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า แล้ว Landscape ตรงนั้นก็ดูเป็นของใหม่ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศแถบนั้น โลหะปราสาทเคยเข้าไปดูสมัยโน้นก็ทรุดโทรม พอมา renovate ก็ทำกลายเป็นของใหม่ไปซะงั้น ไม่มีกลิ่นอายของโบราณสถานหลงเหลืออยู่ ประเทศที่ศิวิไลซ์เขาใช้วิธีทุบของโบราณแล้วทำเป็นลานสวนหย่อมร่วมสมัยแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ

สำหรับโรงหนังยุคกลางอย่างพระโขนงเธียเตอร์ จำได้ว่าใหญ่มวกๆ แต่เคยดูตอนคอนเสิร์ต The Doobie Brothers เท่านั้นเอง 555 ไม่เคยเข้าไปดูหนังซ้ากที โรงที่ดูบ่อยอีกแห่งก็คง ฮอลลิวู้ด นั่นแหละ หนังดิสนีย์ลงโรงที่นี่ประจำ ได้ดูเจ้าหญิงนิทราที่นำมาฉายอีกครั้งด้วยฟิล์ม 70 มม. เป็นหนังการ์ตูนเรื่องเดียวที่ลงทุนอลังการงานสร้าง จำได้อีกเรื่องคือหนังเพลง Camelot ซึ่งจะชอบเพลงมาก แต่เรื่องรักสามเส้าของกษัตริย์อาเธอร์มันเศร้าไปสำหรับเด็กอย่างเรา แต่ก็ยังเปิดแผ่นลองเพลย์ฟังมันทุกวันจนร้องได้ หนังนำมาฉายใหม่ที่สกาล่าอีกหลายปีผ่านมา โดยใช้ฟิล์มเก่าเก็บเน่าสนิท..บ้ามะ ทำร้ายจิตใจและเอาเปรียบคนดูมาก ยังจำได้ว่าเรียนปี 1 นิเทศจุฬา อจ.แดง กิตติศักดิ์มาสอน เราคุยให้ฟังเรื่องนี้แล้วบ่นว่าติดหนังทิ้งไปหลายเพลง แกเอาไปเขียนในสตาร์พิกส์ เราเลยรู้ว่าแกคือ "ทิวลิป" ผู้รอบรู้เรื่องหนังที่ตอบปัญหาได้ทุกเรื่องในนิตยสารภาพยนตร์ฉบับนั้น

ช่วงเรียนที่นิเทศก็ได้ดูหนังแถวสยามกันเป็นว่าเล่น บางทีทางสยามมหรศพก็เชิญพวกเราไปชมรอบพิเศษกัน ได้วิแคะวิจารณ์กันตามสมควร ที่ชอบมากอีกเรื่องคือได้ชม Phantom of The Paradise หนังเพลงล้อเลียน Phantom of The Opera มาในแนวร็อคของ ไบรอัน เดอ พัลมา แต่ละเพลงจำเอามาร้องกันได้อย่างหนุกหนาน วัยรุ่นสมัยก่อนเขาอินเตอร์กันนะ ไม่เหมือนสมัยนี้ฟังแต่เพลงไทย

ความคิดเห็นที่ 10 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 28/07/2014 เวลา : 19.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

ขอร่วมเมนท์ด้วยเพราะบทความนี้ ค้างอยู่หน้าหนึ่งนาน อ่านมาหลายครั้ง ก็ไม่เบื่อ ลองทบทวนความหลังครั้งยังเด็กๆ
อาจจะมีเรื่องวัยรุ่นวุ่นรักผสมก็อย่าหมั่นไส้นะจ๊ะ คนดี
...
โรงหนังย่านวังบูรพา คิงส์ ควีน แกรนด์ สามโรงน่ะ ไกลบ้านมาก จะได้ไปก็ต่อเมื่อพี่สาวไปดูกับผู้ชายที่มาจีบเขาแล้วเอาเราไปเป็นตัวกัน พวกหนังเอลวิสยุคเก่าประมาณนั้น
กรุงเกษม แน่ละ เป็นโรงเดี๊ยว โรงเดียวที่ฉายหนังฝรั่ง (หลังๆกลับลำฉายหนังจีนได้ไงไม่ทราบ) ไปดูหนังทีไร รอบเช้าทุกที คุณหมีไม่เห็นพูดถึง หรือเกิดไม่ทันเวลาโรงเรียนอัสสัมชัญบางรักเขาชอบจัดการกุศลหาเงินตอนเช้าหกโมงจ๊ะ
ที่บ้านจะมีปัญหาไปดูทีไร ต้องเหมาเรือเที่ยวตีห้าครึ่งทุกครั้ง
พอถึงรุ่นที่พี่อยู่ชั้นสูงสุดของโรงเรียน ต้องจัดบ้าง เราก็จัดเรื่อง "นักเรียนสาวจอมกวน" พี่เป็นคนเขียนกลอนหน้าหนึ่งสูจิบัตรเอง จำได้.. สุดจะเก๋ของยุคนั้น ก็โรงนี้อีกน่ะแหละ เบนฮงเบนเฮอร์ 55วันในปักกิ่ง บาร์นาบัส ดาราประจำที่ชอบเล่นหนังพวกนี้ก็ แอนโทนี่ ควินน์ หล่อก็ไม่หล่อ.. แต่เล่นดี๊..ดี
เฉลิมไทย หนังฝรั่งยิ่งใหญ่อย่างคลีโอพัตราสิ ถึงจะมีโอกาสได้ไปดู ดูเสร็จ กินไอติมป็อป ใครจำได้บ้าง ที่มีโลโกเป็นเป็ดน่ะเฉลิมไทยไม่ฉายหนังไทย จนมาถึงยุคโทน ดวง ของคุณเปี๊ยก โปสเตอร์อะไรประมาณนั้น ถึงจะฉาย
เฉลิมกรุง โรงนี้ ขาประจำของดอกดินตัวดำๆ ได้ดูลมหวน หรือนกน้อยจำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ประทับใจละอองดาว... ของสุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ที่เล่นโดยพิศมัย วิไลศักดิ์ เธอสวยมาก.. และมีคลาส เกียรติศักดิ์ทหารเสือ ก็ได้ดู
ส่วนโรงสมัยต่อมายุคอยู่เตรียมอุดม กรุงเกษมเชยไปแล้ว โลเคชั่นเหมาะกับลูกจีนเยาวราช กลายเป็นฉายหนังจีนไปซะนี่ เป็นขาประจำสยามแสควร์ และฮอลลีวู้ด หนังดีต้องที่โรงนี้ เพราะเจ้าของรสนิยมดีทั้งสองเครือ ฮอลลีวู้จะได้ลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ตลอด ชอบๆๆๆ

ดู The Sting ก็ที่นี่ และบางเรื่องที่กลับมาฉายก็หนังเอลวิส โอ๊ย อยากจะกรี๊ด
แมคเคนน่า เอเธนส์ สุขุมวิท เพรสซิเดนท์ ก็เป็นยุคหลังๆ ดูเสร็จ กินไอติมต่อ..จู๋จี๋ไม่เลิกรา
..
เฮ้อ ยาว

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
hot-americano วันที่ : 28/07/2014 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hot-americano

@ การทุบโรงหนังเฉลิมไทย ... จำไม่ได้ว่าความคิดใคร ??
@ แต่เหตุผลคือ โรงหนังเฉลิมไทยบดบังทัศนียภาพ
@ โลหะปราสาทที่ในโลกนี้มีเพียง 3 แห่ง ......

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
someone_in_somewhere วันที่ : 28/07/2014 เวลา : 08.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/someoneinsomewhere

สมัยก่อน ไม่ค่อยมีห้างสรรพสินค้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต
สิ่งเบินเทิงเริงรมย์ คือ การไปดูหนังในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
โรงหนังบางแห่งก็มีการแสดงดนตรีก่อนฉายหนังรอบปฐมทัศน์ด้วย

ความคิดเห็นที่ 7 แม่หมี , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
metrobear วันที่ : 27/07/2014 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear

ขอบคุณความเห็นเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน แต่แรกต้องขออภัยที่บทความเกิดอาการด้วนหายไปครึ่งค่อน คงเป็นเทคนิคพิเศษด้านภาพ(ที่ยังไม่ได้รางวัลออสการ์)จากบล็อกโอเคกระมัง อิอิ ตอนนี้ซ่อมจนครบถ้วนแล้ว หวังว่าคงอ่านได้จบนะขอรับ

ไม่น่าเชื่อว่าแฟนคลับโรงหนังบางคนจำรายละเอียดอะไรได้มากมายขนาดนั้น โรงหนังหลายโรงในยุคกลางๆ อย่างฮอลลีวู้ด เอเธนส์ แมคเคนน่า เพรสสิเดนท์ ปารีส ฯลฯ มีเรื่องราวให้เล่าอีกเหมือนกัน แต่น่าแปลกที่ตัวเองออกจะเลือนๆ ไป ตำนานของลิโด้กับสกาล่าที่ตามมาก็มีอีกหลายเรื่อง แต่กลับจำได้ชัดเจนในช่วงเด็กๆ คงเพราะวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของแท้

ปล.เงิน เงิน เงิน ที่เอเธนส์รู้สึกจะเป็นเวอร์ชั่นรีเมคของ ยุทธนา มุกดาสนิทนะครับ ออริจินัลของละโว้ภาพยนตร์ มิตรเพชราเล่น

เฉลิมไทย เป็นโรงละครเก่าที่โครงสร้างคลาสสิคมาก โอฬารและพร้อมที่จะรีโนเวตเป็นบรอดเวย์ได้สบาย ไปทุบทิ้งเสียเท่ากับทำลายโบราณสถานไปเลย ความคิดใครไม่ทราบ

ความคิดเห็นที่ 6 กระเจี๊ยบ , metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 27/07/2014 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านเรื่องนี้แล้วก็ย้อนไปรำลึกเรื่องเก่าๆในวันวานทียังไม่เคยลืม
โรงหนังฮอลลีวู๊ดที่ฉายหนังการ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์ที่ดูประจำ
ศาลาเฉลิมไทย. ศาลาเฉลิมกรุง. แกรนด์. เมโทร. ปารีส. สยาม. ลิโด. สกาล่า เอเธนส์. และอีกหลายต่อหลายโรง
ตอนเด็กๆก็ไปกับพี่. โตมาหน่อยก็ไปกับเพื่อน. พอเริ่มมีแฟนก็ไปกับแฟน. เด็กกทม.อย่างเราๆจะมีอะไรให้ทำ. นอกจากดผูหนังแล้วก็เดินห้างที่พอจะนับห้างได้
อ่านเอเอ็นทรี่นี้แล้วมีความสุข. รู้สึกเป็นสาวขึ้นมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 กระเจี๊ยบ , metrobear และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
chailasalle วันที่ : 27/07/2014 เวลา : 05.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ผมเสียดาย โรงดีดีที่โดนไฟไปมาก ช่วงที่เขาเอาเก้าอี้ ฯลฯ มาวางเป็นการแสดงเชิงสัญญลักษณ์ยังไปยืนดู แหมค่าตั๋วสิบกว่าบาท ตกใจค่าตั๋วยุคนี้ นี่ถ้่าเห็นราคาข้าวโพดคั่วถังเป็นร้อยไม่ เป็นลมหรือ ...อิอิ ชอบครับบทความนี้ หนหน้า ต่อโรงพระโขนงเธียรเตอร์ด้วยนะ มหึมา ในยุคเราๆ ..

ความคิดเห็นที่ 4 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 23.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

เสียดายศาลาเฉลิมไทยเหมือนกัน ไม่น่าทุบเลย

เฉลิมไทยกับเฉลิมกรุงนี้ชอบขึ้นไปดูบนชั้นสอง ระหว่างรอเข้าโรง รอเวลาฉาย จำได้ว่ามีภาพแกะสลักหนังใหญ่(หนังตะลุง) ติดอยู่บนผนัง ชอบมาก ๆ

รถถังประจัญบาน นี่เคยดูค่ะ

เรื่องโทน ได้ดูเป็นหนังกลางแปลง ที่ตลาดใกล้บ้าน สมัยที่ยังเป็นเด็กค่ะ แล้วจะมีโฆษณาขายยาด้วย

ความคิดเห็นที่ 3 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
วรรณสุข วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

อ่านแล้วก็จินตนาการไปด้วยค่ะ จำอะไรไม่ได้มากนัก นึกออกบ้างบางเรื่อง แต่จำโรงหนังเอเธนส์ได้ค่ะ แล้วก็เรื่อง เงิน เงิน เงิน จำฉากที่เค้าร้องเต้นแล้วก็ทานเค้กไปด้วย ฉากนี้ประทับใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

อ้าว ขาดหายไปซะงั้น..กำลังมันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 metrobear , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
hot-americano วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hot-americano

@ ผมเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด โรงหนังที่ผมเคยเห็น
@ ย้อนไปประมาณ 40 ปี
@ เริ่มจากสะพานขาวไล่เรียงมาที่ประตูน้ำ , มักกะสัน
@ สะพานขาว => ปารีส , แอมบาสเดอร์
@ ยมราช => โคลีเซี่ยม
@ ราชเทวี => ฮอลลี่วูด ,
@ ราชเทวีเลี้ยวขวา => แมคเคนน่า , อีกโรงจำไม่ได้
@ ราชเทวีเลี้ยวซ้าย => เอเธนส์ , เซ็นจูรี่(ตอนนี้เป็นห้างและมีโรงหนัง)
@ ประตูน้ำ => เมโทร , พาราเมาท์ , เพชรรามา
@ มักกะสัน เพชรบุรี=> ออสก้า
@ มักกะสัน ทางรถไฟประตูน้ำ => จำไม่ได้
@ ที่กล่าวมาทั้งหมดเฉพาะโรงหนังชั้น 1 ไม่รวมโรงชั้น 2 ที่ฉายหนังวนกับหนังโป๊นะครับ
@ มีเกร็ดเล็ก ๆ สำหรับฮอลลี่วูด โรงนี้จะฉายหนังรอบ 8 โมงเช้า
@ เพราะตอน 6โมงครึ่ง จะมีคอนเสริต์จากวงดนตรีวัยรุ่นที่เล่นเพลงสากล
@ สมัยก่อนหาฟังยาก อ้อ วงดนตรีลูกทุ่งก็ชอบเล่น
@ ในโรงหนังเหมือนกัน
@ สำหรับโคลี่เซี่ยม ข้างๆ จะมีสเก็ตล้อ วันอาทิตย์จะมีวงดนตรี หรั่งร็อกเคสต้า มำลาโคนิก เกิดจากที่นี่
@ ส่วนที่ออสก้า เป็น สเก็ตน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศ
@ และที่เอเธนส์ก็มีตำนานว่าฉายหนังชีวิตสัตว์ติดต่อกันยาวหลายเดือน ปัจจุบันเป็นคอนโด
@ ทุกวันนี้ศูนย์การค้าเป็นที่รวมทุกอย่างโรงหนังที่อยู่เดี่ยวๆ จึงต้องแพ้ไปในที่สุด
@ ขอโทษยาวไปนิด แต่คนแก่เริ่มทบทวนความจำสีจางๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน