• metrobear
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 126
  • จำนวนผู้ชม : 163211
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
พรหมลิขิตของคนรักศิลปะ
จุดนัดพบของคนรักหนัง ฟังเพลง บรรเลงละคร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear
วันเสาร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2561
Posted by metrobear , ผู้อ่าน : 1175 , 10:32:32 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน เฟื่อง , wullopp และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

อนุสนธิเนื่องมาจากได้ข่าวว่าโรงหนังสกาล่ากำลังจะถูกทุบทิ้งในไม่ช้า ก็ให้รู้สึกใจหายอยู่บ้าง เพราะสกาล่าคือสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการดูหนังอันศิวิไลซ์ของชาวบางกอกมาหลายทศวรรษก็ว่าได้

เมื่อนึกย้อนจากอดีตมาจนปัจจุบัน ก็ให้รู้สึกแปลกใจที่พฤติกรรมการดูหนังได้เปลี่ยนไปไม่น้อย  จากโรงหนัง Stand Alone ในอดีตที่ต้องสร้างอย่างหรูเฟ่ กลับมาเป็นวัฒนธรรมดูหนังมัลติเพล็กซ์ในศูนย์การค้า  ความสะดวกสบายอาจเพิ่มขึ้น แต่ความเป็นเธียเตอร์อันโอ่อ่ากลับกลายเป็นโรงเล็กโรงน้อยซอยออกไปยิบย่อยเพื่อฉายหนังได้เพิ่มขึ้น  บรรยากาศมันเปลี่ยนไปมาก อารมณ์ความเป็นโรงภาพยนตร์ที่เหมือนกับโรงมหรสพอันโอ่อ่ามันจางหายไป  ก็เหลือเพียงแต่สกาล่ากระมังที่ยังพอเหลือบรรยากาศเช่นนั้นอยู่  แต่แล้วก็ไม่แคล้วชะตากรรมเหมือนโรงอื่นๆ (ยังดีที่ไม่ได้ถูกเผาโดยพวกรับใบสั่งสร้างสถานการณ์เหมือนโรงหนังสยาม)

สมัยเด็กข้าพเจ้าโชคดีที่มีบ้านอยู่ในวังบูรพา  ซึ่งในยุคนั้นต้องเรียกได้ว่าเป็นช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์อันสุดเกร๋แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เมืองอมรเลยทีเดียว  มีโรงหนังอยู่สามโรง คือ คิงส์ ควีนส์ และแกรนด์  ซึ่งแต่ละโรงก็จะผลัดกันฉายหนังดังสลับกันไปมา  และหนังที่ยืนพื้นก็คือหนังใหญ่จากฮอลลิวู้ดทั้งสิ้น  ตัวโรงหนังก็ถือได้ว่าเป็นโรงมาตรฐานสร้างในสไตล์ฝรั่งดูสวยงามโอ่โถง  คุณพ่อข้าพเจ้าเป็นนักดูหนังตัวยง จึงพลอยหิ้วลูกชายตัวน้อยไปเป็นเพื่อนดูหนังมันทุกเรื่อง  แค่ดูในวังบูรพาก็ตาลายแล้ว  ยังไม่รวมนั่งรถไปชมหนังดังๆ ที่ศาลาเฉลิมไทย หรือ ศาลาเฉลิมเขตร์  ซึ่งโรงจะใหญ่หรูหรากว่า ให้เด็กๆ ได้สนุกสนานกับการขึ้นลงบันไดสไตล์อาร์ตเดโคอันวนเวียนไปหลายชั้น  

โรงหนังคิงส์ มักจะฉายหนังของเมโทร โกลวิน เมเยอร์อยู่ประจำ  โดยเฉพาะหนังของ เอลวิส เพรสลี่ย์ ดาราขวัญใจชาวพาราตอนนั้น  ข้าพเจ้าก็ดูมันตะบันทุกเรื่อง และมักจะได้ของแถมเป็นแผ่นเสียงเอลวิสเรื่องนั้นๆ จากคุณพ่อที่พาไปซื้อในร้านแผ่นเสียง (ไวนิล)  สมัยนั้นเรียกว่าแผ่น LP หรือลองเพลย์  ซึ่งในวังบูรพามีอยู่หลายร้าน  มีตั้งแต่ร้านไฮโซอย่าง แบล็กแอนด์ไวท์  เซ็นทรัลวังบูรพา ไปจนถึงร้านเล็กอย่างยูเนี่ยนซาวนด์ ที่มีกระทั่งแผ่นก็อปปี้ (ราคาถูกกว่า)  หนังเพลงดังๆ ที่ได้เข้าโรงในยุคนั้น  ข้าพเจ้าก็ได้แผ่นไว้สะสมเป็นกุรุต  ตั้งแต่แผ่นของเอลวิส  คลิฟ ริชาร์ด  หรือหนังเพลงอย่างบุษบาริมทาง (My Fair Lady) มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) มนต์รักทะเลใต้ (South Pacific) ไปจนถึงแผ่น Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band ของ The Beatles ซึ่งบอกตามตรงว่าฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะยังเด็ก  แล้วเพลงมันเซอร์ล้ำไปอีกยุค  เรายังชอบยุคแรกๆ อย่าง A Hard Day’s Night อาจจะเพราะฟังง่ายมากกว่า แต่หนังก็เซอร์แตกดูไม่ค่อยรู้เรื่องอีกตอนนั้น

ได้ดู Dr.No เจมส์ บอนด์ตอนแรกที่โรงหนังแกรนด์  รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะหนังสายลับดีๆ ไม่ค่อยมีดูเท่าไรยุคนั้น  เป็นการเปิดศักราชของบอนด์อย่างเป็นทางการ  ดูไปดูมาจำได้แต่ฉาก เออร์ซูล่า แอนเดรส เดินนุ่งน้อยห่มน้อยทรงบึ้มอะร้าอร่ามขึ้นมาจากทะเล 555  ส่วนโรงหนังควีนส์ ยุคนั้นยังไม่ฉายหนังแขก  เคยดูแต่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่คนดูดบุหรี่กันทั้งโรง หายใจไม่ออก ไม่สนุกเลย  ทุกคนอยากไปชมวิไลวรรณ วัฒนพานิช เล่นหนังฮอลลิวู้ด  ซึ่งจริงๆ เล่นแค่ฉากสั้นๆ แว้บเดียว  หลังจากนั้น ก็ได้ชมหนังวับๆ แวมๆ ของฝรั่งเศส นำแสดงโดย บริจิต บาโดต์ ดาราเซ็กซี่อันโด่งดังในยุคนั้น  บอกตามตรงว่าดูไม่รู้เรื่องเพราะมันเป็นหนังผู้ใหญ่  พาลจะหลับเอา แล้วหนังไอ้เศสอะ คิดดูละกัน

โรงหนังที่เรียกได้ว่าล้ำอีกโรงคือ โรงหนังสุริวงศ์ ณ เจียงใหม่ไงเจ้า เพราะขนาดเป็นโรงหนัง ตจว. แต่หาได้บ้านนอกอย่างที่คิด นอกจากจะเป็นโรงมาตรฐานติดแอร์ดูดี ยังแยกห้องซาวนด์ไว้ให้ผู้มีรสนิยมวิไลอยากฟังเสียงซาวนด์แทร็กได้เอ็นจอยกัน  คนนั่งในโรงใหญ่ก็ชมพากย์ไทยไป  คนในห้องเล็กก็ฟังเสียงฝรั่งมังคาของจริงกันไป  เรื่องอ่านซับไม่ทันไม่มีเสียละสำหรับเด็กรุ่นนั้น  เพราะดูหนังฝรั่งกันมาแต่เล็ก  จึงให้อัศจรรย์ใจยิ่งนัก  เมื่อเห็นคนยุค Gen Me ต้องเลือกดูโรงหนังพากย์ไทยกันกระหน่ำเพราะบ่นว่าอ่านซับไม่ทัน

ส่วนโรงที่ฉายหนังไทยอย่าง เฉลิมกรุง คาเธ่ย์ เอ็มไพร์ เฉลิมบุรี ฯลฯ นั้น  แทบไม่เคยย่างกราย  ไม่ใช่ว่าไฮซ้ออะไร นั่นเพราะยุคนั้นภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องมันเป็นหนัง 16 มม.พากย์กันสดๆ โดย พันคำ หรือ รุจิรามารศรี  แล้วคนดูก็ เอ่อ...555  คุณพ่อเลยไม่นิยม  เราก็เลยติดนิสัยรสนิยมวิไลตามคุณพ่อ  เคยไปดูเรื่องสองเรื่อง ผิดหวังมาก  โดยเฉพาะหนังสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน  ซึ่งเราคลั่งหนังสือชุดสามเกลอมาแต่ไหนแต่ไร หนังทำแบบสุกเอาเผากินมาก แล้วหาความตลกไม่ได้เลย  เพราะนวนิยายชุดสามเกลอนั้น มีเสน่ห์ตรงสำนวนงานเขียน พอตีความ (Interpret) เป็นบทภาพยนตร์ไม่เป็น  ตัวแสดงก็ไม่ใช่ ยิ่งกำกับไม่เอาอ่าวก็..จบข่าว 

สมัยนั้น คุณพ่อเป็นต้นแบบของการอ่านอีกโสตหนึ่ง  สองพ่อลูกมักจะติดตามว่าสามเกลอเล่มใหม่จะออกเมื่อไร  พอได้ข่าวว่าหนังสือเล่มใหม่จะคลอด  ต้องรีบแจ้นไปรอหน้าสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นแถวผ่านฟ้าคอยซื้อกันชนิดซิงๆ  จนกระทั่งผู้ประพันธ์ คือ ป.อินทรปาลิต ถึงแก่กรรม ก็ยังไปควานหาซื้อสามเกลอเล่มโบราณมาสะสมไว้อีก หลังจากนั้นก็หันมาเป็นแฟนคลับของ “พนมเทียน” กันต่อ ไปคอยหน้าผ่านฟ้าพิทยารอซื้อ เพชรพระอุมา ซึ่งพิมพ์ออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มเล็กๆ ทุกเดือน  

คุยเรื่องโรงหนังอยู่ดีๆ ดันกลายไปเป็นหนังสือได้ไงเนี่ย...

 

อย่างไรก็ดี วงการหนังไทยใช่จะอับเฉา ยังโชคดีที่มีหนังไทยยุคใหม่ของ “ละโว้ภาพยนตร์” ของเสด็จองค์ชายเล็ก (พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ท่านพ่อท่านมุ้ย) ที่ถ่ายทำมาตรฐานด้วยฟิล์ม 35 มม.เสียงในฟิล์ม อย่างฝาหรั่ง  เช่นหนังเรื่อง อีแตน (ทำให้อรัญญา นามวงศ์ดังเว่อร์เป็นเรื่องแรก) เงิน เงิน เงิน (มิวสิคัลแบบไทยๆ)  เกาะสวาทหาดสวรรค์ (ที่สมบัติยอมแก้ผ้า..อุ๊ยส) หรือหนังของ “อัศวินภาพยนตร์” ขององค์ชายใหญ่ (พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล) อย่าง เรือนแพ เป็ดน้อย ละครเร่ ฯลฯ  ซึ่งกลายเป็นหนังไทยคุณภาพมาตรฐานกว่าหนัง 16 มม.ที่เคยมีมา  ที่สำคัญ เป็นหนังไทยที่ข้าพเจ้าดูได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัด  แม้ว่าจะชอบมั่งไม่ชอบมั่งก็ตาม  ซึ่งหนังไทยของวิกสองพระองค์ชายนี้มักจองคิวที่โรงหนังเฉลิมเขตร์เป็นประจำ  เคยไปสัมภาษณ์พระองค์ชายใหญ่สมัยเรียนนิเทศจุฬาฯ ได้ความรู้มามากมาย รวมทั้งแผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงของอัศวินภาพยนตร์ขับร้องโดย คุณตุ้ม ศรีไสล สุชาติวุฒิ ทุกเพลงไพเราะเสนาะโสตเป็นอมตะกระทั่งปัจจุบัน ใครไม่เคยฟังติดตามได้ในยูทูบมีครบทุกเพลง  

สมัยนั้นจะออกไปดูหนังกัน ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องกันหน่อยนะจ๊ะ  ประเภทขาสั้นลากแตะก็เชิญไปแถวโรงหนังพัฒนากรโน่น  แล้วอากาศยุคนั้นมันยังเย็น  รถราก็หามีแอร์ติดกันไม่  สำนวน “ขับรถกินลม” จึงเป็นที่นิยมกันถ้วนทั่ว  ขับรถเพลินๆ ไปตามถนนราชดำเนิน ซึ่งรถราตอนค่ำๆ แสนจะว่าง เปิดหน้าต่างรับลมกันเป็นที่แช่มชื่น ก่อนไปแวะหาอะไรกินกันแถวราชวงศ์หลังหนังเลิก  แค่เสือกหัวรถจอดเข้าไปหน้าร้าน บริกรหน้าคุ้นๆ ก็จะถือถาดมาติดตั้งให้ริมประตูรถ  เราก็สั่งๆๆ อาหารเป็นที่บันเทิง  สักพักเขาก็จะนำมาเสิร์ฟ  น่าประหลาดที่เราสามารถคุยกันสนุกสนานอยู่ในรถโดยไม่รู้สึกร้อนแต่ประการใด  กรุงเทพฯ ยุคนั้นดูช่างน่าอภิรมย์เสียนี่กระไร...

ช่วงที่โรงหนังเริ่มมีพัฒนาการใหม่ๆ น่าจะเป็นช่วงที่โรงหนัง “สยาม” ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมศูนย์การค้าสยามสแควร์นั่นแหละ  ต้องยกให้เป็นความดีของตระกูลตันสัจจา (คุณนันทา ตันสัจจา เจ้าของสวนนงนุชตอนนี้) ที่ได้ทำให้สยามสแควร์ได้เปิดศักราชโรงภาพยนตร์ยุคใหม่  หลังจากโรงหนังสยามประสบความสำเร็จ  โรงหนังลิโด และสกาลา ก็ก่อสร้างตามต่อมา  ซึ่งดีไซน์ภายในโรงจะดูเรียบง่ายเหมาะกับการฉายหนังโดยเฉพาะและไร้ซึ่งเวที  แต่การออกแบบภายนอกนั้น โรงภาพยนตร์สกาลาได้เป็นต้นแบบของโรงหนังสแตนด์อโลนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในระดับสากล  แล้วยังเน้นระบบการฉายที่ล้ำยุคอย่างเช่นระบบ ซีเนราม่า ด้วยระบบเสียงสเตริโอ 7 แทร็ค บนฟิล์ม 70 มม.  ซึ่งทั้งระบบเสียงระบบภาพจะแจ่มแจ้งยิ่งใหญ่ตามจอที่ออกแบบมาให้โค้งได้ความรู้สึกพาโนรามา  

สิ่งพวกนี้แหละ ที่โรงในยุคปัจจุบันไม่มี  จอแบนๆ ทื่อๆ เล็กๆ มันจะได้มู้ดตรงไหน  คนที่เคยผ่านโรงหนังใหญ่ๆ ที่ฉายหนังระบบ 70 มม. จะรู้เลยว่าความสมบูรณ์แบบด้านภาพและเสียงที่อิ่มหูให้มู้ดที่ไม่แพ้กับระบบดิจิทัลยุคนี้เลย  โดยเฉพาะหนัง Epic อย่าง Ben Hur (ฉบับออริจินัล)  หนังเพลงดังๆ อย่าง Funny Girl, Oliver! หรือ Hello Dolly  แม้กระทั่งหนังตื่นเต้นผจญภัยอย่าง ขุมทองแม็คเคนน่า (Mackenna’s Gold) ซึ่งฉายที่ ลิโด อย่างยาวนานถึง 9 เดือน จนเจ้าของโรงเบื่อขอเบรก แต่แล้วก็ทนกระแสเรียกร้องไม่ไหว ต้องเอามาฉายต่ออีก 3 เดือน  เป็นหนังยอดฮิตที่คนไทยยุคนั้นทุกคนต้องรู้จัก  หนังฉายด้วยระบบ 70 มม. ระบบเสียงสเตริโอรอบทิศทาง  ให้อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ผิดกับเมื่อนำมาดูบนจอทีวีตอนนี้ราวฟ้ากับเหว  ช่วงนั้น ใครๆ ก็ฮัมเพลง Old Turkey Buzzard กันได้ทั้งเมือง ในหนังขับร้องโดย Jose Feliciano นักร้องเม็กซิกันตาบอดผู้โด่งดัง  ส่วน Quincy Jones เป็นคนทำดนตรีประกอบในหนังได้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เป็นอันมาก  ข้าพเจ้าต้องรบเร้าคุณพ่อให้ซื้อแผ่นซาวนด์แทร็กมาฟังเลยทีเดียว

ที่ประทับใจมากคือหนังไซไฟของสแตนลี คูบริก 2001: A Space Odyssey ซึ่งน่าตื่นตะลึงมากในยุคนั้น  ฉายด้วยระบบซีเนราม่า  ได้อารมณ์ไฮเทคแสรดๆ  แม้ว่าการฉายในช่วงแรกถูกคนไทยมือบอนอุตริเอามาหั่นให้สั้นลงครึ่งต่อครึ่ง จนเป็นเรื่องเป็นราวออกสื่อ  และในที่สุดต้องกลับมาฉายเวอร์ชั่นเต็มที่โรงหนังสยาม  ทำให้ข้าพเจ้าต้องเสียกะตังค์กลับมาดูอีกรอบ  ขนาดที่เรายังเด็กๆ เรายังรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของมัน  แม้กระทั่งนำมาดูอีกครั้งตอนนี้บนจอที่เล็กกว่า  ความขลังของเรื่องราวก็ยังอยู่ครบถ้วน  นับว่าคูบริกได้ตีความไซไฟของ อาเธอร์ ซี คล้าก ออกมาได้ล้ำมาก 

โรงหนังยุคนี้ที่จะพอเทียบเคียงอารมณ์ได้กับการฉายหนังใหญ่ในยุคกระโน้นเห็นจะมีแต่โรง IMAX เท่านั้น  ก็เพราะขนาดจอ และการดีไซน์ของระบบฉายที่มีทั้งฟิล์ม 70 มม.ขนาดพิเศษและระบบดิจิทัล  ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้คนดูได้บรรยากาศสามมิติเต็มรูปแบบ ครั้นพอมาฉาย 2 มิติ ก็ยังได้มีตัวช่วยในความกว้างใหญ่ของจอ และระบบเสียงที่อลังวังเว่อร์กว่า  

ปัญหาอีกประการหนึ่งของการฉายหนังโรงเล็กมินิเธียเตอร์ในยุคนี้  การที่หนังบางเรื่องอยากจะถ่ายทำต้นแบบในระบบ Widescreen ธรรมดาด้วยสัดส่วน 1.85:1 (คล้ายๆ 16:9 ของทีวี Full HD)  กลับกลายเป็นไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวงกับการฉายในโรง    เพราะฉายขึ้นจอแต่ละที  ด้วยโรงที่เล็ก และจอที่เล็กตามโรง มันก็จะบีบสัดส่วนให้เหลืออยู่กระติ๊ดนึงกลางจอ  ความรู้สึกคนดูก็จะโหวงเหวง  ไม่สมกับการลงทุนมาดูหนังโรง  สู้เอาไปฉายขึ้นจอทีวี Full HD นอนตีแปลงดูในห้องนอนยังได้อารมณ์เต็มอิ่มมากกว่า 

สังเกตดูง่ายๆ ว่าหนังยุคนี้ มักจะเลี่ยงไปถ่ายทำด้วยระบบจอกว้าง Anamorphic Widescreen 2.35:1 (หรือที่สมัยก่อนเรียกว่า Cinemascope) เพราะได้อารมณ์และบรรยากาศมากกว่า  โดยเฉพาะหนังที่ต้องการโชว์การถ่ายทำทิวทัศน์สวยงาม ให้ความรู้สึกอันตระการตายิ่งใหญ่  หรือหนังแนวผจญภัย ตำนานโบราณ ไซไฟ ฯลฯ อย่างหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะถ่ายทำในระบบนี้  พอถ่ายทำในสัดส่วน 1.85:1 ก็เลยดูไม่ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี  ฉายเป็นหนังทีวีซีรี่ส์ก็พอทำเนา  แต่พอฉายขึ้นจอใหญ่ก็หมดอารมณ์ ไม่สมกับบารมีความยิ่งใหญ่อย่างที่หนังควรเป็น 

ลองสังเกตดู แม้กระทั่งหนังดราม่าธรรมดาในยุคนี้ก็ยังหันไปใช้สัดส่วน Anamorphic Widescreen เป็นส่วนใหญ่  แต่อีตอนที่จะแปลงกลับมาฉายเป็นโฮมวิดิโอตามบ้านนี่สิ  ก็ต้องถูกบ่นอีกเรื่องแถบสีดำบนล่างที่จะต้องมี  เพราะ Ratio ที่ต่างกัน นี่แหละนะ  วิธีการนำเสนอของสื่อแต่ละอย่าง  มันมีข้อจำกัดของมัน  

เดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะไม่มีโรงหนังที่โอ่อ่าที่มีรูปลักษณ์เป็นเธียเตอร์เสียทีเดียว  โรงภาพยนตร์สยามภาวลัยที่พารากอนซีเนเพล็กซ์นับได้ว่าเป็นโรงที่ยังคงเก็บรูปแบบเธียเตอร์ของแท้ไว้เลยทีเดียว  มีความใหญ่โตและอลังการด้วยการตกแต่งที่หรูหรา จนหลายครั้งมีคนขอเช่าไปจัดอีเวนท์อยู่เนืองๆ  น่าเสียดายที่ทางพารากอนไม่ค่อยโปรโมทที่จะจัดรายการฉายหนังใหญ่ในโอกาสพิเศษ โดยนำทั้งหนังใหม่และหนังเก่าดีๆ มาโปรโมท สร้างบรรยากาศการดูหนังเหมือนสมัยก่อนอย่างที่สกาล่าเคยจัดฉาย Gone with the wind หรือ The Sound of Music  ภาพยนตร์คุณภาพรุ่นใหม่ๆ มักจะไปลงโรงที่ IMAX เพื่อโชว์เทคโนโลยี 3 มิติและความเป็นดิจิทัลเสียส่วนใหญ่  แต่ใช่ว่าหนังทุกรูปแบบจะเหมาะกับโรงไอแม็กซ์  ซึ่งว่าไปก็นั่งไม่ค่อยสบายเท่าไร  ที่นั่งก็ลาดชันเป็นแบบ Stadium  

ได้แต่รอว่าสักวันทางเมเจอร์อาจจะเห็นความสำคัญสักที....

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 07/06/2018 เวลา : 00.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

เขียนได้ดีมากเลย คุณหมี
ชอบๆๆๆๆ นึกตามได้
เฮ้อ คิดถึงกรุงเทพรุ่นแม่ที่งดงาม
....
คิดถึงโรงหนังที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ความคิดเห็นที่ 3 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 20/05/2018 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

จากหนังจอ
หนังกลางแปลง...

ต่อไป
คงจะมีหนังสวมหัว
VR (virtual reality) มากขึ้น

ดูเหมือนญี่ปุ่น
จะมีบริการเลี้ยงอาหารมื้อหรู
ก่อนท่องเที่ยวต่างประเทศ
ผ่านจอสวมหัวแล้ว

โลกกำลังเปลี่ยนไป
ไวเหลือเกิน...

ความคิดเห็นที่ 2 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 20/05/2018 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

เป็นแฟนหนังโรงมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งหนังโรงปิดไปทุกแห่งในต่างจังหวัดก็เช่นกัน กลายมาเป็นห้องแคบๆ ห้องหนึ่งในศูนย์การค้าเหมือนฉายวิดีทัศน์ไงงั้น บางแห่งยังนึกไม่ออกว่า หากไฟไห้ม จะวิ่งออกทางไหน
หนังพากย์ สนุกนะ เรามองขึ้นไปยังเห็นคนพากย์เลย ฮาๆ

ความคิดเห็นที่ 1 metrobear ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 15/05/2018 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

อ่านแล้วนึกย้อนไปแล้วน่าเสียดายมาก ไปดูหนังในโรงใหญ่ๆให้ความรู้สึกดีมากๆ ได้ดูหนังเรื่อง โลกแตก(Earth quake)ระบบเซ็นเซอร์ราวด์ ที่ ปารีส สมัยนั้นนั่งดูด้วยความตื่นเต้นในระบบเสียงที่เขย่าหัวใจ แต่ยังไงก็ยังไม่ทันยุค จขบ.

โรงสกาล่า เคยไปดู "อภินิหารขนแกะทองคำ" ที่นำมาถ่ายใหม่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน