• metrobear
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 208359
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
พรหมลิขิตของคนรักศิลปะ
จุดนัดพบของคนรักหนัง ฟังเพลง บรรเลงละคร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear
วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2561
Posted by metrobear , ผู้อ่าน : 998 , 14:59:58 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ชม Avengers: Infinity War ต้องขอบอกล่วงหน้าว่ารีวิวอันยาวยืดชิ้นนี้ จะสปอยล์กระหน่ำ สมควรไปชมมาก่อน

และรีวิวนี้เขียนขึ้นตั้งแต่ได้ชมหนังเรื่องนี้ในระบบ 4DX 

The Avengers ภาค 3 หรือที่รู้จักกันในนาม Infinity War นั้น  แต่แรกนั้นข่าวออกมาว่าจะแยกเป็นสองตอนเป็น Infinity War 1 กับ Infinity War 2  ไปๆ มาๆ กลับมาลงเอยที่ชื่อ Infinity War เฉยๆ  ส่วนภาค 4 ซึ่งเป็นภาคต่อนั้นคงเป็นปริศนาต่อไปสำหรับชื่อเก๋ๆ (ที่ยังนึกไม่ออก)  เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องตีอกชกหัวโวยวายกันไปสำหรับแฟนมาร์เวลที่พากันอุทานว่า “อารายกานว้า??” กับชะตาเวรของซูเปอร์ฮีโร่ (และชาวโลก) หลังจากเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์  เพียงแต่ชัวร์ได้ว่า Thanos will return หรือ ธานอส จอมวายร้ายจะกลับมาอีกครั้งในภาค 4 (จากเครดิตไตเติลท้ายเรื่อง) ..ประทานโทษ เมิงจะกลับมาทำไม? เมื่อชนะศึกไปแล้วอย่างสะดวกโยธิน....

สำหรับผู้ที่มิใช่แฟนคลับมาร์เวลชนิดฉีดเข้าเส้น  ถ้ายังไม่ได้มีโอกาสดูหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นของมาร์เวล ก็สมควรจะรีบไขว่คว้ามาชมเพื่อความเข้าใจถึงเหตุผลที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัวว่าทำไมถึงต้องมาลงเอยกันแบบนี้  อย่างเช่น  Captain America: Civil War (ซึ่งเล่าเบื้องหลังการแตกคอของกลุ่ม Avengers ชนิดแทบไม่เผาผี แต่ละคนถึงต้องระหกระเหินกันไปคนละทิศละทาง)  Spider Man: Homecoming (ซึ่งจะอธิบายความสัมพันธ์ของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ กับโทนี่ สตาร์ค และพัฒนาการของชุดไอ้แมงมุม)  Doctor Strange (กำเนิดจอมขมังเวทย์ จากศัลยแพทย์มือหนึ่งที่จะกลายมาเป็นนักรบคนสำคัญในศึก Infinity War)  Thor Ragnarok  (ซึ่งจะเล่าเรื่องของ ธอร์ กับ ฮัลค์ ยักษ์ตัวเขียวที่ต้องผจญกรรมเปิดศึกสู้ฟัดกับ เฮล่า นางมารพี่สาวของธอร์ จนบ้านแตกต้องพลัดถิ่นหนีมากับชาวแอสการ์ดในยานอวกาศ และต้องมาเผชิญหน้ากับยานแม่ลำใหญ่ยักษ์ในตอนจบ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นปริศนาว่ายานของใคร?)  รวมไปถึง Black Panther (ที่เล่าเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ดำสนิทกันทั้งเรื่อง และเป็นผู้นำกองทัพชาวเผ่าไฮเทคนับพันเข้าร่วมรบกับทีมอเวนเจอร์เพื่อต่อกรกับทัพของธานอส)  และที่ขาดไม่ได้คือพลพรรค Guardian of The Galaxy ภาค 1-2 (ไม่ใช่แค่จะเล่าเรื่องธานอสและมณีที่ไล่ล่ามากขึ้น  แต่ยังทำให้เข้าใจถึงความสามารถแต่ละคนในทีมกาแล็กซี่ และที่แน่ๆ ตัวละครสำคัญ หรือ สาวตัวเขียว กามอร่า ผู้ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของจอมวายร้ายธานอสใน Infinity War นี้)

เรื่องที่ตอบโจทย์และต่อเนื่องกับ The Avengers: Infinity War ที่สุดน่าจะเป็น Thor Ragnarok ซึ่งเหตุการณ์เปิดเรื่องของ Infinity War นั้นต่อเนื่องโดยตรงกับคลิปตอนจบของ ธอร์ เวอร์ชั่นนี้  หากแต่พลิกมู้ดจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จากความหวังในการเดินทางสู่โลกของชาวแอสการ์ด กลับกลายตกเป็นเหยื่อของอภิมหาวายร้ายอย่าง ธานอส ซึ่งอยู่ในยานแม่ลำยักษ์ที่ตามพลังมณี Space Stone ที่โลกิแอบซ่อนมาด้วย  ในเหตุการณ์ แม้แต่ ธอร์ เองก็ยังรับมือไม่ไหว ถูกทรมานปางตายเพื่อให้โลกิยอมแลก Tesseract กล่องคอสมิกที่บรรจุมณีกับชีวิตของธอร์  อย่าว่าแต่ยักษ์เขียวขี้โมโหอย่าง Hulk จะโผล่มาช่วยก็ยังไม่รอดสันดอน  ทำให้เห็นว่าพลังของธานอสนั้นล้ำเหนือชั้นเป็นอันมาก  ไม่มีใครที่สามารถจะประมือได้ 

นี่ก็อาจจะกลายเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ บรูซ แบนเนอร์มีปัญหาในการเรียกเจ้ายักษ์ตัวเขียวให้แปลงตนลุกขึ้นมาสู้ในภายหลัง  ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง Infinity War บรูซ ล้มเหลวตลอดเวลาในการเรียก ฮัลค์กลับมา  ในหนังก็ยังไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไม (เหมือนกับว่าโดนธานอสซ้อมซะหมดรูป เลยหมดความมั่นใจ 555) ท้ายสุดบรูซก็ต้องไปบังคับหุ่นตัวใหญ่ Iron Man ของโทนี่ออกศึกกับทีมอเวนเจอร์สแทน  ขณะที่สตูดิโอมาร์เวลเกิดอาการปล่อยไก่หมดเล้าจากหนังตัวอย่าง Infinity War ก่อนหน้า  ซึ่งมีซีนที่ทีมอเวนเจอร์ส วิ่งนำหน้ากองทัพ Wakanda  โดยมี ฮัลค์ ตัวเขียววิ่งตุบตับตามมา  ทั้งๆ ที่ในหนังจริง บรูซ นั้นหมดปัญญาจะเรียก ฮัลค์ ออกมาใช้งาน  แม้พยายามอยู่หลายครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับนั่นคือ NO!

จากเสียงคนดูและนักวิจารณ์หนังหลายสถาบันที่พากันปลื้มปริ่มกันเป็นเทือกๆ จนดูเว่อร์เกินเหตุ  ทำให้รู้สึกระแวงอยู่ตงิดๆ  ขนาดหนังอย่าง Black Panther ยังได้คะแนนร่วม 90 % จาก Rotten tomatoes ซึ่งเนื้อหนังจริงก็ไม่ได้เลอเลิศอะไรขนาด   อย่างไรก็ดี ในฐานะแฟนคลับขาประจำมาร์เวล  ข้าพเจ้าคงอดไม่ได้ต้องหาเรื่องไปดู (ในโรง) อยู่ดี  เลยยอมลงทุนกับโรง 4DX ซะเลย  จะตูมตามอะไรก็ให้กระเทือนกึ๋นไปถึงไหนๆ ให้หายอยาก  ซึ่งก็ได้รับเกินที่คาดไว้  โดนเขย่าซะหัวสั่นหัวคลอน  จะต่อยตี ปล่อยแสงเปรี้ยงปร้าง ระเบิดระเบ้อกันขนาดไหน  คนดูก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นไปมาตามนั้น.. ตลอด 2.30 ชั่วโมง!  ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ในฐานะ สว. ก็ต้องปวดชิ้งฉ่องอยู่ทุกบ่อย  คราวนี้เป็นความทรมานอีกเท่าเพราะมันเขย่าไม่เลิก  หนังก็ดันยาวยืดซะขนาดนั้น  ท้ายสุดต้องยอมวิ่งออกมาปล่อยทุกข์ แล้ววิ่ง..กลับไปชมต่อ  จากนั้น กลับบ้านมาทำตัวเป็นโจรสลัดคุ้ยหาแบบ Zoom Zoom (ที่ไม่ใช่มาสด้า) ดูเอาใน “เหน็ด” (ที่ไม่ใช่เน็ต) กับช่วงที่พลาดชมในโรง  ทำให้นึกย้อนไปถึงหนังใหญ่เรื่องยาวสมัยกระโน้นอย่าง Ben Hur, My Fair Lady หรือ The Sound of Music ที่จะมีช่วงพักครึ่งเวลา หรือ Intermission ให้คนดูหนังได้มาเข้าห้องน้ำห้องท่า หาเครื่องดื่มหรือป๊อปคอร์น มากินกันแก้เหงาปาก  ซึ่งเป็นกุศโลบายที่เข้าท่าเป็นอันมาก  หนังสมัยนี้คิดไม่ออกกันมั่งหรือไง?

ระบบสามมิติ Real D ที่ได้ชมนี้น่าจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ดูใสกว่าแต่ก่อน  แว่นก็ใหญ่กว่าเดิมใส่สบายคล้ายแว่น IMAX  แต่ว่าไป ไหนๆ ก็โฆษณาซะสนั่นว่าถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่อง  ก็น่าจะไปชมโรงไอแม็กซ์เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ทางภาพได้จะจะว่ามันเด็ดแค่ไหน  ถ้ามีโอกาสนะ....ไปดูวันพุธก็ได้ราคาถูกหน่อย 

สำหรับเนื้อหนัง..ความตื่นเต้นฉับไวของการปะทะกันระหว่าง Avengers กับมะนาวต่างดุ๊ดสมุนธานอสนั้น  ต้องยอมรับว่าทำได้ถึงซึ่งลีลาโลดโผนและจังหวะอันกระชับตั้งแต่ตอนเปิดฉากในนิวยอร์ค  โปรดักชั่นและซีจีนั้นแน่นอนว่าต้องอลังวังเว่อร์ถล่มทลายสมระดับหนังมหากาพย์  แต่ที่ต้องชมคือการทำการบ้านของแอ็คชั่นที่ต่อเนื่องชนิดคนดูแทบไม่ได้หายใจ  รวมทั้งการต่อสู้กับศัตรูที่เหนือชั้นด้วยพลังอำนาจ  ซึ่งต้องใช้สติปัญญาและทีมเวิร์คที่ดีเท่านั้นถึงจะสามารถรับมือได้.. ส่วนฉากที่เปลืองน้ำลายปะทะคารมกับพลพรรคกาแล็กซี่นั้น  ก็ตามประสาเอาใจวัยรุ่นนอกลู่นอกรอยไปบ้าง  บทพยายามเร่งเรื่องให้เดินเร็วตลอด คงเพราะรายละเอียดและตัวละครมากมาย  แต่บางทีก็ไปมัวเสียเวลากับมุกติงต๊องของบรรดา รปภ.กาแล็กซี่อยู่นั่นแล้ว

 

เรื่องราวของ MCU นั้น.. ประมาณว่าทุกเรื่องดูจะมาขมวดเข้าด้วยกันก็ที่ศึกอินฟินีตี้ นี่แหละ  แต่ก็มีหลายฉากหลายตอนที่เรื่องดำเนินไปแบบแฟนคลับการ์ตูนมาร์เวลก็ยังงงๆ  คือ มันมีรายละเอียดมากมายที่ถูกตัดตอนและดัดแปลงมาเป็นบทภาพยนตร์  ซึ่งแม้กระทั่งแฟนคลับที่ติดตามหนัง MCU มาทุกเรื่องก็ยังต้องเผชิญกับปริศนาในหัวขณะที่นั่งดูหนัง  ตัวอย่างแรก ก็เช่น  ทำไม Doctor Strange ถึงยอมแลก Time Stone มณีแห่งกาลเวลากับชีวิตของ Iron Man? ทั้งๆ ที่เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะพ่ายแพ้ต่อธานอสในที่สุด โดยมีชีวิตอีกครึ่งจักรวาลเป็นเดิมพัน  และท้ายสุด ธานอสอาจไม่รักษาคำพูด และไม่ไว้ชีวิตทั้งคู่เลยก็ได้ (เรื่องมณีสีเขียวนี้ คงต้องขอให้ย้อนไปดู Doctor Strange เวอร์ชั่นแรก จึงจะทราบที่มาที่ไปและอำนาจมหัศจรรย์ในการย้อนเวลาของมัน) 

การที่ดร.สเตรนจ์ ยอมแลกมณีเพื่อให้ได้ชีวิตโทนี่คืนมานั้น  มันต้องสำคัญอย่างมาก  เหตุผลที่น่าเป็นไปได้คือ  ตอนที่โทนี่ถาม ดร.สเตรนจ์หลังจากที่เขานั่งสมาธิส่องอนาคตของศึกครั้งนี้  และพบว่ามีมากมายเป็นล้านหนทางในการทำศึก  แต่ผลที่ได้คือไม่เห็นทางเอาชนะธานอสได้เลย  แต่ก็ใช่จะสิ้นหวังเสียทีเดียว  เพราะเขายังพบว่ามีอีก 1 หนทางในความเป็นไปได้ที่จะชนะศึกครั้งนี้   และนี่อาจเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจยอมแลกมณีล้ำค่ากับชีวิตของโทนี่ สตาร์ค  เพราะโทนี่อาจจะเป็นกลไกสำคัญยิ่งที่จะทำให้ชนะศึก Infinity War ได้ในอนาคต  สำหรับคนดูอย่างเราๆ ท่านๆ ถ้าดูตามจังหวะฉับไวของหนังแล้วคงยากที่จะคิดได้ทันว่าอะไรแน่ที่เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ ดร.สเตรนจ์ ทำเช่นนั้น

ที่น่ากังขายิ่งกว่านั้นคือทำไม ดร. สเตรนจ์ถึงไม่ยอมใช้อำนาจของมณี Time Stone ในการต่อสู้กับธานอสตั้งแต่แรก  จนกระทั่งธานอสออกปากเองว่ามีของดีอยู่กับตัวแต่ไม่รู้จักใช้  แสดงว่าคงมีเหตุผลเบื้องลึกที่ ดร. สเตรนจ์ รู้ล่วงหน้าด้วยญาณมาก่อนจึงตัดสินใจเช่นนั้น  (หรือไม่อีกทีคนเขียนบทก็แอบมั่ว 555)

อีกฉากไคลแม็กซ์สำคัญที่ทำให้เห็นอำนาจของมณีแห่งกาลเวลา  คือตอนที่ Scarlet Witch พยายามทำลายมณี Mind Stone บนหน้าผากของ Vision ตามคำขอของเขาเอง เพื่อไม่ให้ธานอสได้ไปในที่สุด  แต่แล้วธานอสก็ใช้พลังของมณี Time stone ที่ได้มาจาก ดร.สเตรนจ์ หมุนเวลากลับ ย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่นางจะทำลายมณี Mind Stone  และก็คว้าเอาไปได้ในที่สุด  ซึ่งถ้าผู้ชมที่ไม่ได้ติดตาม Doctor Strange ภาคแรกมาก็คงจะงงๆ อยู่ว่าทำไมมันทำอะไรได้ขนาดนั้น 

และอีกประการของความจำเป็นที่ควรชม Black Panther มาก่อน คือ แบคกราวนด์ของ Shuri สาวน้อยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการรักษาของอาณาจักรวาคานดา  ชูริ เป็นน้องสาวของกษัตริย์แห่งวาคานดา หรือพระเอกเสือดำของเรานั่นแหละ  ถ้าได้ชมมาก่อนก็จะรู้จักความสามารถอันสุดล้ำของเธอที่ทำให้กัปตันอเมริกาต้องหอบหิ้วเอา Vision มาให้เธอแก้ปัญหาเรื่องแกะมณี Mind Stone บนหน้าผาก  รวมทั้งตอนจบของ Black Panther ยังหยอดเรื่องการที่เธอพบ บัคกี้ เพื่อนรักเพื่อนแค้นของสตีฟ โรเจอร์ส กัปตันอเมริกา ในป่าแอฟริกาและช่วยนำมารักษา  ซึ่งก็พอกล้อมแกล้มช่วยนำเหตุผลมาให้ว่าทำไม กัปตันอเมริกาถึงรู้ว่าอดีตเพื่อนคู่หูคนนี้มาอยู่ที่อาณาจักรวาคานดา และชวนออกมาช่วยกันรบกับทัพธานอส  และขณะที่คนดูต้องช็อคเมื่อพบว่า วิชั่น เดดสะมอเร่ไปแล้ว  ก็ได้แต่หวังว่า  ชูริ จะเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อของมณีกับตัววิชั่นไว้ได้ทันก่อนที่สมุนธานอสจะบุกเข้ามา  เผื่อว่าจะนำมาชุบชีวิตวิชั่นได้อีกครั้ง ...อันนี้มโนเอา..ต้องถามคนเขียนบทภาค 4 เอาเองนะจร๊า...

แต่ตอนที่รู้สึกประดักประเดิดอยู่ในใจก็เห็นจะเป็นตอนฉากไคลแม็กซ์ของการต่อสู้ระหว่างทีมอเวนเจอร์ส และธานอสในช่วงสุดท้าย ซึ่ง ธอร์ โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ ขว้างขวานผสมค้อน Stormbreaker ที่เพิ่งสร้างมาใหม่เอี่ยมอ่องประสานงากับธานอสได้อย่างเหมาะเหม็ง  ก่อนหน้านั้นก็ไม่ทราบว่าไปหลงทางอยู่แถวไหน  ปล่อยให้เพื่อนฝูงทีมอเวนเจอร์ส ต้องสู้ฟัดกับธานอสอย่างสะบักสะบอมจนต้องเสียมณีล้ำค่าบนหน้าผากของวิชั่น ที่สำคัญ วิชั่นต้องกลายเป็นศพ (แอนดรอยด์) ไปอย่างไม่มีใครช่วยได้ 

แล้วที่ไม่ค่อยเข้าใจคือ เจ้า “สตอร์มเบรกเกอร์” นี้  ทำไมพลังอำนาจถึงเหนือกว่าแสงเฮ้ากวงของธานอสทั้งๆ ที่มีครบมณีเจ้าพลัง  ทะลุแสงผ่าเข้าไปกลางอกเอาง่ายๆ  ดูไม่สมเหตุสมผลยังไงไม่ทราบ (ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ ธอร์ก็เคยโดนธานอสซ้อมซะน่วมหมดสภาพ) สิ่งที่น่าจะเป็นไป คือ ควรจะยืดฉากต่อสู้ระหว่างธอร์กับธานอสออกไปให้เห็นพลังที่เพิ่มขึ้นของธอร์ ด้วยการประมือกันอย่างสมน้ำสมเนื้อ  ส่วน ธานอส หลังจากโดนขวานจามอกเข้าไปแล้ว จน ธอร์ นึกว่าเสร็จตรูเป็นแน่  แต่ดันกลับกลายไม่ใช่เช่นนั้น  ธานอสยังทำหน้าเป็นผู้ร้ายเจ้าเล่ห์  มาเยาะเย้ยอีกว่าทำไมไม่เล็งหัวมัน  แค่นี้ไม่มีทางเอาอยู่..  ก่อนที่จะใช้พลังมณีย้ายตัวเองหายไป  ตกลงที่ถูกเสียบเข้าไปนั่น ไม่มีแผลไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรเลยหรือไง?  (หรือว่า Soul Stone ได้ทำงานพาจิตวิญญาณของธานอสกลับไปสู่ Soul World เพื่อคืนชีพ? อันนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อถึงประเด็นนี้)

แล้วประทานโทษ ในความเป็นจริง ธอร์ เองก็เพิ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ เมื่อเห็นไอ้ตัวมารนี่ก็ต้องเขวี้ยงอาวุธเข้าใส่ก่อน  ใครมันจะไปทันเล็ง  ถ้าจะเล็งให้ได้ผลจริง ก็คงต้องขว้างตัดแขนข้างที่สวมถุงมือมณีทรงพลัง Infinity Gauntlet ไปไม่ดีกว่ารึ?  เอาเถอะ ยังไงก็อดลำไยคนเขียนบทและผู้กำกับไม่ได้  เพราะมันคือฉากสุดยอดไคลแม็กซ์ของเรื่อง  ดันผูกไว้ด้วย Motive และเหตุผลที่ไม่แน่นหนา  คนดูก็เลยเคว้งไปเคว้งมาตามสมควร  ส่วนตัวที่ไม่ชอบคือ โลเคชั่นป่าที่ใช้ ดูรกๆ ไม่สวยงามสมกับเป็นฉากปิดเกม และทีมอเวนเจอร์สก็ไม่ได้ใช้สติปัญญาและทีมเวิร์คร่วมกันในการต่อสู้เลย โผล่มากันคนละทีสองที โดนธานอสอัดคนละดอกสองดอกแทบไม่เหลือสภาพ ถ้า ธอร์ ไม่โผล่มารำบทรามสูรขว้างขวาน ก็นึกไม่ออกจะเหลือซากใครบ้าง  ต่างจากฉากบนดาวไททัน  ที่แก๊งก์กาแล็คซี่และทีมอเวนเจอร์สร่วมมือกันถล่มธานอสอย่างใช้มันสมอง (ถึงแม้ปีเตอร์ ควิลล์จะทำเสียของก็ตามที) การออกแบบฉากต่อสู้ก็ทำได้หวือหวาน่าชมกว่า เรียกว่าทำการบ้านมาแน่นเปรี๊ยะ

ชะตากรรมในตอนจบของชาว อเวนเจอร์ส หลังจากธานอสได้พลังทั้งหมดจากมณีมหากาฬ  ก็ไม่แคล้วเหมือนกับชาวโลกอีกมากมายที่ต้องมลายหายไปจากผืนโลกนี้เฉยๆ  (นึกถึงหนังทีวีซีรี่ส์ของ HBO เรื่อง The Leftovers ซึ่งชาวโลกต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกันนี้อย่างหาเหตุผลไม่ได้  แต่ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักธานอสหรอกนะ อิอิ)  อนุสนธิจากฉากทิ้งท้ายของ Infinity War นี้ทำให้แฟนมาร์เวลต้องใช้ความอดทนในการนั่งชมเครดิตไตเติลลานตาในช่วงท้ายของหนังไปสิบกว่านาที  เพื่อที่จะรอชมคลิปตอนจบปิดท้ายสั้นๆ ซึ่งมาร์เวลชอบนำมาทรมานคนดูเป็นประจำ  มองอีกมุม ก็ดีเหมือนกันที่ได้เห็นว่าทีมงานในการผลิตหนังอภิมหาตำนานซูเปอร์ฮีโร่ของฮอลลิวู้ดนั้นไม่ใช่เล่นๆ  ใช้ผู้คนไม่ใช่นับร้อย  แต่เป็นนับพัน  ตั้งแต่คนขับรถไปยันช่างเทคนิควาดซีจี  ซึ่งเขาส่งให้กับหลายคอมพิวเตอร์กราฟฟิกสตูดิโอแยกกันทำ  เพราะแต่ละซีเควนซ์นั้นใช้เวลามากมายในการประดิดประดอย  ขืนจ่อมอยู่กับสตูดิโอที่เดียวเป็นอันว่าเสร็จไม่ทันฉายเป็นแน่

คลิปในช่วงท้ายของ Infinity War ทิ้งทวนเรื่องสำคัญไว้อย่างหนึ่ง  สำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยอาจจะฉงนว่ามันคืออะไร  คือ ขณะที่นิค ฟิวรี่ หัวหน้าใหญ่ขององค์กร Shield ขับรถมากับผู้ช่วยสาว มาเรีย ฮิล  และเจอกับอุบัติเหตุรถชน แต่แล้วพบว่าคนในรถคันนั้นหายไปเฉย  ต่อมาฮิลก็มลายกลายเป็นขี้เถ้ากันต่อหน้า ในที่สุด..ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเอง!  ซึ่งก่อนที่ นิค จะต้องประสบวาระสุดท้าย  เขาได้คว้าเพจเจอร์รูปลักษณ์แบบสมัยก่อนแต่ประมาณว่าอัพเดตให้ไฮเทคขึ้น  มากดเรียกใครคนหนึ่ง  แต่ไม่ทันจะกดข้อความครบร่างของเขาก็สลายไปเสียก่อน  กล้องจับตามไปที่หน้าจอเพจเจอร์ซึ่งหล่นอยู่กับพื้นถนน  เห็นสัญลักษณ์หนึ่งซึ่งผู้ชมที่ไม่เคยเป็นแฟนการ์ตูนมาร์เวลอาจไม่รู้จัก  นั่นคือ สัญลักษณ์ของ Captain Marvel หรือ กัปตันมาร์เวล  ยอดมนุษย์อีกคนหนึ่งในโลกของ MCU  ซึ่งเธอผู้นี้คือ Carol Danvers (ใช่แล้วนางเป็นสตรีเพศ) เป็นหญิงผู้ทรงพลังอำนาจเยี่ยงซูเปอร์แมน หรือ ซูเปอร์เกิร์ล ของค่ายดีซี  สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยพลังทำลายล้างจากมือได้ สามารถซึมซับพลังคู่ต่อสู้ให้กลับมาเพิ่มพลังให้ตนเอง  และ บลาๆๆ 

นี่อาจเป็นกุญแจชิ้นสำคัญในการกอบกู้จักรวาลสู่ The Avengers 4  ซึ่งกัปตันมาร์เวลน่าจะเป็นคู่ต่อกรกับธานอสชนิดสมน้ำสมเนื้อ  และแน่นอนว่าแฟนมาร์เวลจะได้ชมหนังโชว์เดี่ยวของนางในปีหน้า เพราะทางมาร์เวลแถลงออกมาแล้วว่า Brie Larson นางเอกออสการ์จะเข้ามาสวมบทกัปตันมาร์เวลนี้  และชัวร์ว่านางจะต้องมีบทบาทสำคัญใน The Avengers 4  เพราะโปรดิวเซอร์ใหญ่ของมาร์เวลได้ยืนยันว่าบทของกัปตันมาร์เวลนั้นทรงพลัง เป็นแรงบันดาลใจ และมีความสำคัญต่อ MCU เป็นอันมาก  หนังส่วนตัวของเธอจะเล่าย้อนไปถึงยุคปี 90 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและเล่าถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อ นิค ฟิวรี่ในวัยหนุ่มซึ่งยังมีตาครบทั้งสองข้าง  โดยเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ได้ติดต่อกับเธอมาเป็นเวลานาน  และต้องหันมาใช้เพจเจอร์ไฮเทค  จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ขอย้อนกลับไปเอ่ยถึง มณีสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ Soul Stone หรือมณีแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งกามอร่าลูกเลี้ยงของธานอสยอมพาไปค้นหาที่ดาว Vormir หลังจากทนเห็นน้องสาว Nebula ถูกธานอสทรมานไม่ได้  ซึ่งด่านแรกเมื่อธานอสมาถึงดาววอร์เมียร์ ที่เขาต้องเผชิญคือยามผู้เฝ้ามณีแห่งจิตวิญญาณนี้  กลับกลายว่าผู้นั้นคือ Red Skull ซึ่งเคยเป็นวายร้ายตัวเอ้ในหนังกัปตันอเมริกาภาคแรก Captain America: The First Avenger (เอ้า..ตกลงมีเรื่องให้ดูเพิ่มขึ้นอีกเรื่องนึงแล้ว) เรดสกัล หรือกะโหลกแดงนี้ถูกเทเลพอร์ตส่งข้ามอวกาศไปด้วยพลังของเทสเซแร็กต์ (Tesseract)  ที่บรรจุ Space Stone หรือมณีอวกาศไว้ (ซึ่งธานอสบีบจนปริแตกเอามณีมาหยอดใส่ถุงมือ Infinity Gauntlet ซะงั้น)  ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรดสกัลมาหล่นตุบอยู่ที่ดาววอร์เมียร์นี่ได้ไง  เรดสกัล ไม่มีพลังอำนาจพอจะเป็นเจ้าของ Soul Stone ได้อย่างมากคือทำหน้าที่แค่เป็นผู้พิทักษ์ แต่ได้บอกใบ้ธานอสไว้ว่า มณีแห่งจิตวิญญาณนี้มี Wisdom ความรอบรู้และการตัดสินใจ  ผู้ที่จะเป็นเจ้าของได้จะต้องยอมสละสิ่งที่ตนรักที่สุดในชีวิต  จึงจะได้ครอบครองมณีอย่างถาวร  ซึ่งเป็นเหตุให้ธานอสตัดสินใจทุ่มกามอร่า ลูกสาวสุดรักของตนเองลงเหวได้อย่างไม่ลังเล แม้จะอุตส่าห์ทำดราม่าน้ำตาตกอยู่แหมบๆ 

แต่หลังจากธานอสได้ครอบครอง Soul Stone ผู้ชม Infinity War ก็หาได้เห็นพลังอำนาจของมณีแห่งจิตวิญญาณอย่างที่ได้เห็นในมณีชิ้นอื่นๆ ไม่  กลายเป็น ฯลฯ ไว้ไม่ได้เล่าขาน และประมาณคนเขียนบทและผู้กำกับก็ไม่แยแสว่าคนดูจะ Getหรือไม่  หากเป็นแฟนคลับจริง ก็ต้องตั้งใจกลับไปค้นย้อนกันเองว่าในจักรวาลการ์ตูนมาร์เวลนั้น  พลังของ Soul Stone ทำได้ถึงขนาดควบคุมจิตวิญญาณของจักรวาลทั้งความเป็นและความตาย สามารถขโมยวิญญาณ เคลื่อนย้าย และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่ง Soul Stone ยังมีพลังในการดูดจิตวิญญาณให้เข้าไปอยู่ในโลกเฉพาะตัวของมัน ในดินแดนสีส้มที่เรียกว่า Soul World 

ประเด็นนี้ทำให้ย้อนนึกไปถึงฉากที่ธานอสปรากฏกายในบรรยากาศของดินแดนสีส้ม (ซึ่งน่าอนุมานได้ว่าเป็น Soul World)  หลังจากที่ได้มณีและอำนาจทุกอย่างที่ต้องการ  และได้พบกับกามอร่าในวัยเด็กอีกครั้งด้วยคำถามที่ว่า สงครามครั้งนี้ต้องแลกกับความสูญเสียเท่าไร?  ซึ่งธานอสก็ตอบสั้นๆ ว่า Everything! ประมาณว่าทุ่มกันจนหมดหน้าตัก ไม่ใช่แค่พาดพึงถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตในจักรวาลที่ต้องถูกทำลาย หากแต่ต้องยอมสูญเสียแม้กระทั่งสิ่งสุดรักของตนเอง ซึ่งหมายถึงกามอร่า ลูกสาวบุญธรรมของตนนั่นเอง  สิ่งที่น่าคิดต่อเนื่องมานั่นคือ ในเมื่อ Soul Stone มีพลังอำนาจขนาดนั้น  ย่อมสะกิดให้เรานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์สลายไปของชีวิตชาวโลก และ ทีมอเวนเจอร์ส  รวมไปถึงจักรวาลอื่น ซึ่งทีมกาแล็กซี่ก็โดนหางเลขไปด้วย นั่นน่าจะหมายถึงการใช้อำนาจของมณีแห่งจิตวิญญาณของธานอสนั่นเอง  ในเมื่อ Soul Stone มีพลังในการเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ  นั่นย่อมจุดประกายความหวังให้กับคนดูว่า เมื่อย้ายวิญญาณเข้าไปใน Soul World ได้  ทำไมจะย้ายกลับคืนมาไม่ได้?  ความหวังที่จะได้ชีวิตชาวโลก และ ทีมอเวนเจอร์ส กลับมา..ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้..ชิมิคะ?

จะเห็นได้ว่าถ้าศึกษาแบบลงลึกกับเรื่องราวของ MCU จะมีเหตุผลและแรงจูงใจมากมายที่ผูกเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันไว้อย่างมีน้ำหนัก  หากแต่ผู้เล่า คือผู้เขียนบทภาพยนตร์ และตัวผู้กำกับภาพยนตร์เอง จะเลือกหยิบยกส่วนไหนมาเล่าให้ผู้ชมได้ยินได้เห็น  ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าเขาไม่ค่อยเน้นว่าแต่ละอัญมณีมีความสำคัญยังไง  อย่างตอนที่ธานอสสร้างฉากทดสอบลูกสาวตัวเองด้วยพลัง Reality Stone ถ้าคนดูไม่มีแบคกราวนด์หรือตามไม่ทัน ก็จะไม่ค่อยเข้าใจ 

การเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วฉับไวเพื่อโชว์ฉากแอ็คชั่นการต่อสู้ตั้งแต่อวกาศมายันแดนแอฟริกานั้น กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า  ที่น่าเสียดาย และไม่น่าพลาดคือการร้อยเรียงการต่อสู้ที่ควรเป็นเหตุเป็นผลมากกว่านี้ ไม่ใช่นึกจะจับใครโผล่เข้ามาตอนไหน เซอร์ไพรส์อะไรก็ได้ตามใจฉัน มันไม่ได้ทำให้หนังดูดีชวนติดตาม นอกจากกลายเป็นหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อมดูบ้านๆ อีกเรื่องหนึ่ง เหมือนอย่างที่หนังทรานสฟอร์เมอร์เคยทำผิดพลาดมาก่อน  จนกระทั่งภาคล่าสุดความนิยมได้ตกลงถึงขนาดสตูดิโอต้องขอเบรคทรานฟอร์เมอร์เวอร์ชั่น ไมเคิล เบย์ ตอนต่อไปไว้ก่อน  โดยจะปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ของบัมเบิลบีออกมาขัดตาทัพก่อนในปีหน้า

อย่างไรก็ดี  Infinity War ได้สร้างสรรค์ฉากเด็ดๆ ไว้ไม่น้อยที่สำแดงสติปัญญาของซูเปอร์ฮีโร่ในการต่อสู้  ดูเหนือกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เดี่ยวๆ ทั่วไป  แต่ยังไงขอไม่นับรวมถึงฉากกองทัพนับพันฟาดฟันกันเหมือนลอร์ดออฟเดอะริง หรือหนังจีนที่เจนตา  ประมาณว่าอยากจะให้โอ่อ่ายิ่งใหญ่กว่าศึกใดๆ ที่ผ่านมาของ The Avengers ก็เลยต้องมีฉากบุกอาณาจักรวาคานดา  แต่กลับไม่พิถีพิถันกับรายละเอียด อย่างเช่น ยุทธศาสตร์การรบที่บังเกิดขึ้นด้วยเหตุผลลอยๆ  ด้วยเหตุเกรงว่าศัตรูต่างดาวจะมาลอบเจาะประตูหลังและเข้าถึงห้องรักษาของวิชั่นก่อน  โดยหันมายอมเปิดเกราะกำบังด้านหน้าล่อให้สัตว์ประหลาดต่างดาวดาหน้ากันเข้ามานั้น  ดูจะปัญญานิ่มไปหน่อยหรือเปล่า  เป็นกลยุทธ์การรบที่พิลึกพิลั่นเสี่ยงที่อาณาจักรวาคานดาจะล่มสลายอยู่ไม่น้อย  ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเขียนยังไงก็น่าไปชมยุทธศาสตร์การศึกจากหนังสามก๊กเอาก็ได้นะจ๊ะ

ถึงจะชื่นชมกับการเล่าเรื่องที่ดูมีอะไรกว่าหนังของ DC ซึ่งเป็นผลของการปูเรื่องราวมาจากหนัง MCU อีกหลายเรื่อง  แต่ถ้ามีโอกาสตัดพลความที่กินเวลาออกซะบ้าง  ให้เวลาและประณีตกับไคลแม็กซ์การต่อสู้  ให้สมองกับตัวละครเพิ่มขึ้นในฉากเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย  ก็อาจทำให้ Infinity War ดูกระชับ มีคุณค่า ดูเติมเต็มในอารมณ์ขึ้นได้อีกมาก

ติดตามรายละเอียดของ Infinity Stones ได้ที่เฟซบุ๊ค All Things Marvel  ซึ่งอธิบายเรื่องราวไว้ได้อย่างดียิ่ง

https://www.facebook.com/AllThingsMarvelTH/posts/1135106319902385:0




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน