• metrobear
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 130
  • จำนวนผู้ชม : 179245
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
พรหมลิขิตของคนรักศิลปะ
จุดนัดพบของคนรักหนัง ฟังเพลง บรรเลงละคร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/metrobear
วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม 2562
Posted by metrobear , ผู้อ่าน : 245 , 20:08:33 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

อัศจรรย์รักข้ามกาลเวลา Will you be there? (Korean Movie 2016)

หนังแนวอัศจรรย์รักข้ามเวลา มักจะมีมาให้ชมอยู่เป็นระยะ แต่ที่จะนำเสนอได้อย่างลงตัว และไม่ทำให้ผู้ชมต้องเวียนหัวกับการข้ามเวลาไปมาเหมือนหนังไซไฟนั้น  เป็นเรื่องไม่ง่าย  Il Mare (2000) เป็นหนังเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่นำกลวิธีในการเล่าเรื่องรักข้ามห้วงเวลามานำเสนอโดยผ่านตู้จดหมายได้อย่างประสบความสำเร็จ จนฮอลลิวู้ดต้องนำมารีเมคเป็นเรื่อง The Lake House (2006)  ปรากฏการณ์นี้ได้ย้อนหวนกลับมาอีกเมื่อ Will you be there?  หนังเกาหลีร่วมสมัยอีกเรื่อง  ได้ใช้กลวิธีนี้สร้างความประทับใจให้กับคนดูอีกครั้ง 

แต่ที่น่าแปลกใจอยู่อย่างคือ ต้นฉบับของ Will you be there? หรือ Seras-tu là? กลับกลายเป็นผลงานของนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส Guillaume Musso ที่ตีพิมพ์ในปี 2006 หาใช่ผลงานออริจินัลของเกาหลีเหมือน Il Mare ไม่  แต่ความดีของนิยายเรื่องนี้คือความซับซ้อนของวิธีการผูกเรื่อง และสร้างแรงลุ้นให้ผู้ชมที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องราวข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น  มันจะออกหัวออกก้อยประการใด  และที่สำคัญ ทำให้เห็นถึงแรงผลักดันของความรักซึ่งสามารถกระตุ้นให้มนุษย์เราพยายามสุดชีวิตที่จะเอาชนะอิทธิพลของการเวลา  ทุ่มเทสรรพปัญญาในการที่จะพลิกแพลงสถานการณ์ของอดีตที่จะมีผลต่ออนาคตของคนที่รัก

ซึ่งโอกาสของมนุษย์เดินดินกินบิมบิมบับแบบตัวละครใน Will you be there? นี้  จะมีโอกาสเอาชนะเหตุและผลของกาลเวลานั้น  ผู้ชมย่อมมองออกว่าแทบจะเป็น “ซีโร่”  แต่อย่างว่า..เรื่องความเจ้าเล่ห์ของมนุษย์นั้น เหนือจะคาดเดาเรื่องราวใดๆ ในโลกมนุษย์อาจจะพลิกแพลงเกินสมองของเทวดาที่ชินอยู่แบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ บนสวรรค์  อะไรๆ ที่ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น (ในสามโลก) อย่างที่เขาว่าได้ทั้งนั้น

ตัวละครสี่คนหลักๆ ในเรื่องต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยม  ทั้งการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ และการตีบทที่ดูสมจริง  สิ่งที่ควรชมอีกอย่างก็คือการเขียนบทและการกำกับของ Ji-Yeong Hong ที่ตีความเรื่องราวอันซับซ้อนออกมาได้อย่างลื่นไหลเข้าใจได้ง่าย  ไม่ต้องปีนหอไอเฟิลดูก็รู้เรื่องรู้ราว  ไม่ต้องผูกปมไว้แน่นหนาจนคนดูล้าเกินจะแงะ  ...  เอาว่าขอสปอยล์เป็นระยะตามสมควรนะจ๊ะ

เรื่องราวของสี่ชีวิตที่พัวพันกันข้ามเวลา  ศัลยแพทย์เด็ก(วัยหนุ่ม)ที่จับพลัดจับผลูต้องมาวิ่งแข่งกับชะตากรรมร่วมกับคนรักผู้ดูแลปลาโลมาในอะเควเรียม  และศัลยแพทย์เด็ก(วัยแก่)ที่ได้สมุนไพรมหัศจรรย์จากชาวบ้านในป่าเมืองเขมรที่เขาช่วยผ่าตัดเด็กน้อยหลานของตาเฒ่าคนนั้นเอาไว้  จากคำถามง่ายๆ ที่ว่า ความปรารถนาสิ่งสุดท้ายในชีวิตคืออะไร  ซึ่งคำตอบก็คือ อยากกลับไปเจอคนที่ตัวเองรักอีกสักครั้ง (แต่มันก็สายไปแล้วกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น)  ผลก็คือของขวัญเป็นยาลูกกลอนปริศนา 10 เม็ดในขวดแก้วเล็กๆ   นอกจากนั้นยังมีบทตัวประกอบของตำรวจเพื่อนสนิทที่ต้องคอยตามมาช่วยในทุกสถานภาพ  จะว่าไม่สำคัญก็ไม่เชิง  เพราะเป็นบทที่พลิกสถานการณ์ของเรื่องราว

เอ๊ะ ถ้ายังงั้นก็น่าเหลือแค่เพียง 3 ชีวิตสินะ เพราะหมอหนุ่มกับหมอแก่ คือ คนๆ เดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละช่วงเวลา

ความโดดเด่นของเรื่องอยู่ตรงที่ปมของกาลเวลาที่ผูกเอาไว้อย่างซับซ้อนเกี่ยวกับความตายของแฟนสาวของหมอเด็กในวัยหนุ่ม  ซึ่งหมอในวัยแก่เองได้ผ่านประสบการณ์เดียวกันนี้  ได้สัมผัสความเจ็บปวดในชีวิต รับรู้ถึงการสูญเสียคนรักมาแล้ว  และด้วยความอยากรู้เลยได้ทดลองยาเม็ดสมุนไพรลึกลับ  ทำให้ได้พบว่าตนเองนั้นได้ย้อนเวลากลับไปหาหมอหนุ่ม (หรือตนเอง) ในอดีตเป็นระยะๆ  เหมือนสัญญาเก่าของความผูกพันในเหตุการณ์ได้นำพาเขากลับไปอดีตทุกครั้งที่ทดลองกลืนยาสมุนไพรประหลาดนั้น

เรื่องเล่าไปอย่างใจเย็นด้วยทักษะการกำกับภาพยนตร์ของ Ji-Yeong Hong เขาสามารถเรียบเรียงและเผยปมแต่ละปมอย่างไม่สับสน  คนดูสามารถติดตามไปได้อย่างพิศวงในอารมณ์และอยากรู้อยากเห็นเวลาเดียวกัน  ขณะที่การถ่ายทำอย่างประณีตมีคุณภาพ  และการลำดับภาพอย่างลื่นไหลเล่าเรื่องราวสลับไปมาระหว่างปี 1985 กับ 2015 ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างชวนดู  ผู้ชมต่างเอาใจช่วยหมอแก่ว่าจะจูงใจให้หมอหนุ่มนั้นเข้าใจและทำตามได้อย่างไร  บทภาพยนตร์ได้เล่าอย่างมีเหตุมีผล  ขณะที่ค่อยๆ เผยสถานการณ์ที่คอยเปลี่ยนแปรไปแต่ละครั้งที่กาลเวลาถูกบิดเบือน จนตัวละครต้องหัวหมุนและหาทางออกตลอดเวลา  ที่สำคัญ หักมุมให้ตัวละครต้องใช้ความพยายามสุดชีวิตที่จะดึงเกมของเวลาในทันเพื่อต่อสู้กับความตายของนางเอก  โดยพยายามแก้ปมในแต่ละสถานการณ์  ล่อหลอกกับกาลเวลา ซึ่งล้วนมีผลต่อเนื่องจากพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกระแสเวลาของเหล่ามนุษย์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา อันก่อให้เกิดทฤษฎีที่เรียกว่า Butterfly Effect เหมือนกับคำเปรียบเปรยที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”  คือการไปเปลี่ยนเหตุการณ์จุดใดจุดหนึ่งในอดีตย่อมกระเทือนถึงผลที่ตามมาในอนาคตชนิดคาดไม่ถึง

การเขียนบทในลักษณะปมเก่าเพิ่งคลี่คลาย แต่กลับได้ปมใหม่มาแทนที่นั้น  จำเป็นต้องเล่าอย่างมีชั้นเชิงและมีแผนในหัวไว้ล่วงหน้า  รายละเอียดทุกหมู่เหล่าที่อุตส่าห์พรมอยู่ในเรื่อง  ไม่ว่าอาการป่วยของหมอแก่ที่แสดงออกเป็นระยะ หรือ แม้แต่ความพยายาม(ที่ไม่ได้เรื่อง)ของเพื่อนตำรวจในการที่จะย้อนเวลาไปเตือนเรื่องสุขภาพของหมอนั้น  มีผลสะเทือนถึงตอนจบของเรื่องทั้งนั้น  แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออ (ซึ่งจำเป็นต้องมี) ในการเขียนบทหนังย้อนเวลา  ถ้าผูกไว้ไม่ดีอาจทำให้หนังทั้งเรื่องพังครืนได้ง่ายๆ  จนแม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของเรื่อง  คนดูอาจจะรู้สึกว่าทำไมถึงจบอย่างง่ายๆ (ไปหรือเปล่า)  แต่ในความเป็นจริง  เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในอดีตอย่างละเอียด  ก็จะรู้ว่ามันเป็นเหตุเป็นผลอยู่ในตัวเรื่องราวของมันเอง  หมอหนุ่มแค่ใช้ความสังเกตขั้นพื้นฐานของอาการหมอแก่ในฐานะความเป็นแพทย์ด้วยกัน  เขาย่อมรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเองในอนาคต 

สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่า หนังเกี่ยวกับการย้อนเวลานั้น ไม่จำเป็นต้องเล่าซับซ้อนเป็นหนังไซไฟเหมือน Time Machine หรือ Star Trek หรือ Predestination เสมอไป  เวลาเปรียบเสมือนหนึ่งบทเรียนสำคัญของชีวิตมนุษย์  ที่จะได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของตนเอง  และอยากกลับมาแก้ไขก่อนที่มันจะสาย (แล้วสายอีก)  ซึ่ง Will you be there? นี้น่าจะเป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่องกระแสกรรมในแนวพุทธได้เป็นอย่างดี  ชาวตะวันออกส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องราวแบบนี้ได้ง่ายกว่าฝรั่งชาวตะวันตก  ด้วยสัญชาตญาณและจิตวิญญาณแบบตะวันออก   จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ Guillaume Musso ซึ่งเป็นชาวยุโรปและไม่เคยให้บทประพันธ์นี้กับฝรั่งหน้าไหนนำมาสร้างภาพยนตร์  ทั้งๆ ที่มีคนทาบทามอยู่มากมาย  และท้ายสุด ผู้กำกับชาวเกาหลี กลับได้ลิขสิทธิ์นำมาสร้างหนังอย่างสะดวกโยธิน  และสามารถทำออกมาได้น่าประทับใจ และอยู่ในความทรงจำของหนังรักคลาสสิกข้ามเวลาอีกเรื่องหนึ่ง

ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่อง Butterfly Effect นอกจากจะเป็นชื่อของหนังไซไฟเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลของการเปลี่ยนแปลงอดีตเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีผลมหาศาลกับเหตุการณ์ในอนาคต  ยังเป็นชื่อทฤษฎีที่หมายถึงปรากฏการณ์คล้ายๆ กันนี้  ซึ่งมีที่มาที่ไปจากทฤษฎีความโกลาหล (Chaos Theory) อีกทีหนึ่ง 

เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกทฤษฎีความโกลาหลนี้  เขาได้สังเกตพฤติกรรมความอลวน ในขณะทำการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ ในปี ค.ศ. 1961 ลอเรนซ์ใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งในการคำนวณครั้งถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มจำลองการคำนวณจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษ ของค่าที่คำนวณออกมาโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้จะมีผลต่างน้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมากมาย ซึ่งเรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น

คำ "Butterfly Effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหล นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" หรือ “การกระพือของปีกผีเสื้อในบราซิลก่อบังเกิดพายุทอร์เนโดในเท็กซัสได้กระนั้นหรือ?”  ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยที่บังเกิดขึ้นในห้วงเวลาหนึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในอีกห้วงเวลาหนึ่งได้  และการอาศัยชื่อผีเสื้อในการตั้งชื่อทฤษฎี Butterfly Effect นี้ สันนิษฐานว่ากำเนิดมาจาก รูปแนวโคจรของกราฟ หรือภาพการคำนวณของคลื่นที่สร้างเป็นรูปคล้ายผีเสื้อ (ดังรูปประกอบ) ซึ่งลอเรนซ์ได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน