หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ
ทรรศนะต่อโลก ต่อสังคม เเละต่อความหมายของชีวิต ผ่านเรื่องราวมากมาย เราอาจทะเลาะกันน้อยลง 'หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ'
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mindmag
วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม 2551
Posted by สันติสุข/กาญจนประกร , ผู้อ่าน : 1994 , 11:27:10 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

               

เบียร์ เรื่องเล่า และความเคลือบแคลงของศิลปินหนุ่ม

 

 

 

               

- เรื่อง : สันติสุข กาญจนประกร ภาพ : อนุสรณ์ หะแดง -

 

“เอาเบียร์ไหม?”

                ‘เตวิช พงศ์วัฒนาวิจิตร’ ทักทายผมเป็นครั้งแรกด้วยประโยคนี้

เปล่า, เราไม่ได้เจอกันที่ผับ บาร์ หรือร้านเหล้าแห่งไหน และเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ดูขี้เมาแต่อย่างใด ตรงข้าม ศิลปินหนุ่มคนนี้มีบุคลิกค่อนข้างเหนียมอาย เรียบร้อย และดูเป็นผู้ดีเสียด้วยซ้ำ

                ผมและเพื่อนช่างภาพนัดเจอกับเขาตอนบ่ายโมงตรงของวันกลางสัปดาห์ในเดือนกรกฎาคม 2550  เราไปถึงที่นัดหมายหลังเที่ยงนิดๆ แต่ เตวิช ก็มานั่งรออยู่แล้ว

                นั่นเป็นความประทับใจแรกที่ผมมีต่อเขา

                ‘เวลา’ คือศาสนาของคนบางคน

หลังพูดจาปราศรัยกันตามธรรมเนียม ผมพบตัวเองกำลังนั่งสบตากับสิงห์ 2 ตัว บนชั้น 3 ของศูนย์แสดงศิลปะ Hof Art ย่านรัชดาภิเษก ท่ามกลางภาพเขียนฝีมือชายหนุ่มคนนี้...

                ความเบาหวิวแสนหน่วง

                ไม่มีความฝันในวัยเยาว์

                เกมส์การเมือง

                คนมือยาว

                นิพพานสมัย

                โชวห่วย

                ฯลฯ

คือส่วนหนึ่งของชื่อภาพสีอะคลีลิกในชุด ‘Obscure’ หรือ ‘เคลือบแคลง’ ที่แปะประดับอยู่รายรอบกว่า 30 ภาพ ทั้งหมดเป็นงานร่วมสมัยที่ซุกซ่อนสารบางอย่างไว้หลังสีสันอันจัดจ้าน ซึ่งเตวิชใช้สอยเวลา1 ปี ในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมด หลังจากแสดงงานเดี่ยวชุด ‘ศานติ’ ของตัวเองเป็นครั้งแรกที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 2 ปีก่อน   

                ในเว็บไซต์ของศูนย์ศิลปะแห่งนี้บอกกับผมว่า งานของเขาเป็นจิตรกรรมที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยม อำนาจทางการเมือง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ ทางศีลธรรม และการค้นหาคำตอบของการดำรงชีวิต

                คนเขียนรูปวัย 28 ปี กับความคิดแบบนี้ น่าสนใจ และเร้าความรู้สึกไม่น้อย

                ในเดือนที่ฝนตกชุกเป็นบ้า บรรยากาศขมุกขมัวทิ้งตัวลงห่มคลุมทั่วทั้งห้อง ขวดเบียร์พร่องไปกว่าครึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เตวิชยกหลังมือขึ้นปาดพรายฟองเหนือริมฝีปาก เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

                 

                1.

                “คนพูดกันว่างานชุดนี้ของผมเป็น Political Art ประมาณว่าเป็นศิลปะที่เกาะเกี่ยวอยู่กับการเมือง จริงๆ มันก็ไม่ตรงนัก เพราะมันมีส่วนประกอบอยู่หลายๆ อย่าง เป็นเรื่องส่วนตัวบ้าง เรื่องชีวิตบ้าง ปรัชญาบ้าง ไม่ได้หมายรวมถึงการเมืองเต็มตัว บางอย่างมันเป็นทัศนคติว่าเราเห็นอะไร เป็นเรื่องรอบตัว ทั้งการเมือง ธรรมชาติ ปรัชญา สังคม สรุปคือเป็นเรื่องราวของทั้งภายนอกและภายใน”

“อย่างภาพนักมวยตรงนั้น” เขาหมายถึงภาพที่อยู่เยื้องกับวงสนทนา “ผมตั้งชื่อว่า ‘นักมวยที่ไม่มีคู่ชก’ สื่อถึงเรื่องความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ เราจะไปรบกับใครถ้ายังไม่รู้ตัวคนทำ อย่างนี้ไม่มีวันชนะได้ มีแต่เสียเลือดเสียเนื้อ”  

                “งานชุดนี้ต่างจากชุดแรกในแง่ไหน” ผมสงสัย เพราะเท่าที่ดูประวัติการทำงาน ทั้งการแสดงเดี่ยว และกลุ่มอย่างในงาน ‘ศิลปกรรมเดือนตุลา’ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ งาน ‘สมชาย นีละไพจิตร’ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา หรือ ‘ลมหายใจแห่งชีวิต’ ที่สยามสมาคม พอจะคาดเดาได้ว่า อาณาเขตด้านในบรรจุด้วยภูมิประเทศแบบไหน

                “ชุดแรกมันสด เราเคยแต่แสดงงานเป็นกลุ่มมาตลอด เลยมีความอยากสูง อยากแสดงเดี่ยวในหอศิลป์ พอจบจากตรงนั้น จึงอยากแสดงงานในแกลอรี่บ้าง อยากรู้รสชาติ ส่วนเนื้อหามันเป็นเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว สารที่ต้องการสื่อก็คล้ายๆ กัน”

                สารที่เตวิชพูดถึงคือทัศนคติบางประการที่เขามองเห็นจากปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคม เขาบอกว่าทุกวันนี้เหมือนคนเราใช้ชีวิตอยู่ในเขาวงกต

                “ผมว่าคนเรายังงงอยู่กับชีวิต เหมือนเป็นภาพเบลอๆ หลักยืนของเราไม่ชัด รากของเราเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เราอยู่กันอย่างไร อะไรเข้ามาก็รับหมด บิ๊กซี โลตัส เรารับหมด การเมืองอย่างไรเรารับหมด ในหัวเราไม่ได้มองถึงอนาคต เรามองแค่ว่าวันนี้เราจะกินอะไร ผมว่ามันสับสน”

                ไม่ได้บอกว่าชีวิตมนุษย์ไร้สาระ กลับกัน ศิลปินหนุ่มคนนี้คิดว่าทุกชีวิตมีสาระทั้งนั้น เพราะบริบทของคนเราแตกต่างกัน

“ทุกคนมีสาระหมด คำตอบของแต่ละคนจึงถูกหมด แต่พอเอามันมารวมกัน เรางงไง ว่าเป้าหมายที่จะเดินร่วมกันคืออะไร สื่อต่างๆ ที่เข้ามาเรารับหมด แต่เราไม่แยกแยะว่ามันดีหรือไม่ ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึงการหาหนทางออกของชีวิตที่ดี หรือหาความหมายของชีวิต มันไม่ถึงขนาดนั้น แค่ถามว่าตัวเราจริงๆ คืออะไร ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้”

“มองทุนนิยมในแง่ร้าย?”

“ผมนี่ตัวทุนนิยมเลยนะ (หัวเราะ) ไม่ได้มองร้าย แต่อยากมองอย่างเข้าใจมากกว่า เหมือนผมใส่รองเท้าอย่างนี้ ใส่กางเกงอย่างนี้ มีนาฬิกาอย่างนี้ ผมต้องรู้ว่ามันจำเป็นที่ต้องใช้ ต้องไม่ถึงกับคลั่งไคล้ขนาดต้องเอามาให้ได้ ใช้คำว่ามีสติก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้วางเฉยนะ พอเราเข้าใจก็ต้องลุกขึ้น ไม่เหมือนกับพวกอยู่ตรงกลางแล้วไม่สนใจอะไรเลย อย่างนั้นรู้ไปก็เท่านั้น ต้องลงมือทำบ้าง นิดหน่อย ไม่ต้องเยอะ”

“เช่น?” เพื่อนหนุ่มช่างภาพต้องการคำตอบเป็นรูปธรรม

“เราอาจเข้าโลตัสน้อยลงบ้าง เอาเท่าที่จำเป็น ผมไม่ได้ต่อต้านนะ แต่รู้สึกว่ามันเยอะเกินไป มันเลี่ยน เดินไปตรงนี้ก็เจอ ตรงนั้นก็เจอ เหมือนโดนหลอกหลอน”

 

2.

หนังสือ และการเดินทาง เป็นส่วนผสมที่หล่อหลอมให้ชีวิตของเตวิชลงตัวยิ่งขึ้น จากเด็กชายรักการอ่านแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช สู่งานศิลปะที่วันนี้ยากจะแกะออกจากวงโคจร

“ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านหนังสือมาก อ่านหลายอย่าง แล้วมาหาคำตอบว่าจริงๆ เราชอบอะไร ช่วงรอยต่อของชั้น ม.3 จึงเลือกเรียนศิลปะ ซึ่งทางครอบครัวก็สนับสนุน ผมเรียนศิลปะมาโดยตรง ตั้งแต่ที่บ้านเกิด แล้วมาต่อที่ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 ธัญบุรี เรียนสาขาจิตรกรรม อีกอย่างคือชอบเดินทาง ไปดูสังคมต่างๆ ไปเขียนรูปที่ปัตตานี ไปดูว่าเขารบกันอย่างไร ขึ้นเหนือบ้าง ไปดูวัฒนธรรมต่างถิ่น ดูชีวิตคน”

เด็กหนุ่มเมืองคอนยังเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยง

“ตอนเรียนที่นครฯ ก็ตั้งกลุ่มกับเพื่อน ร่วมเคลื่อนไหวไม่ให้เอาพาณิชย์เข้ามาผสมกับศิลปะ เพราะช่วงนั้นที่ที่ผมเรียนมันเป็นแห่งเดียวในภาคใต้ที่สอนศิลปะอย่างเดียวทั้งระบบ พอเข้ากรุงเทพก็คัดค้านที่เขาจะยกเลิกการสร้างหอศิลป์ จากนั้นก็ร่วมกระบวนการทางสังคมเรื่อยมา พอเรียนจบก็เขียนรูปอย่างเดียว ไม่เคยทำงานประจำที่ไหน”

“ชอบหรือ หมายถึงการประท้วงน่ะ?” ผมลงรายละเอียด

“พูดว่าชอบมันก็ดูแปลก ที่คัดค้านนั้นเป็นเพราะเราไม่ชอบ พอเราได้รับรู้ข่าวสาร เราจึงต้องช่วยกัน อยากให้เป็นแบบว่า พลเมืองภิวัฒน์ ไม่มีใครชอบความรุนแรงหรอก อยากอยู่กันแบบปกติทั้งนั้น แต่มันเลี่ยงไม่ได้ ตอนม็อบพันธมิตรฯ ผมไปบ่อยนะ กลายเป็นโรคติดม็อบไปเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ทำงานชุดนี้ไปด้วย มันจึงเกิดความหลากหลาย”

ผมถามเขาถึงความเปลี่ยนแปลงในการมองโลกมองสังคมที่แสดงออกผ่านงานเขียน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เตวิชบอกว่าใกล้เคียงกันในเรื่องของทัศนคติ อาจต่างไปในด้านรูปแบบ

“มันก็ยังสะท้อนเรื่องสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้ทั้งนั้นทัศนคติต่างๆ ผมได้รับจากการเดินทาง การคลุกคลีกับกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางสังคม ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ มาพอสมควร แต่รูปแบบอาจดีขึ้นบ้าง เพราะผ่านอะไรมาเยอะ ซึ่งผมพยายามนำเสนอในแบบสัญลักษณ์ให้ขบคิด และยังเป็นการค้นหาตัวเองด้วย ไม่อยากโกหกตัวเอง เพราะมันเป็นแค่ช่วงวัยหนึ่ง ผมยังคงต้องค้นหาต่อไป คิดว่าคงยังไม่ใช่แค่นี้”

 

3.

ในแสงสลัวของห้อง เตวิชลุกขึ้นพาผมเดินไปดูงานเขียนภาพหนึ่ง หลังจากที่ผมถามว่าเขาชอบภาพไหนของตัวเองมากที่สุด

“คงเป็นภาพนี้” เขาบอกพลางชี้มือไปยังภาพเขียนสีสดใส ในนั้นประกอบด้วยตัวหนังสือต่างๆ มากมาย อ่านออกไม่ยาก มันเป็นชื่อเสียงเรียงนามของห้างยักษ์หลากสัญชาติ

“ชื่อภาพโชวห่วย ผมเล่นกับคำด้วย คือภาพเราอาจจะห่วย (หัวเราะ) หรือเป็นร้านโชวห่วยที่โดนห้างใหญ่เข้ามาตี ผมชอบเพราะมันปล่อยดี อิสระ สีมันแรง”

งานส่วนใหญ่ของเขาเป็นเชิงเสียดสีแทบทั้งนั้น ระหว่างเขม้นมองภาพวาดบนฝาผนัง ผมเอ่ยถาม

“มีทางออกให้ไหม...จากปัญหาที่นำเสนอ”

“ทางออก...(เว้นจังหวะคิด) ผมก็ไม่รู้จะหาทางออกอะไรให้ เพราะจริงๆ แล้วผมก็ยังอยู่ในแม่น้ำสายนี้ ยังไหลตามไปด้วย คำตอบของมันคือว่า มาดูภาพแล้วได้กลับไปคิด จะดึงมือให้หลุดขึ้นมาเลย ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ แค่รับความคิดกลับไป ก็เป็นการช่วยส่วนหนึ่งแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดว่าจะให้ทุกคนหยุด อย่าทำเลยเด็ดขาด อย่างนั้นมันยิ่งใหญ่เกินไป”

“สูตรสำเร็จของชีวิตที่ดีงามล่ะ?” 

“มันก็มีนะ ก็สูตรอย่างที่เราๆ รู้ เกิด...เรียน...หางาน...เก็บตังค์ซื้อรถ-ซื้อบ้าน...แต่งงาน...มีลูก...เลี้ยงลูก...แก่...ตาย หรือทำงาน 5 วัน เสาร์-อาทิตย์เข้าห้าง ก็มีความสุขดี เเล้วก็วนกลับมาอย่างนี้เป็นวงจร ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตัว เป็นมดงาน มันก็ดีนะ ไม่ได้บอกว่าไม่ดี มีหลักให้เดิน ปูทางให้ชีวิตเรียบร้อย ทางถนนที่ลาดยางแล้ว กับทางขรุขระ ทางเรียบทุกคนก็ต้องเลือกอยู่แล้ว...”

“แต่คนอย่างเตวิชไม่เลือก?” ผมแสดงความเห็น

“ผมก็อยากเลือก แต่มันไม่ดีสำหรับผม อย่างที่ผมเลือกมันดีกว่า มันมีเสน่ห์ มันมีความท้าทาย เราต้องสู้กับมันตลอด ต้องคิด การได้คิดนี่ผมชอบ คิดๆ ทำๆ”

 

4.

ระหว่างเดินลงบันไดมาสู่ชั้นล่าง ผมถามเขาว่าอยากให้คนดูได้อะไรกลับไป เตวิชตอบว่าความสนุก และความคิด

“ได้คิดต่อไง ไม่ใช่มองแค่สวยแล้วก็กลับบ้าน อยากให้ตื่นเต้นบ้าง ว่าเออ ไอ้รูปนี้มันสื่ออะไรวะ อยากให้คิดต่อ คำตอบอาจไม่ใช่แค่จุดเดียว โดนด่าก็ได้ ต่างคนต่างความคิด พองานออกมาแล้วมันก็เป็นส่วนกลาง ไม่ได้เป็นของผมคนเดียว แต่ไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตคนนะ ถ้าอย่างนั้นต้องบรรลุธรรม (หัวเราะ)”

                “อยากให้คนเรียกงานของเราว่าแนวไหน” ผมถาม

                “งานของผม งานของเตวิช แต่คงยังไม่ถึง”

“ยังไม่ถึงนี่หมายความว่าไง”

“ยังไม่บรรลุนิติภาวะ”

“นิติภาวะทางศิลปะ”

“ใช่ มันต้องสั่งสมกันต่อไป นี่แค่ช่วงหนึ่งของชีวิต” ศิลปินหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

*****

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน