หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ
ทรรศนะต่อโลก ต่อสังคม เเละต่อความหมายของชีวิต ผ่านเรื่องราวมากมาย เราอาจทะเลาะกันน้อยลง 'หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ'
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mindmag
วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม 2552
Posted by สันติสุข/กาญจนประกร , ผู้อ่าน : 2035 , 17:17:54 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องสั้น

เงาสะท้อนในม่านฝน

ไม่อาจคลาดเคลื่อน, หลังม่านฝนพร่างพรม ผมเห็น ฮารูกิ มูราคามิ

*****

บ่ายอันสลัวซึม นครหลวงของประเทศไทย ร้านกาแฟย่านชุมชน ฝนโปรยเม็ดยาวนาน

คาปุชชิโน่เย็นชืดบนโต๊ะ ปริมาตรของเหลวสีน้ำตาลในแก้วพร่องไปกว่าครึ่ง โต๊ะเก้าอี้ภายในจัดวางเป็นระเบียบ หากบิดเบี้ยวแม้เพียงเซนติเมตร บริกรสาวคงเดินตรงรี่ปรับแต่งเข้าที่เข้าทาง เพลงสากลดาษดื่นลอยเจือจาง เครื่องปรับอากาศส่งกระไอเย็นห่มคลุม

หนังสือพิมพ์แจกฟรียับย่นพาดตัวเองบนเก้าอี้ข้างตัว สีสันสดใส ครั้นเปิดอ่าน ไม่อาจจับสาระใด ไอ้หนุ่มหน้าหล่อตีสีหน้าเครียดขรึมอยู่อีกมุม สองมือกดพิมพ์แป้นบนโน๊ตบุ๊คส์ อีกด้าน สาวรุ่นสองนางหัวร่อต่อกระซิก กรอกคำพูดลงโทรศัพท์มือถือ        

ที่นี่ บนเก้าอี้ริมกระจก ...

ผมอายุสามสิบปี พูดให้ชัด ผมอายุครบสามสิบปีบริบูรณ์มาได้สิบวันแล้ว นั่นไม่น่าใช่เรื่องใหญ่ ใครๆ ก็เคยมีอายุเต็มสามสิบกันทั้งนั้น ครั้งเดียวในชีวิต ห้วงเวลาที่อายุคืบเคลื่อนจากหลัก 2 เข้าสู่เลข 3 มาช้าๆ เนิบนิ่ง แฝงตัวมาเงียบๆ ไร้สรรพสำเนียงใด ขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับมหรสพชีวิต

เลข 3 ก็สะกิดเขี่ยหลัง

เฮ้, ว่าไงไอ้เกลอ – เลข 3 กล่าวทักทาย เอ็ง ‘เตรียม’ อะไรไว้สำหรับงานฉลองของเราบ้างล่ะ

กล่าวสำหรับตัวเอง ผมไม่ได้เตรียม ไม่มีกล่องของขวัญ ปราศจากเค้กก้อนโต ไม่ต้องพูดถึงงานปาร์ตี้ ประเภทเพียรชักสีหน้าระรื่น ตกดึกเมามายเป็นสุนัขข้างถนน        

ขอโทษที มิใช่รสนิยม

ชี้เฉพาะเจาะจง สังคมการงานที่ต้องพบปะผู้คนทำให้ผมเบื่อหน่ายการสังสรรค์ ลำพังแค่การขายโฆษณาให้แก่นิตยสารวัยรุ่น ผมก็แทบกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหว่านรอยยิ้ม

ไม่จำเป็นต้องแหนงหน่าย ผมควรภูมิใจ (มิใช่หรือ) งานขายโฆษณาคือเส้นเลือดใหญ่แห่งการดำรงอยู่ของสื่อสิ่งพิมพ์ การงานอันตื่นเต้น เร้าใจ มิอาจหาได้จากสัมมาชีพใด มันคือศิลปะ ไม่แตกต่างจากงานศิลป์แขนงอื่น คุณถือพู่กัน ผมเกิดมาพร้อมวาทศิลป์

เปิดเพลงสิ ลูกบอลสีสดหลุดร่วงจากสรวงสวรรค์ ผมโยนบอลให้ คุณส่งมันคืนกลับ ผมผลักกลับคืน เพลงหยุด ผมชนะ ปิดเกม

บทเพลงแห่งแก้วแหวน ระยิบระยับ – นำพาทุกผู้เริงระบำ

พักหลังๆ มิอาจชี้ชัดว่าเริ่มต้นเมื่อใด หลังเสร็จสิ้นภารกิจแห่งการงาน หากไม่เย็นเกินไปนัก ผมมักพาตัวเองมานั่งจ่อมอยู่ในร้านกาแฟแห่งนี้ สั่งเครื่องดื่ม เลือกที่นั่งห่างผู้คน ติดชิดริมกระจกใส กางอ่านหนังสือ เลื่อนไหลสู่โลกอีกใบ คราวนี้เป็นคิว อาฟเตอร์ ดาร์ค ของ ฮารูกิ มูราคามิ

แทบทุกครั้ง เรื่องนี้เจาะจงได้  ผมจะก้มหน้าก้มตากัดกินเนื้อหาในหนังสืออย่างเอาจริงเอาจัง นานๆ ครั้ง เงยหน้าขึ้นทอดสายตาไปยังท้องถนนเบื้องนอก 

นั่นเอง ทำให้ผมได้เห็นตัวเป็นๆ ของเขา ผู้ชายที่ใครต่อใครว่ากันว่าเป็น ป๊อบ มาสเตอร์ แห่งวงวรรณกรรมญี่ปุ่น 

ฮารูกิ มูราคามิ

ละสายตาจากบุรุษท่ามกลางสายฝน เหม่อจ้องน้ำสีข้นในแก้วกาแฟ ใบหน้าของชายชาวญี่ปุ่นอีกคนลอยวนเวียนอยู่ในนั้น       

ก็แค่ค่ำคืนหนึ่ง...

ทิวาลับ จงสดับราตรี

*****

ความมืดคลี่คลุม บนถนนโลกีย์ ลมพัดหวีดหวิว คล้ายท้องนภาคร่ำครวญ  

                คล้ายวัฏจักร วนเวียน ซ้ำซาก สำหรับผม มิอาจบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นขั้วตรงข้าม ภาพลวงตาหลอนหลอก แน่แท้ ทุกองคาพยพประดิษฐานอยู่ที่เดิม เพียงตลบเปิดม่านสีขาวแห่งดวงตะวัน เผยความมืดหม่นอนธการ ห้วงรัตติกาลสำรอกวิญญาณร้ายล่องลอย

                ถนนสายนั้น แสงไฟหลากสีกระพริบวับวาว ควันบุหรี่บิดเกรียวเป็นสายคละคลุ้ง สุราสาดซัดเจิ่งนอง กลิ่นคาวกามแต้มติดทุกซอกมุม เสียงดนตรีอึกกะทึกเสียดแทงขั้วหัวใจ

                เฮ้ มิสเตอร์, คัม อิน ไซต์ เทค อะ ลุค เซ็กซี่ โชว์ – ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นเชื้อเชิญ

                ฝรั่งหน้าแดงก่ำไม่อาจฝืนเสียงรบเร้า ผลุบหายเข้ามุมมืด

พาตัวเองแหวกม่านฝูงชน แผงขายบุหรี่ต่างประเทศ เสื้อผ้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซีดีหนังเพิ่งเข้าโรง สตรีนุ่งน้อยห้อยโหนเสา ไฟนีออนบิดดัดเป็นรูปทรงต่างๆ ส่องแสงพราว ผมผลักเปิดประตูไม้หนานัก เบียดแทรกเสียงดนตรีรุกเร้าจากภายนอกเข้าสู่ด้านใน

นับเป็นครั้งที่สองที่ผมมาเยือนร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ ร้านสองชั้นตกแต่งพิลึก ทำเลผิดที่ผิดทาง ด้านนอกเอ็ดตะโร แต่พอย่างเหยียบสู่ภายใน ราวใครถอดกระชากปลั๊กไฟหลุดจากเต้า สรรพเสียงขาดห้วงเอาดื้อๆ เงียบเชียบ บอกใครจะเชื่อว่าตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกัน

ผมค้นเจอในโลกไซเบอร์ กระทู้แนะนำร้านอาหารจากบุรุษนิรนาม

เงียบสงบอย่างกับป่าช้า แต่ทุกจานปรุงด้วยหัวใจ – ถ้อยประโยคบอกเล่าประมาณนั้น

ไม่ผิดหวัง หรืออาจเรียกได้ว่าผมไม่เคยหวังอยู่แล้ว ร้านหาไม่ยาก เงียบสงัดสมคำร่ำลือ แม้รายการอาหารไม่อาจเรียกได้ว่าครบวงจร แต่ทุกจานรสชาติล้ำเลิศ คราวที่แล้วผมลองหมูทอดราดแกงกะหรี่ เกี้ยวซ่า ล้างคอด้วยไฮเนเก้นขวดเล็กเย็นเฉียบ ถึงกับต้องครางฮือ

พ่อครัวฝีมือไร้เทียมทาน น่าจะเป็นคนเดียวกับตาแก่ชาวญี่ปุ่นหลังเคาน์เตอร์ ชายชราผู้จมสายตาอยู่กับหนังสือพิมพ์ภาษาบ้านเกิด หากลูกค้าปรารถนาอาหารจานใด แกจะลาลับเข้าหลังร้าน ทิ้งทุกชีวิตให้เป็นบริวารของความเงียบ ไม่นานนัก ยกทุกจานบริการเองถึงโต๊ะ 

คืนนั้น ผมร้องสั่ง ครอกเกต์เนื้อปู มักกะโรนีกราแตงค์ ไฮเนเก้นขวดเล็ก ล้วงหยิบ เฮียร์ เดอะ วินด์ ซิงค์ ของ มูราคามิ จากกระเป๋าสะพายขึ้นกางอ่านทุเลาความหิว ระหว่างรอสำรับ ผมซดเบียร์ไปหมดขวด กวาดสายตาโดยรอบ มีผมเพียงพระหน่อเดียว

ข้านี่มันตัวละครของ มูราคามิ ไม่ผิดเพี้ยน โดดเดี่ยว เดียวดาย– ผมขำตัวเองที่ดัดจริตคิดแบบนั้น สงสัยคงต้องเผาบุหรี่ตลอดเวลา ผลิตพฤติกรรมแปลกพิลึกอีกสักหน่อย ตรงเผงทีเดียวเชียว

เมื่ออาหารถึงโต๊ะ ผมตัดแบ่งครอกเกต์ทุกชิ้นอย่างเป็นระเบียบ จิ้มซอสมะเขือเทศ ส่งเข้าปาก ละเลียดทุกอณูของรสชาติอย่างหวงแหน มักกะโรนีกราแตงค์ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ผมฟาดทั้งสองอย่างเรียบ เก็บกวาดไม่เหลือเศษซาก สั่งเบียร์ล้างคออีกขวด ก้มหน้าอ่านหนังสือ

“สดับลมขับขาน ชื่อไทยเช่นนี้กระมัง” ชายชราชาวญี่ปุ่นพูดไทยชัดแจ๋ว วางขวดเบียร์ลงบนโต๊ะ ผมเงยหน้ามอง 

“เอ่อ...คุณหมายถึง” ผมละล่ำละลัก

“หนังสือที่คุณกำลังอ่าน”

“อ้อ ใช่ครับ”

“รังเกียจไหมถ้าจะสนทนาด้วยชั่วครู่” 

จะเป็นไรไป พูดคุยกับชายผู้สถิตในป่าช้าดูสักตั้ง – ผมคิด

“เชิญครับ”

เลื่อนเก้าอี้ตัวตรงข้าม ชายญี่ปุ่นทรุดตัวนั่ง ระยะประชิด เขาดูตัวเล็กกว่าในจิตนาการของผมเยอะ หลังเกือบงองุ้ม ผมขาวแทรกแซมเต็มศีรษะ ใบหน้าแต้มกระสีน้ำตาล ไม่อาจขรึมขลังเฉกเช่นระยะไกล

“อ่านมูราคามิ ขบเคี้ยวอาหารเดียวดาย ฝังตัวในความเงียบ ปัจเจกนิยมขนานแท้ ถูกไหมพ่อหนุ่ม”

ยกเบียร์ขึ้นจิบ พยายามรวบรวมคำตอบ ไร้ประโยชน์

“ถามอะไรอย่าง ผมมาที่นี่สองครั้ง ไม่เคยพานพบลูกค้าอื่นใด บอกตามตรง อาหารคุณรสชาติเป็นเลิศ ทำไมร้านถึงเงียบเหงา เรื่องนี้ทำให้คุณหวั่นใจบ้างไหม” ผมเบี่ยงประเด็น

ชายชราเอนหลังพิงพนัก พรูลมหายใจยาวเหยียด เขม้นมองผมเขม็ง

“ฉันเคยฝัน” แกทุบเน้นๆ  

“ฝันผมทวนคำ

“ใช่” ชายชาวญี่ปุ่นว่า สายตาเปลี่ยนเป็นจับจ้องเพดาน “ชัดเจนเหลือเกิน หลายคนพูดกันว่า คนเราฝันเป็นสีขาวดำ สำหรับฉันไม่สำคัญ มันแจ่มแจ้งเป็นที่สุด ทุกการเคลื่อนไหวตราตรึง มิอาจแกะแซะ แทบได้กลิ่นโชยเมื่อยามตื่น”

ผู้เฒ่าเคาะปลายนิ้วทั้งห้าลงกับโต๊ะ “ไม่มีอะไรซับซ้อน ลืมตาตื่น หยิบมีด เข้าครัว ลงมือปรุง อยากลิ้มรส ใยต้องรอให้ผู้อื่นเสกปั้น” 

                “ทำไมต้องเป็นประเทศไทย” ผมถาม จิบเบียร์อีกอึก

                “อาจคล้ายมูราคามิ อยู่บ้านเกิดเคลื่อนตัวไม่ค่อยสะดวก อย่างว่า สถาปนาตนเป็นพวกแหกคอก อิฐหินโหมกระหน่ำ ไม่อาจได้รับการยอมรับจากครอบครัว การงานไม่พึงประสงค์ วางไว้อย่าง ทะลึ่งทำอีกอย่าง ช่วยไม่ได้ เสียงด้านในมันดังเหลือเกิน”

                ยังคงเคาะปลายนิ้วลงกับโต๊ะ จังหวะสม่ำเสมอ ผู้เฒ่าเหมือนยังมีเรื่องติดค้าง ผมกระดกเบียร์ก้นขวดวาบหาย

                “สำคัญกว่าการเลือกเส้นทาง ตัดเรื่องการชิงชังจากแวดวงวรรณกรรมชั้นสูง มูราคามิทำเป็นมากกว่าการเขียน พ่อหนุ่มคงรู้ แผ่นดินไหวครั้งนั้นในโกเบ กระทั่งแก๊สพิษฆาตกรรมหมู่ เรื่องบังเกิด มูราคามิปรากฏตัวราวตัวละครในนิยายของตัวเอง ยื่นมือเยียวยา นั่นคือการตัดสินใจของปัจเจกใช่ไหม ปัจเจกใช่ไหมพ่อหนุ่ม พอตามทันไหม”

                ผมพยักหน้า อยากได้เบียร์อีกสักขวด

                “นั่นล่ะคือประเด็น” พ่อเฒ่าว่าต่อ “อย่างที่บอก ไม่มีอะไรซับซ้อน ฉันฝัน ตื่น ลงมือปรุง และทำอย่างสุดฝีมือ อย่างน้อย จานเปล่าตรงหน้าเธอคงพิสูจน์อะไรได้บ้าง ติดอย่างเดียว มูราคามิอาจคิดเหมือนฉัน ถ้าเป็นไปได้ ฉันคงไม่ละทิ้งบ้านเกิด แต่นั่นมันเรื่องเล็กน้อย เธอชอบอาหารฝีมือฉัน ก็เป็นปลื้มสุดบรรยาย”

                ความเงียบกัดกินช่องว่างระหว่างเราสองคน ชายชราชาวญี่ปุ่นลุกขึ้น ขอตัวกลับประจำที่

                แน่นอน ผมร้องสั่งเบียร์อีกขวด

*****

เสียงรัวแป้นพิมพ์ของหนุ่มหน้าหล่อละลายใบหน้าชราในถ้วยกาแฟจางหาย ผมยกกระดกรวดเดียว เก็บหนังสือลงกระเป๋า ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ผมนัดเพื่อนหนุ่มบางคนไว้

                ผลักเปิดประตูกระจกใส เดินฝ่าม่านฝน ขึ้นรถไฟฟ้าไปยังที่นัดหมาย

*****

                เย็นย่ำอันเหลืองซีด ร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัย ท้องฟ้าขมุกขมัว ฝนโปรยเม็ดไม่หยุดหย่อน

                สตรีนางหนึ่งจดจ้องภาพเคลื่อนไหวในจอโทรทัศน์ไม่วางตา สาวรุ่น นั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน โทรทัศน์แขวนอยู่ที่สูงกว่า หล่อนต้องแหงนคอมอง ในนั้นจะปรากฏภาพตำรวจกำลังเข่นฆ่าประชาชน จากระยะที่ผมนั่ง ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นยุคใด

                ภาพตัดเข้าโฆษณา สาวรุ่นลุกตรงไปที่บาร์ ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม พูดคุยกับชายหนุ่มตรงหน้า ในไม่ช้า ทุกอากัปกิริยากลับคืนสู่สามัญ เพลงวัยรุ่นยอดนิยมดังสับเปลี่ยน ไม่ดัง แต่ก็ไม่เบาขนาดต้องเงี่ยหูฟัง ทั้งร้านถูกห่อหุ้มด้วยความเย็นเยียบ แดดสุดท้ายสาดลำลงทาบทาพื้นกระเบื้องเป็นรูปทรงแปลกประหลาด

                ทั้งร้านมีแค่ผม ไอ้หนุ่มผมยาว สาวรุ่น และเจ้าของร้านหนวดครึ้มหลังบาร์

ผมและเพื่อนหนุ่มผมยาวนั่งจ้องแก้วเหล้าโดยไม่พูดไม่จากันมากว่า 2 ชั่วโมง วิสกี้ผสมโซดา จะเป็นแค่บางขณะที่เอื้อมมือหยิบมันฝรั่งทอดส่งเข้าปาก และลุกขึ้นกล่าวขอตัวไปปลดปล่อยน้ำออกจากร่างกาย  

“ข้าพเจ้าจะเลือกสวมใส่บทบาทที่ไม่อาจปรากฏได้ในชีวิตจริง” ไอ้หนุ่มผมยาวเอื้อนเอ่ย ให้ตายสิ จะพูดกันทั้งทีให้มันรู้เรื่องหน่อยได้ไหมพวก

                “คุณมึงหมายความว่าอะไร” ผมถาม ทำน้ำเสียงยียวน

                “ไอ้ห่า วัยอย่างพวกเรา เอ็งคิดว่าควรพูดเรื่องอะไรกันวะ” มันตอบ น้ำเสียงยียวนยิ่งกว่า

                “เอาเป็นว่า วลีของใครไม่ทราบ”

                “เดปป์...ไอ้หนุ่ม จอห์นนี่ เดปป์ อย่าบอกเชียวว่าไม่รู้จัก”

                “โปรดไขความหมายด้วย”

                “ชัดแจ้งอยู่แล้ว” หนุ่มผมยาวส่งชิ้นมันฝรั่งเข้าปาก เคี้ยวหยับๆ กลั้วคอด้วยเหล้าก้นแก้ว ผมกระดกดื่มตาม รวดเดียวหมด มันเริ่มแถลงต่อ

                “หนุ่มเดปป์มีปรารถนา ไฟสุมทรวงเผาไหม้ มิอาจปลดปล่อยในโลกจริง มุดตัววาดลวดลายในอีกโลก ศิลปะแห่งการแสดง ข้าว่าทุกคนเป็น เอ็งเป็น ข้าเป็น ปัญหาอยู่ที่ หน้าตาอย่างเราๆ ไม่อาจเทียบเคียงสักกระผีกจอห์นนี่ เดปป์ หมดสิทธิ์เดินตามตูด”

                ช่างเป็นปรัชญาหลังแก้วเหล้าที่ควรเคารพจริงๆ – ผมคิด

                ไอ้หนุ่มผมยาวคบหากับผมมาตั้งแต่เรียนมัธยม ทัศนคติหลายอย่างเพี้ยนได้ใจ เพื่อนทั้งฝูงเลี้ยวขวา มันสืบเท้าดุ่มเดินทางซ้ายหน้าตาเฉย ใครเดินหน้า มันจะถอยหลัง อีกประการ พ่อช่างเงียบขรึม ประหนึ่งกลัวดอกพิกุลหลุดร่วงจากปาก ไม่สนิทชิดใกล้ เปล่าประโยชน์จะเสวนาด้วย

                หลังจบมหาวิทยาลัย มันหายหน้าไปแปดปี แปดปีเต็มๆ หลังปรากฏกายให้ตบกระโหลกอีกครั้ง มันชี้แจงแถลงไข

                “ข้าอยากถ่ายรูป บินดิ่งไปอังกฤษ อย่าถามว่าไฉนจึงเลือกประเทศนี้ ไม่มีคำตอบ หมุนลูกโลก หลับตาชี้นิ้ว ไม่เห็นแปลก ที่ไหนๆ ก็ถ่ายรูปได้ หรือเอ็งจะเถียง” มันว่า

                เรื่องของคุณมึง - ผมคิดในใจ คอยตอบคำถามเพื่อนๆ เอาเองแล้วกัน ขณะที่คนอื่นๆ ขะมักเขม้นทำงานทำการ ขี่รถป้ายแดงมาฉลองงานเลี้ยงรุ่น เอ็งเจือกตระเวนถ่ายรูปอยู่อังกฤษ

                 “เหมือนที่เอ็งไปถ่ายรูปยังต่างแดน ว่างั้น” ผมพยายามเติมบทสนทนาให้ไหลลื่น

                “อย่าทำเป็นหน่อมแน้มเหมือนชาวบ้านชาวช่อง” มันพูด รินเหล้าลงแก้ว ตามด้วยโซดา พรายฟองไหลล้นลงบนโต๊ะ ยกจิบ    

                “ผลพวงแห่งการคบหายาวนาน เอ็งน่าจะรู้ว่าในใจข้ามีจุดหมายใด ไม่ใช่จู่ๆ จะบ้าดีเดือด ประเภทแดกเหล้าเมามาย ขี่รถร่อนถีบถังขยะชาวบ้าน หรือจูบคนแปลกหน้าไปทั่วงานปาร์ตี้ วันรุ่งขึ้น นอนก่ายหน้าผาก นี่กูทำอะไรลงไปบ้างวะเมื่อคืน นั่นไม่ใช่นิสัยข้า ถึงบ้า แต่ก็มีตรรกะค้ำชูจิตใจ”

                ตรรกะค้ำชูจิตใจ – บาดจริงๆ ไอ้เกลอ

                “เอ็งรู้จักมูราคามิไหมวะ” ผมถาม

                “ใครวะ”

                “นักเขียนญี่ปุ่น แหวกขนบ เอ็งน่าจะหลงรักได้ไม่ยาก”

“ไร้สาระ ยกขึ้นมาเป็นบทสนทนาทำแมวอะไร”

“อ้าว...ไอ้นี่”

เพื่อนหนุ่มผมยาวซดเหล้ารวดเดียวหมดแก้ว ร้องสั่งน้ำแข็งและโซดากับสาวรุ่น หยิบมันฝรั่งทอดขึ้นพินิจ วางกลับลงที่เดิม 

“ที่อังกฤษ ข้ารู้จักฝรั่งอยู่คน หมอนี่เพี้ยนจัด นั่งทำงานตามแบบแผน วันดีคืนดี หมอสะบัดก้นออกจากสำนักงานเอาดื้อๆ กระโจนขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ควบฝุ่นตลบ ตะเวนถ่ายรูปทะเลทรายไปทั่วโลก ทะเลทรายนะเอ็ง ร้อนตับแตก เผาก้นแทบละลาย บทจะหนาวก็เล่นเอาปากสั่น หมอคลุกฝุ่นอยู่เป็นปีๆ กดชัตเตอร์ไม่ยั้ง ทายสิอะไรตามมา หมอออกหนังสือรวมภาพถ่ายจากทะเลทราย มุมกล้องพิลึก กลัดแนบด้วยข้อเขียนสั้นๆ บอกเล่าถึงความทุกข์เข็ญของชนเผ่าพื้นเมือง

“เรื่องนี้สอนอะไร ไม่เลย แค่วีรกรรมเพี้ยนๆ ของไอ้ฝรั่งตัวหนึ่ง แต่อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้ข้าซาบซึ้งว่า คนเราก็มีความสุขในทะเลทรายได้เท่าเทียมกับนอนแช่น้ำที่เกาะบาหลี แต่ที่เด็ดสุด ข้าชอบตรงจังหวะที่มันกระโดดขึ้นขี่ค่อมมอเตอร์ไซค์ว่ะ สุดยอด ได้อารมณ์อย่างยิ่ง”        

“สุดแสนปัจเจก เป็นอย่างนี้ทั้งกระบิ มีหวังโลกพินาศ คงต้องย้ายไปอยู่ดาวอังคาร” ผมว่า

“อย่าต้องให้ด่าว่าหน่อมแน้มซ้ำเป็นหนที่สอง”

เราหัวเราะ ผมยกแก้ว มันยกแก้ว รวดเดียวหมด

*****

คืนอันซีดจาง รอบกายมืดสลัว บนถนนมุ่งหน้าสู่ชายทะเล ฝนบางๆ ทิ้งเม็ดไม่ขาดสาย

นาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีหนึ่งสามสิบห้านาที มินิ ออสติน สีแดงพุ่งทะยานไปบนถนนเปียกชื้นด้วยอัตราเร็วคงที่ ในห้องโดยสาร เพื่อนหนุ่มผมยาวเกาะกุมพวงมาลัยมั่นคง สายตาจับจ้องไปยังเวิ้งอากาศเบื้องหน้า ไม่ไหวติง บางจังหวะ หักเอนพวงมาลัยเบี่ยงแซงรถบรรทุก ทุกอากัปเรียบลื่นราวผู้ชำนาญโลกยานยนต์

ที่เบาะหลัง ไฮเนเก้นขวดเล็กสองโหลแช่อยู่ในกล่องโฟมบรรจุน้ำแข็ง อิงเเอบด้วยกีตาร์หลังเต่าโอเวชั่น

โบลว์อิ้ง อิน เดอะ  วินด์ ของ บ็อบ ดีแลน ลอยเอื่อย เพลงเดียวซ้ำซาก วนไปวนมา ใครหนอจะบรรจุเพลงๆ เดียวลงแผ่นซีดี เปิดซ้ำวนเวียน

ไอ้หนุ่มผมยาวทำ                      

ไร้บทสนทนา ผมจุดบุหรี่สูบ อัดควันแดงวาบ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ หิวกลิ่นเค็มน้ำทะเล โดดขึ้นรถ สลัดทิ้งทุกตรรกะ

ให้ย้อนนึก ครั้งสุดท้ายคงเกิดขึ้นช่วงขวบปีในมหาวิทยาลัย ต่างกันตรงที่ห้วงนั้นมีเพื่อนฝูงร่วมขบวนมากมาย   

เออสิน่า เรื่องไม่พึงเลียนแบบ ใครจะปรารถนาให้ผู้อื่นเดินตาม  

ตีสามสิบนาที ผมและเพื่อนหนุ่มทอดกายนอนบนชายหาด รอบด้านมืดมิด ยินเพียงเสียงคลื่นซัดสาด   

มือซ้ายจับคอร์ด ไอ้หนุ่มผมยาวกรีดพรมนิ้วทั้งห้าของมือขวาลงบนเส้นสาย ส่งตัวโน๊ตสอดประสานเป็นบทเพลงหม่นเหงา ผมยกเบียร์ขึ้นจิบเป็นระยะ สูดลมหายใจเนิ่นนาน สดับดนตรีเคล้าเสียงเกลียวคลื่น    

พริ้มตาหลับ ปลดปล่อยทุกอณูของร่างกายให้ล่องลอย ไร้พันธะ ราวหวนคืนสู่ครรภ์มารดา

เงียบ...สงบ

บางวูบ หลังม่านตา ผมคล้ายสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากอ้อมแขน เด็กชายตัวน้อยนอนหลับตาอยู่ในอกอุ่นของคนเป็นแม่ เสียงเห่กล่อมดังแว่ว เนิบช้า ผ่อนคลาย     

 

หลับเสียเถิดคนดี...แม่คนนี้อยากให้เจ้าสุขเสรีในโลกฝัน

พักผ่อนก่อนเถิดเจ้าดวงจันทร์...เจ้าจอมขวัญของแม่เอย

               

                เจ้าตัวน้อยฝันบ้างไหม เมื่อเติบใหญ่ เจ้าจะเป็นคนกล้าหาญหรืออ่อนแอ เมื่อถูกรังแก เจ้าจะลุกขึ้นสู้หรือเปล่า  

ผมตอบไม่ได้จริงๆ    

                แล้วผมล่ะ ผมตอบไม่ได้จริงๆ

เป็นผม ผมจะกล้าหลีกลี้ครอบครัวมาสร้างป่าช้าร้านอาหารในเมืองไทยอย่างตาเฒ่าญี่ปุ่นคนนั้นไหม แน่นอน ผมชอบรสชาติอาหารแก แล้วคนอื่นล่ะ จะชอบเหมือนผมหรือเปล่า

                เป็นผม ผมจะกล้าละทิ้งการงานไว้เบื้องหลัง กระโดดขึ้นใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์ กดเก็บความทรงจำเป็นภาพถ่าย เหมือนฝรั่งสุดเพี้ยนคนนั้นไหม แน่นอน ไอ้เพื่อนผมยาวของผมประทับจิตสุดซึ้ง อย่างที่มันว่า คนเราก็มีความสุขในทะเลทรายได้เท่าเทียมกับนอนแช่น้ำที่เกาะบาหลี แล้วคนอื่นล่ะ จะเห็นด้วยหรือเปล่า

                ไม่ใช่หรอก ผมไม่ใช่ตัวละครของ ฮารูกิ มูราคามิ ไม่มีวันใช่ นั่นเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน

.               ในโลกจริง ผมทำอะไรได้บ้าง

                ฝนหยุดตกแล้ว ผมลืมตา เหม่อมองไปยังท้องทะเลอันมืดมิด สายลมผิวแผ่วรวยริน ผมค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อ ถอดวางไว้ข้างกาย ถอดถุงเท้า รองเท้า ชันกายลุกขึ้น ก้าวย่ำไปบนผืนทราย พลางคิดในใจว่า...

                น้ำทะเลตอนนี้คงหนาวน่าดู

                แต่ผมรู้ดีว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแต้มขอบฟ้า ความอบอุ่นจะกลับมาเยือนจิตใจอีกครั้ง

**********




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรมัตถ์ วันที่ : 03/08/2009 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolphan
ปรมัตถ์ ครับ

แวะมาเยี่ยมแล้วนะ

http://www.oknation.net/blog/brikansch
http://www.oknation.net/blog/brikansch
http://www.oknation.net/blog/brikansch
http://www.oknation.net/blog/brikansch

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สายลมอิสระ วันที่ : 28/01/2009 เวลา : 18.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saylom
ความเจ็บปวดทำให้เราเติบโต

ไม่ใช่แฟน(หนัวสือ)มุราคามิ
แต่อ่านงานเขียนของคุณก็รู้สึกถึงรอยเหงาที่เศร้าไหวในตัวอักษร

ขอบคุณเรื่องสั้นดีๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 27/01/2009 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

หวัดดีครับ
มาเยี่ยมมาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 26/01/2009 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

น้ำทะเลยามเช้า ในวันที่ฝนตก เหมือนหนาว แต่อุ่นอย่างเหลือเชื่อ ลองดูนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน