หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ
ทรรศนะต่อโลก ต่อสังคม เเละต่อความหมายของชีวิต ผ่านเรื่องราวมากมาย เราอาจทะเลาะกันน้อยลง 'หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ'
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mindmag
วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2552
Posted by สันติสุข/กาญจนประกร , ผู้อ่าน : 2518 , 16:04:36 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สัตย์ประหลาด

1.

            จะให้พูดอย่างไรดีล่ะ คุณก็รู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ โลกเรามีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เรื่องราวของผมเข้าข่ายนั้นไหม

ไม่รู้สิ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันในแง่มุมไหน  

                เอาล่ะ ผมควรจะเริ่มเรื่องของตัวเองเสียที ว่าแต่อย่างไรดีล่ะ เอาตรง มิสเตอร์เอ ดีกว่า ทำไมผมถึงเรียกเขาว่าอย่างนั้นหรือ คุณก็รู้ดี โลกเรามีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมายพอแล้ว ดังนั้น เราไม่ควรจะตั้งชื่อใครให้ฟังยุ่งยากจนเกินไป

                มิสเตอร์เอ ใช่ มิสเตอร์เอ

อา...ใช่แล้ว เริ่มตรงเขานี่แหละ เหมาะที่สุด                                              

.....

“ตกลงจะรับไหม โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”

มิสเตอร์เอ ถามผมด้วยน้ำเสียงนิ่มเนิบ ฟังคล้ายหมูครางครืดๆ มากกว่าเสียงมนุษย์ แต่ทรงพลังเป็นบ้า กระแสเสียงเย็นเยียบ ไม่ต้องสงสัย คนขวัญอ่อนสติคงกระเจิดกระเจิงจนเยี่ยวราดน่อง

ดวงตาสองข้างที่แปะอยู่บนร่างขนาดมหึมาเขม้นจ้องผมเขม็ง เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยจากไรผมลงสู่เหนียงคอ ก่อนหยดแหมะลงบนพุงกะทิขาวโพลนที่แพลมออกมานอกเสื้อซาฟารีที่กลัดกระดุมไม่มิด  

ให้ตายเถอะ! มื้อกลางวัน มิสเตอร์เอ ยัดทะนานอะไรเข้าไปกันนะ – ผมคิด ขณะเสมองไป

ที่บุหรี่ในซอกนิ้ว ควันสีเทาบิดเกลียวขึ้นสู่เพดานห้อง

                “รับอะไรมิทราบ” ผมตอบ น้ำลายพุ่งทะลักเต็มกระพุ้งแก้ม ผมหิวบุหรี่เป็นบ้า

                เคาะปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางลงกับโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวมือกลองเคาะไม้ให้สัญญาณ มิสเตอร์เออัดควันเต็มปอด

                “อย่ามาเล่นลิ้น ไอ้กระจอก คิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือไง”

                “มิได้” ผมปฏิเสธ พยายามทำน้ำเสียงให้ฟังอ่อนน้อมที่สุด ขณะเหลือบสายตาไปยังเจ้าหน้าที่ที่สิงสถิตอยู่ข้างประตูห้อง (ถ้าจำไม่ผิด หลังประตูบานนี้ติดป้ายไว้ว่า ห้องไต่สวนลับมาก) เขายืนนิ่งในความสลัวรางอย่างนี้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่ไหวติง ไม่ขยับเขยื้อน แข็งทื่อเป็นรูปปั้น ให้เคาะกะโหลกก็คงดังโป๊กๆ มีเพียงเปลือกตาที่กระพริบเป็นครั้งคราว ส่อเค้าว่าลมหายใจยังหมุนเวียนเข้าออก

                โคมไฟเก่าคร่ำเหนือหัวไกวแกว่งเล็กน้อย แสงจ้าเป็นลำแบบในภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนฉายปักลงสู่ใจกลางโต๊ะที่ผมและมิสเตอร์เอนั่งประจันหน้าคนละขอบโต๊ะ ประหนึ่งเขื่อนกางกั้นมิให้ความมืดที่อยู่รายรอบไหลทะลักเข้ามารบกวนบทสนทนา บรรยากาศขรึมขลังฉิบ

                “ขอบุหรี่สักมวนเป็นไร” ผมปล่อยถ้อยทุบทำลายความเงียบงัน

                สิ้นประโยค มาร์ลโบโร่แดงใหม่เอี่ยมโยนแปะลงบนโต๊ะ ผมฉีกซอง ตอกบุหรี่เข้าปาก มิสเตอร์เอยื่นไฟแช็คจุดจ่อ ผมสูดควัน เอนหลัง

                “ว่ายังไง พวกๆ กันทั้งนั้น จะรับหรือไม่รับ นี่ถือว่าชั้นปราณีมากแล้วนะ” น้ำเสียงมิสเตอร์เออ่อนลง

                “ท่านจะให้ผมรับอะไร คนอย่างผมมีสิทธิมีเสียงอันใด” ผมกล่าว อัดควันแก้มตอบ

                “ก็รับมาว่าแกเป็นไอ้โฉด ไอ้ชั่ว...” มิสเตอร์เอเว้นวรรค “...ไอ้โหด ไอ้คนโรคจิต ไอ้ใจไม้ไส้ระกำ อย่างที่คนเขาว่ากันยังไงล่ะ”  

                จบถ้อยกระบวนความ (ความจริงผมน่าจะใช้คำว่าสำรอกเสร็จ) มิสเตอร์เอหอบตัวโยนเป็นหมาหอบแดด ผมแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ไม่ได้ขำเค้าหน้าที่ดูละม้ายนักแสดงตลกในสภาโจ๊ก แต่ประโยคที่แกพ่นใส่ผมนั่นต่างหาก ทำให้ผมแทบสำลักมาร์ลโบโร่           

                พูด ‘เหมือน’ กันหมดจริงๆ – รับมาเถอะน่า...ยอมรับเสีย

                คนในบ้านเมืองนี้สมองเป็นอะไรกันหมด เหมือนเลื่อนไหลออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร เหมือนนักข่าวนั่งลอกข่าวจากอินเทอร์เน็ต เหมือนนายกรัฐมนตรีพูดเวลาจนแต้ม เอ่อ...เหมือนศิลปินอินดี้จำเปลือกฝรั่งมาอวด

                ถ้อยคำของมิสเตอร์เอทำให้ผมไพล่คิดไปถึงบทสนทนาในวันนั้น

                ในห้องส่งสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง

 

2.

                “หรี่ไฟหน่อยได้ไหมพวก” ผมบอก พร้อมยกมือขึ้นป้องใบหน้า แสงไฟจัดจ้าฉายสาด แผดเผากระหม่อมราวดวงอาทิตย์ในภาวะโลกร้อน

                “คุณเป็นแขกรับเชิญ” มิสเตอร์ซี-พิธีกรร่างเล็ก กล่าว “ผมเป็นเจ้าของรายการ กรุณาอย่าเรื่องมาก”

                ดุจริงแหะ – ผมคิด

                ชั่วครู่ มิสเตอร์บี-พิธีกรร่างใหญ่ สวมแว่น ก้าวขึ้นมาสมทบบนเวทียกพื้นเตี้ยๆ ผมหยีตามองไปที่เขา เพิ่งเห็นหน้าชัดๆ จากที่ได้ยินแต่เสียงโหวกเหวกอยู่ในจอโทรทัศน์

                พิธีกรทั้งคู่สาละวนกับการเตรียมข้อมูลปึกใหญ่ คนร่างเล็กบ่นพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ คนร่างใหญ่ติดไมโครโฟนตัวจิ๋วกับสาบเสื้อ ทั้งคู่สบตากัน ใครบางคนตะโกนแหวกความมืดเบื้องหน้า

                5...4...3...2...

                พลันเสียงเพลงเร้าระทึกสุดลิ่มทิ่มประตูก็แผดลั่น เสียงผู้ชายเข้มๆ คุ้นหู ลอยล่อง

“ตะกุยเรื่องราวให้เรี่ยม ขุดคุ้ยชื่อจริงนามสกุลจริงให้แจ้ง เคี่ยวข่าวมานำเสนอกันให้คลั่ก

กับคนข่าวตัวจริง...”

ประโยคหลังๆ ผมฟังไม่ค่อยถนัด เสียงดนตรีอื้ออึงเสียดแทงรูหู รู้แต่ว่าเป็นการประกาศชื่อเสียงเรียงนามของพิธีกรข่าวยอดฮิตติดลมบนคู่นี้

โน้ตตัวสุดท้ายของเสียงดนตรีสะบั้นลง พิธีกรคู่ขวัญยกมือไหว้กล่าวสวัสดีกับกล้อง ผมละล้าละลัง สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเจี๋ยมเจี้ยม

คนร่างใหญ่พูดเกริ่นเรื่องราวของผมยืดยาว เหมือนเทปคาสเซตต์เก่าๆ ยืด...ยาน...น่าเบื่อ ผมก้มลงมองเล็บมือตัวเอง ลืมตัดก่อนออกจากบ้านจนได้

“สวัสดีครับ...สวัสดีครับ เฮ้! สวัสดีครับ”

 ผมสะดุ้ง หลุดกระเด็นออกจากภวังค์

“คะ...คับ สวัสดีครับ” ผมตอบรับตะกุกตะกัก

“จะให้เรียกว่าอะไรดีครับ คุณ...” คนร่างใหญ่เว้นจังหวะอย่างมีเชิง ครางอือๆ อาๆ ในลำคอ

“ไอ้โหด หรือไอ้โฉดดี” 

พูดจบ เขาชะโงกหน้าไปหัวเราะกับพิธีกรร่างเล็ก คนร่างเล็กยิ้มกว้าง เหงือกแทบจะหลุดทิ่มออกมานอกปาก หัวเราะร่า แล้วเสียงหัวเราะก็ดังครืนจากทั้งห้องส่ง ตากล้องฮาลั่น ผู้ช่วยตากล้องขำกลิ้ง คนคุมไฟหัวร่องอหาย กระทั่งนักศึกษาฝึกงานก็น้ำหูน้ำตาเล็ด ให้ตายสิ ผมเองยังเกือบระเบิดเสียงฮาไปด้วย      

                “นับจากนี้ไป คือบทสัมภาษณ์อันเข้มข้น ทะลวงลึก เจาะถึงกึ๋น ล้วงตับไตไส้พุงออกมากองกันให้ดูสดๆ ...ถ้าเป็นไปได้นะครับ หวังว่าคงไม่โดนเซ็นเซอร์เสียก่อน” พิธีกรร่างใหญ่กล่าว ประโยคหลังไม่วายหยอดมุก เสียงหัวเราะดังกะปริดกะปรอย

                “ใช่ครับ ท่านผู้ชม” คนร่างเล็กกล่าวบ้าง “หนึ่งชั่วโมงครึ่งเต็มๆ กับการขุดคุ้ยประเด็นที่คุณอยากรู้ อย่าช้าดีกว่า เรามาเริ่มกันเลย”

                เหอะ, หนึ่งชั่วโมงครึ่งมันจะเต็มได้ไงวะ ขาดไปอีกตั้งครึ่ง แล้วมันรู้ได้ไงวะว่าใครอยากรู้อะไร - ผมคิดอยู่คนเดียว

                “คุณ... ผมขอเรียกชื่อจริงคุณแล้วกัน ยังไม่อยากเรียกคุณว่าไอ้โฉดหรือไอ้โหด แม้ว่าผมจะตัดสินคุณไปแล้ว เพราะไอ้โฉดหรือไอ้โหดมันดูแรงไป เรียกชื่อจริงของคุณดีกว่า เรียกคุณว่าไอ้โฉดหรือไอ้โหดมันจะฟังไม่ลื่นหู ให้คนดูเอสเอ็มเอสเข้ามาเรียกคุณว่าไอ้โฉดหรือไอ้โหดเองจะดีกว่า เห็นด้วยไหมครับคุณ...” ชายร่างเล็กหันไปถามชายร่างใหญ่

                “ดีครับ เรียกชื่อจริงดีแล้ว ดีกว่าไอ้โฉดหรือไอ้โหด” พิธีกรตัวใหญ่กล่าว ก่อนทำเสียงหนักๆ เน้นๆ “ไอ้โฉด...ไอ้โหด” เขาเว้นวรรค “ฮ่าๆ ไม่น่าฟังครับ เอาเถอะๆ ชักไปกันใหญ่ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนจอ เดี๋ยวคนดูจะเบื่อเอา นี่คือคำถามแรก คำถามมูลค่า หนึ่งหมื่นห้าพันบาท ล้อเล่นครับ เริ่มคำถามแรกเลยดีกว่า”           

               

พิธีกรร่างใหญ่ : คุณคิดอย่างไรถึงไปทำแบบนั้น

ผม : ทำอะไร

พิธีกรร่างเล็ก : อย่าให้พูดเลยครับ มันกระดากปาก

พิธีกรร่างใหญ่ : ใช่ๆ เอาล่ะ ถ้ายังไม่อยากตอบ ถามเรื่องอื่นก่อน คุณโตมาในครอบครัวแบบไหน ยากจนข้นแค้นเต็มทน ไม่มีจะกิน ปากกัดตีนถีบ ต้องหาเงินเลี้ยงพ่อแม่ น้องชายน้องสาว ยอมอุทิศทุกอย่างได้เพื่อเงิน 

ผม : คนชั้นกลางเต็มขั้น ลูกคนเดียว

พิธีกรร่างเล็ก : คนชั้นกลาง จริงดิ ไม่เอาน่า

ผม : คนชั้นกลางเต็มขั้น พอมีพอกิน ลืมได้เลยเรื่องอดมื้อกินมื้อ ปลายเดือนเที่ยวทะเล หม่ำซีฟู้ดส์ พ่อแม่เลี้ยงเหมือนไม่เลี้ยง ประมาณว่าให้ดูแลตัวเอง เรียนที่เดียว รวดเดียวจบมัธยมปลาย เรื่องสอบเอนท์ลืมไปได้ ปิ๋วสนิท แกร่วสี่ปีใน มหา’ลัย เอกชน จบมาหางานทำ ราบรื่นดี จนมาเจอพวกคุณสองคนนี่แหละ

พิธีกรร่างใหญ่ : ฟู้ (เป่าปาก) ไม่น่าเชื่อ ชีวิตสูตรสำเร็จ เหมือนโรยด้วยกลีบดอกชงโค

พิธีกรร่างเล็ก : ทำไมต้องชงโค

พิธีกรร่างใหญ่ : ไม่มีเหตุผล พูดให้ดูคมคายไปอย่างนั้น

 

‘ชีวิตสูตรสำเร็จ’ อย่างนั้นหรือ อืม...มิเคยไตร่ตรอง – ผมคิด

รูปประโยคของพิธีกรร่างใหญ่ฉุดลากฉากชีวิตบางตอนของผมให้ผุดวาบ...

 

3.

                อย่างที่บอก ลูกชายคนชั้นกลางเต็มสูบ ดกดื่น ‘สามัญ’ เฉกเช่นพวงองุ่นบนโต๊ะอาหารของครอบครัวคนชั้นกลางอีกเป็นร้อยเป็นล้านทั่วโลก ไม่มีอะไรน่าจดจำ เปล่าไร้ปรากฏการณ์ติดตราตรึงใจ ฟิ้ว...เหมือนสายลมพัดผ่าน ไม่ร้อน ไม่หนาว

หากให้รื้อฟื้นความหลัง ดึงเปิดลิ้นชัก คุ้ยเขี่ยกล่องความทรงจำ คัดแยก ไม่มี ไม่มีเอาเสียเลย ปรากฏแต่ร่องรอยฝุ่นผง บอกแล้ว วัยเด็กอันสุดแสนน่าเบื่อ ไม่ใช่หนูน้อยไอน์สไตน์ ไม่ใสพอจะลากสังขารเดินแฟชั่นคู่กับมารดาแสนสวย หัดกีตาร์ครึ่งๆ กลางๆ จับพู่กันบีบสีจากหลอดลงจานได้ครั้งสองครั้งก็ยุติ ขาดไร้สมาธิ วัยเด็กอันไร้สาระ          

นั่นแหละผม

เมื่อเติบใหญ่ ผมเคยพลิกเปิดดูตามหน้านิตยสารคุณแม่มือใหม่ ภาพหนุ่มน้อยหวีผลเรียบนั่งตักคุณแม่ยังสาว ภาพถ่ายน่ารักสดใส ใครเห็นก็ต้องอมยิ้ม (อาจเป็นด้วยฝีมือตกแต่งของช่างศิลป์ในจอคอมพิวเตอร์) หน้าถัดมาโรยบทบรรยายสรรพคุณสองแม่ลูกไว้เต็มเหยียด คุณแม่ไฮโซผู้เฉลียวฉลาด หญิงยุคใหม่ ดุ่มเดินบนเส้นทางการงานแข็งแกร่งดุจชายชาตรี แถมยังแบ่งปันเวลาดูแลลูกน้อยมิขาดตกบกพร่อง

ลูกชายวัยไม่เต็มสิบขวบ เฉลียวฉลาดทัดเทียมผู้เป็นแม่ เล่นเปียโนเก่งเป็นบ้าเป็นหลัง พูดภาษาต่างประเทศคล่องปรื๋อ เด็กดี ไม่มีคำว่าดื้อบรรจุอยู่ในพจนานุกรมชีวิต

ไอ้หนูคนนี้น่าจะเป็นลูกชายมนุษย์ต่างดาว – ผมคิด

ครอบครัวตัวเขียว หัวปูดโปน มือเรียวยาวห้อยย้อย ท่องเที่ยวสำรวจเอกภพ ติดใจดาวเคราะห์สีฟ้า ไข่ทิ้งไว้ในครรภ์มนุษย์เพศหญิง บินหายลาลับ รอวันหวนคืน ทวงลูกสุดที่รัก

ใช่, ผมอาจอิจฉารูปรอยชีวิตแบบนั้น – ชีวิตสมบูรณ์แบบ คนชั้นกลางหัวแถว / คนชั้นบนท่ามกลางแสงแฟลช

ช่างมันเถอะ คุณูปการอย่างเดียวที่ติดสอยหอยตามผมมาจากวัยเด็ก น่าจะเป็นความเงียบ ความเงียบที่แฝงกายเงียบเชียบ ครั้นเจ้าของบ้านเยี่ยมหน้าออกมามอง มันจะหลบหลีกตามเสาแห่งกาลเวลา รวดเร็ว และเงียบงัน

พิลึกสิ้นดี ความเงียบแฝงกายอยู่ในความเงียบ ตลกเป็นบ้า มันห่อคลุมเรือนร่างของผมจนเข้ารั้วมหาวิทยาลัย ไม่รู้นักศึกษาคนอื่นๆ หรือครูบาอาจารย์เคยเพ่งพินิจมันหรือไม่ เเต่ผมรู้สึก ก้อนความเงียบเคลือบหุ้มอยู่รอบกาย

สามปีบนชั้นเรียนนิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ ผมโดดเดี่ยว แปลกแยก อาจถึงขั้นเหงาหงอย เรียกได้ว่าถ้ามองจากภายนอก ผมคงถูกหยิบคัดไปอยู่ในหมู่บ้านพลเมืองแห่งความเศร้า หนุ่มสาวรอบกายแยกย้ายทำกิจกรรม เริงร่าสมวัย แต่นั่นไม่มีแรงอะไรดึงดูดผมให้ไปร่วมวงโคจร

ผมเคยเดินผ่านโปสเตอร์ชวนเชิญไปออกค่ายอาสาพัฒนา อ่านรายละเอียดต่างๆ ในนั้น ครั้นเขม้นจ้องตัวหนังสือที่แปะป้ายอยู่ระหว่างรูปภาพสีสวย หูเหมือนสดับเสียงด่าทอ

ไอ้คนไม่มีน้ำใจ ไม่ห่วงใยสังคม ขาดไร้จิตวิญญาณมวลชน

นั่นยิ่งถีบให้ผมถอยห่างออกจากโลกของพวกเขา

โลกแห่งมวลชน

 ผมจมตัวเองอยู่กับเสียงเพลง หูฟังเอ็มพี 3 แทบจะปักเสียบคาในรูหู แอนโทนี่ คีดิส แห่ง เรด ฮอต ชิลลี่ เปเปอร์ส แหกปากร้องวนเวียนมิรู้เหน็ดเหนื่อย กังวานก้องไม่เคยขาด จากเพลงแรก สู่เพลงสุดท้าย กลับคืนเพลงแรก เคลื่อนย้ายสู่เพลงสุดท้าย ไหลลื่น หมุนวนเป็นวัฏจักร

เสียงกีตาร์เหงาเศร้าใน ‘อันเดอร์ เดอะ บริดจ์’ มีเสน่ห์ลึกลับ ทุกรอบของการสดับฟัง ผมต้องกดปุ่มลูกศรชี้กลับบนเครื่องเล่น ย้อนวนไปฟังเพลงนี้ซ้ำใหม่อีกครั้งเสมอ

 

Sometimes I feel

Like I don't have a partner

Sometimes I feel

Like my only friend

Is the city I live in

The city of angels

Lonely as I am

Together we cry…

 

…Under the bridge downtown

I gave my life away…

 

ผมเป็นขาประจำห้องสมุดมหาวิทยาลัย บรรณารักษ์มาดขรึมแทบจะออกบัตรสมาชิกถาวรตลอดชีพนิรันดรให้ ไม่ได้เข้าไปเสพอรรถรสจากหนังสือเล่มใด กระไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศและความเงียบที่โรยตัวห่มคลุม เป็นส่วนผสมชั้นเยี่ยมสำหรับคนที่มีเนื้อหาชีวิตสุดแสนสามัญเช่นผม

ซุกตัวอยู่ในซอกหลืบ อาจเป็นที่นั่งแถวๆ ชั้นหนังสือปรัชญาที่รกร้างผู้คน หรือไม่ก็บนเก้าอี้ตรงทางเปลี่ยวบริเวณชั้นวรรณกรรมแปลต่างประเทศเล่มเท่าช้างเท่าม้า      

ขดตัวรอเวลาเรียน ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในความสลัว ยกมือดูนาฬิกาแทบทุกนาที รอเวลาให้สุกงอม บ่อยครั้ง ก้มหัวทาบทับท่อนแขน งีบหลับ

ห้องสมุด - ห้องเรียน / ห้องเรียน - ห้องสมุด...ซ้ำซาก จำเจ เดินฝ่าฝูงชนจำนวนมากในแต่ละวัน ใบหน้านักศึกษาชายหญิงคลับคล้ายคลับคลากันไปหมด ราวตาฝาด บางครั้งผมเห็นพวกเขาไม่มีใบหน้า ขาวโพลน ใจอยากกู่ตะโกน

เฮ้! พวกคุณมีตัวตนบ้างไหม แล้วผมล่ะ มีตัวตนไหม  

เงียบ...ผมก้มหน้าก้มตาเดินฝ่าเปลวแดดโดยลำพัง

 

4.

ขึ้นปีสุดท้าย เหตุการณ์สองสิ่งก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างที่เรียกได้ว่าน่าจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง (แค่อยู่บ้าง เพราะพ่อไม่ได้ออกรถสปอร์ตสีแดงเพลิงให้ผม นั่นถึงจะเรียกว่าแปลกประหลาดสุดขอบโลก) ผมพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง สูงชะลูด ผมยาว ผิวขาวซีด หากไม่แต่งหน้า ใบหน้าจะละม้ายคล้ายซากศพ เธอสวยแบบแปลกๆ ตรงตามรสนิยมแปลกๆ ของผม ส่วนกระบวนการคบหาดูใจ ผมขอผ่าน-เรื่องส่วนตัว

เมื่อความรักสุกงอม – หากโลกแห่งสงครามยังอนุญาตให้ใช้คำนี้ได้ เรามีเซ็กส์กันสัปดาห์ละสองครั้ง ที่ห้องของเธอ แม้เป็นช่วงวัยหนุ่มสาว เซ็กส์ของเราก็สุดแสนสามัญ ธรรมดาสุดขอบ มิอาจเปรียบได้กับฉากร่วมเพศในวีซีดีเอ็กซ์แผ่นไหน เรียบลื่น จบลงอย่างเงียบเชียบ

สาวเจ้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หล่อนจะคีบบุหรี่ไว้ในมือตลอดเวลาจนแทบกลายเป็นนิ้วที่สิบเอ็ด ยกเว้นก็แต่ตอนร่วมรัก นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมหลงรักเธอ พฤติกรรมผิดแผกสตรีเพศ และมันทำให้ผมติดบุหรี่หนักยิ่งขึ้น

อีกเหตุการณ์ที่น่าจะสลักสำคัญกว่าบันทึกชีวิตรักดาษดื่นของผม ในชั้นเรียนวิชาบังคับของภาควารสารศาสตร์ ผมพบชายคนหนึ่ง เขาเป็นอาจารย์ประจำวิชาดังกล่าว ชายวัยกลางคน ร่างเล็กเตี้ยผิดส่วน ผมหยิกสั้น เคร่งขรึมเป็นนิจ

เราอาจมีบางอย่างคล้ายกัน – ผมคิด ความเงียบนั่นปะไร

ครั้นแกเอ่ยเอื้อนวาจา ความน่าสนใจลาลับวับหาย เหมือนฝุ่นผงถูกดูดกลืนเข้าไปในเครื่องดูดฝุ่น ไม่ต่างอะไรกับการพบปะคนรู้จักบนท้องถนนโดยบังเอิญ พอทักทาย พลันโบกมืออำลา ยังมิได้สนทนาเป็นเรื่องเป็นราว  

อาจารย์ร่างเตี้ยพูดพร่ำวิชาการเจื้อยแจ้ว หลักการเขียนข่าว พีรามิดหัวตั้ง พีรามิดหัวกลับ กระแสเสียงราบเรียบ คล้ายผิวน้ำในบึงป่าดงดิบ จากที่นั่งหลังห้อง ผมเพ่งพิศปากอวบหนาเพยิบขึ้นลง หูดับ มิอาจสดับสำเนียงใด

เหมือนวิชาอื่น, ก้อนความง่วงงุนแล่นเข้าประชิดตัว สยายคลุม โลกรอบข้างกำลังจะดับวูบ

                ตุ๊บ!

เสียงอะไรสักอย่างพุ่งกระแทกลงบนโต๊ะหน้าห้อง ดังแน่น ได้จังหวะจะโคน ดึงแขนฉุดกระชากผมออกจากโลกฝัน

                “พวกเราคือสื่อสารมวลชน เราคือ ‘หมาหมาเฝ้าบ้าน เห่ากรรโชก กัดติด จมเขี้ยว มิปล่อยให้หลุดร่วงจากปาก”   

                กระแสเสียงแข็งกร้าวลอยทิ่มมาจากด้านหน้าห้อง พุ่งออกจากร่างเล็กแกร็นสู่หลังห้อง ตรงรี่เข้าสอดใส่เต็มสองรูหู มิอาจเคลื่อนย้ายร่างกายหลบได้ทัน ทิ่มแทง ทะลุทะลวง ชอนไชเข้าไปในเรือนร่าง ประหนึ่งมีดปอกผลไม้คมกริบคว้านควักตับไตไส้พุงออกมากองแผ่ อัดน้ำฉีดผนังช่องท้อง สะอาดเอี่ยม หมดจด เย็บปิด

                สาบานได้ วินาทีนั้นผมไม่ได้คิดถึงหมา หมาเฝ้าบ้านอะไรนั่น ผมคิดถึงสิงโต

                สิงโตใน Battle at Kruger คลิปวิดีโอยาวเหยียด 8 นาที บน Youtube

                นักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันนาม Dave Budzinski ถ่ายทำนาฏกรรมชีวิตสัตว์ป่าสุดพิลึกได้โดยบังเอิญ

                สิงโตนักล่าแห่งแอฟริกาหมอบซุ่มรอเหยื่ออย่างเงียบเชียบ ลูกวัวน้อยดวงตกเดินตามแม่ต้อยๆ เทพเจ้าประจำห่วงโซ่อาหารออกคำสั่งบัญชา ฉับพลัน เจ้าลูกวัวก็หัวห้อยตกอยู่ในปากชุ่มน้ำลายของผู้ล่า

ณ ริมแม่น้ำ ผู้ล่ากระหยิ่มกับมื้ออาหารอันโอชะ หารู้ไม่ว่าจระเข้ตัวเขื่องซุ่มเงียบรอจังหวะจู่โจมฉกฉวย

ไม่นาน สัตว์สองประเภทโรมรันพันตู อีกครั้ง สิงโตแห่งทุ่งหญ้าแอฟริกากำชัย มันหมอบราบพร้อมลิ้มรสหวานจากเนื้อวัวน้อย ใครจะคาดคิด เมื่อฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วเวิ้งป่า ผู้ล่าในนามสิงโตผงกหัวขึ้นเมียงมอง แม่วัวผู้เจ็บแค้นพร้อมพวกพ้องควบตะบึงหมายชำระสะสางหนี้สิน

ผมเขม้นจ้องคลิปวิดีโอตัวนี้ด้วยหัวใจระทึก ลงท้าย พลังสามัคคีของฝูงวัวฉุดร่างน้อยๆ ของวัวอ่อนโลกให้พ้นเงื้อมมือมัจจุราช

ไม่เกี่ยวกับหมา ทำไมจู่ๆ ผมคิดถึงคลิปวิดีโอชิ้นนี้ ขณะที่อาจารย์ร่างเตี้ยยังคงบรรยายต่อไม่สนใจฟ้าดิน

                หลังก้าวเดินพ้นประตูห้องเรียนในวันนั้น ผมพบว่าโลกรอบตัวเปลี่ยนไป ไม่ได้รู้สึกดื่มด่ำกำซาบ ลอยล่องปลิดปลิวเหมือนปุยนุ่น ผมรู้สึกเหมือนมีลมหายใจที่สิงสถิตอยู่ในรูปทรงประหลาดกำลังติดตาม จ้องมอง ไม่เห็น แต่รู้สึกได้ อย่างที่คนโบราณว่า เมื่อใดที่ขนกายลุกชัน เมื่อนั้นดวงวิญญาณเคลื่อนที่สัญจรผ่าน ตรงเผง เสียวสันหลังประมาณนั้น ติดอยู่ที่ปลายหางตา ไม่อาจสลัดหลุด ครั้นหันขวับไปดู เงียบเชียบ ไร้สิ่งมีชีวิต หรืออาจไม่มีชีวิต

ผี...ดวงวิญญาณของสิงโตในทุ่งหญ้าแอฟริกาตามมาหลอกหลอน

                ไม่น่าใช่ หากเป็นสิงโต คงตรงปรี่เข้าขย้ำคอผมเลือดสาด

                ผมครุ่นคิด แน่แท้เชียว มิอาจคลาดเคลื่อนเป็นอื่นใด มันเดินตามผมมา วิญญาณหมาตัวนั้น

                หมาในชั้นเรียน!    

                น่าแปลก หลังอรรถาธิบายให้คนรักสาวฟัง เธอตีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก ไม่สะทกสะท้าน

                จริงเหรอ ต๊ายตาย น่ากลัวจังนะเธอ – ไม่มี

                “มันเป็นหมาของเธอ ช่วยไม่ได้ คงไม่หนักหนานักใช่ไหมถ้าจะมีหมาเป็นของตัวเอง” เธอกล่าว

                ไม่หนักหนา – ใช่, ผมคิด คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงถ้าผมจะมีหมาสักตัว ลูบหัวลูบหาง ตกเย็นเทอาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อลงจานแกรกกราก แต่นี่มันไม่ธรรมดา ผมมองไม่เห็นหมาตัวนี้

แค่รู้สึกว่ามีมันอยู่

                นับจากนั้น โลกรอบตัวผมก็เคลื่อนเข้าสู่ภาวะปกติ ซ้อนทับสนิทเนียน ผมยังคงโดดเดี่ยว เพื่อนหนุ่มที่ร่วมทำหนังสือพิมพ์ฝึกหัดจับกลุ่มเดินไปไหนมาไหนด้วยกัน ในมือถือหนังสือคนละเล่มสองเล่ม

จนกว่าเราจะพบกันอีก / ศรีบูรพา ... เกลือกว่าเราจะลืม / อิศรา อมันตกุล ... การปฏิวัติจีน กระทั่ง ประวัติ เช เกวาร่า ขณะที่ผมยังสับสนมึนงง ไม่รู้เหนือรู้ใต้

                ก่อนจบการศึกษาไม่กี่วัน ผมแยกทางกับแฟนสาว แม่หนูสิบเอ็ดนิ้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน ความรู้สึกเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ซึมหายไปกับผืนทรายแห่งความทรงจำ แม้เราจะดูเข้ากันได้ดี แต่ฮิปปี้หนุ่มก็ไม่จำเป็นต้องร่วมหอลงโรงกับฮิปปี้สาวเสมอไป มิใช่หรือ

ผมไม่มีน้ำตาสักหยด  

เตะฝุ่นอยู่หกเดือน ผมได้งานในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง สำนักงานโกโรโกโสย่านสะพานพระปิ่นเกล้า ดูคล้ายคลินิกทำแท้งเถื่อนมากกว่าสำนักงานหนังสือ ตึกแถวคูหาเดียว ไร้ลิฟต์ ห้องทำงานอยู่ชั้นสาม เดินขึ้นลงกันจนน่องโป่ง

                อธิบายกันให้ชัดเจน ขอบข่ายหน้าที่การทำงานของผม เขียนสารคดีสองชิ้นต่อฉบับ หากไม่มีคำสั่งเฉพาะจากบรรณาธิการ เรื่องหมูหมากาไก่ที่ไหนก็ลงได้ ไม่เห็นแปลก เรื่อง ‘ไร้สาระ’ ประจำชาติ เล่มอื่นๆ ก็ทำกัน

                ผมย้ายออกจากบ้านมาอยู่ห้องเช่ากับคนรัก (แม่ตัวดีเจ้าระเบียบ ร่างเล็ก อวบอั๋น – คนรักใหม่ที่รู้จักกันหลังได้งาน ขอผ่านประวัติการคบหา-เรื่องส่วนตัว) ใกล้สำนักงาน เช้าตื่นไปทำงาน เย็นกลับบ้าน เขมือบอาหารจากถุงพลาสติก ชีวิตสำเร็จรูป โคตรเหงา เหงาลึกๆ แม้จะมีหญิงสาวให้ก่ายกอด อย่างว่า โรคเรื้อรังของคนเมือง ไม่มีวันรักษาหาย มีเพียงไอ้หมาตัวนั้นที่ยังพอเป็นเครื่องชุบชูใจ

                หมาล่องหน วิญญาณหมา มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้

                เฮ้...ถ้าแกมีตัวตนจริง ปรากฏกายให้เห็นกันบ้าง – ผมคิด ในคืนที่นั่งจ่อมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ภายในห้อง ชำระสะสางสารคดีชิ้นสุดท้ายประจำเดือน เหลืออีกไม่กี่ประโยคก็จะเสร็จสิ้น หมดภารกิจ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลับยาวถึงฟ้าแจ้ง พันธะสุดท้ายคือประดิดประดอยบทสรุปให้ซาบซึ้งตราตรึงจิต

สมองล้าเต็มที มวลอากาศโดยรอบหมุนวนอยู่เหนือหัว หูอื้ออึง ภาพในคลองจักษุคล้ายพรายน้ำระยับ หลอมเหลว ไร้รูปทรง ห้องสี่เหลี่ยมบิดเบี้ยว แหลกเละ แสงสว่างจากที่ไกลแสนไกลฉายสาด โลกอีกใบเคลื่อนเข้าหาเเช่มช้า หลอมรวมเป็นหนึ่ง

แสงไฟจากห้องนั้น ห้องส่งของพิธีกรร่างใหญ่และร่างเล็ก - เจ้าของรายการ

 

5.

พิธีกรร่างใหญ่ : คุณครับ ตกลงคุณยอมรับใช่ไหมว่าคุณเป็นคนทำ

ผม : ถ้าหมายถึงการเขียนสารคดีเรื่องยายแก่คนนั้น ใช่ ผมเอง จริงแท้แน่นอน เชื่อขนมกินได้เลย พิธีกรร่างเล็ก : ในที่สุด คนเขียนสารคดี สารคดียายแก่ ขยายความถึงแรงบันดาลใจหน่อย

ผม : (กระแอม)

พิธีกรร่างใหญ่ : นั่นคือคำตอบหรือเปล่า

ผม : ผมกำลังจะไอ

พิธีกรร่างเล็ก : เราสองคน รวมถึงคุณผู้ชม อยากให้คุณขยายความถึงแรงบันดาลใจในการเขียนสารคดีชิ้นนี้

พิธีกรร่างใหญ่ : ใช่ สารคดียายแก่

ผม : (กระแอม) อย่าเพิ่งแทรก ผมกำลังจะตอบ

พิธีกรร่างใหญ่ : เชิญ

ผม : คำตอบคือไม่มี

พิธีกรร่างใหญ่ : (ทำตาโต) หมายความว่ากระไร

ผม : ไม่ได้หมายความอะไรลึกซึ้ง คำตอบคือไม่มี

พิธีกรร่างเล็ก : คุณกำลังเล่นลิ้น ท่านผู้ชมรอฟังคำตอบอยู่ นี่เป็นรายการสดนะคุณ (หันไปยิ้มหวานเชื่อมให้กล้อง)

ผม : มิได้เล่นลิ้น คุณสองคนรวมถึงคุณผู้ชมของคุณได้ยินคำตอบชัดเจนแล้ว

พิธีกรร่างใหญ่ : ว่า...

ผม : ไม่มีแรงบันดาลใจใด

พิธีกรร่างเล็ก : ไม่มีแรงบันดาลใจใด ไฉนเขียนออกมาได้เป็นหน้าๆ บรรยายจนคนอ่านน้ำตาซึม

ผม : นั่นมิได้เรียกว่าแรงบันดาลใจ มันคือการจับเอาตัวอักษรมาร้อยเรียง เท่านั้น เสร็จสิ้นเป็นสารคดีหนึ่งชิ้น

พิธีกรร่างใหญ่ : อย่าให้ผมถามเจาะลึก (ยกมือชี้หน้า) เพราะผมถนัดเป็นที่สุด ใครเป็นแฟนกับใคร เลิกกันเมื่อไหร่ ผมเค้นจนอยู่หมัด

พิธีกรร่างเล็ก : ช่าย กรุณาตอบตรงไปตรงมา ทำไมต้องเขียนสารคดีชิ้นนี้ ไม่รู้หรือไงว่ามันผิดกฎ

ผม : (เงียบ)

พิธีกรร่างใหญ่ : คุณรู้ไหมว่าพฤติกรรมของคุณสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวช่อง พลเมืองต้องทุกข์ทนจากตัวหนังสือของคุณ เหอะ ช่างไม่มียางอายเอาเสียเลย ผมเข้าใจว่าเมื่อก่อนอาจยังไม่มีกฎระเบียบ พออะลุ้มอล่วยกันได้ แต่นี่จดจารเป็นกฎชัดเจน ใครฝ่าฝืน (ทำท่าเอามือปาดคอตัวเอง) ฟิ้ว (เป่าปาก)

พิธีกรร่างเล็ก : คุณเขียนเรื่องแบบนี้ทำไม แล้วบรรณาธิการไม่ว่าอะไรหรือ

ผม : ม่ายรู้นะ วันนั้นเขาอู้งาน เลยเล่นซะ อีกอย่าง มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แค่เรื่องราวของยายแก่ยากจน ชีวิตลำบากแสนสาหัส...

พิธีกรร่างใหญ่ : โอ๊ะๆ กรุณาอย่าพูดคำแบบนั้น...

ผม : ถ้าอยากรู้ ได้โปรดให้ผมกล่าวต่อให้จบ

พิธีกรร่างใหญ่ : เชิญ แต่สำรวมคำพูดนิดนึง

ผม : อย่างที่บอก ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องราวของยายแก่ยากจน มุดซุกอยู่ในซอกหลืบ มืด อับชื้น...

พิธีกรร่างใหญ่ : (กระแอม)

ผม : ขาดไร้แสงอาทิตย์ส่องแยง ด้วยความที่มืด เกรงว่าจะโดนบาทาของใครต่อใครบี้จนแบน เท่าที่เห็น รอยเท้าย่ำเหยียบเปรอะไปทั่ว ผมก็แค่เตือน ไม่อยากให้แกบี้แบน คุณก็รู้ คนแก่มักจะหดลีบลง เห็นแล้วแทบอยากเอาเครื่องสูบลมไปเป่า

พิธีกรร่างเล็ก :  ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก...(กำลังจะอ้าปากพูด)

พิธีกรร่างใหญ่ : ว่าบ้านเมืองไม่ต้องการเรื่องแบบนี้ ประชาชนเครียดกันมากพอแล้ว ทุกคนควรนำเสนอแต่เรื่องบันเทิงเริงรมย์ ต้องช่วยกัน เติมเสียงหัวเราะให้เต็มฟุ้งทั่วทั้งกรุง

ผม : ทราบดีแจ่มแจ้ง

พิธีกรร่างเล็ก :  (กำลังจะอ้าปากพูด)

พิธีกรร่างใหญ่ : ไฉนยังทำ

พิธีกรร่างเล็ก : ห่ะ...

ผม : ‘เรื่องธรรมดา’

พิธีกรร่างใหญ่ : หมายความว่าอะไร เรื่องธรรมดา

ผม :  ผมเป็นคนธรรมดา ทำเรื่องธรรมดาๆ

พิธีกรร่างใหญ่ : มิรู้หรือไรว่าเส้นตายการอะลุ้มอล่วยจบสิ้นไปนานแล้ว นี่คือกฎเหล็กหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด สื่อทุกแขนงต้องฟัง เฉียบขาดยิ่ง เหมือนลูกวัวโดนสิงโตเขมือบในคลิปวิดีโอ Battle at Kruger บน Youtube เรียบร้อยโรงเรียนป่า (ยืดอกทำท่าภูมิใจ)

 

โง่บรม, ไอ้หมอนี่ดูไม่จบ – ผมคิด

 

ผม : นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้สองเรื่อง

พิธีกรร่างใหญ่ : ว่ามา อย่าช้า

ผม : หนึ่ง...อย่าด่วนสรุปอะไรชุ่ยๆ ถ้าคุณดูคลิปวิดีโอให้จบ ลูกวัวตัวนั้นรอด ทั้งๆ ที่น้ำลายสิงโตชุ่มโชกทั่วตัว แม่มันตามฝูงมาเป็นสิบ กระทืบสิงโตไม่เลี้ยง กระเด็นกระดอน สอง...ถึงเป็นวิถีครรลองของธรรมชาติ แต่ถ้า ’สามัคคี’ สิงโตก็พลันกลายเป็นแมวหง่าว

พิธีกรร่างใหญ่ : (ทำท่าอึกๆ อักๆ )

พิธีกรร่างเล็ก : ถึงอย่างนั้นก็ยังผิดกฎอยู่ดี เสนอเรื่องไม่เป็นมงคลให้ผู้บริโภคเศร้าหมอง

ผม : จะให้ผมทำอย่างไร

พิธีกรร่างเล็ก : อย่างที่บอกไป นำเสนอแต่เรื่องบันเทิงเริงรมย์ อะไรก็ได้ เอาไร้สาระเข้าว่า

ผม : แต่...

พิธีกรร่างเล็ก : ผมรู้ว่าคุณจะพูดอะไร เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ผู้บริโภคมีวิจารณญาณ

พิธีกรร่างใหญ่ : ถามตรงๆ เถอะนะ ถึงไม่มีแรงบันดาลใจใด แต่ทำไมต้องเขียน 

ผม : จะให้ตอบตามตรง

พิธีกรร่างเล็ก : ช่าย

ผม : ไม่โกรธนะ

พิธีกรร่างเล็ก : ไม่

ผม : หมามันดูอยู่

พิธีกรร่างใหญ่ : (ทำหน้างง) หมาอะไรมิทราบ

ผม : หมาในชั้นเรียน มันเฝ้าเมียงมองอยู่ รู้สึกได้

พิธีกรร่างใหญ่ : คุณหมายถึงหมาที่เลี้ยงไว้

ผม : ไม่ใช่ ไม่ใช่หมาที่เลี้ยงไว้ ไม่ใช่หมาผี ไม่ใช่หมาวิญญาณใดๆ ทั้งสิ้น เป็นหมาในความ ‘นึกคิด’ พอนึก ล่องลอยมา เฝ้าดูเราไม่ห่าง ตามทันไหม

พิธีกรร่างใหญ่ : (ขมวดคิ้ว) คุณกำลังทำให้พวกเรากลัว มันอยู่แถวนี้ไหม

ผม :  อยู่ แต่ผมมองไม่เห็น คุณมองไม่เห็น ไม่มีใครมองเห็น

พิธีกรร่างเล็ก : ไม่เอาแล้ว ก่อนจบรายการ กรุณาย้ำถึงเหตุผลจริงๆ ที่ต้องเขียนสารคดียายแก่

ผม : ให้ผมตอบจริงๆ ไม่โกรธนะ

พิธีกรร่างเล็ก : ไม่

ผม : ถ้าไม่เขียน ผมอายหมามัน

 

 

6.

                เสียงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะดึงสติของผมให้กลับเข้าสู่ฐานที่มั่น มิสเตอร์เอนั่งตรึงอยู่
ที่เดิมราวตอกหมุด

                เขี่ยบุหรี่ลงพื้น มิสเตอร์เอขยับปากพูด

                “ตกลงจะรับไหม”

                “ขอบุหรี่อีกสักมวนนะ” ผมหิวบุหรี่เป็นบ้า

                “ยอมรับมาก่อน ว่าแกเป็นไอ้โฉด ไอ้ชั่ว ไอ้โหด ไอ้คนโรคจิต ไอ้ใจไม้ไส้ระกำ...แล้วดูดบุหรี่ให้ชุ่มโชก”

                ผมตบโต๊ะผางพร้อมๆ กับยืดตัวลุกขึ้น

                คุณว่าผมควรตอบ มิสเตอร์เอ ว่าอย่างไรดี

*****

 

เรื่อง : สันติสุข กาญจนประกร




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 17/10/2009 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
airmilly วันที่ : 15/10/2009 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/airmilly

ผมจะบอกอะไรให้นะ ความจริง...ผมเป็นยิ่งกว่านั้น!

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rantang วันที่ : 15/10/2009 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rantang

.....พอใจระดับหนึ่ง.....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน