• โชดก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chodokp@kenan-asia.org
  • วันที่สร้าง : 2013-09-05
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 139389
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
Ministry of Learning
The roots of education are bitter, but the fruits are sweet. - Aristotle
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ministryoflearning
วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2556
Posted by โชดก , ผู้อ่าน : 1263 , 23:39:02 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เดิมทีตั้งใจว่าจะเขียน Ministry of Learning สัปดาห์นี้ให้เป็นภาคต่อจากเรื่อง “วัฒนธรรมที่ควรถอดถอน” ของสัปดาห์ที่แล้ว แต่เห็นว่ากระแสการเมืองตอนนี้ร้อนแรงมาก เลยขอพักมาคุยกันสบาย ๆ ถึงอนาคตของการศึกษาไทยในแง่ของการใช้เทคโนโลยีกับกันสักหน่อยดีกว่า ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสมองและมุมมองออกมาจากเรื่องตึง ๆ มาสู่เรื่องล้ำ ๆ ดูบ้าง

ก่อนจะไปอนาคต ผมอยากให้ลองสังเกตการศึกษาไทยในทศวรรษที่ผ่านมานี้ ว่ามีอะไรที่ผ่านมาผ่านไปในแง่ของเทคโนโลยีกันบ้าง ยกตัวอย่างเช่น บางกลุ่มสนใจการผลิต Video การสอนที่ต่อมาพัฒนามาเป็นการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม บางกลุ่มสนใจคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ที่อยากจะก้าวไปสู่ e-Learning จนถึงห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) บางกลุ่มสนใจเรื่อง Hardware เช่น OLPC (One Laptop Per Child) ที่ปัจจุบันนี้เพิ่งกลับมาใหม่ชื่อโครงการ OTPC (One Tablet Per Child) หรือ บางกลุ่มสนใจการใช้ Software ช่วยสอน เช่น Crocodile หรือ GSP ร่วมกับกระดานอัจฉริยะ (Smart Board) ก็สุดแล้วแต่ว่าสำนักไหนจะเน้นวิจัยเรื่องอะไร

ในขณะที่มุมของฝ่ายบริหารการก็เริ่มใช้ระบบหนังสือราชการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเทอร์เน็ต และ เดี๋ยวนี้ถ้าไปดูโรงเรียนไกล ๆ หน่อยที่เริ่มมีระบบอินเทอร์เน็ตใช้ ส่วนใหญ่มักจะวางระบบ WIFI มากกว่าเดินสาย LAN แบบเก่ากันแล้วด้วย

คิด ๆ ดูแล้วการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในบ้านเราทั้งในเชิงของการสอนและการสนับสนุนการสอนก็มาได้ดี และ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผมเองก็เชื่อแบบนั้น แต่หลังจากที่ได้อ่านบทความของ Harvard Business Review เรื่อง Analytic 3.0 ที่เขียนโดย Thomas H. Davenport ก็ได้แนวคิดดี ๆ ที่สร้างวิสัยทัศน์เพื่อต่อยอดแนวคิดในการใช้เทคโนโลยีกับการศึกษาไทย ให้ไปต่อได้อย่างเป็นระบบเยอะเลย

Davenport ได้แบ่งและอธิบายความแตกต่างของการใช้ “ข้อมูล” ในโลกธุรกิจออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน ว่าแต่ละยุคมีลักษณะอย่างไรพร้อมตัวอย่างใกล้ ๆ ตัว ซึ่งผมจะประยุกต์แนวคิดของแต่ละยุคที่ว่านั้นกับบริบทและความเป็นไปได้กับการศึกษาไทยว่าจะมีหน้าตาอย่างไรได้บ้าง

ยุคแรกเริ่มเลย Davenport เรียกว่ายุค Analytic 1.0 (ท่านผู้อ่านที่จบสาย Management Information System จะร้องอ๋อทันที) เพราะ 1.0 มีอีกชื่อหนึ่งว่ายุค “ข้อมูลอัจฉริยะ” หรือ Data Intelligent โดยว่ากันในฐานความคิดที่ว่า การตัดสินใจบนข้อมูลจะให้ผลลัพธ์ในที่ดีกว่าการตัดสินใจบนความรู้สึก ดังนั้นยุคนี้จะเป็นยุคที่มีการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพให้เราสามารถเรียกข้อมูลมาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการตัดสินใจ

สำหรับการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไรในยุค Analytic 1.0 ในระบบการศึกษาได้นั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมคือ ประเทศไทยจะมีระบบฐานข้อมูลทางการศึกษาของนักเรียน (สามารถรวมครู ผู้บริหาร และ บุคลกรทุกฝ่ายก็ได้) ที่เก็บอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปฐมวัยไปถึงระดับการศึกษาสูงสุด โดยเราสามารถเรียกข้อมูลที่ต้องการ เช่น อัตราการเข้าเรียน อัตราการเรียนต่อ อัตราการเลื่อนชั้น งบอุดหนุน คะแนนสอบเป็นรายบุคคล รายเรื่อง มาวิเคราะห์เพื่อแก้หรือป้องกันปัญหาได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับความต้องการหรือความเป็นไปได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์แทนการตัดสินใจแบบเดาสุ่ม

ยุคที่ 2 เรียกว่า Analytic 2.0 หรือยุค “Big Data” ซึ่งก็คือยุคของ Social Network ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในขณะนี้นั้นเอง โดยมองในฐานคิดที่ว่าข้อมูลจะหลั่งไหลมาจากทุกหนทุกแห่งอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่เสนอเนื้อหาอะไรก็ได้ทั้งเนื้อหา ภาพ เสียง หรือ ภาพเคลื่อนไหว ที่เคยเป็นเรื่องยาก ๆ ของยุค 1.0 ด้วย Smartphone สักเครื่องก็พอ ระบบฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะทำหน้าที่ในการรวมรวม จัดเก็บ และ จัดส่งถึงตัวของคนที่ต้องการข้อมูลนั้นอย่างไม่ต้องร้องขอ นั่นล่ะที่มาของคำว่า Big Data ซึ่งไม่แปลกอะไรที่ปัจจุบันนี้จะมีใครสักคนโด่งดังได้ในชั่วข้ามคืน

สำหรับการศึกษาไทยในยุค 2.0 นั้น คงสะดวกขึ้นเยอะ เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปเรียกข้อมูลจากระบบให้วุ่นวายอีกต่อไป แต่ข้อมูลต่าง ๆ ที่พร้อมใช้จะถูก “Feed” มาประกอบการตัดสินใจ เช่น ครูสามารถทราบว่าวันนี้ นักเรียนคนไหนเข้า/ขาดเรียน สามารถดูได้ว่านักเรียนอยู่ในห้องเรียนนานเท่าไหร่ ตอบคำถามบ่อยหรือไม่ ส่งงานตอนไหน

สรุปง่าย ๆ ยุค 2.0 เหนือกว่า 1.0 ตรงระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำงานต่าง ๆ ให้ถึงมือเลย ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลวิธีการสอน การเปลี่ยนระเบียบสถานศึกษา หรือแม้แต่ การออกนโยบาย จะสามารถทำได้รวดเร็วและและมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

ยุคที่ 3 หรือที่เรียกว่า Analytic 3.0 เป็นอะไรที่ทำให้ 2.0 เป็นเรื่องเชยไปได้โดยถนัดตาเลยก็ว่าได้ เพราะในขณะที่ 2.0 จะส่งข้อมูลมารอไว้เยะแยะไปหมด 3.0 จะเป็นมุมมองใหม่ในใช้ข้อมูลที่ระบบจะใช้ข้อมูลจากเครื่องมืออันทันสมัยทั้งหมดเพื่อ “ตัดสินใจ” งานที่เป็น “ปัจจุบัน” อย่างมีประสิทธิภาพ และ สร้างทางเลือกมารอไว้ให้เราตลอดเวลา

ยกตัวอย่างบริษัทขนส่ง จะใช้ระบบ GPS ระบบการติดตามสินค้า และ ระบบการวิเคราะห์สภาพเส้นทางการจราจร เพื่อจัดลำดับการส่งสินค้าตามเส้นทางที่สั้นที่สุด แนะนำความเร็วที่เหมาะสม และ แลกเปลี่ยนข้อมูลไปมาระหว่างพนักงานขนส่งกับศูนย์ควบคุม ผลที่ได้ ของถึงเร็ว ลดต้นทุน ประหยัดพลังงาน และ ลดมลพิษได้เยอะเลย

ดังนั้นหากการศึกษาไทย เดินหน้าสู่ยุค 3.0 จริง คงมีอะไรที่น่าสนใจได้หลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น การประกันคุณภาพการศึกษาสามารถพิจารณาได้จากการวิเคราะห์การสอนจริง โดยตั้งกล้อง Video ไว้และใช้ Software วิเคราะห์การสอน เพื่อเก็บข้อมูลที่ต้องการทราบ เช่น การใช้คำถาม การใช้กลวิธีในการสอน หรือ การตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อเก็บร่องรอยและพัฒนาการมาเปรียบเทียบกับผลการเรียนรู้จริงของนักเรียนเสริมการนิเทศ การตรวจเอกสาร หรือ การสอบ ที่ยังมีช่องโหว่ได้หลายขั้นตอน

โดยสรุป สิ่งที่ 3.0 เหนือชั้นกว่า 2.0 ไปอีกขึ้น เพราะแทนที่เราจะเวียนว่ายอยู่ในข้อมูลจำนวนมหาศาล ระบบอัจฉริยะจะรวบรวม วิเคราะห์ และ สร้างทางเลือกในการตัดสินใจมาเสนอเราเลย โดยหน้าที่ของเราคือการ ‘Confirm’ สิ่งที่ระบบคิดวิเคราะห์มาแล้ว ระบบก็จะสามารถจัดเก็บและส่งลูกต่อให้เกิดการทำงานต่าง ๆ ตามโครงสร้างราวกับยักษ์ในตะเกียงวิเศษ

เอาล่ะ กลับมาสู่โลกปัจจุบันอีกครั้งก่อน ที่เล่ามานี้อาจจะดูไปไกลหน่อยเพราะเรากำลังคิดแบบ Futuristic แต่สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ภาคธุรกิจทำสำเร็จกันแล้วในปัจจุบันที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ ดังนั้นหากจะมองว่าเราจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยการจัดการศึกษาอย่างไร คำตอบคงมีได้อีกหลากหลายจากวิธีคิดที่น่าสนใจนี้ หากท่านสนใจบทความของ Davenport ที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://hbr.org/2013/12/analytics-30/ar/1

สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้สมควรแก่เวลาแล้ว แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี 

 

ผู้เขียน ดร.โชดก ปัญญาวรานันท์ CEO จาก JobNow Healthcare Network ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ (Project Management) บริหารจัดการระบบในองค์กร (Business Process) การอบรมและการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capacity Development)

JobNow Healthcare Network ให้บริการด้านการจัดหางานแบบออนไลน์ด้านธุรกิจ Healthcare โดยเฉพาะ โดยเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงานใหม่ หรือ น้อง ๆ ที่กำลังมองหางานสามารถฝาก profile ไว้กับเราได้ฟรีโดยไม่ค่าใช้จ่ายที่ www.jobnowhcn.com รวมถึงสามารถติดตามเราได้จากช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

Facebook: https://www.facebook.com/jobnowhealthcarenetwork

IG: https://www.instagram.com/jobnowhealthcarenetwork

Twitter: https://twitter.com/JobnowNetwork




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]