• โชดก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chodokp@kenan-asia.org
  • วันที่สร้าง : 2013-09-05
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 139383
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
Ministry of Learning
The roots of education are bitter, but the fruits are sweet. - Aristotle
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ministryoflearning
วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน 2557
Posted by โชดก , ผู้อ่าน : 1957 , 16:43:54 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , ป้ารุ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน Ministry of Learning สัปดาห์นี้ขออยู่กับประเด็นด้านการศึกษาแบบจริงจังอีกสักสัปดาห์หนึ่ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับแนวคิดในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดได้เปรียบเทียบการศึกษาของฟินแลนด์กับไทยว่าต่างกันตรงไหนบ้าง

สัปดาห์นี้เลยมาชวนคุณผู้อ่านคุยต่อในเรื่องแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทย ด้วยเหตุว่าหลาย ๆ ฝ่ายคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ชุดนี้มากเป็นพิเศษว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายฝ่ายจึงออกมาเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษากันแบบจัดเต็มเข้าข่าย “ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” ผมก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่จะลองนำเสนอบ้าง เผื่อว่าแนวคิดและมุมมองบางอย่างจะสามารถส่งเสริมให้การเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ

โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็น “ส่วนตัว” ของผมแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้เกี่ยวกับหน่วยงานต้นสังกัด เวทีวิชาการ หรือ อิทธิพลทางการเมืองอะไรก็ตาม โดยผมได้แบ่งข้อเสนอทั้งหมดออกเป็น 3 ระดับ รวมแล้ว 8 ข้อ ไล่ตั้งแต่ระดับที่เล็กที่สุดของระบบขึ้นไปโดยสรุปเป็นตารางดังต่อไปนี้

ระดับที่ 1 ระดับห้องเรียน (เรียนนอกสถานที่ก็นับนะ) ระดับนี้หลายคนมองข้ามเพราะกำกับยาก แต่เป็นที่ทราบกันดีว่างบประมาณด้านการศึกษาร่วม ๆ 5 แสนล้านบาทที่ทุ่มลงไปต้องวัดกันตรงนี้เลยนะ เพราะหลักสูตร สื่อ วิธีสอนที่มี ๆ คือ Output กำลังจะบันดาลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ หรือ Outcome จริง ๆ สำหรับการจัดการศึกษา ดังนั้นการปฏิรูปในระดับนี้ให้สำเร็จจะต้องทำอะไรบ้าง

ข้อเสนอที่ 1 ให้ครูต้องเปลี่ยนจากการสอนให้นักเรียนบรรลุ “เนื้อหา (Content)” มาเป็นการสอนให้นักเรียนบรรลุ “แนวคิด (Concept)” เพราะถ้าเนื้อหาคืออาหาร การเรียนรู้คือการย่อย ส่วนแนวคิดจะเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการนำไปใช้ ซึ่งหากครูสามารถกำหนดได้ว่าแนวคิดที่ว่านั้นคืออะไรก็จะทำให้การสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียนในครั้งนั้น ๆ จะแจ่มชัด เพราะเห็นเส้นชัยตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเมื่อครูสามารถระบุแนวคิดได้ครูก็จะสามารถระบุความเชื่อมโยง (Coherence) ของแนวคิดได้ พอจัดลำดับว่าแนวคิดใดต้องเรียนก่อนหลังก็จะออกมาเป็น “กำหนดการสอน” ที่ครูคุ้นเคยอยู่แล้วในที่สุด

นอกจากนั้นครูจะทราบว่าวิธีการวัดความรู้ และ การวัด/ประเมินผลของนักเรียน และ สามารถจัดการสอนที่ตรงกับพัฒนาการของผู้เรียนได้ เพราะเมื่อนักเรียนเข้าใจแนวคิดตามที่หลักสูตรกำหนดแล้ว ครูสามารถพานักเรียนสู่การเรียนรู้แนวคิดอื่น ๆ หรือ พาให้นักเรียน Shift Up ให้การเรียนรู้เข้มข้นขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องย่ำที่เดิมตาม “เนื้อหา” ในหนังสือเรียนตลอดเวลา วิธีนี้ตรงกับหลักการที่เรียกว่า Learning Progression (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ สิ่งที่วงการศึกษาไทยยังไม่รู้จัก)

ข้อเสนอที่ 2 ให้ครูเลิกทำ “แผนส่ง” ได้แล้ว เหลือแต่ “แผนสอน” คุณผู้อ่านที่อยู่นอกวงการอาจจะงง ๆ ก็ไม่เป็นไร เอาแค่ว่ามีแค่ Version เดียวของเดิมที่มีอยู่ก็เกินพอแล้วแต่ให้ความสำคัญกับ “Script การสอน” แทนเพราะ Script คือ Note ที่จะช่วยนำทางให้กับครูเพื่อลำดับของกิจกรรม เวลา ชุดคำถาม การใช้สื่อ/สื่อ ICT รวมถึงบทบาทระหว่างครูและนักเรียนในช่วงต่าง ๆ (รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง Script อ่านบทความ แก้ปัญหา “เวลาไม่พอ) เพื่อให้แผนการสอนเกิดประโยชน์จริงในทางปฏิบัติ ลดการทำงานที่ไม่จำเป็น เวลามีการนิเทศหรือเวลา สมศ. เข้าก็ตรวจ Script จริง ๆ นี่แหละตรงไปตรงมาที่สุด

ประเด็นเสริมในเรื่อง Script คือการสร้างสมดุลย์ระหว่างบทบาทของครูกับนักเรียน แทนที่ครูจะยืนสอนอย่างเดียวซึ่งเหนื่อยมากก็เปลี่ยนบทตัวเองมาเป็นคนตั้งคำถาม คนฟัง เพื่อนำไปสู่การสนทนาที่จะสร้างการเรียนรู้ได้กว้างไกลกว่า เข้าข่าย Teach Less Learn More หรือครูสอนน้อยลงแต่นักเรียนเรียนมากขึ้น ซึ่งนี่แหละต่างกับการหั่นเวลาสอนออกไปเฉย ๆ

ระดับที่ 2 ระดับโรงเรียน เนื่องจากในทางกฎหมายแล้วโรงเรียนถือว่าเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษามีอำนาจในการดำเนินการบางอย่าง นอกจากนั้นโรงเรียนยังมีบทบาทในการพัฒนา “หลักสูตรสถานศึกษา” ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นได้ด้วย ดังนั้นระดับนี้จึงมีความสำคัญไม่แพ้ระดับอื่น ๆ แต่อย่างไร โดยมีข้อเสนอดังนี้

ข้อเสนอที่ 3 โรงเรียนต้องลด “งานธุรการ” เพื่อให้ครูมาทำ “งานสอน” ตามหน้าที่หลัก อันนี้อาจจะเกินอำนาจผู้บริหารในแง่ของงบ แต่หน่วยงานต้นสังกัดต้องลงมาช่วยโดยการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาอุดช่องว่างดังกล่าว เพื่อให้ครูไปทำหน้าที่หลักของตนเองให้เต็มที่ จะได้มีเวลาคิด ออกแบบ และ เตรียมการสอนให้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากจะลดงานธุรการแล้วกรุณาลดงานอื่น ๆ ด้วย โดยต้องมานั่งคุยกันใหม่หมดว่ากิจกรรมเสริมอะไรที่ไม่ได้เน้นการเรียนรู้ของนักเรียนก็ขอให้ลดลง เพราะถ้าจัดการตัวแปรงอกนี้ออกไปได้เราจะสามารถกำหนดความคาดหวังด้านคุณภาพในการศึกษาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ข้อเสนอที่ 4 โรงเรียนเปลี่ยนการวัด/ประเมินผลนักเรียนแบบ “อิงเกณฑ์/อิงกลุ่ม” มาเป็นการ “อิงพัฒนาการ” โดยตัดเกรดกันจากความก้าวหน้าในการเรียนรู้ดูผลสัมฤทธิ์จริง ๆ แทนการเทียบกับเกณฑ์หรือกลุ่ม เพื่อให้เด็กรู้จักและแข่งขันกับตนเอง โดยคะแนนจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่เพื่อนำมาเปรียบเทียบหรือจัดอันดับอะไรทั้งนั้น (อันหลังนี้มาจากฟินแลนด์)

ที่เสนอเรื่องนี้เพราะเมื่อก่อนโรงเรียนไทยให้นักเรียนที่เก่ง “ข้ามชั้นได้” การเรียนก็จะเป็นปัจเจกเพราะใครไวกว่าในเรื่องไหนก็ไปก่อน ไม่ต้องรอกัน ถ้าอยากทำใหม่ให้หรูกว่านั้นคือการเรียนแยกเป็นวิชา ๆ ไป เพราะพอใครมีเวลาเหลือก็ไปลงลึกในเรื่องที่ก้าวหน้าเร็วกว่า เช่น ม. 1 ต้องเรียน คณิต 1 ไทย 1 สังคม 1 แต่พอ ขึ้น ม. 2 อาจจะเรียน คณิต 3 ไทย 2 สังคม 1 (ซ้ำเฉพาะวิชา เพราะไม่พร้อมจริง ๆ) เป็นต้น

ข้อเสนอที่ 5 โรงเรียนเปลี่ยนจาก “หยุดเยอะ เรียนน้อย” มาเป็น “เรียนเยอะ หยุดน้อย” โดยผู้บริหารต้องรับผิดชอบในการคืนเวลาเรียนให้กับครูและนักเรียน (Instructional Time) ก็เหมือนเรื่องที่นโยบายที่ภาครัฐกำหนดว่าไม่ใหออกไปอบรมข้างนอก แต่นัยนี้ของผมหมายความกว้างกว่านั้นนั่นคือการปรับลดวันหยุดและกิจกรรมพิเศษในเทศกาลต่าง ๆ ลง คงไว้แต่วันปีใหม่ วันพ่อ และ วันแม่เท่านั้น สำหรับวันสำคัญทางศาสนาขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ยกตัวอย่างศาสนาพุทธ ถ้าถึงวันพระใหญ่การเวียนเทียนก็อยู่ในช่วงเลิกเรียนแล้วอยู่ดี การมีเวลาเรียนเยอะก็เหมือนกับนักเรียนมีเวลาย่อยเนื้อหาให้เป็นแนวคิดได้เพียงพอขึ้นนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การคืนเวลาด้วยวันหยุดไม่พอจะให้ได้ผลแล้วต้องลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นลงด้วย เช่น จะต้องรับแขกที่ไปเยี่ยมโรงเรียนควรเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถให้เด็ก ๆ มาเตรียมการแสดงอะไรได้ เพราะพันธกิจของโรงเรียนคือการให้บริการด้านการศึกษา ดังนั้นเด็ก ๆ การเรียนรู้ของเด็ก ๆ คือผลผลิตหลัก หากแขกไปใครมาก็โปรดปรับความคาดหวังให้ถูกต้องตรงกัน

ระดับที่ 3 ระดับต้นสังกัด ในที่นี้หมายถึงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงอื่น ๆ ที่มีโรงเรียนภายใต้การปกครองอยู่ ทั้งนี้จะครอบคลุมไปถึงระดับที่ไกลสุด เปลี่ยนยากที่สุดด้วย เพราะหลายอย่างต้องเป็นการเปลี่ยนในเชิงกฎหมาย แต่อย่างที่ผมได้กล่าวในตอนต้น หากถือว่าช่วงนี้คือโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็น่าลุ้น

ข้อเสนอที่ 6 เปลี่ยนบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการจาก “ผู้ปกครอง” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” โดยลดบทบาทจากการรวมศูนย์ทุกอย่างมาเหลือแค่เรื่องการวางหลักสูตร การกำหนดแนวทางการวัดประเมินผล และ การวิจัยและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนก็เหลือพอแล้ว โดยกระจายอำนาจการบริหารในด้านอื่น ๆ ให้ออกไปเพราะเป็นการทำงานที่มีรายละเอียดเยอะไม่ควรมากระจุกกันตรงกลาง

ในทางปฏิบัติระบบการนิเทศที่มีอยู่ถือว่ารองรับกับแนวคิดนี้ได้ แต่อาจจะต้องปรับบทบาทศึกษานิเทศก์ให้มารับบทบาท “พี่เลี้ยง” เพราะศึกษานิเทศก์ส่วนใหญ่เคยเป็นครูมาก่อนทั้งนั้น มีประสบการณ์ในการสอน ดังนั้นการสังเกตการสอนจะต้องสามารถให้ผลสะท้อน (Feedback) ที่ตรงพฤติกรรมและนำไปใช้ได้ เช่น ปรับเรื่องการจัดโต๊ะ ปรับเรื่องการตั้งคำถาม ฯลฯ ที่ครูสามารถปรับและติดตามผลลัพธ์ของการปรับปรุงดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอที่ 7 เปลี่ยนจากการ “ประเมินผูกกัน” เป็น “ประเมินแยกกัน” จากเดิมที่เราเอาคะแนน O-Net หรือ ผลงานอื่น ๆ ของครูและนักเรียนมาเป็นตัวชี้วัดในการประเมินสมรรถนะของโรงเรียนนั้น สิ่งที่ตามมาคือการพยายามสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อรักษาประโยชน์ ดังนั้นการติวเอย การสร้างเอกสารเอยก็จะผุดขึ้นมาแล้วแบบนี้จะไปคาดหวังคุณภาพที่แท้ได้อย่างไร ดังนั้นการประเมินของนักเรียนจำเป็นต้องแยกออกจากการประเมินของโรงเรียนให้เด็ดขาดออกจากกันเพื่อให้เกิดความคาดหวังที่ถูกควรตั้งแต่ต้น

สิ่งที่สามารถทำได้คือบทบาทของ สมศ. เพราะแทนที่จะเข้าไปเพื่อ “ประเมิน” ก็สามารถเข้าไปเพื่อ “ช่วยเหลือ” และให้เอา KPI ของพัฒนาการของโรงเรียนนี้แหละมาวาง และ ประสานกับศึกษานิเทศก์เพื่อให้ความช่วยเหลือ และ เอา KPI ที่ว่ามาอยู่กับหน่วยงานนอกเหล่านี้แทน ให้นักเรียนแต่ละคนมีหน้าที่เรียนรู้และมุ่งหน้าไปสู่อนาคตของแต่ละคนไป

ข้อเสนอที่ 8 เปลี่ยนจาก “การเมืองครอบการศึกษา” เป็น “การศึกษาครอบการเมือง” เป็นข้อเสนอสุดท้ายซึ่งผมก็ทราบว่ามันไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้นะผมเสนอว่าการเลือกตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะแยกเป็นอิสระ ไม่อยู่ในการเลือกตั้งที่มาพร้อมกับคณะรัฐมนตรี และ ต้องไม่เป็นผู้สมัครที่มาจากพรรคการเมือง โดยมีวาระการทำงาน 8 ปีขึ้นไป เพื่อให้สามารถคงนโยบายต่าง ๆ จนแตกหน่อออกผล อย่างไรก็ดี รมต. ศึกษายังคงถูกตรวจสอบการทำงานได้จากองค์กรอิสระและภาคประชาชน

ที่เสนอเช่นนี้เพราะการศึกษาเป็น Long Term Outcomes ซึ่งต้องการเวลาและการดำเนินการที่มีความแน่วแน่และต่อเนื่อง ในขณะที่การเลือกตั้งคณะรัฐมตรีแบบเดิมจะได้ รมต. ที่อยู่ในวาระแค่ 4 ปี (ซึ่งไม่ค่อยเห็นคนอยู่ครบ) ทำให้เมื่อมารับตำแหน่งก็จะทำได้แค่ Output ว่าได้มานั่งแล้วแจกอะไร ปรับหลักสูตรเสร็จมั้ย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เคยมาใครมาส่องต่อเลยว่า “ได้ผลแค่ไหน” ดังนั้นระบบใหม่นี้จะเป็นหน้าที่ที่ประชาชนจะต้องมาช่วยกันดู อ้างไม่ได้เพราะงบประมาณของกระทรวงศึกษาใหญ่ที่สุดแล้ว ไม่ช่วยกันติดตามคงไม่ได้

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ฉบับนี้ยาวมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมพยายามตัดแล้วแต่ก็ห่วงว่าจะสื่อไม่ชัดเจน เอาเป็นว่าอธิบายไปครบ ๆ ดีกว่าทำให้คิดไปอื่น

สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอฝากเพื่อสื่อสารไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้มาแลกเปลี่ยนกันต่อ ด้วยความหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้นกับการศึกษาบ้านเรา แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี

 

ผู้เขียน ดร.โชดก ปัญญาวรานันท์ CEO จาก JobNow Healthcare Network ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ (Project Management) บริหารจัดการระบบในองค์กร (Business Process) การอบรมและการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capacity Development)

JobNow Healthcare Network ให้บริการด้านการจัดหางานแบบออนไลน์ด้านธุรกิจ Healthcare โดยเฉพาะ โดยเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงานใหม่ หรือ น้อง ๆ ที่กำลังมองหางานสามารถฝาก profile ไว้กับเราได้ฟรีโดยไม่ค่าใช้จ่ายที่ www.jobnowhcn.com รวมถึงสามารถติดตามเราได้จากช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

Facebook: https://www.facebook.com/jobnowhealthcarenetwork

IG: https://www.instagram.com/jobnowhealthcarenetwork

Twitter: https://twitter.com/JobnowNetwork




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
โชดก วันที่ : 17/09/2014 เวลา : 23.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ministryoflearning

ขอบคุณทุกท่านร่วมกันแสดงความคิดเห็นนะครับ ผมตั้งใจเสนอแนวคิดให้มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะแนวคิดที่หลาย ๆ ท่านเสนอกันมาจะเป็นกรอบกว้าง ๆ

สำหรับประเด็นเรื่อง Content กับ Concept ที่คุณแม่มดเดือนMarch และ ป้ารุ จริง ๆ ก็นั่นผมก็คิดคล้าย ๆ กันครับ เพราะ Concept จะเกิดได้ก็ต้องมี Content เป็นตัวพาไป อาจจะเขียนรวบไปหน่อยเพราะนี่ผมก็ตัดออกจากร่างแรก ๆ ไปเยอะมากเลย

ยังไงผมจะปรับปรุงเรื่องการเขียนให้ชัดเจนขึ้นนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 โชดก ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ป้ารุ วันที่ : 16/09/2014 เวลา : 13.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

ชอบแนวคิดเรื่องจากแผนส่ง ให้กลับมาเป็น แผนสอนค่ะ
แต่ก็เห็นด้วยกับที่คุณแม่มดฯ พูดถึง content กับ concept ค่ะ
................
ป้ารุว่า สอน content นี่ล่ะค่ะ เพราะถ้าไม่รู้ลึก รู้จริง
การเอาไปคิดต่อก็เป็นไปไม่ได้
แต่ขอให้คุณครูผู้สอน ได้มีเวลาศึกษาเรื่องที่สอนจริง ๆ
และใช้วิธีสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหา และ ผู้เรียน
การศึกษาไปได้ดีแน่ ๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 โชดก ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ตาเรน วันที่ : 15/09/2014 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sammaapii
เรียนฟรีจริง ๆ  ขอเชิญแวะเยี่ยมตาเรนที่  >>> http://www.webudon.net

ครูปัจจะบัน...ตั้งใจหากะตัง....
นักเรียนเต็มใจ จ่ายกะตัง...
จบด้วยกะตัง...
เอาเศษกระดาษ..ไปอ้างทำงาน หากะตัง...

ความคิดเห็นที่ 1 ป้ารุ , โชดก ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 14/09/2014 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แนวคิดของผู้เขียนน่าสนใจมากค่ะ แม่มดเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ การปฏิรูปการศึกษาในแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้บฏิบัติงานเป็นหลัก ทั้งในระดับผู้สอนและผู้บริหาร และนั่นแหละที่ทำให้การปฏิรูปทางการศึกษาของเราไม่เคยประสบความสำเร็จ..ในความเห็นของแม่มด
เอาแค่ข้อเสนอที่ ๑ ระดับ ๑ ให้ครูต้องเปลี่ยนจากการสอนให้นักเรียนบรรลุ “เนื้อหา (Content)” มาเป็นการสอนให้นักเรียนบรรลุ “แนวคิด (Concept)” แม่มดว่าทั้งครูใหญ่ครูน้อยก็มีปัญหาแล้วค่ะ
ครูรุ่นเก่า (รุ่นที่สอนแม่มดมา) ท่านอาจไม่ใส่ใจกับ Concept แต่ท่านมักจะแม่นยำกับ Content และเกือบทั้งหมดเป็นครูที่มีคุณธรรมแต่ครูรุ่นนี้จำนวนไม่น้อย แม้แต่ Content ก็ไม่ลุ่มลึก คุณธรรมของความเป็นครูก็เบาบาง เรื่อง Concept ไม่แน่ใจว่าท่านจะรู้ไหมว่าแปลว่าอะไร
ข้อเสนออื่นๆ แม่มดไม่พูดถึงนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]