• หมอเด่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-07
  • จำนวนเรื่อง : 313
  • จำนวนผู้ชม : 437219
  • ส่ง msg :
  • โหวต 234 คน
C.E.O. DEN.COM INTERNATIONAL
ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว สุขภาวะที่ดี ของคนไทยที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/moh-den
วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by หมอเด่น , ผู้อ่าน : 5867 , 15:55:28 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้าวจี่” คือข้าวเหนียวปั้นขนาดเท่ากำมือ โรยเกลือนำมาปิ้งบนถ่านไฟ ชุบไข่ไก่ แล้วนำไปย่างอีกรอบรับรองว่าแซบอีหลี.. หนาวๆ แบบนี้ได้ข้าวจี่ร้อนๆ กลิ่นหอมๆ สีเหลืองน่ารับประทานสักก้อนก็น่าจะดีทีเดียว ข้าวจี่เป็นอาหารที่นิยมกินในฤดูหนาว เพราะคนสมัยก่อนจะนิยมนั่งผิงไฟคุยกัน แล้วก็ทำข้าวจี่กินแก้หนาวไปด้วย อีกอย่างช่วงนี้เป็นฤดูหลังเก็บเกี่ยวข้าว ข้าวใหม่จะมีกลิ่นหอมและนุ่ม จึงเหมาะที่จะนำมาทำข้าวจี่กินกันเป็นอย่างมาก

               แต่บ้างก็ว่า เป็นเพราะชาวอีสานชอบเดินทางไกลหลังฤดูทำนา จึงต้องเตรียมอาหารเก็บไว้กินนานๆ ซึ่งนั่นก็คือข้าวจี่ และเมื่อทำมากพอสมควรก็จะนำไปถวายพระ จนกลายเป็นประเพณีทำบุญข้าวจี่

“เดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่
ข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา”

( “ปลายเดือนสาม พระสงฆ์จะคอยชาวบ้านทำบุญถวายข้าวจี่ถ้าข้าวจี่ไม่ทาน้ำอ้อย สามเณรน้อยจะร้องไห้ ” )

               เป็นคำผญาที่บ่งบอกว่า ในสมัยโบราณข้าวจี่ถือเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำหรับคนอีสานมาก ดังจะเห็นได้จากพิธี “บุญเดือนสาม” ใน“ฮีตสิบสอง” ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวอีสานจะทำข้าวจี่ไปถวายพระที่วัด หรือที่เรียกว่า “บุญข้าวจี่” ซึ่งเป็นประเพณีงานบุญเดือนสามของชาวอีสานที่ทำร่วมกันในชุมชน การทำข้าวจี่ของคนสมัยก่อนนี้ชาวบ้านจะปั้นข้าวเหนียวนึ่งสุกให้มีขนาดเท่าไข่ห่านหรือเท่ากำมือ โรยเกลือ แล้วใช้ไม้ไผ่เสียบเป็นแถวประมาณ 5-8 ก้อนต่อไม้ จากนั้นนำไปปิ้งบนเตาถ่านพร้อมพลิกกลับไปกลับมาจนข้าวเหนียวสุกเหลืองเสมอกัน แล้วนำไข่ไก่ที่ตีแล้วมาทาให้ทั่วก้อนข้าวหลายๆ ครั้งเพื่อให้ไข่ติดข้าว แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนไข่สุกเหลืองส่งกลิ่นหอม นำข้าวที่สุกแล้วมาถอดออกจากไม้เสียบ นำก้อนน้ำอ้อยมายัดใส่ในรูไม้เสียบ เป็นอันเสร็จ ซึ่งจะเห็นว่าแตกต่างจากข้าวจี่ในปัจจุบัน ซึ่งเรามักจะเห็นแต่ข้าวจี่ทาไข่, ข้าวจี่โรยเกลือ

               ในการทำบุญข้าวจี่นี้ชาวบ้านจะทำเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำเพื่อใส่บาตรเท่านั้น แต่จะทำเพื่อแจกจ่ายผู้คนหรือแลกเปลี่ยนกัน เมื่อได้ข้าวจี่แล้ว ชาวบ้านจะนำมารวมกันที่วัดพร้อมกับนิมนต์พระภิกษุสามเณรมารับบิณฑบาต ชาวบ้านจะนำข้าวจี่มาใส่บาตรพร้อมกัน เมื่อถวายภัตตาหารและข้าวจี่เรียบร้อยแล้ว พระภิกษุจะเทศน์ อานิสงส์บุญข้าวจี่ 1 กัณฑ์เพื่อเป็นการอธิบายให้เห็นว่า การทำบุญด้วยข้าวจี่นั้นได้อานิสงส์มากเช่นเดียวกับการทำบุญด้วยวิธีอื่น ส่วนตอนบ่ายจะมีการเทศน์นิทานชาดก โดยส่วนใหญ่จะเป็นนิทานพื้นบ้านทางภาคอีสาน เช่น ท้าวก่ำกาดำ, จำปาสี่ต้น ฯลฯ

               อานิสงส์ถวายข้าวจี่

               มีเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับ “อานิสงส์ถวายข้าวจี่” ในหนังสือธรรมบทซึ่งกล่าวเอาไว้ว่า... ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์นั้น มีนางผู้หนึ่งชื่อ นางปุณณา นางมีหน้าที่ต้องไปตักน้ำซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านทุกวัน นางจึงต้องเตรียมอาหารเช้าไปกินระหว่างทางด้วย โดยนางจะนำข้าวผสมรำอ่อนมาปั้นเป็นก้อนแล้วนำไปย่างไฟจนสุกเกรียม

               เช้าวันหนึ่งขณะที่นางปุณณากำลังเดินทางเพื่อไปตักน้ำตามปกติ นางเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมพระอานนท์ผ่านมา นางจึงเกิดศรัทธาอยากที่จะถวายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า “เราตกทุกข์ได้ยากลำบากทั้งกายใจ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เท่านั้นก็เพราะเราไม่ได้ให้ทานรักษาศีลทำบุญไว้ในชาติก่อนและชาตินี้เป็นแน่ ในตอนนี้เราได้มีโอกาสพบกับพระพุทธเจ้าแต่ไม่มีของที่จะถวาย จะมีก็แต่ข้าวจี่ปั้นนี้ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำด้วยความประณีต พระพุทธเจ้าจะทรงอนุเคราะห์ฉันหรือ แต่พระพุทธเจ้าท่านย่อมมีพระเมตตามหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ย่อมไม่รังเกียจว่าเป็นของเลวหรือของประณีต”

               เมื่อนางคิดได้ดังนั้น นางจึงตัดสินใจที่จะเดินไปหาพระพุทธเจ้าพร้อมอาราธนา... “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงรับข้าวจี่ของหม่อมฉันผู้ยากจนเถิด...” พระพุทธเจ้าจึงทรงเปิดฝาบาตรรับข้าวจี่ของนาง แล้วพระองค์จึงเสด็จต่อไปยังบ้านเศรษฐี แต่นางปุณณายังคงมองพระองค์พร้อมอดคิดในใจไม่ได้ว่า ที่เรือนเศรษฐีล้วนมีแต่ภัตตาหารของดีๆ รสชาติโอชาและประณีตซึ่งเทียบกับข้าวจี่ของนางไม่ได้เลย คงไม่พ้นที่พระพุทธเจ้าจะโยนข้าวจี่ของนางทิ้งให้สุนัขกินเป็นแน่

               แต่ปรากฏว่าพระพุทธองค์ทรงเสวยข้าวจี่จนหมด เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่า การทำบุญนั้นขึ้นอยู่กับศรัทธา มิได้อยู่ที่ราคาสิ่งของที่นำมาทำบุญ จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงเทศน์โปรดนางปุณณา เมื่อนางได้ฟังแล้วเกิดซาบซึ้งในพระธรรมจนเกิดบรรลุโสดาปัตติผล

               ปัจจุบันเราจะเห็นข้าวจี่ที่แม่ค้าเขาทำขายเป็นลักษณะก้อนกลม เป็นข้าวจี่โรยเกลือและทาไข่เพราะทำง่ายและวัตถุดิบก็น้อย บางเจ้าอาจจะมีแจ่วแถมมาให้จิ้มเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ บางเจ้าอาจจะมูลข้าวเหนียวกับกะทิเพื่อให้ข้าวเหนียวนุ่มอร่อยขึ้น ก็แล้วแต่เคล็ดลับของใครของมัน แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน

               ว่าแล้วหนาวนี้ไปหาซื้อข้าวจี่ร้อนๆ กลิ่นหอมฉุยมากินก็น่าจะดี หรือไม่...ถ้ามีเวลาก็ลองทำข้าวจี่กินกันเอง นั่งล้อมรอบกองไฟเพื่อคลายหนาว พร้อมกับพูดคุยกันไปแบบไทบ้าน ก็ได้บรรยากาศอีกแบบ...

ขอขอบคุณ : หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรม ภาคอีสาน, www.84000.org

ที่มา  http://guideubon.com/news/view.php?t=99&s_id=8&d_id=8




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 16/02/2010 เวลา : 18.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

น่ากินขนาดเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 16/02/2010 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

บ่ออกจากบ้าน

บ่เห็นด่านแดนไกล

ครั้นบ่ไปหาเฮียน

กะบ่มีความฮู้



หิวข้าวจี่เด้น้อ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เทศกาล.....................พาช้างกลับชัยภูมิ

งานกาชาดชัยภูมิ 12 -20 ม.ค. 2554

View All
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่าวัดความสำเร็จของครูจากอะไรดีที่สุด
จำนวนนักเรียนที่สอบเข้า
14 คน
จำนวนนักเรียนที่จบ
35 คน
ผลงานของนักเรียนระหว่างเรียน
27 คน
ผลงานนักเรียนหลังจบ
49 คน
เงินเดือนของครู
23 คน

  โหวต 148 คน