• หมอนไม้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : manasikul@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-09
  • จำนวนเรื่อง : 65
  • จำนวนผู้ชม : 122668
  • ส่ง msg :
  • โหวต 51 คน
dhamma talk
เพื่อนร่วมทุกข์ในยุคดิจิตัล
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mon
วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม 2550
Posted by หมอนไม้ , ผู้อ่าน : 1190 , 13:52:29 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  

                                วันชัย บุญประชา

 "เหตุการณ์ที่คนถูกยิงหัวในรถตู้ ลูกผม 10 ขวบบอกว่า ชั่วจัง ทำไมทำได้ขนาดนี้ ผมตกใจ เอ๊ะ ลูกมีทัศนคติแบบไหน  ผมบอกว่า โอเค ลูกเห็นไหม เวลาเกิดเหตุการณ์ปุ๊ป ทุกคนรุมด่า ด่าหมดเลย ด่ากันเยอะแยะ พ่อถามนิดนึง ด่ากันอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น อะไรคือสิ่งที่ดีขึ้นบ้าง หาไม่เจอ ทุกคนได้ระบายความใคร่ ระบายกิเลส ระบายความโกรธของตัวเองออกไปด้วยการด่า สังคมดีขึ้นไหม ไม่ดีขึ้น มันจะมีแต่การด่า
 "ผมบอก เอ้ย ปอน (ลูกผม ) คิดซิ ถ้าเป็นปอนจะช่วยเขาได้อย่างไร เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หาซิ เขาก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีนะที่จะช่วยเขา แทนที่จะไปด่า ประนามความรุนแรง ล้วนแต่เป็นความรุนแรงในการจัดการปัญหาทั้งนั้น เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ในฐานะที่เป็นเด็กคนหนึ่ง คอรบครัวหนึ่ง เราจะช่วยเขาได้อย่างไร แล้วช่วยกันคิดต่อ จะทำอย่างไรดี ก็มีทางออกมาว่า เราน่าจะคุยกันนะ เราเป็นคนไทยด้วยกันนะ น่าจะช่วยเหลือกันนะ "
 จะช่วยกันอย่างไร วันชัย บุญประชา  ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีไอเดียมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ   
 จากการทำงานกับเด็กที่ถูกทำร้ายมาสิบกว่าปี เขาพบว่าปัญหาความรุนแรงในสังคมล้วนมาจากสภาพแวดล้อมของเด็กก็คือครอบครัวนี่เอง
 "เราบอกว่าเรื่องครอบครัวสำคัญที่สุด แต่คนทำงานเรื่องครอบครัวกลับน้อยที่สุด "
 วันนี้เขาจึงช่วยผลักดันให้เกิดสมัชชาครอบครัวขึ้น เพื่อส่งเสียงให้เป็นลายลักษณ์อักษรจารึกลงในรัฐธรรมนูญให้บรรจุเรื่องการส่งเสริมครอบครัวไว้ เพราะที่ผ่านมาเขาบอกว่า รัฐธรรมนูญพูดแต่สิทธิในเชิงปัจเจก แต่ไม่เคยพูดถึงสัมพันธภาพของครอบครัวเลย และปัญหาครอบครัวในปัจจุบันก็กำลังเข้าขันวิกฤติ?
 หลังจากวันชัยเรียนจบทางด้านบ้านและชุมชนจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ 22 ปีก่อน เขาเดินหน้าทำงานที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กตั้งแต่ปี 2533 เข้าช่วยเหลือเด็กที่ถูกทำร้าย ถูกข่มขืน ถูกทารุณกรรม เด็กที่ถูกนำไปค้าประเวณี เด็กที่ถูกตกเขียว เข้าทลายโรงงานนรก โรงงานกรวยกระดาษ เขาทำงานด้านนี้มาสิบกว่าปีจนพบว่า
 "มันมีปัญหาในเชิงของสภาพแวดล้อมในตัวเด็กสูง ทำให้เด็กกลายเป็นเด็กที่ถูกทำร้าย แล้วคนที่ทำร้ายเด็กเอง เวลาที่ไปสืบข้อเท็จจริงไปสัมภาษณ์ตรวจสอบ เราพบว่าเขามาจากมูลเหตุของสังคมที่เลวร้ายไม่แตกต่างจากเด็กที่ถูกทำร้าย เราบอกว่า เด็กคนนี้ถูกพ่อตี พอเราไปสัมภาษณ์พ่อ พ่อก็มีความรุนแรงที่เป็นรากเหง้าในอดีต ไปถามเด็กที่ถูกข่มขืนจากพ่อเลี้ยง ปรากฎว่าตัวแม่ของเด็กเองก็มีสภาพไม่แตกต่างจากเด็กเท่าไหร่ คืออ่อนแอ ต้องพึ่งพาสามีตลอด รู้สึกว่าตัวเองขาดคุณค่า
 "กระบวนการพวกนี้ส่งผลถึงกันในเชิงระบบทั้งหมด เราเลี้ยงลูกไม่ดี ลูกเราก็กลายเป็นเหยื่อ เราเลี้ยงลูกไม่ดี ลูกก็กลายเป็นคนทำร้ายสังคม มันโยงกันหมด ผมสืบค้นเสาะหาข้อมูลก็เห็นปัญหาเหล่านี้ชัดขึ้น ตอนอยู่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เรามองว่าจะป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ไปจับที่ประเด็นครอบครัวว่าอย่างนี้ต้องทำให้ครอบครัวเข้มแข็งล่ะ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ผมพบว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบกับเด็กมากที่สุดมี 2 อย่างคือยีนส์ หรือ พันธุกรรม และกระบวนการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อม
 "สิ่งแวดล้อมที่สำคัญของเด็กคือการเลี้ยงดูของพ่อแม่ สิ่งที่เราทำได้ คือมุ่งไปที่กระบวนการเลี้ยงดูของพ่อแม่"
 หลังจากนั้นเขาจึงเบนเข็มชีวิตมาทำงานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกลับไปหาปมที่ครอบครัวแล้วช่วยให้ครอบครัวเห็นปัญหาตัวเองและช่วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายครอบครัวขึ้น และให้เครือข่ายช่วยเหลือกันและกัน
 นั่นคือที่มาของโครงการ Self help group , Buddy family ครอบครัวสมานฉันท์ระหว่างครอบครัวทางภาคต่างๆ กับครอบครัวทางภาคใต้ และโครงการตลาดนัดครอบครัว แชร์ความทุกข์และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาร่วมกันทางรายการ "ครอบครัวคุยกัน" วิทยุศึกษา FM 92 ช่วง 19.30-22.00ทุกวันจันทร์-ศุกร์ มาจนถึง สมัชชาครอบครัว ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวผลักดันให้เกิดกฎหมายมารองรับกฎกติกาในสังคม ให้ระบบการศึกษาและผู้ประกอบการทั้งหลายจะต้องมีส่วนในการสร้างเสริมความคุ้มกันให้กับครอบครัว ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่กลับไปที่ต้นทางอีกครั้ง     "เพราะพลังเราคนเดียวไม่พอ ต้องช่วยกัน" วันชัยกล่าว และเรียกร้องให้เราทุกคนมาช่วยกันด้วย
 ช่วยอย่างไร ไปฟังปัญหาที่สะสมมานานกับทางออกที่สร้างสรรค์จากพลังของเครือข่ายครอบครัวกันค่ะ 
0  0  0

 0 ทำงานกับเด็กและครอบครัวมากว่า 20 ปีพบปัญหาอะไร บ้างคะที่ก่อให้เกิดความรุนแรงไม่รู้จบในสังคม ?
 ทุกครอบครัวที่เราไปสำรวจและเข้าไปสัมพันธ์ด้วย เราพบว่าแต่ละครอบครัวมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน จะบอกว่าไม่มีความรุนแรงเลยน่ะ ไม่มี มันขึ้นอยู่กับว่าแรงมากแรงน้อย และสามารถที่จะจัดการกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า เริ่มจากการเลี้ยงดูก่อน ประสบการณ์ในการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว เวลาเด็กเล็กกระทำผิด เกิดมา อุแว๊ขึ้นมา ถ้าเด็กร้องไห้เยอะบางทีพ่อแม่ก็หงุดหงิด วิธีการจัดการของเขาคือการลงโทษบ้าง ตีบ้าง ดุด่าบ้าง เป็นการปลูกต้นกล้าของความรุนแรงตั้งแต่เด็กเล็ก
 ทักษะการจัดการปัญหาของพ่อแม่ในปัจจุบัน ผมว่ามันถูกถ่ายทอดทักษะด้วยความรุนแรงมาโดยตลอด เราตีลูก เราด่าลูก เด็กก็จะซึมซับ เรื่องของการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ลูกเล็กๆ ลูกไม่กินข้าว ก็ใช้วิธีการด่า ไม่ทำการบ้านก็ตี สิ่งเหล่านี้บ่มเพาะพฤติกรรมไปเรื่อยๆ
 เราพบว่าเด็กที่ผ่านต้นแบบในการเรียนรู้แบบนี้ ไม่ใช่แค่ในครอบครัวตัวเอง ในสังคมรอบข้างเด็ก ก็มีวิธีการจัดการปัญหาด้วยความรุนแรงตลอด ครูเอง ถึงแม้ปัจจุบันบอกว่าไม่ใช้ไม้เรียวในการลงโทษเด็ก แต่ครูก็ใช้วิธีการลงโทษด้วยวาจา คำพูดดุด่า ข่มเหง กดขี่ เปรียบเทียบ ทำให้เด็กดูด้อยค่า พวกนี้เป็นตัวชี้ว่าคือการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหานั่นแหละ เพียงแค่ไม่ตี แต่ด่า บางทีเจ็บกว่าตี เด็กก็จะซึมซับวิธีการจัดการปัญหาด้วยความรุนแรง
 
0 สื่อก็ช่วยผสมโรงสร้างความรุนแรงอีกต่อหนึ่ง?  
 พ่อแม่เดี๋ยวนี้มักให้สื่อ ให้ทีวีดูแลเด็กมาตลอด เด็กเล็กๆ บางที พ่อแม่ให้เด็กอยู่หน้าจอทีวีตลอด เวลาแม่ทำกับข้าวก็ให้ลูกอยู่หน้าจอทีวี เพื่อให้ตัวเองมีเวลาทำกับข้าวตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ ภาพที่มันเร็ว ภาพที่ใช้ความรุนแรง มันจะซึมซับ เด็กจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ พออายุ 3- 6 ขวบไปเรียนอนุบาลแล้ว กลับมาบ้านก็ดูการ์ตูน ในการ์ตูนก็มีทักษะการจัดการด้วยความรุนแรงหมดเลย
 ผมว่า ปัจจุบันเด็กกำลังถูกหล่อหลอมด้วยสังคมรอบข้างที่ใช้ความรุนแรง ภาคใต้ การฆ่ากันบนหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วภาพเชิงบวกที่อยู๋ใกล้ตัวเด็กมีมากหรือมีน้อยกว่าความรุนแรง ตรงนี้เป็นตัวที่จะมาจัดความสมดุลที่จะให้เด็กเห็นว่าการจัดการปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่สภาพแวดล้อมรอบข้างเด็กทั้งหมดใช้ความรุนแรงหมดเลย นี่คือตัวบ่มเพาะ
 ถามว่า ตอนที่เขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เวลาที่เขาสามารถจะแก้ไขปัญหาอะไรได้บางอย่าง เขาจะใช้อะไรในการแก้ปัญหา 1. เขาต้องใช้ปรากฎการณ์ที่เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านมา ก็คือความรุนแรง ถ้าเขาเป็นพ่อแม่ก็กลับไปใช้ความรุนแรงที่บ้าน ถ้าเป็นหัวหน้างานก็เริ่มใช้ความรุนแรงกับลูกน้อง ถ้าเป็นครูก็ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ถ้าเป็นทหารก็ใช้ความรุนแรงกับลูกน้อง ถ้าเขาเป็นตำรวจ เป็นโจรก็ยิ่งขยายความรุนแรง
 เพราะเขาขาดทักษะในการจัดการปัญหา ลูกไม่กินข้าว พ่อแม่จะมีวิธีการอย่างไรให้ลูกกินข้าวโดยไม่ด่า ถามว่ายากไหม ยากกว่าด่าเยอะ เพราะด่าแล้วเด็กหยุด ทำทันที ส่วนวิธีการพูดอย่างอื่น ถ้าไม่ด่าล่ะ อะไร พ่อแม่ต้องคิด เครียดละ เพราะประสบการณ์พ่อแม่เองไม่มี ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน ตรงนี้ผมเรียกว่าวงจรอุบาศว์ของความรุนแรง มันเริ่มจากกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ สังคมการศึกษา สื่อ สังคมข้างนอก วงจรเหล่านี้ ทำให้กระบวนการเรียนรู้เรื่องความสมานฉันท์นั้น ไม่มี
 0 เราเพิ่งมาพูดเรื่องการสมานฉันท์ไม่นานนัก ดูเหมือนว่า คำว่าสมานฉันท์มาพร้อมกับความรุนแรง?
 ความสมานฉันท์จริงๆ มันก็แค่ประโยชน์คุณ ประโยชน์ฉัน รักษาประโยชน์ให้สมดุลก็พอ ไม่ใช่เรื่องสมานฉันท์ที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของความถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้ออาทรอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ขาดอยู่
 เพราะกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก มีเด็กบางคนที่เขาหลุดเพราะขาดรักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตัวเองขาดคุณค่าที่เพิ่มขึ้น เด็กพวกนี้ก็จะประชดสังคม ทรยศสังคมกลายเป็นคนที่ก่ออาชญากรรม ทำร้ายสังคมแทน กลุ่มนี้จะแรงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มพวกนี้เอง เนื่องจากเขาขาดภูมิต้านทาน มันเป็นตัวที่ทำให้สังคมเกิดความรุนแรง แล้วกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงบ้าง ไม่ใช้ความรุนแรงบ้างอาจจะเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
 ช่วงที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตรประกาศสงครามใช้ความรุนแรงกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด สังคมส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าการใช้ความรุนแรงจัดการปัญหาขั้นเด็ดขาดน่ะถูกต้อง แต่ผลมันแย่มากเพราะไปจัดการกับคนที่ไม่ใช่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง
 อย่างตอนนี้สังคมส่วนใหญ่บอกว่า ภาคใต้ต้องใช้ความรุนแรง เพราะรู้สึกว่ารับไม่ได้แล้ว เพราะคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้ความรุนแรงบ้างไม่ใช้ความรุนแรงบ้าง มันเป็นภาพคนส่วนใหญ่ของประเทศ  แล้วยิ่งมีสื่อเป็นตัวกลางในการเรียนรู้ สื่อปัจจุบันฉายแต่ภาพทักษะในการจัดการปัญหาด้วยความรุนแรงตลอด ในการเรียนรู้ ผู้ร้ายภาคใต้ ไม่พอใจระบบการปกครองของประเทศ อยากจะแยกเป็นรัฐอิสระก็ใช้วิธีการฆ่า เด็กก็เรียนรู้ ถึงแม้ไม่ชอบวิธีการฆ่าแต่ก็เรียนรู้ว่าวิธีการฆ่าทำให้เกิดผลตรงนี้ได้ ความคิดเหล่านี้มันขยายไปเรื่อยๆ
 ส่วนภาพเชิงบวกในหน้าสื่อ ในหน้าหนังสือพิมพ์ปัจจุบันมันมีกี่เปอร์เซ็นต์ โอเคอาจจะมีมาก แต่อยู่หน้าใน ถามว่า คนที่เข้าไปเรียนรู้มีเยอะไหม น้อยนะ สิ่งเหล่านี้ มันทำให้สังคมเฮโลไปใช้ความรุนแรง เพราะว่าคนที่เห็นด้วยกับความรุนแรงมีปริมาณเยอะกว่าในสังคมประเทศไทยทั้งหมด แล้วคนที่จะสมานฉันท์จริงๆ เชิงบวก มีทักษะในการจัดการปัญหาว่าจะใช้วิธีการอย่างไร มีกลุ่มน้อย เพราะกลุ่มนี้มีเรียนรู้มาไม่กี่คนเอง ตรงนี้ถึงยาก ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด
 อย่างผมทำงานเรื่องครอบครัว ทักษะในการเป็นพ่อแม่นี่แหละ คุณต้องเริ่มจากทักษะจากการแก้ปัญหาของพ่อแม่ ตัวเขาเองต้องปกป้องลูก ไม่ใช่ว่ารอให้สังคมเปลี่ยน เพราะสังคมไม่มีทางเปลี่ยนถ้าไม่มีคนออกมาปกป้อง เขาเองอาจปกป้องลูกได้ แต่สังคมรอบข้าง ครูยังใช้ความรุนแรง สื่อยังใช้ความรุนแรง ลูกก็จะกลายเป็นเหยื่อได้เหมือนกัน แม้ว่าไม่เป็นผู้กระทำ แต่ก็อาจจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำก็ได้
 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความทุกข์ทั้งนั้น ครอบครัวที่สูญเสียก็รู้สึกว่าหมดความปลอดภัยในชีวิต มันหมด เพราะผมสัมผัสอยู่ เรามีโครงการ buddy family ลงไปทำงานกับครอบครัวที่สูญเสีย เราพบว่า ครอบครัวที่ถูกยิงรายวัน เขาก็บอกว่าพวกโจรเป็นคนยิง แต่ถ้าเราเข้าไปกลุ่มมุสลิม กลุ่มกรือเซะ กลุ่มตากใบ เขาก็บอกว่า รัฐทำร้ายเขา ก็มีคนสองกลุ่มว่า ใครทำร้ายใคร คนที่ถูกยิงอาจจะบอกว่าคนที่ยิงเขาคือรัฐ ส่วนรัฐก็บอกว่า คนที่ทำร้ายประชาชนคือโจร ผมว่าเป็นการมองแค่สองจุด แล้วการแก้ปัญหาด้วยการจัดการคนสองกลุ่มนี้? เราต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งไปทำงานด้วย
 ผมเคยลงพื้นที่ครั้งหนึ่งมีคนถูกยิงอยู๋โรงพยาบาล ตำรวจมาถามเฉยๆ ว่าเป็นอย่างไร ผ่านไปเกือบเดือนไม่มีตำรวจมาสอบปากคำ คือกระบวนการยุติธรรม มันไม่เดินถึง คนๆ หนึ่งถูกยิงเกือบตายนอนอยู่ในโรงพยาบาล ถ้าเป็นในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ถ้าพูดได้ ตำรวจต้องมาสอบปากคำและไปสืบแล้ว ผมว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ต้องให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน ต้องให้ตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐานเข้าไปทำงาน ในฐานะที่เราเป็นประชาชน เราเข้าไปทำตรงนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เอ๊ะเราจะช่วยอย่างไร ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้  เราจะทำให้คนในสามจังหวัด สี่จังหวัด เขาเห็นว่า ยังมีประชาชนทั้งประเทศเป็นเพื่อนเขาอยู่ เรายังเป็นคนไทยด้วยกันนะ ทำอย่างไรจึงจะประกาศเรื่องพวกนี้ออกไป ว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน เราจะไม่ทอดทิ้งกัน แม้ว่าเราจะต่างศาสนาวัฒนธรรมกัน
 ผมว่าภาคคนเมืองเราเองเห็นว่า สามสี่จังหวัดภาคใต้แย่แล้ว ยิ่งเช้ายิงพุทธ กลางคืนปาระเบิดเข้าไปในมัสยิส มันเห็นถึงความแตกต่างนะว่า ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนาขึ้น ถ้าความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ แบ่งแยกดินแดนได้แน่นอน  
 ผู้นำความคิดของคนในสังคมคือ "สื่อ" น่ะ ถ้าสื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยความรุนแรง เชื่อมั่นในรความรุนแรงเมื่อไหร่ สื่อจะถ่ายทอดเรื่องความรุนแรงออกไป ผมอ่านคอลัมนิสต์อยู่ในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เขาจะยุเลย อย่างนี้ต้องเด็ดขาด ปล่อยไว้ได้อย่างไร ผมอ่านแล้ว มันตรงใจชาวบ้านนะที่ต้องจัดการ ใช้คำเลยนะว่า ระยำ แต่ไม่ถูกต้อง มันจะเป็นการจุดไฟความแตกแยกขึ้นเรื่อยๆ
 0 ถ้าไม่มีสื่อนำเสนอข่าวเหล่านี้ จะช่วยในการไม่สร้างความรุนแรงให้ขยายวงกว้างมากขึ้น?
  การรายงานเหตุที่เกิดขึ้น จำเป็นไหม จำเป็นนะที่ต้องรายงานสถานการณ์ เพียงแต่ว่ามุมที่รายงานสถานการณ์ต้องลึกและคมกว่านี้ ที่ผ่านมา นักข่าวทำหน้าที่แค่เป็นผู้รายงาน ไม่ใช่เป็นภาพนักข่าวที่ผมเคยเห็นคือเข้าไปเจาะลึก ไปสืบเสาะ เข้าไปทำให้เห็นปรากฎการณ์ที่แท้จริงของสังคม ถ้าแค่รายงานไม่ได้ประโยชน์ ชาวบ้านรู้แค่ว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ข้อเท็จจริงเชิงระบบทั้งหมด ไม่ได้ทำให้เรามาตรึกตรองไตร่ตรองในมุมที่ชัดเจนมากกว่า มันจะเห็นแค่ โจรฆ่าตายอีกแล้ว โจรตัดหัวอีกแล้ว โจรมันระยำ แล้วข้อมูลที่ลึกกว่านั้น กระบวนการสอบสวนเป็นอย่างไร ทำให้คนมีปัญญาน่ะ
 เดี๋ยวนี้ข่าวเจาะลึกที่ให้คนมีปัญญา ผมว่ามันน้อยไป ตรงนี้ถ้าเอาข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่ปรากฎการณ์ทั้งหมดออกมา ทำให้ผู้อ่าน ผู้เสพ คิดตามในสิ่งที่ลึกกว่าปรากฎการณ์ มันต้องมีข้อมูลที่บอกว่าวัฒนธรรมที่โน่นเป็นอย่างไร สภาพแวดล้อมสังคมเป็นอย่างไร ทำไมผู้หญิง เด็กจึงต้องมาโพกผ้าปิดหน้าประท้วงมีรากเหง้ามาอย่างไร ไม่ใช่ลงว่า เอาอีกแล้ว ผู้หญิงพวกนี้ เด็กพวกนี้ออกมาปิดล้อมอีกแล้ว สื่อไม่ได้สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า รากเหง้าวัฒนธรรมของเขาที่เขาออกมาปกป้องมีความเชื่อมาจากอะไร มีความเห็นของเขามาจากอะไร
 มุมมองการถูกปิดล้อม โอเค อาจถูกปลุกระดม แต่ชาวบ้านเชื่อว่ารัฐเป็นคนทำ อย่างล่าสุดที่สะบ้าย้อย เขาเชื่อว่ารัฐเป็นคนยิง ไม่ใช่โจรเป็นคนยิง เพราะเป็นฐานความเชื่อเดิม สื่อต้องนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งด้วยเพื่อให้ชาวบ้านคิดได้ว่า จริงๆ แล้วเราเองที่เป็นข้าราชการที่ใช้อำนาจรัฐในพื้นที่จนถึงปัจจุบันมันทำลายระบบความเชื่อนี้มาตั้งนานแล้ว เราเป็นคนเสพสื่อ เราเห็นว่า มันมีสองมุม ที่ชาวบ้านมาปิดถนน กันเราเข้าไปไม่ให้ดูเพราะมีความเชื่อพื้นฐานแบบนี้นะ  สื่อต้องเสนอ และต้องเป็นสื่อหน้าหนึ่งด้วย เพราะคนอ่านเป็นล้าน เป็นสื่อวิเคราะห์รายสัปดาห์คนอ่านเป็นหมื่นเป็นแสน ยังเปลี่ยนสังคมไม่ได้  
 กลับไปเรื่องครอบครัว แม่ที่ทำทารุณกรรมลูก หนังสือพิมพ์จะโพสต์ว่า "แม่ใจสัตว์" "แม่ใจร้าย แม่ระยำ ทำร้ายลูกได้ลงคอ โอเคมันดูแรง คนอ่าน คนจะเข้ามาดูว่ามันคืออะไร แต่จริงๆ แล้วเหตุของการทารุณกรรมมีมูลเหตุนะ แม่ที่ทำร้ายเด็กได้ แสดงว่าเขาถูกทำร้ายมาก่อน เขาต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูนะ ถ้าคุณด่าเขา ลุกเขาแม้ถูกทำร้ายเขาก็มีนามสกุล มีเชื้อสายเดียวกันนะ เด็กคนนี้จะเติบโตในสังคมอย่างไร ถ้าสังคมบอกว่าแม่มึงน่ะชั่ว เด็กคนนี้จะเติบโตไปกับคำว่าแม่ชั่วไปตลอดชีวิตได้อย่างไร ถ้าเป็นเราล่ะ บอกว่าแม่เราชั่ว แล้วเราจะโตมาได้อย่างไร ถ้าสังคมมองอย่างนี้ นี่คือความทุกข์เด็กที่ถูกทำร้ายซ้ำจากสื่อ
 กลับไปมองที่ภาคใต้ ก็ไปสร้างวงจรความรุนแรงไม่สิ้นสุด ถามว่าผมเข้าใจสื่อไหม เข้าใจแต่ไม่เห็นด้วยกับสื่อ เข้าใจเพราะว่าสื่อต้องนำเสนอภาพ และการพาดหัวต้องคม ชัด เจาะถึงประเด็นเพื่อดึงดูดให้คนเข้าถึง แต่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าสิ่งที่เขาพาดหัว ก่อผลร้ายมากกว่าผลดี แต่เป็นเรื่องที่พูดยาก แค่เรื่องง่ายๆ บางเรื่องสื่อยังไม่เปลี่ยนให้ผมเลย ผมเรียกร้องว่า วันอาทิตย์หนังสือพิมพ์ไม่ลงภาพโป๊ได้ไหม ในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เราเรียกร้องมาสิบกว่าปี ปัจจุบันก็ยังลงอยู่ แค่เป็นเรื่องง่ายๆ เราเรียกร้องอย่างชัดเจน สังคมก็ไม่เห็นด้วยนะ ยังไม่ได้เลย กับยิ่งการพาดหัว ผมว่ามันยิ่งยากใหญ่
 ผมก็ไม่รู้เหมือนว่าจะทำอย่างไรให้สื่อไม่ใช่แค่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตัวเองอย่างเดียว ควรต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งด้วย เพราะเสรีภาพของสื่อที่ได้มาด้วยผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ได้มาด้วยว่าคุณเป็นคนมีอำนาจ คุณมีงบประมาณเยอะ คุณขายโฆษณาในพื้นที่คุณ คุณได้มาเพราะว่าไม่มีบริษัทไหนกล้าหือกับคุณ เพราะว่ายอดพิมพ์คุณสูง มันเอาธุรกิจการตลาดมาทำเป็นตัวมีอำนาจหมดเลย แต่จริงๆ แล้วคุณได้อำนาจมาเพราะประชาชน คุณต้องตอบแทนประชาชน ตอนนี้ผมว่ามันกลับกัน ประชาชนกลายเป็นเหยื่อของหนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์มันส่งผลกระทบกับความเชื่อของคนเยอะมาก มันเปลี่ยนความเชื่อของคนในสังคมเยอะ 

                                      
 
0 ถ้าครอบครัวแข็งแรงก็จะไม่ถูกสื่อหลอกลวง สิ่งที่ทำให้ครอบครัวมีภูมิคุ้มกัน?
 เราต้องเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายส่งเสริมครอบครัวขึ้น มีกลไกสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาส่งเสริมครอบครัว เมื่อทุกหน่วยงาน หันมาส่งเสริมครอบครัว มันจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีขึ้นนะ แต่ จิตวิญญาณของครอบครัวในการปกป้องสังคม ดูแลสังคม ยังไม่เพียงพอถ้าส่งเสริมเรื่องครอบครัวแล้วแต่ละครอบครัวหันมาสนใจแต่ครอบครัวตัวเอง หันมาเห็นแก่ตัวกับครอบครัวตัวเองมันเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งตอนนี้มันเป็นอย่างนั้นอยู่ ทุกคนหันมาดูแลครอบครัวตัวเองและปกป้องครอบครัวตัวเอง เด็กถูกสปอย เด็กมีปัญหา ครอบครัวอื่นไม่สามารถเข้าไปเรียนรู้กับครอบครัวนี้ได้ ถ้าเข้าไปก็หาว่ายุ่ง ครอบครัวขยายหายไป กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว
 สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือทำให้ครอบครัวเรียนรู้ว่า การที่คุณจะสร้างสุขภาวะ หรือว่าความผาสุขของครอบครัว มันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว คุณต้องสร้างสุขให้กับสังคมด้วย คุณต้องสร้างสุขให้กับผู้อื่นด้วย เมื่อคุณสร้างสุขให้กับผู้อื่น ครอบครัวของคุณจะพบกับความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขจากความเห็นแก่ตัวแค่ภายในครอบครัว
 สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ นอกจากให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมครอบครัวแล้ว ครอบครัวเองจะต้องออกไปด้วย ทุกคนมาช่วยครอบครัว แล้วครอบครัวจะต้องออกไปช่วยคนอื่นต่อเป็นลักษณะของการช่วยเหลือกันและกัน ทำอย่างไรให้ครอบครัวเกิดกลุ่มช่วยเหลือกันเองก่อน เช่น ครอบครัวมีทุกข์ เขาไม่รู้ว่าจะเอาลูกไปโรงเรียอนุบาลอย่างไรไม่ร้องไห้ ลูกเริ่มคบเพื่อน ไม่ยอมกลับบ้านทำอย่างไร สัมพันธภาพว่าสามีไปมีกิ๊กจะทำอย่างไร
 แต่ที่ผ่านมาคือทุกข์ใครทุกข์มัน บ้านใครบ้านมัน ทุกคนก็จัดการทุกข์ด้วยตัวเอง เราเอาทุกข์พวกนี้ เอาครอบครัวเหล่านี้มาเจอกัน จัดกลุ่มขึ้นมาเป็น (Self help group) ขึ้นมา กลุ่มที่มีลักษณะของครอบครัวตัวเองที่ใกล้เคียงกันจะรวมกลุ่มกันง่าย กลุ่มที่มีลูกออทิสติก เขาก็จะรวมตัวกัน กลุ่มครอบครัวที่มีปัญหาการหย่าร้างเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเขาก็รวมตัวกัน ทุกข์คล้ายๆ กัน พอมาแลกทุกข์เขาจะช่วยกันว่าประสบการณ์ของฉันเคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ฉันเคยผ่านมาได้ด้วยวิธีการแบบนี้ มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ไม่ต้องมีหมอมาบรรยาย กลุ่มเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นมาในพื้นที่ต่างๆ ทุกข์ร่วมกันรวมกลุ่มกันได้
 เมื่อเขารวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายครอบครัว เขาได้เรียนรู้ว่าประสบการณ์ตัวเองสามารถให้ผู้อื่นได้  เขากลายเป็นผู้รับ เมื่อเรามีทุกข์ เขามาแลกเปลี่ยนเรากลายเป็นผู้ให้ ทำให้จิตใหญ่ขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น เขารู้สึกมีความสุขในการที่จะเป็นผู้ให้มากขึ้น หลายครอบครัวกลายมาเป็นครอบครัวอาสา กระบวนการพวกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรารู้สึกว่า ตอนนี้ไม่ใช่ทุกข์เฉพาะครอบครัวคุณนะ แต่มันเป็นทุกข์ของสังคมด้วย แล้วทุกข์ตอนนี้ของสังคมยิ่งใหญ่คือทุกข์ของครอบครัวที่ภาคใต้ ทุกข์ที่มากระทบต่อสังคมโดยภาพรวม
 
0 ก็เลยเกิดโครงการ Buddy family มีกระบวนการอย่างไรบ้างคะ 
 เป็นลักษณะของการแบ่งเบาทุกข์กับครอบครัวในภาคใต้ ครอบครัวภาคใต้เองก็จะเป็นครอบครัวที่ทำให้ครอบครัวในเมืองเรียนรู้เรื่องจริยธรรม เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมอย่างไร ทุกคนช่วยกันหมด
 กระบวนการแลกเปลี่ยนแบบบั๊ดดี้ ทำให้เกิดกระบวนการสร้างคุณค่าเพิ่ม สิ่งนี้เองเป็นทั้งสิ่งที่ทำอยู่และกระบวนการที่เป็นอุดมคติที่เราตั้งใจไปให้ถึง เช่น buddy family มีอุปสรรคเยอะ เพราะว่า 1. กระบวนการที่จะทำให้เกิดการเป็นบัดดี้กันได้จริง มันต้องเห็นทุกข์ที่ชัด คือครอบครัวภาคกลางจะต้องไปเยี่ยมครอบครัวภาคใต้ที่บ้านให้ได้  ถ้าเขาเห็น เขาเจอจะทำให้เขาอิน เขารู้สึก เขาผูกพัน มันจะกลายเป็นบั๊ดดี้ที่ดีขึ้น แต่ ครอบครัวในเมือง ไม่มีใครกล้าไป เพราะเขาคิดว่ามันน่ากลัว สิ่งที่เราทำได้คือพาครอบครัวทางใต้มากรุงเทพ ฯก็เห็นแค่ตัวคน แต่ไม่เห็นภาพวัฒนธรรม ไม่เห็นสถานการณ์ ตรงนี้ยังเป็นอุปสรรคอยู่ มันดีไหม แต่ยังไม่ดีที่สุด
 ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครอบครัวในเมืองพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับครอบครัวทางใต้ และครอบครัวทางใต้พร้อมที่จะแบ่งปันความเข้าใจในหลักคิดของศาสนา ครอบครัวทางใต้ถือว่าเป็นพระเลยนะ เพราะเขาเคร่งในศาสนา  ครอบครัวในเมืองจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาต้องละหมาด 5 ครั้ง ทำไมต้องดูสำรวม ทำไมต้องปิดหน้าเห็นตา เราก็คุยกันว่า คุณคิดว่าคุณกำลังคุยกับพระแล้วกัน เพราะเขาถือศีล เขายึดมั่นในหลักคำสอน ฉะนั้น เวลาคุณคุยกับพระ คุณจะต้องสำรวมกับพระใช่ไหม คุณก็ต้องสำรวมกับเขา เขาก็ถือว่าเขาถือศีล พุทธเองกลับเป็นคนที่ไม่ถือศีล ในวิถีของมุสลิม ทุกคนถือศีลหมด ฉะนั้นคุณต้องเข้าใจ ครอบครัวในเมืองต้องเรียนรู้ว่า เราน่ะขาดนะ เรายังขาดคุณธรรมนะ เรายังขาดความเป็นพุทธ เรายังเข้าไม่ถึงพุทธที่แท้จริง แต่เขาเข้าถึงศาสนาของเขาแล้ว
 เมื่อมีการแบ่งปัน ทำให้เราเรียนรู้ว่า พุทธเราไม่เคร่งครัด ถ้าเราจะเข้าถึงศาสนาได้ เราก็ต้องเคร่งครัดเหมือนเขา อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นบัดดี้กัน ช่วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้เราไม่เรียกว่าบัดดี้     
 
   0 เกิดเป็นครอบครัวที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเยอะไหมคะ
 เราไม่สามารถทำได้เยอะหรอกในฐานะองค์กรเล็กๆ แต่สิ่งที่มีประโยชน์คือ ต้องทำให้สื่อเข้ามาเห็นภาพเชิงบวกเหล่านี้มากขึ้น สื่อต้องเข้ามาช่วยนำเสนอสิ่งที่เป็นกระบวนการแก้ไขเชิงบวกมากขึ้น ทำให้เห็นปรากฎการณ์ว่า วิธีการสร้างความสมานฉันท์มันอยู่ตรงไหน อยู่ที่หลักคิดอะไร มันไม่ได้อยู่ที่หลักคิดว่า ทุกคนได้หมด มันอยู่ที่หลักคิดว่า ทุกคนช่วยกันหมด มีความเอื้ออาทรกันทางจิตก่อน ตรงนี้เมื่อมีการเห็นทุกข์เห็นสุขกันทางจิตแล้วมันจะเกิดความสมานฉันท์ขึ้นมาโดยตัวมันเอง เพราะทุกคนเข้าใจกัน นี้คือสิ่งที่เราจะหยิบสิ่งเหล่านี้ออกมานำเสนอสู่สังคม 
 สังคมก็เห็นว่า เราทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มต้นเราอาจจะส่งจิตก่อน เราอาจจะบอกว่า ครอบครัวที่ภาคใต้หลายพันชีวิตที่เขาสูญเสียครอบครัวไป เขามีทุกข์อะไรอย่างไรบ้าง เขายังมีทุกข์อีกเยอเยอะ ตอนนี้ขาดองค์กรจัดการที่จะเชื่อมครอบครัว  เชื่อมบุคคล เชื่อมผู้คนที่อยู่ในที่อื่นๆ เราขาดตัวเชื่อมประสานให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน ผมทำได้แค่เล็กๆ  20-30 ครอบครัว มันไม่สามารถทำให้ครอบครัวอีกหลายพันที่สูญเสียกับครอบครัวในเมืองอีกกี่ล้านครอบครัวเชื่อมร้อยกัน  พลังมันไม่พอ
 สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ทำให้เกิดปรากฎการณ์ในสังคมว่าทำได้ ขอเถอะ ใครที่จะเป็นคนทำก็ต้องมีพลังพอ แต่ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำ จะไม่เห็นทางออก เราจะต้องแบ่งแยกกันจริงๆ แล้วหรือ เราจะไม่เป็นคนไทยด้วยกันแล้วหรือ แต่ถ้าทำอย่างนี้ เรายังเป็นไทยด้วยกัน เรายังเป็นพันธมิตรกัน เรายังเอื้ออาทรกันอยู่จริง มันเป้นงานยาก เราจะฉาบฉวยไม่ได้ เป็นงานละเอียดที่จะให้เขาเอาใจสื่อใจกัน
 ฉะนั้นพอรัฐมาทำ จะกลายเป็นงานเชิงปริมาณและฉาบฉวย ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง กระบวนการรัฐต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ภาคประชาสังคมทำงานตรงนี้ ไม่ใช่รัฐเป็นผู้กระทำ แต่ถ้าให้ประชาชนทำ คุณก็ต้องมีกระบวนการส่งเสริมเพื่อให้ประชาชนทำได้ เราพบว่ากระบวนการทำงานของรัฐที่ผ่านมา โดยเฉพาะกระบวนการทางสังคม ไม่เข้มแข็งในความละเอียดอ่อน ไม่เข้มแข็งในเชิงคุณภาพจะได้ในเชิงปริมาณ ซึ่งเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องจิต เรื่องครอบครัวมันต้องเข้าถึงภายในจึงจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 
 สิ่งที่ต้องแก้ไขคือ รัฐต้องเลิกทำตัวเป็นผู้กระทำเอง รัฐต้องสนับสนุนให้ภาคประชาชนทำ ให้เกลายเป็นกองทัพมด ทำให้หลากหลายและมากมาย โดยการทำงานของภาคประชาชน ซึ่งภาคประชาชนเองถ้าจิตเขาพร้อม เขาทำเต็มที่ สื่อที่มีจิตสาธารณะก็อยากทำ แต่กระบวนการเรียนรู้ของรัฐทำให้ประชาชนกลายเป็นคนที่มีจิตไม่เป็นสาธารณะ แต่จริงๆ ไปโทษรัฐก็ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการเมือง ที่ต้องทำตามใจนาย ต้องทำให้ได้ ให้เร็ว ขาดความละเอียด แต่เพื่อการแก้ไข รัฐต้องส่งเสริมภาคประชาชนให้ช่วยกัน
      
0 กิจกรรมสร้างสรรค์การสมานฉันท์ที่เราจะช่วยกันได้ ?
   อย่างเช่น ที่ทำงานใด หรือโรงเรียนใดที่มีผู้ปกครอง มีเด็กนะ ช่วยกันคิดโครงการขึ้นมาเลย เป็นหมื่นเป็นแสนโครงการก็ได้ โครงการไหนผ่านโครงการก็ช่วยกันสนับสนุน ไม่ต้องคิดด่านะ แต่คิดเลยว่าตัวคุณจะทำอะไร นำเสนอออกมาเอยะๆ รัฐก็มาดูโครงการอันไหนดีก็สนับสนุนไป ทำสิ่งที่คุณคิด ก็มากรองได้ รัฐก็ทุ่มภาระนี้ ทุกคนก็ตื่นตัวอยากจะช่วยกันหมดเลย รัฐต้องช่วยสร้างกระแสตื่นตัวขึ้นมาให้ได้
 ตอนนี้รัฐทำเองไง รัฐทำ ทหารทำ ข้าราชการทำ ประชาชนก็นั่งดูเฉยๆ ว่าจะทำได้ไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ด่า ถ้าได้ก็ชมเชย รัฐไม่ปลุกภาคประชาชน รัฐต้องปลุกภาคประชาชนขึ้นมาเลย ช่วยกัน ถ้าเขาจะเขียนจดหมายถึงครอบครัวทางใต้ 100 ฉบับให้กำลังใจผู้สูญเสีย หรือเขาจะส่งเงินไปช่วย หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าเขาได้กระทำสิ่งที่ดีๆ ให้กับคนกลุ่มหนึ่งจะได้รู้สึกดีว่าต้องมีส่วนร่วม ถ้ารัฐปลุกกระแสให้ประชาชนคิดเองและมีส่วนร่วม คุณได้แล้ว ประชาชนจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันและกัน สิ่งเหล่านี้รัฐไม่ได้คิด เพราะคิดว่าจะทำเองตลอดเวลา
 0 แล้วโครงการตลาดนัดครอบครัวทางคลื่น FM 92.5 ในรายการครอบครัวคุยกันละคะ สานต่อโครงการต่างๆ อย่างไร ?
   แทนที่เราจะทำกันในกลุ่ม 10 ครอบครัว ก็กลายเป็นทั่วประเทศ  เกิดเป็นตลาดนัดครอบครัวขึ้น ทำให้ครอบครัวช่วยเหลือกันและกันได้กลางอากาศ ทางรายการวิทยุ ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทุกข์ของคนๆ หนึ่งถ้าคนรับฟัง จะมีคนอีกเยอะมากที่มีทุกข์คล้ายเขา และการมีคนที่มีความทุกข์คล้ยเขามาแลกเปลี่ยนกับทุกข์ของตัวเอง บอกประสบการณ์ของตัวเอง มันจะทำให้หลายคนเห็นว่าเขามีกระบวนการแบบนั้นๆ แก้ปัญหา
 ก็นำไปสู่สมัชชาครอบครัว เราทำให้ครอบครัวทุกส่วนมาส่งเสียง ครอบครัวจะมาบ่นว่าสื่อไม่ดี เด็กใช้มือถือเยอะ ถนนหนทางไม่เอื้อให้กับครอบครัวพิการ เพราะฉะนั้นพลังครอบครัวต้องออกมาพูดกัน มันต้องให้ระบบสังคมเอื้อประโยชน์ต้อครอบครัวด้วย สมัชชาเป็นการเปิดเสียงของครอบครัว เพราะแต่ละคนมีครอบครัว มีอุปสรรค เราเห็น เราก็มาช่วยกันแก้ บางครอบครัวบอกว่า ทีวีทำร้ายเขา อินเทอร์เน็ตทำร้ายเขา แต่คุณต้องออมาช่วยกันพูดดังๆ
 ปีนี้เรามาทำเรื่องโครงสร้างเพราะรัฐบาลอยู่ชั่วคราว เราต้องทำเรื่องกฎหมายให้ได้ก่อน และพยายามเร่งทำให้เสร็จในรัฐบาลนี้ ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญบรรจุเรื่องการส่งเสริมครอบครัวไว้ด้วย นั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก

                                         

(สัมภาษณ์พิเศษเนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉบับ 774) มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง จุมพล นพทิพย์ ภาพ  )




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
apooh วันที่ : 21/05/2007 เวลา : 19.24 น.
Reduce..Re-use..Re-cycle


ทุกๆสิ่งเริ่มต้นที่บ้าน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Nity วันที่ : 31/03/2007 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

พี่หมอนไม้ บางทีก็ไม่มีอะไรหรอก เซ้งๆ บ้าง เบื่อๆ ไม่รู้ว่าทำไรอยู่ในชีวิต บางครั้งมีเป้าหมาย บางครั้งไม่มีเป้าหมาย พยายาทำงานเพื่อลบเลือนอะไรก็ไม่รู้..

ซึ่งคิดไปก็ได้อย่าง
ไม่คิดไป ก็ได้อย่าง

ขอบคุณครับ

มีความสุขวันเสาร์ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน