• Monchai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : monchai83@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-07
  • จำนวนเรื่อง : 1098
  • จำนวนผู้ชม : 3098577
  • ส่ง msg :
  • โหวต 331 คน
การตลาด แบบธรรมชาติ
การสร้างแบรนด์, การตลาด, การบริหารงานขาย, Trade Marketing, Leadership, General Knowledge
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/monchai83
วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม 2559
Posted by Monchai , ผู้อ่าน : 1203 , 07:32:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน rattiya , february26 และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

อาจารย์สุมาลีเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีความสามารถและมีความรู้สูงมาก อาจารย์เป็นคนที่สอนและเป็นตัวอย่างให้ผมเป็นผมทุกวันนี้ น่าเสียดายอายุสั้น…….อาจารย์เสียชีวิตไปหลายปีแล้วอย่างสงบจริงๆ  ตอนจากไปอาจารย์ยังได้เป็นตัวอย่างและสอนเรื่องสุดท้ายให้ผมอีกคือ...

วิธีจากโลกไปอย่างสงบ..…”ร่างกาย และ จิตใจ ในภาวะใกล้ตาย

 

ความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย

ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในภาวะใกล้ตายจะทำให้ญาติและผู้ให้การรักษาสามารถดูแลคนใกล้ตายได้ถูกต้องเหมาะสมขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ป่วยอย่างยิ่ง เพราะทำให้สามารถลดการรักษาที่นอกจากไม่ จำเป็นแล้วยังทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น และไม่เป็นประโยชน์ใดๆ แก่ใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะแก่คนใกล้ตาย

  • เมื่อใกล้ตาย ความอ่อนเพลียเป็นสิ่งที่ควรยอมรับ ไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใดๆ สำหรับความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้น
    เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี  ควรให้ผู้ป่วยในระยะนี้ได้พักผ่อนให้เต็มที่
  • คนใกล้ตาย จะเบื่ออาหาร และกินอาหารน้อยลง จากการศึกษาพบว่า ความเบื่ออาหารที่เกิดขึ้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะ ทำให้มีสารคีโตนในร่างกายเพิ่มขึ้น สารคีโตนจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น  และบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
  • คนใกล้ตาย จะดื่มน้ำน้อยลง หรือ งดดื่มเลย  ภาวะขาดน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้ตาย  ไม่ทำให้ผู้ป่วยทรมานมากขึ้น
    ตรงกันข้ามกลับกระตุ้น ให้มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น
  • หากปาก ริมฝีปากแห้ง จมูกแห้ง และตาแห้ง ให้หมั่นทำความสะอาด และรักษาความชื้นไว้
    โดยอาจใช้สำลี หรือ ผ้าสะอาดชุบน้ำแตะที่ปาก ริมฝีปาก หรือใช้สีผึ้งทาริมฝีปาก สำหรับตาก็ให้หยอดน้ำตาเทียม
  • คนใกล้ตาย จะรู้สึกง่วง และ อาจนอนหลับตลอดเวลา  ผู้ดูแลควรให้ผู้ป่วยหลับ ไม่ควรพยายามปลุกให้ตื่น
  • เมื่อคนใกล้ตายไม่รู้สึกตัว  ไม่ควรคิดว่าเขาไม่สามารถรับรู้ หรือ ได้ยินสิ่งที่มีคนพูดกันอยู่ข้างๆ
    เพราะเขาอาจจะยังได้ยินและรับรู้ได้ แต่..ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นทราบได้ จึงไม่ควรพูดคุยกัน ในสิ่งที่จะทำให้เขาไม่สบายใจหรือเป็นกังวล
  • การร้องครวญคราง หรือมีหน้าตาบิดเบี้ยว อาจไม่ได้เกิดความเจ็บปวดเสมอไป
    แต่..อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ซึ่งแพทย์สามารถให้ยาระงับอาการเหล่านี้ได้
  • คนใกล้ตาย อาจมีเสมหะมาก  ควรให้ยาลดเสมหะแทนการดูดเสมหะ  ซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทรมานเพิ่มขึ้นด้วย  (เฉพาะคนที่ใกล้ตายเท่านั้น  ไม่รวมถึงผู้ป่วยอื่นๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูดเสมหะ)

 

ความเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ

โดยทั่วไปเมื่อกายป่วย  ใจจะป่วยด้วยเสมอ   ยิ่งคนที่ป่วยหนักใกล้ตายด้วยแล้ว  ยิ่งต้องการการดูแลประคับประคองใจอย่างมาก

สิ่งที่คนใกล้ตายกลัวที่สุด คือ  การถูกทอดทิ้ง การอยู่โดดเดี่ยว
สิ่งที่คนใกล้ตายต้องการ คือ  ใครสักคนที่เข้าใจ และอยู่ข้างๆ เขาเมื่อเขาต้องการ  แต่ละคนก็อาจมีความรู้สึก  และความต้องการต่างกันไป

ฉะนั้นผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ก็ควรให้โอกาสคนใกล้ตายได้แสดงความรู้สึก และความต้องการ โดยการพูดคุยและเป็นผู้รับฟังที่ดี และควรปฏิบัติตามความต้องการของคนใกล้ตาย ซึ่ง หมายรวมถึงความต้องการในด้านการรักษา

ต้องประเมินก่อนว่าความต้องการนั้น เกิดจากการตัดสินใจบนพื้นฐานใด
หากเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์  ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง  ก็ควรชะลอการปฏิบัติไว้ก่อน
และควรให้การประคับประคองใจจนสบายใจขึ้น กับทั้งให้โอกาสผู้ใกล้ตาย เปลี่ยนความต้องการ และความตั้งใจได้เสมอ

ความรู้เกี่ยวกับการตาย

ปัจจุบันมีความสนใจเรื่องความตายมากขึ้น แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ในยุคก่อนไม่สนใจเรื่องความตายเลย จนเกือบจะเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรพูดถึง ก็ได้ให้ความสนใจและมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะความตายได้กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นแล้ว วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ทำให้มนุษย์มีโอกาสตายตาม ธรรมชาติได้น้อยลง ความตายอย่างสงบจึงไม่เกิดขึ้น ในบางประเทศไม่มีโอกาสได้ตายอย่างสงบที่บ้าน แต่ตายอย่างโดดเดี่ยวและทรมานในโรงพยาบาล โดยตายกับสายระโยงระยาง ที่เข้า-ออกจากร่างกายและเครื่องมืออุปกรณ์ที่อยู่รอบตัว

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับความตายมากขึ้น โดยเฉพาะในวงการแพทย์ สถาบันการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามให้คำจำกัดความของการตายดีไว้ว่า 

การตายดี คือ การตายที่ปลอดจากความทุกข์ทรมาน ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของผู้ป่วย ญาติ และผู้ให้การรักษา และโดยทั่วไป ควรเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ป่วยและญาติ บนพื้นฐานของการรักษาด้านการแพทย์ วัฒนธรรม และจริยธรรมที่ได้มาตรฐานและดีงาม”

ส่วน “การตายดี” ในแง่พุทธศาสนานั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนไว้ในหนังสือ การแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์ เรื่องช่วยให้ตายเร็วหรือช่วยให้ตายช้า ว่า…..

          “ในคัมภีร์พุทธศาสนา พูดถึงเสมอว่า อย่างไรเป็นการตายที่ดี ท่านมักใช้คำสั้นๆ ว่า มีสติ ไม่หลงตาย” และที่ว่าตายดีนั้น ไม่ใช่เฉพาะตายแล้วจะไปสู่สุคติเท่านั้น แต่ขณะที่ตายก็เป็นจุดสำคัญ ที่ว่าต้องมีจิตใจที่ดี คือ มีสติไม่หลงตาย”

          “ที่ว่าไม่หลงตาย คือ มีจิตใจ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว    จิตใจดีงาม ผ่องใส เบิกบาน    จิตใจนึกถึงหรือเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งที่ดี จึงมีประเพณีที่ว่าจะให้ผู้ตายได้ยินได้ฟังสิ่งที่ดีงาม เช่น บทสวดมนต์ หรือคำกล่าวเกี่ยวกับพุทธคุณ อย่างที่ใช้คำว่า “บอกอรหัง ก็เป็นคติที่ให้รู้ว่าเป็นการ บอกสิ่งสำหรับยึดเหนี่ยวในทางใจ ให้แก่ผู้ที่กำลังป่วยหนักในขั้นสุดท้าย ให้จิตใจเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัย เรื่องบุญกุศลหรือเรื่องที่ได้ทำความดีมา เป็นต้น”

           “อย่างไรก็ตาม ยังมีการตายที่ดีกว่านั้นอีก คือ ให้เป็นการตายที่ใจมีความรู้ หมายถึงความรู้เท่าทันชีวิต จนกระทั่งยอมรับความจริงของความตาย หรือความเป็นอนิจจังได้ เพียงแค่ว่าคนที่จะตายมีจิตยึดเหนี่ยวอยู่กับบุญกุศล ความดี ก็นับว่าดีแล้ว แต่ถ้าเป็นจิตใจที่มีความรู้เท่าทัน จิตใจนั้นก็จะมีความสว่าง ไม่เกาะเกี่ยว ไม่มีความยึดติด เป็นจิตใจที่โปร่งโล่งเป็นอิสระแท้จริง ขั้นนี้แหละถือว่าดีที่สุด”

นอกจากนั้นท่านเจ้าคุณพระ-ธรรมปิฎกยังได้แทรกคติทางพุทธเกี่ยวกับจิตตอนที่จะตายว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ก็เป็นอันหวังทุคติได้ และเมื่อใจไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติก็เป็นอันหวังได้”    

จากความหมายของการตายดีและคติทางพุทธเกี่ยวกับจิตตอนที่จะตาย ทำให้เห็นความสำคัญของการทำจิตให้ผ่องใสในเวลาที่จะตาย ความรู้นี้เป็นประโยชน์ในการที่เราจะให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ใกล้ตายด้านจิตใจ ซึ่งศาสนาอื่นทุกศาสนาก็ให้ความสำคัญต่อจิตใจเมื่อใกล้ตายเช่นเดียวกัน โดยจะมีพระหรือบาทหลวงในศาสนานั้นมาเยี่ยมและปลอบขวัญผู้ป่วยที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยให้คนใกล้ตายได้ ตายด้วยจิตอันสงบ ตายกับสติไม่หลงตาย ซึ่งถือว่าเป็นการตายที่ดี จะเห็นว่าความหมายของการตายดีในแง่มุมของศาสนาต่างๆ นั้น มีความลุ่มลึก และลึกซึ้งกว่าความหมายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ทางตะวันตก และกำลังได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ และคนทั่วไปนอก จากนั้นทางพุทธศาสนาถือว่าชีวิตคนมีโอกาสตลอดเวลาจนถึงวาระสุดท้าย กล่าวคือแม้ถึงวาระสุดท้ายมนุษย์ก็ยังไม่หมดโอกาสที่จะได้สิ่งดีที่สุดของชีวิต หากบุคคลผู้นั้นมีปัญญารู้เท่าทันชีวิตและบรรลุธรรมในขณะจิตสุดท้ายตอนจะดับ

แนวทางการช่วยเหลือคนใกล้ตาย

เมื่อมีความรู้ความเข้าใจด้านร่างกายและจิตใจของคนใกล้ตาย และความตายดังกล่าวแล้ว ก็สามารถช่วยเหลือคนใกล้ตายได้ โดย

  • มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือ     จิตใจที่อยากช่วยเหลือเป็นคุณสมบัติแรกที่ควรต้องมี เพราะจิตใจนั้นจะแสดงออกทางกาย วาจาที่คนใกล้ตายสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ เอื้อให้สิ่งที่จะทำเพื่อช่วยเหลือต่อไปได้ผลดี
  • รู้เขารู้เรา     คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ และทัศนคติ คนใกล้ตายก็เช่นเดียวกัน แม้จะเหมือนและคล้ายกันในบางเรื่อง แต่ก็มีความต่างกันด้วย    ในการให้ความช่วยเหลือจึงต้องรู้จักคนใกล้ตายในด้านความเจ็บป่วยทางกาย ซึ่งทราบได้จากแพทย์ที่ให้การรักษา และรู้จักสภาพจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ วัฒนธรรม และเศรษฐฐานะ ซึ่งจะรู้ได้ไม่ยาก ด้วยการให้คนใกล้ตายได้มีโอกาสระบายความรู้สึก บอกความต้องการ โดยผู้ให้ความช่วยเหลือ ใส่ใจรับฟังและใช้ความสังเกต

เมื่อ “รู้เขา” แล้วก็สามารถช่วยเหลือได้ถูกต้องและเหมาะสม โดยปรับใช้วิธีการให้เข้ากับสภาพและภูมิหลังของคนใกล้ตาย โดยเฉพาะในด้านจิตใจและความรู้สึก เช่น เรื่องที่จะทำให้จิตใจสบายของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ก็ต้องเลือกพูดและเลือกทำให้เหมาะสม ในกรณีที่ผู้ใกล้ตายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมก็ควรเปิดโอกาส ให้ได้เจริญสติโดยไม่ถูกรบกวน และช่วยให้คนใกล้ตายได้ใช้พลังในตัวเขาเองเผชิญกับความตายที่จะมาถึง

สำหรับการ “รู้เรา” คือ การรู้จักความสามารถและสภาพจิตใจของตนเองก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในด้านจิตใจ ผู้ให้ความช่วยเหลือต้องมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงและสติตั้งมั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วนอกจากเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อตนเองด้วย ผู้ที่เคยช่วยเหลือคนใกล้ตายมีประสบการณ์ตรงกันว่าเกิดพลังขึ้นในตนเอง เมื่อการช่วยเหลือนั้นประกอบด้วยเมตตา กรุณา และอุเบกขา

  • เอาใจเขามาใส่ใจเรา     การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้สามารถช่วยเหลือคนใกล้ตายได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่เขาต้องการ คือ ใครสักคนที่พยายามเข้าใจเขา และให้ความเอาใจใส่เขา แม้เมื่อเขาไม่สามารถโต้ตอบได้ การสัมผัส การจับมือ ก็สามารถช่วยให้เขารู้สึกดีและสงบได้

สรุป
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น เรื่องเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายยังมีอีกมากมายและล้วนแต่น่าสนใจและน่าศึกษา ทั้งในด้านการแพทย์และด้านศาสนา สำหรับหนังสือภาษาไทยที่มีให้หาอ่าน คือ “เหนือห้วงมหรรณพ และ ประตูสู่ภาวะใหม่” ซึ่งพระไพศาล วิสาโล ได้แปลจากหนังสือเรื่อง “The Tibetan Book of Living and Dying “ โดยท่านโซเกียล รินโปเช ซึ่งให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความตาย และวิธีช่วยเหลือผู้ใกล้ตายอย่างดีเยี่ยมควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง     ตอนหนึ่งที่ท่านไพศาลแปลไว้มีความว่า…..

          “สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าหวัง ก็คือ หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้หมอทั่วโลกตระหนักว่า การอนุญาตให้ผู้ใกล้ตายได้จากไปอย่างสงบและเป็นสุขนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง    ข้าพเจ้าใคร่ขอวิงวอนต่อบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน และหวังว่าจะช่วยให้เขาเหล่านั้น ค้นพบหนทางในการทำให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แห่งความตายอันยากลำบากนี้ ผ่านไปอย่างง่ายดาย ไม่เจ็บปวด และสงบ เท่าที่จะทำได้ การตายอย่างสงบเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญโดยแท้ อาจสำคัญยิ่งกว่าสิทธิในการลงคะแนนเสียงหรือสิทธิที่จะได้ความยุติธรรมเสียอีก ทุกศาสนาสอนว่า นี้เป็นสิทธิที่มีผลอย่างมากต่อปกติสุข และอนาคตทางจิตวิญญาณของผู้ใกล้ตาย”

          “ไม่มีสิ่งประเสริฐใดๆ ที่คุณสามารถจะให้ได้ นอกเหนือจากการช่วยให้บุคคลตายด้วยดี”

เมื่อการดูแลช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย มีความสำคัญถึงเพียงนี้ ถึงเวลาหรือยังที่เราไม่ว่าจะเป็นใครควรที่จะใช้ความสนใจศึกษาและฝึกฝนตนเองให้สามารถเผชิญกับความตายของผู้อื่นและของตนเองได้ โดยช่วยให้ผู้อื่น  และตนเองตายดี ตายกับสติ ไม่หลงตาย คือ มีศิลปะในการตาย ซึ่งเท่ากับมีศิลปะในการดำเนินชีวิตนั่นเอง เพราะคนเราอยู่อย่างไรก็ตายอย่างนั้น ตายอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว หากเราช่วยเหลือกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการตาย สิ่งที่จะได้ก่อน คือ ศิลปะในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีคุณภาพและเกิดความสงบสุขโดยทั่วกัน

ข้อมูลสื่อ

ชื่อไฟล์: 296-002

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 296

 


ศ.พญ.สุมาลี นิมมานนิตย์ :  ความตายได้กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นแล้ว  วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ทำให้มนุษย์มีโอกาสตายตาม ธรรมชาติได้น้อยลง ความตายอย่างสงบจึงไม่เกิดขึ้น  ไม่มีโอกาสได้ตายอย่างสงบที่บ้าน  แต่ตายอย่างโดดเดี่ยวและทรมานในโรงพยาบาล  โดยตายกับสายระโยงระยางที่เข้า-ออกจากร่างกาย และเครื่องมืออุปกรณ์ที่อยู่รอบตัว

 

จาก https://ac127.wordpress.com/2016/03/17/12118/





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 Monchai ถูกใจสิ่งนี้ (1)
มาลีรัตน์ วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maleerat

ขอบคุณนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 Monchai ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ขอบคุณค่ะ
จากงานที่ทำอยู่ขณะนี้ มีคนไข้หลายราย ญาติพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้คนไข้มีชีวิตอยู่ต่อไป ...เเม้ว่าคนไข้จะพูดไม่ได้เเล้ว..ให้อาหารทางสายยาง..ร้องทุกครั้งที่มีการพลิกตัว...กฏหมายเยอรมันไม่เอื้ออำนวยให้เเพทย์ตัดสินใจอะไรได้...

ความคิดเห็นที่ 5 Monchai ถูกใจสิ่งนี้ (1)
วารี วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nsdiary

อ.สุมาลึท่านเป็นอาจารย์ที่ประเสริฐมากๆค่ะ ท่านทุ่มทั้งชีวิตเพื่อคนไข้ แม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แม้จะไม่ได้เรียนกับท่านโดยตรงมากนัก. แต่ก็จะพยายามสานต่องานของท่านเพื่อคนไข้ อาจารย์ใหญ่ที่มีชีว้ตค่ะ ขอบคุณาี่นำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
วารี วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nsdiary

อ.สุมาลึท่านเป็นอาจารย์ที่ประเสริฐมากๆค่ะ ท่านทุ่มทั้งชีวิตเพื่อคนไข้ แม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แม้จะไม่ได้เรียนกับท่านโดยตรงมากนัก. แต่ก็จะพยายามสานต่องานของท่านเพื่อคนไข้ อาจารย์ใหญ่ที่มีชีว้ตค่ะ ขอบคุณาี่นำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 Monchai ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

พยายามทำความรู้จักกับความเจ็บป่วยและความตาย

บางครั้งก็คิดว่าพร้อม แต่อีกใจมันก็ยังไม่อยากจากไป

คงต้องฝึกฝนกันอีก....

ความคิดเห็นที่ 2 Monchai ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แดนอีศาน วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FogSea

ชอบอ่านเรื่องธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เขียนโดย ท่าน ป.อ.ปยุตโต ขอขอบคุณ !

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แดนอีศาน วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FogSea

ชอบอ่านเรื่องธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เขียนโดย ท่าน ป.อ.ปยุตโต ขอขอบคุณ !

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]


เมื่อคุณอายุ 60 ปี คุณมีเป้าหมาย อะไร
มีเงินเก็บ มากกว่า 1 ล้านบาท
167 คน
มีตำแหน่ง เทียบเท่า หรือสูงกว่าผู้จัดการ
16 คน
เป็นที่รู้จัก ของประชาชน
13 คน
มีความสุข อยู่กับครอบครัว
535 คน
มีสุขภาพแข็งแรง
757 คน

  โหวต 1488 คน