*/
  • มนนิตา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : monnita_m@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-26
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 186150
  • จำนวนผู้โหวต : 95
  • ส่ง msg :
  • โหวต 95 คน
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2550
Posted by มนนิตา , ผู้อ่าน : 2420 , 20:26:06 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คะวันกำลังจะตกตินที่เชียงใหม่

ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยกาซคาร์บอน หรือมุ่งเร่งแก้เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เพียงด้านเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการแก้ปัญหาในเชิงสังคมด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่ารัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางด้านสังคมที่เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนด้วย เพราะเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกกำลังหลอมละลาย ปริมาณที่ดินบนโลกกำลังค่อยๆลดลง อาจารย์นิธิตั้งคำถามว่า “รัฐบาลเตรียมตั้งรับอย่างไรเรื่อง ปัญหาราคาที่ดินแพงขึ้น การขาดที่ดินเพาะปลูก และในเนื้อดินที่มีอยู่จะเพิ่มผลผลิตอย่างไร เมื่อปริมาณน้ำน้อยลงหรือมากขึ้น เตรียมสร้างความรู้หรือพัฒนาพันธุ์พืชอย่างเช่น ข้าว อย่างไรบ้าง”

 

ประเด็นที่กล่าวมานี้อาจจะไม่ค่อยได้รับความสำคัญหรือถกกันในวงกว้าง กระแสโลกร้อนที่กำลังมาแรงผู้คนได้ถูกปลุกให้ตื่นแล้วว่าต้องร่วมกันต้านปัญหาโลกร้อน แต่เรื่องทางสังคมนั้นเป็นเรื่องที่เพิกเฉยไม่ได้ อย่างเช่นที่ญี่ปุ่นเอง นักเศรษฐศาสตร์ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่าปัญหาน้ำท่วมทำให้แผ่นดินหายไป ส่งผลให้ราคาที่ดินแพงขึ้นมาก และความสัมพันธ์ทางสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะคนต้องต่อรองกันหนักหน่วงมากขึ้นเพื่อใช้ที่ดินที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

อาจารย์นิธิเสริมในการอภิปรายในหัวข้อ “สังคมจะร่มเย็นและเป็นสุขได้อย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  “ปัญหากำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยแต่เราขาดพลังทางวิชาการ ที่จะเตรียมรับมือเรื่องสังคม ที่ดิน ภูเขา และความรู้จากชาวบ้านมักจะถูกมองข้าม อย่างเช่นในประเทศไทยผู้ที่สำนึกเรื่องโลกร้อนก่อนใครก็คือชาวไร่มันสำปะหลังที่โคราช เพราะชาวบ้านรู้ได้ว่าปลูกมันสำปะหลังไม่ได้แล้ว และต้องหาพืชชนิดอื่นมาปลูกทดแทน”

อาจารย์นิธิให้ความสำคัญกับความรู้ที่มาจากท้องถิ่นและชาวบ้านในชุมชน เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าชาวบ้านสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงย่อมจะเข้าใจสถานการณ์มากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยพยายามสร้างองค์ความรู้แต่เป็นความรู้ที่ตัดขาดจากชาวบ้าน  และคนไทยไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องการต่อรองว่าควรจะมีกลวิธีจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร  อย่างเช่นเวลาคนจนปิดทำเนียบประท้วง คนชั้นกลางจะไม่เข้าใจและคิดแต่เพียงว่าเมื่อคนจนประท้วงทำให้รถติดและตนเดือดร้อน

นอกจากนั้นอาจารย์ ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ จากศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนายั่งยืน  เสริมในประเด็นเรื่องการต่อรองว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ต่อรอง และช่วยหนุนให้ชาวบ้านนำเสนอสิ่งที่ตนรู้เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาล เพื่อความอยู่รอดของชาวบ้านด้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่มีโอกาสทำงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับท้องถิ่นของตนจึงเกิดปัญหาตามมามากมาย

อาจารย์ชยันต์ กล่าวถึงข้อเสนอสี่ประการที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข โดยจะต้องคำนึงถึง

  1. ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (environmental justice) โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงทรัพยากรอย่างทั่วถึง และใช้ทรัพยากรโดยคิดถึงคนรุ่นลูกหลานด้วย

  2. ความยุติธรรมทางสังคม  (social justice) โดยมีการปกครองแบบธรรมาภิบาล และมีข้อปฏิบัติให้เป็นจริง โดยที่ไม่ได้เขียนไว้สวยหรูในรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว  เช่น แรงงานไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ เด็กไม่โดนทารุณกรรม

  3. ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบผู้มีอำนาจ หรือผู้ประสงค์ร้ายต่อสังคม  และประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

  4. การให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์  โดยไม่มุ่งประโยชน์จากการท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะที่ผ่านมารัฐไทยมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียง “คนอื่น” เท่านั้น 

อาจารย์นิธิย้ำว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่หลากหลาย แต่คนไทยรู้เรื่องของคนไทยกลุ่มต่างๆน้อยมาก แค่เรื่องภาษาอย่างเดียว  UNESCO ศึกษาพบว่าไทยมีภาษาที่แตกต่างกันถึง 70 ภาษา โดยที่ยังไม่นับรวมภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงเห็นได้ว่ามีความแตกต่างสูงในประเทศ และประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแต่คนไทยที่พูดภาษาไทยเท่านั้น และความหลากหลายนี้เป็นที่มาของความเข้มแข็งของชาติ เปรียบเสมือนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีระบบนิเวศมากมาย ความหลากหลายทำให้สังคมแข็งแกร่งและดำรงอยู่ได้

ฉันไปนั่งฟังการอภิปรายมาค่ะ เลยเก็บประเด็นจากนักวิชาการด้านสังคมมาให้อ่านกัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาสังคม อดคิดไม่ได้ว่าต่อไปถ้าราคาที่ดินในไทยแพงขึ้นๆเพราะปริมาณที่ดินจำนวนมากจมน้ำ แล้วคนไทยแต่ละกลุ่มจะต่อรองกันอย่างไร ใครจะเข้ามาจัดการความขัดแย้ง แล้วคนจนในเมืองใหญ่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร 

นักการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ตอนนี้ ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า????

 

    


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 05/12/2007 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/piglet22

สุขสันต์วันพ่อค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 04/12/2007 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nnnnnn
จอมยุทธไพร หัวใจพอเพียง

ทุกสื่อต่างก็ช่วยกันรณรงค์...

แล้ววันนี้คุณลงมือกระทำกันแล้วหรือยัง?

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
midnightcopy วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 01.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/midnightcopy

เฮ้อ....เมืองไทย....

ถอนใจได้
แต่ถอดใจไม่ได้
ทุกคนต้องร่วมมือกันค่ะ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
รั้วสีขาว วันที่ : 02/12/2007 เวลา : 03.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/seewesea

เมื่อถึงจุดหนึ่ง สภาวะแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาทางด้านสังคมต้องหนักขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ที่สำคัญ นักการเมืองยังถกเถียงกันไม่จบในเรื่องของการหาเสียงที่ว่า ให้เรียนฟรี รักษาฟรี จะไม่มีความยากจน นโยบายหาเสียงของนักการเมืองคงไม่มีประเด็นนี้ในสมองแน่นอนครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 01/12/2007 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8


ปัญหาโลกร้อน เกิดจาก คาร์บอนไดออกไซด์ + สารซีเอฟซี....ซึ่งเกิดจาก
1.การเผาไฟ การเผาไหม้ต่างๆ
2.ควันพิษจากยานพาหนะต่างๆ
3.การทำงานของแอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้สารซีเอฟซี
4.โรงงานอุตสาหกรรม

ข้อ 1. น่าจะแก้ไขได้ง่ายที่สุด....แต่กลับแก้ไขได้ยากที่สุดเพราะเป็นเรื่องของเกษตรกรรม...ล่าสุดปีที่แล้วก็ลุกลามใหญ่โตเสียจนเชียงใหม่กลายเป็นเมืองในหมอกควัน
ข้อ 2.ไม่มีการรณรงค์อย่างจริงจังในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ไม่มีการบำรุงรักษา....หน่วยงานราชการก็ติดขัดทั้งในเรื่องของตัวบุคคลากร เครื่องไม้เครื่องมือและวัฒนธรรมการทำงานของเมืองไทย
ข้อ 3.เราใช้แอร์เพิ่มขึ้น...แต่การใช้สารซีเอฟซีก็เปลี่ยนแปลงไป...โดยใส้สารซีเอฟซีที่เป็นมลพิษน้อยลง
ข้อ 4.โรงงานอุตสาหกรรม....การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ....การบังคับใช้กฎหมายและการต่างประเทศ....

ดูแล้วคงต้องแหกปากเรียกร้องกันอีกหลายเหนื่อยกว่าที่....สภาวะโลกร้อนเร็วขึ้นจะลดลงอยู่ในระดับที่เราพอใจได้....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

ยากค่ะ...ที่จะให้นักการเมืองอาชีพคิด...อะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง...ส่วนใหญ่ก็จะเอาใจเรื่องปากท้องแหละค่ะ...ยากส์ที่จะเห็นแก่ประโยชน์ภาพรวมจริง ๆ
ก็ต้องทำใจนะคะ...เอาเป็นว่าไปเลือกคนที่แย่น้อยที่สุดแล้วกัน...ไม่ฝันกลางวันมากเกินไป...พอเป็นไปได้น่ะค่ะ

แวะมาขอบคุณที่จะสนับสนุนโครงการดี ๆ ค่ะ..ขอบคุณจากใจ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/piglet22

ถ้าวันนั้นมาถึงเราคงต้องอยู่แบบมนุษย์กระป๋องแน่เลยค่ะ
เพราะงั้นเราต้องช่วยกันนะค่ะ มนุษย์เปลี่ยนแปลงโลกได้เสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
1000mile วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 20.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/1000mile

นักการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ตอนนี้ ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า????

หุ หุ คิดว่าคงไม่คิดมั้งคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สายธาร วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour


แวะมาเติมกำลังใจ.....ใหช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน




+++ สุขภาพดี....มีความสุข...ทานอาหารค่ำให้อร่อย.. วันจันทร์ ครับ+++++

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 20.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ความจริงเรารณรงค์เรื่องนี้กันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ดิฉันยังเป็นเด็ก ผ่านมาก็หลายสิบปี จนป่านนี้ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า รู้สึกเหมือนไฟไหม้ฟาง ฮือฮากันเดี๋ยวเดียว ก็จางหาย

หากคนไทยหกสิบกว่าล้านคนช่วยกันคนทุกคน คนละเล็กน้อย แต่ทําอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าต้องได้ผลนานแล้ว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 26/11/2007 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

น่าสนใจค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน