• bigpiggy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-22
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 11829
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน 2551
Posted by bigpiggy , ผู้อ่าน : 1541 , 18:33:24 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ได้รับฟอร์เวิร์ดอีเมล์จากพี่สาวอยู่ C.P. สาขาตรัง ซึ่งจะส่งมาให้อ่านเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นบทความเกี่ยวกับมุมมองจากผู้บริหารหรือคนทำงานในองค์กรต่างๆ ที่คนในเครือกลุ่มบริษัทซี.พี.จะส่งให้กัน หมูน้อยๆ อ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของคุณตัน ภาสกรนที ในหัวข้อ “Think out of the Box” การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสของธุรกิจ ในยามเศรษฐกิจเช่นนี้ ต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น คุณตันได้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงของโออิชิกรุ๊ปอย่างเห็นภาพ ขอสรุปเป็นตอนๆ ก่อนเชื่อมโยงไปยังการทำงานของตนเองนะคะ

 

‘ตัน โออิชิ' - ตัน ภาสกรนที ประธานบริหารโออิชิกรุ๊ป พูดให้ลูกค้าแบงก์กสิกรไทยฟังเมื่อเร็วๆ นี้ วันนั้นบางคนฟังแล้วอึ้ง บางคนฟังแล้วทึ่ง แต่ทุกคนตั้งใจฟังต่อ ว่าตันจะขยายความอย่างไร 

                                      
ตัน ภาสกรนที
                “วันนี้ธุรกิจแข่งขันกัน แล้วธุรกิจใหม่เกิดขึ้นทุกวัน วิกฤตมาตลอดเป็นระลอกๆ แต่สำหรับผม วิกฤตคือโอกาส วันนี้น้ำมันขึ้นราคา อะไรขึ้นราคา แต่ว่าผมชอบมากๆ พอน้ำมันขึ้นราคา เงินเดือนขึ้น  ราคาอะไรขึ้นปุ๊บ จะมีคู่แข่งบางพวกมันตายก่อน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร พวกไหน นั่นคือ พวกท้อแท้ ยังไม่ทันไรตายแล้ว สู้เขาไม่ได้ ยอมแพ้ไป งั้นผมไม่ต้องสู้ไม่ต้องทำอะไรเลย มันตายก่อนแล้วครึ่งหนึ่ง การที่น้ำมันจะขึ้น อย่าไปกลัว กลัวอย่างเดียวคือ สิ่งเหล่านั้นเกิดกับเราคนเดียว ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดกับคนทั่วโลก มันเป็นผลดีกับเรา ถ้าคุณคิดเป็น ยืนยันได้เลย เป็นผลดี ต้นทุนจะเพิ่มเท่าไหร่ ต้นทุนของเราก็จะลดได้จากความกดดัน ผมชอบเลย ปัญหา”
 

ตันบอกว่า เรื่องต้นทุนขึ้น มันเป็นปัญหาจริง แต่ปัญหาก็เป็นทั้งวิกฤตถ้าไม่คิด หรือคิดไม่ออกว่า จะต้องทำอะไร และปัญหาก็เป็นทั้งโอกาส ถ้าคิด และคิดออกว่าจะต้องทำอะไร พร้อมยก 3 ประสบการณ์จริงของโออิชิกรุ๊ปเอง ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา


กรณีที่หนึ่ง 

'เมื่อ 2 วันก่อนผมไปประชุมที่บริษัทมา เชื่อไหมว่าน้ำมันแพง ทำให้เราคิด เพราะมันเป็นปัญหา ค่าขนส่งแพงขึ้น โรงงานผมมีรถคอนเทนเนอร์ เทรลเลอร์ 50 คัน คันหนึ่งขนได้ 20 เพลเลต เพลเลตหนึ่งซ้อนได้ 8 ชั้น ชั้นหนึ่งเรียงได้ 8 ลัง ถ้าคิดเป็นลัง ลังหนึ่งค่าขนส่ง 3 บาท น้ำมันขึ้นกลายเป็น 4 บาท อยู่ไม่ได้แน่แล้วทำไมเราต้องเรียงแบบนี้ เรียงแบบนี้มาทุกอุตสาหกรรม ทุกโรงงาน เรียงแบบนี้มา 50 ปี ผมก็ไม่รู้ว่า ทำไมต้องเรียงแบบนี้ ถามผู้จัดการที่โน่นว่า ทำไมต้องเรียงแบบนี้ เขาก็บอกว่าที่นู่น ที่นี่ เขาก็เรียงแบบนี้ วันนี้น้ำมันแพงทำอย่างไร เรียงใหม่ได้ไหม เรียงไปเรียงมาได้ 9 ลัง เพิ่มมาได้ 1 ลังต่อชั้น คันหนึ่ง 8 ชั้น 8 ลัง ทั้งหมด 20 พาเลต คุณคูณเข้าไปสิ เรียงหนักกว่านั้น ทำไมต้อง 8 ชั้น ลองดู 9 ชั้นได้ไหม ได้สิ ถ้าสินค้าเราไม่หนัก ถ้าน้ำหนักไม่เกิน ก็เรียงได้ บังเอิญสินค้าของผมไม่หนัก 9 ชั้นก็เรียงได้ ผมเรียงใหม่ เพิ่มอีก 1 ชั้น น้ำมันขึ้น 3 เท่า ค่าขนส่งผมยังถูกกว่าตอนน้ำมันไม่ขึ้นเลย'
 

กรณีเจอกับตนเอง

หมูน้อยๆ ได้ยินข้อความนี้หลุดออกจากปากใครหลายคนในธุรกิจสิ่งพิมพ์หลายๆ ครั้งว่า “ใครๆ เขาก็ทำแบบนี้กัน” “ที่นู่น ที่นี่เขาก็ทำแบบนี้” (เหมือนคุณตันเลย) ไม่ว่าธุรกิจไหนก็ตาม หากไม่รู้จักคิดต่าง...คิดให้นอกกล่อง...คิดให้มันต่อยอดหรือออกจากที่เค้าเคยคิดกัน คงยากที่จะเพิ่มช่องทางโอกาสของธุรกิจ หรือสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ๆ ขึ้นมา

 

…หลายปีก่อน มีผู้นำวรรณกรรมเด็กแนวแฟนตาซีจากเกาะอังกฤษ มานำเสนอทีมผู้บริหารของสำนักพิมพ์ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องเด็กแห่งหนึ่ง (ขออุบชื่อไว้นะคะ) คนที่นำมาเสนอเล่าว่า “เรื่องนี้สนุกมาก จินตนาการล้นเหลือ อ่านแล้ววางแทบไม่ลง อยากอ่านให้จบ น่าซื้อลิขสิทธิ์มาแปลจัดจำหน่ายในเมืองไทยนะ” ทีมผู้บริหารซึ่งล้วนเป็นคนยุคเบบี้บูม (ไม่ได้พาดพิงอาจารย์ไชยยศนะ) และล้วนยังไม่มีลูก (อันนี้ไม่เหมือนอาจารย์แล้วค่ะ) มองว่า หนังสืออะไร เด็กไทยไม่อ่านหรอก หนาก็หนา มีหลายภาคต้องตามอ่าน ใครไม่อ่านเล่มแรกก็คงไม่ซื้อเล่มสองหรอก แล้วไหนเราต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ซื้อมาแปลอีก ตอบปฏิเสธไปดีกว่า เสี่ยงเปล่าๆ ไม่เห็นมีใครเค้าทำกัน

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งยอมทุ่มเทซื้อลิขสิทธิ์วรรณกรรมชุดดังกล่าวมาแปล ผลตอบรับหรือคะ... สำนักพิมพ์ดังกล่าวได้ค่าจัดจำหน่ายเฉพาะวรรณกรรมชุดนั้น จนสามารถซื้อที่ดินในซอยสุขุมวิท สร้างตึกของตนเองได้ และสร้างชื่อบริษัทให้เป็นที่รู้จัก จนมีแฟนคลับเหนียวแน่น

บริษัทนั้นคือ “นานมีบุ๊คส์” และวรรณกรรมชุดนั้นก็คือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ค่ะ…

 

 

…หมูน้อยๆ ได้รับมอบหมายภายหลังให้ดูแลงานพ็อกเก็ตบุ๊คส์เล่มหนึ่ง ซึ่งแนวเนื้อเรื่องเป็นของญี่ปุ่น โดยอาจารย์ญี่ปุ่น งานนี้เสร็จไปแล้วราว 95 เปอร์เซ็นต์ ต้องทำให้สำเร็จออกมาจนเป็นรูปเล่ม โดยตนเองทำหน้าที่พิสูจน์อักษร ประสานงานกับคนออกแบบจัดหน้าให้แก้ไขให้เรียบร้อย และติดต่อกับโรงพิมพ์ เผอิญว่าหนังสือเล่มนี้จะเข้าเล่มโดยวิธีการไสกาว และต้องมีสันหนังสือด้วย แต่คนออกแบบยังไม่ได้ทำ พี่คนที่ดูแลเดิมจึงวาดแบบไปให้

                “ทำไมสันหนังสือต้องออกแบบเป็นแนวนอนด้วยละ” หมูน้อยๆ ถามตามสาย (ก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีคำถามในหัวตลอด จนหลานๆ ชอบถามตาม พี่ๆ บ่นเป็นแถว ระยะหลังถ้ารู้ตัวก็จะเพลาลงค่ะ)

                “ก็พี่เค้าวาดมาแบบนี้นี่ แล้วแกดูสิ ใครๆ ก็ออกแบบเป็นแนวนอนกันทั้งนั้น” คนจัดอาร์ตติงมา

                “แล้วทำไมเราต้องทำเหมือนคนอื่นด้วยล่ะ ทำแนวตั้งไม่ได้รึไง” (ยัง ยังถามไม่เลิก)

                “จะบ้าเหรอ แกดูนะ ไปหยิบหนังสือมาวางซ้อนกันบนโต๊ะ เห็นมั้ยว่ามันแนวเดียวกันเหมือนกันหมด ใครเค้าก็ต้องจัดแนวนอน” เพื่อนอธิบายเพิ่ม

                “อืม ใช่ แต่นั่นมันปลายทางที่คนซื้อนี่ ตอนคนเลือกหยิบในร้านหนังสือบนชั้นวาง หนังสือวางโชว์ปกไม่พอ พนักงานจำเป็นต้องหันโชว์สันหนังสือที่มีอยู่มากมายแทน แล้วสิ่งที่ดึงดูดทำให้คนเห็นได้จนรู้สึกสนใจดึงหนังสือเล่มนั้นออกมาก็คือ ‘สันหนังสือ’ ถ้าทุกสันทำเหมือนกันหมด ความต่างไม่เกิด โอกาสให้คนหยิบก็จะน้อยลงนะ (ได้ยินเสียงเพื่อนเริ่มพึมพำ จริงว่ะ ก็เลยพูดต่อซะเลย)

                “ก็ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมชั้นต้องตะแคงหัว หาหนังสือบนชั้นวางที่บ้านตัวเองด้วย แล้วทำไมทุกเจ้ามันต้องทำเหมือนกัน แล้วทำไมไม่ออกแบบแนวตั้ง ถ้าเกี่ยงว่าฟอนต์ไทยไม่เหมาะ หรือธรรมชาติคนไทยต้องอ่านแนวนอน ก็คิดหาทางอื่นสิ ใช้รูปภาพ สัญลักษณ์อื่นในการสื่อสารก็ได้”

                เพื่อนเริ่มเห็นดีด้วยแต่ติดปัญหาที่งานมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ว่าจ้างก็โอเคแล้ว เพื่อนถามว่า แล้วจะเปลี่ยนมั้ย เราสองคนคุยกัน หนังสือเล่มดังกล่าวด้วยเนื้อหายิ่งเป็นหนังสือภาพ ตัวหนังสือน้อย มีแนวความคิดจากญี่ปุ่น จริงๆ สามารถเล่นได้เยอะมากสำหรับคนไทย เพราะกระแสชื่นชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเกาหลี ตั้งแต่การเปิดหนังสือแบบญี่ปุ่น จากซ้ายไปขวา การเพิ่มลูกเล่นเทคนิคพับกระดาษให้คลี่ภาพออกมาในบางหน้า หรือการออกแบบสันแนวตั้ง เพราะชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษไม่ยาว แต่หากรื้อใหม่ย่อมเสร็จไม่ทันเป็นแน่ และทั้งหมดทั้งมวลได้รับการอนุมัติโอเคแล้วจากเจ้าของเรื่องอาจารย์ญี่ปุ่น (ซึ่งท่านก็ต้องอาศัยล่ามแปลให้ฟัง เวลาตรวจทานเนื้อเรื่อง) “เออ เอางี้แหละ เอ้า” สองสาวหงึกหงักพร้อมกัน...

                                                                  

 

                ความคิดแบบคุณตันคงไม่ตันเหมือนชื่อเป็นแน่ หากไม่คิดว่า “ใครๆ เค้าก็ทำกันแบบนี้” ตอนหน้ามาติดตามความคิดที่สองกันต่อนะคะ ขอตัวกับหัว (เดี๋ยวไปแต่ตัว เหลือหัวเป็นกระสือ) ไปช่วยพี่สาวตอบคำถามเจ้าหลานจอมทำไมก่อนละ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Pro.Trainer วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 05.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyospun

อาจารย์ก็ชอบ Think out of the box อยู่บ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็คิดและทำนอกกรอบ นี่กะว่าว่าง ๆ จะกลับมาคิดและทำในกรอบบ้าง จะได้แตกต่างกับชาวบ้าน ล่าสุดไปเรียนการทำสมาธิมา 3 วัน 2 คืน อยู่ในกรอบของพุทธศาสนาก้ได้ไอเดียใหม่ ๆ เยอะเลยครับ (ว่าแต่ว่า น้องหมูได้รับต้นฉบับบทความ และหนังสือของผมแล้วใช่ไหมครับ) แล้วจะแวะมาเยี่ยม มาอ่านบ่อย ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
SutinTan วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SutinTan

น่าสนใจมากเลยครับ การมองวิกาสให้เป็นโอกฤติของคุณหมูน้อยๆ อย่าลืมเข้ามาเขียนบ่อยๆ นะครับ จะรออ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แจกันสีเขียว วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenvases

นั่นน่ะสินะ..."ใครๆเขาก็ทำกัน..แบบนี้" ประโยคสุดฮิต
ทำไมต้องทำตามใครด้วยหล่ะหนา...ชอบคุณตันมากๆ
เป็นแบบอย่างของคนที่สู้ และมองโลกในแง่ดีเสมอ
ได้อ่านข้อความข้างบนแล้วรู้สึก...มีพลังเพิ่มขึ้น...จนไม่กล้าคิดท้อเรื่องอะไรอีกเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน