• หมอแมว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mormaew@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 24
  • จำนวนผู้ชม : 165218
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
หมอแมว เรื่องเล่าที่(เหมือนจะ)เกี่ยวกับการแพทย์
สุขภาพ การแพทย์ และเรื่องรั่วๆของหมอแมว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mor-maew
วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2555
Posted by หมอแมว , ผู้อ่าน : 3605 , 17:53:54 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน hayyana , rosawan โหวตเรื่องนี้

ในบรรดาเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกถกเถียงในระยะ10ปีที่ผ่านมานี้ เรื่องที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งน่าจะเป็นเรื่อง วัคซีนที่เราฉีดเพื่อป้องกันโรคร้ายทั้งหลายนั้นจริงๆมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดโรคอื่นขึ้นมาหรือไม่


วันนี้ผมขอเสนอประเด็นเด่นในทศวรรษเป็นประเด็นโต้เถียงกันทางวิทยาศาสตร์ที่ก่อให้เกิดผลมากมาย
ทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาเกือบ10ปี
เป็นกรณีการเล่นกับความไม่ไว้วางใจรัฐบาลและบริษัทกลุ่มทุนที่มีอยู่ในพื้นฐานจิตใจของมนุษย์
เป็นกรณีศึกษาที่ว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ถูกสร้างขึ้นได้ด้วยสื่อสารมวลชน มากกว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์
และเป็นตัวอย่างให้เราตระหนักประโยชน์ของวัคซีนที่เราได้รับความคุ้มครองจากมันเป็นปกติจนหลงลืมความสำคัญมันไป

 

ในสมัยก่อนมีโรคหลายโรคที่มนุษย์ต้องพบเจอและก่อให้เกิดความสูญเสียมากมายเกินกว่าเราที่อยู่ในยุคสมัยนี้จะจินตนาการได้
โรคหัด ที่ก่อให้เกิดอาการผื่น ไข้สูง และในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน ก็ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือปอดบวมจนเสียชีวิต
โรคหัดเยอรมัน ก่อให้เกิดไข้ ผื่น และความน่ากลัวอยู่ที่หากติดเชื้อในช่วง3เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ก็จะทำให้ทารกที่เกิดออกมามีความพิการเช่นหูหนวกตาบอดสติปัญญาต่ำ
โรคคางทูม ก่อให้เกิดไข้สูงและเป็นหนึ่งในเชื้อหลายๆชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายจนหน้าบวม  แต่ความหน้ากลัวของมันคือทำให้เด็กผู้ชายที่เป็นกลายเป็นหมัน
เราๆอยู่ในยุคสมัยที่ไม่มีโรคพวกนี้ระบาด อาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ลองคิดดูครับ



ในประเทศต่างๆทั่วโลกมีสถานดูแลคนหูหนวกตาบอด ... ซึ่งปรากฎว่าสมัยนี้เราพบน้อยลงมากๆ จนสถานบำบัดดูแลผู้พิการเหล่านี้เริ่มลดจำนวนลง เพราะเราป้องกันหัดเยอรมันได้
หัด คอตีบ ไอกรน เหล่านี้คร่าชีวิตเด็กไปเป็นจำนวนมากในสมัยก่อน  ลองคิดภาพว่าเราเรียนหนังสือจนโตมา มีเพื่อนป่วยตายสัก5-10คนบ้างไหม  คำตอบคือแทบจะไม่มี เพราะเรามีวัคซีน


(ภาพเด็กที่เป็นโรคหัด)

นักวิจัยคนสำคัญคนหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่างานวิจัยของเขาช่วยชีวิตคนไว้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือ Dr. Maurice Hilleman
เพราะวัคซีนเกินครึ่งหนึ่งที่เราใช้กันในปัจจุบันมีเขาอยู่ในกระบวนการค้นคว้าวิจัย
1962 วัคซีนหัด
1966 วัคซีนคางทูม ... สายพันธ์ที่ทั่วโลกใช้มากที่สุด มาจากคอของ Jeryl Lynn ลูกสาวของ Dr. Maurice Hilleman
1969 วัคซีนหัดเยอรมัน ... ไม่ได้เป็นงานวิจัยโดยตรง แต่เขาก็มีส่วนมาไม่น้อย
เดิมทีวัคซีนเหล่านี้ถูกฉีดแยกเข็มกัน ทำให้ต้องฉีด5-6เข็มจึงจะครบทั้ง3โรค เด็กๆที่ได้ฉีดไม่ครบก็มีไม่น้อย
ในปี 1971  Hilleman จึงได้สร้างวัคซีนรวมของสามโรคนี้ขึ้นมาคือวัคซีน MMR  เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการได้รับวัคซีนที่ครบถ้วน
โรคระบาดอันเกิดจากโรคทั้งสามนี้ก็ค่อยๆลดน้อยลงไป ลงไป จนเวลาผ่านไปเกือบ30ปี


ออทิสติกเป็นโรคที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ผิดปกติในทางการสื่อสารกับสังคมรอบข้าง และแสดงพฤติกรรมบางอย่างซ้ำๆๆๆ มักแสดงอาการช่วงอายุ 2-3 ขวบ ตอนที่เด็กกำลังมีพัฒนาการ
ออทิสติกรู้จักกันมากขึ้นในช่วงปี 1950 ในขณะนั้นเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากการขาดความอบอุ่นจากแม่ ได้มีการเสนอแนวทางการรักษามากมายจนกระทั่งพบว่าการให้ความใส่ใจก็ไม่ได้ช่วยแต่อย่างใด
ออทิสติกก็มีมาเรื่อยๆจนกระทั่งช่วงปี1980-1998 มา เมื่ออังกฤษเริ่มนำวัคซีนMMRมาใช้ การฉีดก็ต้องฉีดในช่วงอายุเดียวกับอายุที่แสดงอาการของออทิสติก ตอนนั้นเองที่พ่อแม่หลายคนเกิดความเชื่อว่าวัคซีนMMRนี่แหละคือสาเหตุของโรคออทิสติก เพราะเกิดอาการของโรคก่อนหรือหลังฉีดไม่นาน


ในปี1998 ที่รพ. Royal free hospital ได้มีการแถลงข่าวครั้งสำคัญซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อวงการสาธารณสุขไปอีกนับสิบปี
โดยนพ. Andrew Wakefield ได้ทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับการศึกษาที่ลงในวารสารการแพทย์Lancet
เนื้อหาการศึกษานั้นได้ทำการศึกษาในเด็ก12คนที่มีพัฒนาการผิดปกติ โดยเป็นออทิสติก 9 คน โดยเลือกจากเด็กที่ฉีดวัคซีนแล้วมีอาการทางสมองร่วมกับมีอาการปวดท้องและท้องเสีย โดยการศึกษานั้นสรุปว่า"การศึกษานี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าวัคซีนชนิดนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางสมอง"

(ภาพรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสารLancet)

 

และในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 ณ รพ. Royal free hospital  นพ. Andrew Wakefield ก็ได้ทำการแถลงผลงานวิจัย โดยบอกว่า
การฉีดวัคซีนชนิดรวมหัดหัดเยอรมันคางทูมหรือMMR เมื่อฉีดเข้าแขน ส่วนประกอบของวัคซีนหัดจะเข้าผ่านไปที่ลำไส้ ไปทำให้ลำไส้อักเสบอ่อนแอเป็นแผล จากนั้นจะมีโปรตีนจากในลำไส้ที่แทรกผ่านแผลดังกล่าวไปทำลายสมองจนเป็นออทิสติก
และยังกล่าวอีกว่า
วัคซีนMMRนี้ควรเปลี่ยนกลับเป็นวัคซีนเดี่ยวตามเดิม เนื่องจากเป็นการผิดจริยธรรมที่จะยอมให้มีเด็กออทิสติกเกิดขึ้นมาอีก โดยเขาคัดค้านการใช้วัคซีนรวมMMRนี้



(ภาพการแถลงข่าววันนั้น จาก www.bmj.com)

หลังจากการแถลงข่าวนี้ออกมา ความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นสิครับ
สื่อมวลชนก็ตื่นตระหนกกันใหญ่เพราะว่าการค้นพบว่าวัคซีนที่ใช้ฉีดในเด็กทุกคนทำให้เกิดการระบาดของโรค และวาดภาพต่อไปว่ารัฐบาลและบริษัทยามีเอี่ยวแน่ๆ
ทั้งนี้ที่เกิดกระแสดังกล่าวขึ้นก็เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการพบโรคหรือภาวะในระยะยาวจากการใช้ยาหรือสารเพื่อป้องกันโรคเช่น DDT , Thalidomide (ยาแก้แพ้ท้องที่ทำให้เด็กแขนขากุด) , วัคซีนที่ทำให้เป็นเอดส์ (ซึ่งต่อมาถูกพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยว แต่เกิดจากการมั่วของคนสงสัย)
ส่วนวงการแพทย์ก็ตระหนกเหมือนกัน เพราะว่าข่าวมันดัง
แพทย์ที่ตระหนกตกใจนั้นไม่เว้นแม้แต่แพทย์อีก10คนที่ทำวิจัยร่วมกัน เพราะอะไรหรือครับ

เพราะว่างานวิจัยที่ทำออกมาสรุปว่า ยังสรุปไม่ได้ว่าออทิสติกเกี่่ยวกับวัคซีน เขียนไว้ในงานวิจัยด้วยซ้ำว่ายังพิสูจน์ไม่ได้
แต่พอDr. Wakefield แถลง ดันแถลงว่าเกี่ยว เกี่ยวกับชนิดรวมโดยถ้าแยกจะไม่เป็นไร แถลงว่ามีโปรตีนจากในลำไส้ขึ้นไปที่หัว โปรตีนมาจากไหน โปรตีนอะไรไม่ได้บอก ตรวจยังไงไม่บอก ไปหัวได้ไงไม่รู้
สรุปง่ายๆคือ วิจัยออกมาได้ผลสรุปแบบสรุปอะไรไม่ได้ แต่พอแถลงข่าวกลับแถลงแบบฟันธงเด็ดขาดว่าใช่
หลายคนสงสัยว่าไม่มีใครค้านหรือ ... ที่จริงตอนนั้นมีคนที่งงๆเหมือนกันว่าในงานวิจัยของ Dr.Wakefield ไม่ใช่รูปแบบวิจัยที่ใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์ของโรค , แถมผลสรุปในงานวิจัยก็เขียนว่าสรุปไม่ได้ แต่ในเมื่อแถลงออกมาแบบนี้ ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวหรือไม่ก็คือการวิจัยศึกษาพิสูจน์คำกล่าวอ้างของ Dr. Wakefield
ระหว่างนั้นคนที่เห็นต่างแย้งไปก็ไม่มีน้ำหนักต่อสื่อเพราะมองว่า"ไม่มีหลักฐาน" ส่วนงานวิจัยที่บอกว่าไม่มีผลก็เป็นของผู้ผลิตวัคซีนเอง (ส่วนใหญ่ของวัคซีนในโลก ทำโดยเอกชน) จึงถูกมองว่า "บริษัทยา"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ถูกเรียกว่า "วิทยาศาสตร์จากการแถลงข่าว"
เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ ข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานใดๆทางวิทยาศาสตร์สามารถเอาชนะข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีน้ำหนักมากกว่าผ่านทางการแถลงข่าวและดิสเครดิตข้อมูลจริง

ระยะ 1998-2004 เป็น8ปีที่สังคมมีความสับสนสูง พ่อแม่ไม่ยอมให้ลูกตนเองฉีดวัคซีนMMR
สื่อก็ตามเสนอข่าวเป็นระยะ มุ่งไปที่คนดังในสังคม เช่นไปสัมภาษณ์นายกอังกฤษว่าให้ลูกชายฉีดไหม (ภรรยานายกตอบว่าฉีด ส่วนนายกไม่ได้ตอบ ข่าวที่ลงหลักๆระบุว่านายกไม่ตอบ) ช่วงปี2000 ก็มีรายการ60minutes ทำสกู๊ปเรื่องนี้อีก
ในขณะที่งานวิจัยจำนวนมากทั้งจากฝั่งยุโรปหรืออเมริกาต่างออกมาและระบุว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้มีผลเกี่ยวข้องกับออทิสติก แต่ต่างเป็นข่าวที่ไม่ติดตลาดหรือได้รับความสนใจจากสื่อ
ผลที่ตามมาคือการระบาดของโรคหัดในอังกฤษและประเทศทางยุโรป ทำให้เด็กเจ็บป่วยต้องเข้ารพ.จำนวนมากและบางส่วนตายไปจากโรคนี้

จนปี2004 Brian Deer นักข่าวอังกฤษได้ค้นหาความจริงและได้พบสิ่งที่น่าตกใจ
เขาพบว่าขณะที่ในงานวิจัยระบุว่าได้เงินสนับสนุนการวิจัยจากรัฐบาลและองค์กรการกุศล ตัวDr. Wakefield เองได้รับค่าจ้างเป็นเงินราว5หมื่นปอนด์ (2-3ล้านบาทในขณะนั้น)จากทนายคนนึงชื่อ Richard Barr
โดยทนาย Richard นายนี้มีลูกความเป็นพ่อแม่เด็ก 5 รายที่เตรียมฟ้องบริษัทยาที่ผลิตวัคซีน MMR และเด็ก 5 รายนี้คือ 5 ใน 9 ของเด็กออทิสติกที่อยู่ในงานวิจัย ซึ่งหลังจากมีการแถลงข่าวเมื่อปี1998 พ่อแม่กลุ่มนี้ก็ได้อ้างงานวิจัยของ Wakefieldในการฟ้องร้องทันที
การพบว่านักวิจัยรับเงินจากทนายที่กำลังจะฟ้องบริษัทยาแล้ววิจัยงานวิจัยที่ไม่มีหลักฐานยืนยันให้ร้ายบริษัทยาถือเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ
ข่าวนี้ลงตีพิมพ์ช่วงปลายเดือนกพ.ปี2004 หลังจากนั้นผู้วิจัยร่วมอีก10รายก็ได้ถอนชื่อจากงานวิจัยนี้  ส่วนวารสารLancet ได้ทำการตรวจสอบความถูกต้องของ"ขั้นตอน"วิจัยและพบว่านอกจากเรื่องปิดบังการเงินแล้ว Wakefieldยังโกหกเรื่องการได้รับอนุญาตให้วิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

(จะเห็นว่าตอนนั้นไมเคิลแจ็คสันยังไม่ตาย ... เอ๊ะ แล้วเกี่ยวไรด้วย)

งานวิจัยของเขาจึงถูกถอดออกจากวารสาร Lancet
โรงพยาบาล Royal free hospital ไล่ออก
แพทยสภาอังกฤษ ยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ตัว Wakefield ย้ายไปทำงานที่อเมริกา ยังเคลื่อนไหวเรื่องอันตรายจากวัคซีนอยู่
สังคมอังกฤษและยุโรปฟื้นตัวจากการระบาดของโรคเหล่านี้
ส่วนทางฝั่งอเมริกาและแคนาดา ยังคงมีการระบาดเป็นพักๆอยู่ เพราะหลังจากกรณีนี้ถูกงานวิจัยอื่นๆตีตกไปแล้ว ก็มีการยกประเด็นว่าสาร Thimerosal ที่ผสมกันเชื้อในวัคซีนเป็นสาเหตุของออทิสติกแทน (ต่อมางานวิจัยก็ออกมาเพียบว่าไม่เกี่ยว)

 

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างทฤษฎีสมคบคิดทางการแพทย์ที่สำคัญ
กรณีนี้ผู้เชื่อว่าวัคซีนมีอันตราย มองว่ารัฐบาลโกหกเพื่อปิดบังความผิด และมองว่าบริษัทยาโกหกปิดบังเพื่อรักษาผลประโยชน์ โดยไม่มองความจริงว่าวัคซีนเป็นยาที่ทำเงินให้บริษัทยาน้อยกว่ายาอื่นๆ
และกรณีนี้ผู้เชื่อว่าวัคซีนอันตรายเชื่อ
Dr.Wakefield : ที่แอบรับเงินจากคนที่ได้ประโยชน์ หากเขาวิจัยว่าMMRมีอันตราย
พ่อแม่เด็กออทิสติก : ที่กำลังฟ้องบริษัทยา
นักการเมือง : ที่หาเสียงบนประเด็นนี้
เป็นกรณีที่คนเชื่อคำกล่าวของคนที่ได้รับผลประโยชน์แอบแฝงและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีอะไรแอบแฝง

 

บทความนี้อุทิศแด่ Dr. Maurice Hilleman ชายที่ช่วยรักษาชีวิตคนไว้มากที่สุดผ่านทางงานวิจัยวัคซีนครับ

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
hayyana วันที่ : 07/06/2012 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

เคยดูหนังคล้ายๆสารคดี พวกบริษัทยาจริงๆก็ไม่ใช่ย่อย
ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่หมี วันที่ : 29/05/2012 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rosawan วันที่ : 28/05/2012 เวลา : 21.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

ก่อนอื่นขอขอบคุณและโหวตให้ข่าวสารดีๆที่นำมาเผยแพร่ค่ะ

น่ากลัวมากกับจิตและการกระทำของมนุษย์ที่เจตนาสร้างกลเกมในการเอาชนะโดยไม่สนใจชีิวิตของเด็กตัวน้อยๆที่ต้องเสี่ยง
แล้วตานี่ลอยนวลไปอยู่อเมริกาโดยไม่โดนคดีอะไรที่อังกฤษเลยหรือคะ
น่าแปลกจัง
อย่างน้อยรัฐหรือพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิตจากโรคหัดในช่วงเวลาที่คำประกาศการวิจัยนี้สร้างผลกระทบจนกลัวไม่ได้ไปฉีดวัคซีนน่าจะร่วมกันเล่นงานนะเนี่ย

แถมวารสาร Lancet ก็น่าจะโดนด้วย
ให้ลงงานวิจัยที่กำกวมขนาดนั้นได้ยังไง เออเนาะ-งงนะ
วารสารดังและน่าเชื่อถือซะด้วย ไม่น่าพลาดขนาดนี้

...
เรื่องนี้น่าอัปยศพอๆกับเรื่องเม้าธ์ที่ว่านักวิชาการจากสถาบัน-ตื้ด-ตื้ด-ตื้ด-ของไทยสมคบคิดกับนักโทษชายแอนด์เดอะแกงค์เสนองานวิจัยการสร้างแตงกวาดองแห่งชาติเลยละค่ะ

อ้อ ขนาดของภาพถ้ากว้างเกิน 510 จะทำให้เวิร์ดล้นกรอบค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน