• หมอแมว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mormaew@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 24
  • จำนวนผู้ชม : 165203
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
หมอแมว เรื่องเล่าที่(เหมือนจะ)เกี่ยวกับการแพทย์
สุขภาพ การแพทย์ และเรื่องรั่วๆของหมอแมว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mor-maew
วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม 2555
Posted by หมอแมว , ผู้อ่าน : 1078 , 21:19:03 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน แม่ยายมากับตามี , BlueHill โหวตเรื่องนี้

บทความต่อจากนี้เนื้อหาส่วนมากมาจาก preventing suicide a resource for media professionals โดยองค์การอนามัยโลกและ องค์การป้องกันการฆ่าตัวตายสากล ฉบับปี2008

และ Reporting on suicide:Recommendation for the media ที่จัดทำโดยองค์กรชั้นนำนานาชาติด้านสุขภาพ-รัฐ-และการฆ่าตัวตาย10องค์กร

 journalist

ภาพจาก http://www.redrocketmedia.co.uk/wp-content/uploads/2012/02/journalist.jpg

ก่อนจะเข้าไปในรายละเอียด เรามาดูถึงสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทำได้เพื่อสังคมในประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายครับ

สิ่งที่สื่อทำได้คือ

1. การใช้โอกาสนำเสนอข่าวนี้ เพื่อจุดประสงค์หลักในการให้ความรู้สังคมเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

2. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่อ่อนไหวกระทบกระเทือนใจ ภาษาที่ทำให้การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องปกติ หรือบอกว่ามันคือทางออกของปัญหาชีวิตนั้น

3. หลีกเลี่ยงการระบุสถานที่หรือการเล่าเท้าความถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆในข่าว

4. หลีกเลี่ยงวิธีการ อุปกรณ์ หรือข้อมูลในเหตุการฆ่าตัวตาย

5. หลีกเลี่ยงการระบุถึงรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุในเนื้อข่าว

6. ใช้คำพาดหัวอย่างระวัง

7. ระวังการเสนอรูปและภาพข่าว

8. ระวังการเสนอข่าวฆ่าตัวตายของคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม

9. ระวังและให้ความเคารพสิทธิของผู้ที่กำลังเสียใจจากเหตุการณ์ฆ่าตัวตายนั้น

10. ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการขอความช่วยเหลือหากมีความคิดฆ่าตัวตาย

11. นักข่าวที่นำเสนอข่าวเหล่านี้ต้องระวังอาจได้รับผลชักจูงให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย

 

ปัจจุบันนี้เป็นที่รู้กันอย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยแล้วว่าการฆ่าตัวตายนั้นสามารถถูกชักนำได้โดยการนำเสนอของสื่อในแขนงต่างๆ โดยรายงานแรกที่โด่งดังสามารถย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยปีคศ.1774 ซึ่งในยุคนั้นมีนิยายเรื่อง "The sorrow of Young Werther"ตีพิมพ์ออกมาและก่อให้กเดกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบขึ้นทั่วภาคพื้นยุโรป โดยผู้ตายจะใส่ชุดเลียนแบบตัวละครที่ตายแล้วใช้วิธีการจบชีวิตเหมือนกับตัวละคร หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Werther effect"นี้ขึ้น ทำให้ประเทศในแถบยุโรปหลายประเทศทำการแบนหนังสือเล่มนี้ในประเทศของตนไป

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทั้งในสหรัฐ ประเทศทางยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น รวมกันกว่า50งานวิจัยสำคัญ ที่ส่วนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าสื่อสารมวลชนมีส่วนสำคัญในการสร้างการฆ่าตัวตาย ดังเช่นงานวิจัยในปี1981-82ของ Bollen & Phillips ที่แสดงถึงการพาดหัวข่าวฆ่าตัวตายหรือรายการทีวีที่เจาะลึกการฆ่าตัวตาย ว่าเพิ่มอัตราการฆ่าตัวตายของชาวสหรัฐหลังจากการนำเสนอ , งานวิจัยของ Motto 1970 ที่พบว่าในช่วงที่หนังสือพิมพ์ทำการหยุดงานประท้วงและไม่มีการนำเสนอข่าว อัตราการฆ่าตัวตายได้ลดลง Stack 1990 ที่หนังสือพิมพ์NewYorks times นำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายทั้งหน้าหนึ่งและเจาะลึกรวมทั้งข่าวการหย่าร้าง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เวียนนาออสเตรีย ที่นักข่าวนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายแบบเข้มข้นในปี1984-1987ชนิดลงรายละเอียดและสถานที่วิธีการ จากนั้นเมื่อปี1987ได้มีการปรับปรุงการทำงานของสื่อและปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นตามหลังการนำเสนอข่าว พบว่าเมื่อนักข่าวได้ทำการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ก็ทำให้ปรากฎการณ์ฆ่าตัวตายโดยการกระโดดให้รถไฟทับในทางรถไฟใต้ดินกรุงเวียนนาลดลงถึง 80% และอัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศลดลง20%ภายในเวลาเพียง6เดือนเลยทีเดียว

 

วิธีที่สื่อสารมวลชนสามารถทำได้เพื่อสังคมในประเด็นการฆ่าตัวตายตามแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ใช้โอกาสนำเสนอข่าวนี้ เพื่อจุดประสงค์หลักในการให้ความรู้สังคมเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายยังเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดอย่างมากครับ และสื่อมีศักยภาพในการแก้ไขความเชื่อที่ผิดๆนั้น การฆ่าตัวตายของบุคคลหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดี่ยวๆ ไม่มีการฆ่าตัวตายใดที่เกิดมาจากการอกหักอย่างเดียว การสอบตกเรียนไม่ดีแต่อย่างเดียว การฆ่าตัวตายเกือบทั้งหมดมีความผิดปกติทางร่างกายในกลุ่มโรคซึมเศร้า-อารมณ์แปรปรวน-หรือการใช้สารเสพติด(เหล้าและอื่นๆ)เสมอ

การด่วนนำเสนอข่าวที่ทำให้กลายเป็นสาเหตุธรรมดาๆง่ายๆมีเหตุผลฆ่าตัวตายอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหลายๆอย่างที่อาจจะเกิดแก่คนใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต

ควรนำเสนอข่าวโดยหาสาเหตุที่แท้จริงและไม่ด่วนสรุปสาเหตุเบื้องต้นใดๆลงไป

 

2. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่อ่อนไหวกระทบกระเทือนใจ ภาษาที่ทำให้การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องปกติ หรือบอกว่ามันคือทางออกของปัญหาชีวิตนั้น

ที่จริงแล้ววิชาชีพสื่อสารมวลชนคือวิชาชีพที่รู้ถึงพลังแห่งการใช้ภาษาดีกว่าแขนงอาชีพและวิชาชีพอื่นๆ ภาษาที่ใช้นั้นต้องระบุให้เห็นว่าปัญหาฆ่าตัวตายคือสิ่งที่เป็นปัญหาสังคม ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่คำหรือวาทกรรมในการอธิบายการฆ่าตัวตาย

(เช่น ใช้คำว่าอัตราการฆ่าตัวตายมีมากขึ้น แทนการใช้คำว่า มหกรรมฆ่าตัวตาย กระแสฆ่าตัวตาย แฟชั่นฆ่าตัวตาย)

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ตัดสินว่าการฆ่าตัวตายถูกต้อง เช่นบอกว่าเป็นการเลือกทางออกอย่างกล้าหาญ

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ตัดสินว่าการฆ่าตัวตายนั้นผิดอย่างใช้อารมณ์ เช่น การศึกษาไม่ช่วยอะไร คนโง่ คนบาป เกิดใหม่ต้องมาฆ่าตัวตาย100ชาติ

สิ่งที่ควรนำเสนออย่างถูกต้องคือการนำเสนอข้อเท็จจริงแบบไม่มีความเห็น

 

3. หลีกเลี่ยงเน้นย้ำ ทำให้เด่นหรือการเล่าเท้าความถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆในข่าว

ข่าวการฆ่าตัวตายไม่ควรอยู่บนหน้าหนึ่ง เพราะมีความชัดเจนว่าเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการเลียนแบบมากขึ้น รวมทั้งการนำเสนอในสื่อโทรทัศน์วิทยุควรนำไว้เป็นข่าวที่ไม่ใช่ข่าวเด่น ไม่ควรอยู่เบรกแรกหรือเบรกที่สอง

นอกจากนี้หากมีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเล่าเหตุการณ์ซ้ำแต่ควรเท้าความเพียงสั้นๆ

 

4. หลีกเลี่ยงวิธีการ อุปกรณ์ หรือข้อมูลในเหตุการฆ่าตัวตาย

การบอกถึงวิธีเพียงว่าเสียชีวิตหรือฆ่าตัวตายนั้นความจริงก็เพียงพอแล้ว หรือหากบอกถึงวิธีการก็ควรบอกเพียงชื่อวิธี ไม่ควรนำเสนอลงไปในรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบStep-by-step หรือ DIY ทำเองก็ได้ง่ายจัง

หากเป็นการใช้ยาหรือสารต่างๆในการฆ่าตัวตาย หากคิดจะบอกก็บอกเพียงว่า ยา-สารพิษ ไม่ควรลงลึกไปถึงชื่อ ขนาด และวิธี

การฆ่าตัวตายที่มีลักษณะแปลกพิศดาร เป็นข่าวที่มักจะได้รับความสนใจ เพราะในขณะที่มันเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการรายงานข่าว แต่ในเวลาเดียวกันมันจะทำให้เกิดการฆ่าตัวตายเลียนแบบได้มากกว่าปกติ

 

5. หลีกเลี่ยงการระบุถึงรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุในเนื้อข่าว

การระบุรายละเอียดของสถานที่นั้นๆจะก่อให้เกิดผลคือ สถานที่นั้นอาจจะมีชื่อและนิยมเดินทางไปฆ่าตัวตาย (เช่นป่ารอบฟูจิ;บอกได้เพราะคนไทยคงไม่ไปหรอก นอกจากวิ่งตอน3ทุ่มแล้วทะลุมิติออกจากเมืองไปอยู่ในป่า)

ไม่ระบุถึงสถานที่นั้นแบบรายละเอียด ... เช่นกระโดดตึกก็กระโดดตึก แต่ไม่ลงไปว่าตึกนี้มีคนมาฆ่าตัวตายแล้วกี่คน เสาต้นนี้อาถรรพ์หล่นลงมาคาทุกทีอะไรแนวนี้

 

6. ใช้คำพาดหัวอย่างระวัง

พาดหัวข่าวคือสิ่งที่มีผลต่อการเลียนแบบการจบชีวิตของตนเองของคนที่อ่าน ต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง

โดยคำที่ไม่ควรใช้ในพาดหัวข่าวก็คือคำว่า "ฆ่าตัวตาย" นอกจากนั้นก็คือคำอื่นๆที่แสดงถึงการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย (แขวนคอ โดดสะพาน นอนให้รถไฟทับฯลฯ)

 

7. ระวังการเสนอรูปและภาพข่าว

ไม่ควรใช้รูปถ่าย ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวของสถานที่เกิดเหตุหรือหากนำเสนอต้องให้คนดูคนอ่านดูไม่ออกว่ามันคือที่ไหน

ไม่ควรตีพิมพ์หรือนำเสนอจดหมายลาตาย

ไม่นำเสนอภาพหรืออะไรที่ระบุตัวตนของผู้ที่ฆ่าตัวตายหรือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย

และที่สำคัญที่สุด ไม่นำเสนอภาพร่างผู้เสียชีวิต(ไม่ว่าจะปิดหน้าเซ็นเซอร์หรือยังไง) นอกเสียจากจะได้คำยินยอมแบบชัดเจนและระบุเหตุผลในการถ่ายรวมทั้งประโยชน์ในการนำเสนอ(ถ้ามี)เป็นลายลักษณ์อักษรจากญาติสายตรงของผู้เสียชีวิต

 

8. ระวังการเสนอข่าวฆ่าตัวตายของคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม

การนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของคนดัง แม้จะเป็นเนื้อข่าวอันพิเศษสุดเหมาะสมแก่การติดตาม แต่ต้องระมัดระวังนำเสนอข่าวอย่าให้โดดเด่น ไม่นำเสนอการฆ่าตัวตายแบบโรแมนติกหรือสวยงาม ไม่บอกวิธีการฆ่าตัวตาย หากแต่ควรนำเสนอผลกระทบที่เกิดจากการตายของบุคคลนั้นมากกว่า

 

9. ระวังและให้ความเคารพสิทธิของผู้ที่กำลังเสียใจจากเหตุการณ์ฆ่าตัวตายนั้น

ญาติมิตรคนใกล้ชิดของผู้ตายที่เพิ่งตายใหม่ๆเอง จะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายซ้อนได้สูง การสัมภาษณ์ใดๆที่จะทำ ควรทำอย่างระมัดระวังขั้นสูง เพราะอาจก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ควรเน้นย้ำถามสาเหตุที่เป็นไปได้จากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพราะเกือบทั้งหมดจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง(ถ้าทราบ ผู้ป่วยต้องไม่ตาย)นอกจากนี้ยังเสี่ยงกับการไปคาดคั้นหาสาเหตุหรือหาอาการนำก่อนฆ่าตัวตายแล้วไปฝังความคิดว่าเป็ฯความผิดบาปเลวร้ายของคนใกล้ชิดที่ดูแลไม่ดีแล้วทำให้คนๆนั้นต้องฆ่าตัวตาย

ความเป็นส่วนตัวและความเห็นอกเห็นใจแก่ญาติผู้เสียชีวิตต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนข่าว

 

10. ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการขอความช่วยเหลือหากมีความคิดฆ่าตัวตาย

การนำเสนอข่าวฆ่าตัวตาย เมื่อปิดท้ายต้องเสนอทางออก บอกวิธีแก้ไข เบอร์สายด่วน หรือสถานที่ให้ความช่วยเหลืออย่างชัดเจน (อย่าบอกแค่ว่าควรไปพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)

การให้ข้อมูลความช่วยเหลือปิดท้าย จะสามารถลดผลที่ตามมาจากการนำเสนอข่าว หากมีผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายกำลังดูอยู่ นอกจากจะไม่เป็นการกระตุ้นให้ฆ่าตัวตายเลียนแบบ ยังจะสามารถทำให้เขาเห็นทางออกได้

อย่าลืมครับว่าผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่คือผู้ป่วยซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวน ในภาวะที่กำลังแย่เค้าจะไม่ไปหาเบอร์สายด่วนเอง ดังนั้นในข่าวที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้ฆ่าตัวตายตาม เราต้องใส่ข้อมูลทางออกทางแก้ไขไว้เสมอ

 

11. นักข่าวที่นำเสนอข่าวเหล่านี้ต้องระวังอาจได้รับผลชักจูงให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย

นักข่าวก็เป็นมนุษย์ เป็นคน มีชีวิตและจิตใจ มีความไม่รู้เหมือนกับคนทุกคน แม้ว่าหลายๆคนจะมีความเป็นมืออาชีพและจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักข่าวสูงเพียงใด แต่ความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าอย่างไม่รู้ตัวแล้วได้รับผลกระทบจากการติดตามข่าวจะสูงกว่าประชาชนทั่วไปเพราะจะรู้ข้อมูลและความดราม่าของข่าวมากกว่าปกติ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพ ไม่เกี่ยวกับความกล้า ไม่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของจิตใจ แต่เกี่ยวกับสารสื่อประสาทในสมอง

ดังนั้นนักข่าวต้องพึงระลึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสข่าวมากๆ และหาทางออกให้ตนเองไว้เสมอ

 

แหล่งข่าวความรู้เกี่ยวกับการให้คำแนะนำเรื่องภาวะฆ่าตัวตายและโรคที่เกี่ยวข้อง

วิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องเก่งในทางการนำเสนอและการให้ข้อมูลประชาชน แต่ข้อมูลบางอย่าง ความเชื่อ ความรู้ ทัศนคติ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอาจจะไม่เชี่ยวชาญ การขอความรู้หรือศึกษาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เบื้องต้นที่ที่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ได้แก่

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย :  http://www.psychiatry.or.th

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย   http://www.rcpsycht.org

โครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย   http://www.suicidethai.com

 

ร่วมมือกันนะครับ เพื่อสังคมไทยยิ้มละไมคืนชีวิตสู่สังคม

เอกสารอ่านเพิ่มเติม

 

1. Hendin H.,et al. Epidemiology of suicide in asia. Suicide and suicide prevention in asia

2. Understanding suicide fact sheet 2010 . www.cdc.gov/violenceprevention

3. ศุภรัตน์ เอกอัศวินใ การพยายามฆ่าตัวตายซ้ำในวัยรุ่นที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจิตเวช . Journal of Mental Health of Thailand 2004;12;40-49

4. Sriruenthong W,et al.The suicidality in THai population : National survey .วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ;56;414-424

5. Reporting on suicide:Recommendation for the media. จัดทำโดย CDC และอีก9สมาคม โดยความร่วมมือกับ WHO

6. Preventing suicide a resource for media professionals. จัดทำโดยWHOและIASP

7. Jarassaeng N,et al.Suicidal risk in major depressive disorder at the OPD Section in Srinagarind hospital, Faculty of medicine, Khon Kaen university วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย.2554;56;130-135

8. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ;กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

9. Gould M. Suicide and the media. Annals New York Academy of Sciences.200-224

10. Power point "การฆ่าตัวตายในเด็กและวัยรุ่น" ของ พญ.นิดา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี

11. Power point "การฆ่าตัวตาย อันวินิบาตกรรม" ของ รศ.พญ.สุจิรา จรัลศิลป์

12. คู่มือการป้องกันและช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข โดย โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 16ตค.2543





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 05/07/2012 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เห็นด้วยกับที่สื่อมวลชนต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอ
ไม่เฉพาะสื่ออาชีพเท่านั้่น รวมไปถึงประชมคมออนไลน์ด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน