*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 261907
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม 2555
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2387 , 20:49:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน เขียดขาคำ , อักษราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

สืบเนื่องมาจาก คลิปของท่านอาจารย์พระคึกฤทธิ์ที่บล็อกเกอร์อินทรีย์ภูเขา 

http://www.oknation.net/blog/buddha2600/2012/08/21/entry-3

นำมาเสนอในชื่อ พุทธวจนะ ความจริงเรื่องนิพพาน   ในฐานะที่เป็นฆราวาสคนหนึ่งที่สนใจในพุทธศาสนา กำลังตั้งข้อสังเกตว่า  ทำไมพุทธพจน์เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างตีความกันคนละแบบ  เท่าที่รู้ ขณะนี้ในประเทศไทยมีการตีความคำว่านิพพาน  ออกมาเป็นสามแบบด้วยกัน

    ตีความว่านิพพานเป็นอนัตตา นี่คือเถรวาทเดิม คือศาสนาพุทธในประเทศไทยที่เป็นเถรวาท โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขสูงสุดของสงฆ์ฝ่ายเถรวาท

    ตีความว่า นิพพานเป็นอัตตา  สามารถไปถึงสัมผัสได้ ยึดถือได้ ก็จากวัดที่มีชื่อเสียงบางวัดในไทยขอไม่เอ่ยนาม ผู้อ่านคงทราบดี     และ

   ตีความว่า  นิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา   นี้เพิ่งฟังจากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ (นาทีที่6.25) ใจความสรุปว่า ธรรมที่มีเครื่องปรุงแต่ง(สังขตธรรม) หมายถึงสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราเห็นๆกันอยู่ สิ่งของ คน สัตว์ ต้นไม้ ภูเขาทะเล ที่ต้องมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา พวกนี้อยู่ในสภาพเดิมได้ยาก ไม่คงที่ เอามายึดเป็นของตนไม่ได้  ท่านว่านิพพานเป็นอสังขตธรรมไม่มีการปรุงแต่งจึงไม่มีเกิด จึงไม่มีดับจึงไม่ใช่อนัตตาเสมือนไม่มีสภาวะอยู่

      เราหยิบพุทธพจน์ในเรื่องนี้ขึ้นมาดู

      สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

     สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์

     ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

ด้วยสามบรรทัดนี้เกิดการตีความไปกันคนละเรื่องละราว ไม่ใช่เพิ่งเกิดสมัยนี้แต่เกิดมานานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่2-4  เรามาดูการตีความพุทธพจน์ที่ยกมานี้ ว่าความเห็นเรื่องนิพพานทั้งสามมีที่มาการตีความอย่างไร

     พวกที่ตีความว่านิพพานเป็นอัตตา  อ้างว่าทุกอย่างในโลกต้องคู่กัน ดังนั้นเมื่อเข้าสมาธิ จึงเป็นสังขารทั้งหลายเที่ยง  สังขารทั้งหลายเป็นสุข  ธรรมป็นอัตตา ( ธรรมนี้หมายถึง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมซึ่งอสังขตธรรมนี้หมายถึงนิพพาน ) สรุปนิพพานเป็นอัตตา

    ฝ่ายเถรวาทตีความว่า สังขารทั้งหลาย(สังขตธรรม  ) ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลาย(สังขตธรรม)เป็นทุกข์ ธรรมเป็นอนัตตา(ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรมๆหมายถึงนิพพาน) เพราะว่าหากพระพุทธเจ้าจะตรัสว่าเพียงสังขตธรรมเท่านั้นที่อนัตตา ท่านควรตรัสว่า 

          สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

           สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์

          สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา

แต่พระองค์ตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา   นี่คือข้อสังเกต  สรุปนิพพานเป็นอนัตตา

     ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ตีความว่า พุทธองค์ตรัสเฉพาะสังขตธรรมเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยถึงอสังขตธรรมใดๆ  ดังนั้นอสังขตธรรมจึงไม่ใช่ทั้ง อัตตาและอนัตตา ก็คือนิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา   ในนาทีที่ 5.25 ท่านอาจารย์ได้พูดถึงว่าสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แต่ท่านไม่เอ่ยธรรมว่าเป็นอนัตตา   

        นี่คือที่มาของนิยามว่านิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา หรือ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง  โดยทั้งหมดตีความมาจากพุทธพจน์เดียวกัน   เมื่อเป็นเช่นนี้ใครจะเป็นคนตัดสินเรื่องนี้ เพราะว่าทั้งหมดทั้งสิ้นก็คือพระสาวกชั้นหลัง ที่ตีความมาจากประโยคเดียวกัน   ทางออกก็คงต้องใช้ข้อสรุปจากผู้นำที่เป็นประมุขสูงสุด ฝ่ายสงฆ์ คือสมเด็จพระสังฆราช ผู้นำสงฆ์เถรวาทที่ได้บรรยาย เอาไว้ดังนี้

“ ก็เข้าใจว่าการแสดงแบบเถรวาทนั้นเป็นอนัตตา ซึ่งไม่มีอัตตาตัวตนที่จะสัมผัสได้ ที่จะเห็นได้ ได้ยินได้ ก็ทำให้ไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจยากอย่างหนึ่ง หรือทำให้เข้าใจว่าปฏิบัติไปเพื่อไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร คล้ายๆกับละลายไปหมด ซึ่งคนจำนวนมากนั้นก็น่าจะยังไม่ชอบ ไม่พอใจ  พอใจที่จะไปเป็นอะไรชนิดที่เต็มไปด้วยความสุขไม่มีทุกข์ คือ แปลว่า ให้มีเกิดชนิดที่ไม่ต้องมีทุกข์ ไม่ต้องมีเจ็บ ไม่ต้องมีแก่ ไม่ต้องมีตาย สุขกันตลอด มีตัวตนที่สัมผัสได้ คนส่วนใหญ่ในโลกต้องการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้แตกเป็นมหายาน แสดงนิพพานเป็นบุคคลาธิษฐาน ยกบุคคลเป็นที่ตั้ง เพราะว่าตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเดิมนั้น เป็นธรรมาธิษฐาน ยกธัมมะเป็นที่ตั้ง จึงมาแสดงเป็นบุคคลาธิษฐานยกบุคคลเป็นที่ตั้ง สร้างให้เป็นเมืองนิพพานขึ้นมา  และให้ธัมมะเป็นบุคคลตัวตนขึ้นมา ให้สัมผัสได้ ให้เห็นได้ ให้ได้ยินได้ แต่อันที่จริงนั้นก็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน สัมผัสไม่ได้อยู่นั่นเอง เป็นแต่เพียงว่าทำให้บุคคลที่พอใจในทางนี้ศรัทธา คือความเชื่อเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้านั้นทรงต้องการให้ใช้ปัญญา คือตัวความรู้เป็นหลักสำคัญ”

(สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ลักษณะพุทธศาสนาหน้า 162 – 163)

 ขอเสริมในเรื่องตีความพุทธพจน์เดียวกันแต่ออกไปคนละเรื่อง     หลังสมัยพุทธกาล ศาสนาพุทธได้แยกออกเป็นสองนิกายใหญ่ๆ คือเถรวาทที่ยึดเอาพระสูตรเป็นหลักไม่ขอแก้ไข ใดๆ กับมหาสังฆิกาวาทที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเถรวาท    ประมาณพุทธศตวรรษที่สอง ฝ่ายเถรวาท ได้แตกออกไปอีกสองนิกาย คือเหมวันตวาท กับ สรวาสติวาท ๆยังแยกออกไปอีกเป็น นิกายเสาตรนกวาทิน ในบาลีเรียกว่าสุตตวาที  นิกายสุตตวาทีนี้มีความเชื่อว่า อสังขตธรรมหรือนิพพานนี้ไม่มีสภาวะอยู่แม้โดยปรมัติถ์   เนื่องด้วยอสังขตธรรมเป็นการปฏิเสธสังขตธรรม  นั่นคืออสังขตธรรมอันเป็นที่สาบสูญแห่งสังขต  สภาวะมีอยู่ด้วยตัวมันเองแห่งอสังขตธรรมจึงหามีไม่  ในครั้งนั้นมีการอภิปรายปัญหาเรื่องนี้ระหว่าสรวาสติวาท กับ สุตตวาที  โดยฝ่ายสรวาสติวาทถือว่า นิพพานเป็นสภาวะที่อยู่ด้วยตัวมันเองเป็นเอกเทศ เป็นอารมณ์แห่งมรรคจิต ผลจิต  ฝ่ายสุตตวาทีถือว่าไม่มีสภาวะนิพพานอยู่โดยเอกเทศ หรือพูดว่าความไม่มีแห่งสังขตะคืออสังขตะๆไม่มีสภาวะ

ฝ่ายเถรวาทเอียงมาฝั่งสรวาสติวาทิน ด้วยถือว่าอสังขตธาตุเป็นสภาพที่มีอยู่โดยปรมัติถ์ พระนิพพานเป็นอารมณ์แห่งจิต เป็นสภาพที่บุคคลพึงบรรลุด้วยมรรค และได้ยกพุทธพจน์ ว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งสภาพอันนั้นมีอยู่ที่ไม่มีดิน  ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม ฯลฯเหมือนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พูด นาทีที่ 9.20  พุทธพจน์เดียวกันมีการกล่าวอ้าง  ระยะเวลาห่างกันถึง สองพันกว่าปี

ทรรศนะเรื่องอสังขตะไม่มีสภาวะ ภายหลังได้เป็นสมุฏฐานสำคัญอันหนึ่งที่ให้กำเนิดแก่ปรัชญา ศูนยตวาทินของลัทธิพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน อย่างไรก็ตามนี่เป็นปัญหาปรมัติถ์ธรรมอันลึกซึ้งยากที่จะรู้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด  เพราะนิพพานนั้นรู้เห็นเฉพาะตัว    เพียงแต่ว่าฝ่ายเถรวาทสรุปว่าธรรมทั้งปวงคือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมที่รวมนิพพานด้วยเป็น อนัตตา ความเห็นนี้ก็สืบต่อมาจนปัจจุบัน ดังนั้นสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทยจึงยึดแนวทางดังกล่าว  เมื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นสงฆ์ฝ่ายเถรวาท เปิดประเด็นการตีความขึ้นมาใหม่ โดยนิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา  เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องไปปรับวาทะในระหว่างสงฆ์(ซึ่งเป็นสาวกชั้นหลังทั้งสิ้น)ด้วยกัน พุทธศาสนิกชนอย่างเราๆท่านๆย่อมไม่มีปัญญาญาณที่จะไปแยกถูกผิด  และก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันด้วย เพราะทะเลาะกันบนพื้นฐานที่ไม่รู้จริงของฆราวาสด้วยกัน ก็รังแต่อับอายศาสนาอื่นเปล่าๆ

     ผมออกเอ็นทรี่นี้มาทำไม ขอชี้แจงเป็นลำดับดังนี้

1.เมื่อสมัยพุทธกาลที่พระศาสดายังอยู่  อันใดไม่แจ้งย่อมมีพระองค์เป็นที่สุด

2.หลังพระศาสดาดับขันธ์แล้ว การตีความพุทธพจน์บทเดียวกันจึงแยกออกมาหลายความหมาย ถ้าไม่นับนิกายมหาสังฆิกะที่แยกออกไปเพราะต้องการบัญญัติใหม่ เอาเฉพาะเถรวาทที่ตีความพระสูตรเดียวกันแท้ๆยังแตกแยก ออกไปถึงสิบกว่า นิกาย ด้วยต่างฝ่ายต่างเชื่อในการตีความของอาจารย์ตน

3.ผู้ศึกษาพุทธศาสนาควร ที่จะยึดพุทธพจน์เป็นหลักก่อน แต่การศึกษาพุทธพจน์นั้นบางสูตรเข้าใจยาก ถึงได้มีอรรถกถามาอธิบายความ อรรถกถาหรือบางคัมภีร์ก็ยังอ่านไม่เข้าใจ ก็ต้องพึ่งพระเถระที่บางรูปแม้ดับขันธ์ไปแต่ท่านยังทิ้งผลงานเอาไว้ให้ศึกษา กับพระเถระที่ยังมีชีวิตอีกหลายๆรูปหรือพระอาจารย์ทั้งหลายที่มีความสามารถอธิบายถ่ายทอดให้เราเข้าใจได้

4.เมื่อเราศึกษาไปถ้าเป็นทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพระรูปใดสอนก็ตาม ถ้าเรารู้สึกว่า

      4.1มีความสงบมากขึ้น

     4.2ละคลายการยึดติดทั้งตัวตนและผู้อื่น รวมทั้งสิ่งของต่างๆไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบ

    4.3มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน  มีการสันโดษในผล แต่ไม่สันโดษในเหตุ

    4.4เริ่มมองเห็นสรรพสิ่งทั้งมวลหมู่มนุษย์ทั้งหลาย  ว่าน่าสงสารต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะมีใจอยากช่วยเหลือหมู่เหล่านั้น แต่จิตตนเองก็ไม่หดหู่เบื่อหน่ายจนไม่อยากอยู่ในโลก แต่กลับมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกลาง  เช่นดูฟุตบอล ดูหนัง ดูการเมือง ก็ไม่เกิดอารมณ์ที่ยินดียินร้าย     ต่างๆเหล่านี้ นี่คือนิมิตหมายที่ดีที่จะบอกว่าเราก้าวเข้าสู่ทางธรรมตามที่พระศาสดาได้ชี้บอกทางไว้ 

       เหล่านี้ค่อยๆศึกษาไปเถิด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นิพพานจะถึงหรือไม่ไม่ใช่สาระ เพราะอย่างไรน้ำที่ไหลลงจากเขาก็ย่อมไหลลงสู่แม่น้ำและทะเลอยู่แล้ว  ถึงตรงนั้นเราจะมาสนใจทำไมว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือ อนัตตา หรือ ไม่ทั้งอัตตาและอนัตตา  ทั้งหมดที่เรียกก็สักแต่ว่าชื่อ

5.การที่มีผู้เขียนบล็อกศาสนา จึงไม่ควรที่จะมีการยกตนข่มกัน ว่าของเรามาจากพุทธพจน์ ของคนอื่นไม่ใช่   ตัวอย่างที่ผมแสดงมายืดยาวขนาดนี้ก็เพื่อชี้ให้ดูว่าในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธก็เป็นเช่นนี้ ตีความสูตรเดียวกันแท้ๆ    ดังนั้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวพุทธเป็นเรื่องที่ควรกระทำ พระพุทธเจ้าสรรเสริญนัก  เพราะจะช่วยจรรโลงศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้นไป  พระศาสดาท่านจากไปแล้วเพราะท่านวางใจว่าชาวพุทธได้ศึกษาจริง ปฏิบัติจริง มีความรู้พอที่จะปรับวาทะกับลัทธิอื่นๆได้  ขออย่าให้พระองค์ต้องผิดหวังเลย

   กราบขออภัยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ไม่ได้โต้แย้งหรือปฏิเสธท่าน เพราะชั้นภูมิผมยังห่างไกลจากท่านมาก สิ่งใหม่ที่อาจารย์เสนอมานั้นผมต้องรับฟังเพื่อพิจารณาในอีกแง่มุม นับเป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้ต้องศึกษาให้มากขึ้นอีก  เพียงต้องการนำเสนอที่มาทั้งประวัติเรื่องการตีความพระสูตร  สุดท้ายต้องขอบคุณทุกท่านที่พยายามอ่านมาถึงตรงนี้  ขอคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลให้ทุกท่านเจริญด้วยจตุรพิธพรชัยด้วยเทอญ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สว.ขี้บ่น วันที่ : 08/03/2013 เวลา : 20.21 น.

...การที่พวกเรา ( ชาวบ้านทั่วไป ) พูดถึง
" นิพพาน " นั้น จะเปรียบได้มั้ยว่าเหมือนตาบอดคลำช้าง
หมายความว่า..ต่างคนต่างมุมมอง อาจจะถูกทุกมุมก็ได้

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
OpenSword วันที่ : 08/03/2013 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/opensword

นอกจากตีความตามตำราและตัวอักษรแล้ว มีใครที่ปฏิบัติได้เข้าถึงพระนิพพานได้บ้างมั้ยครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
กัลยาณมิตตตา วันที่ : 23/08/2012 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fangdhamma

ฝากหนังสือเล่มหนึ่งให้ท่านลองอ่านประกอบพิจารณาดู

พระไทยใช่เขาใช่เรา? (นิพพาน-อนัตตา: ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท)

http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/thai_monks_nibhan-anatta.pdf

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สมชัย วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ผมไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ไปเจอหนังสือ พระไทยใช่เขาใช่เรา โดยพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านเขียนชี้แจงเรื่องที่ท่านถูกพาดพิงว่าท่านเป็นคนบอกว่านิพพานเป็นอนัตตา เนื้อหาสาระคงหาอ่านเอาได้ แต่ที่อยากนำเสนอที่สุด ก็คือ เรื่องคำจำกัดความว่าอัตตา ท่านเขียนไว้ว่า อัตตาในภาษาบาลี แปลว่าตัวตน ตัวเรา ตัวกู เป็นคำจำพวกเดียวกับ สัตว์บุคคล เขาเรา ฉัน เธอ ทั้งหมดนี้ไม่มีสภาวะที่เป็นจริง แต่มีขึ้นตามสมมุติ เป็นบัญญัติที่จะพึงรู้เข้าใจกัน ในบาลีเมื่อจะปฏิเสธอัตตา คือไม่ใช่อัตตา จะพูดว่า อนัตตา ดังนั้น อัตตา กับอนัตตาจึงไม่ใช่ของสองสิ่งที่จะเลือก ว่าจะเอาอย่างไหน แต่การไม่ใช่อัตตา ก็คือ อนัตตานั่นเอง ในเนื้อความที่นำเสนอ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดว่า นิพพานไม่ใช่อัตตา และไม่ใช่อนัตตา จึงเป็นการขัดกันเองในคำพูด เพราะถ้าใช้คำพูดว่า ไม่ใช่อัตตา(แปลเป็นบาลีคืออนัตตา) แสดงว่าท่านหมายถึงนิพพานเป็นอนัตตา แต่ท่านกลับมาบอกอีกครั้งว่า นิพพานไม่ใช่อนัตตา ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ ก็กลายเป็น นิพพานไม่ใช่(ไม่ใช่อัตตา) ก็คือนิพพานเป็นอัตตานั่นเอง สรุปว่ามีแต่อัตตา กับอนัตตา(ไม่มีอัตตา)เท่านั้น การนี้จึงเป็นการหลงภาษาแท้ๆ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สมชัย วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คุณณัฐรดาขอบคุณที่ยกข้อมูลมาช่วยยืนยัน ว่านิพพานเป็นอนัตตา สำหรับคนที่เชื่ออยู่แล้วและมีวิจารณญาณย่อมมีข้อสรุปอยู่ในใจ แต่ก็ต้องเปิดกว้างในการรับข้อมูลอื่นเพิ่มเติม การศึกษาบาลีสำหรับฆราวาสจำเป็นครับ พยายามไปให้เถึง ปธ9นะครับ พระสูตรเดียวกันพระพูด กับฆราวาสพูดก็เสียเปรียบแล้ว ยิ่งไม่รู้บาลีก็ไม่รู้จะไปเถียงอย่างไร พระด้วยกันเขาไม่อยากทะเลาะกันหรอกครับ ดังนั้นถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ฆราวาสนี่แหละจะเป็นกำลังสำคัญในการเป็นฐานให้พุทธศาสนาอยู่ได้ แต่ระวังอย่าให้เกิดอคติ เพราะพระสงฆ์อย่างไรก็เป็นเนื้อนาบุญของศาสนา สอนไม่ถูกใจบางเรื่องหรือสอนผิดจากที่เราคิดก็ถือเสียว่าได้ความรู้ใหม่อีกแง่มุม ส่วนจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ สุดท้ายก็อยู่ที่ตนนั่นแหละ ผมไปให้ความเห็นในบล๊อคที่เขียนเรื่องทุกข์ อาจยาวไปหน่อย ขออภัยด้วย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สมชัย วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คุณหมูสนามครับ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาชมตอนแรก แล้วยังค้นคว้าเพราะคาใจ ไปหาข้อเท็จจริงจนได้ข้อสรุปออกมา ในสังคมใดมีบุคคลเช่นท่านอยู่มาก สังคมนั้นย่อมไม่มีวันเสื่อม
ส่วนข้อสรุปออกมาเป็นเช่นที่ท่านว่า ผมไม่ขอออกความเห็น เพราะโดยแท้ผมก็เห็นด้วยกับท่าน แต่เรื่องเช่นนี้ยังต้องมีการตีความอีกมาก ผู้ใดตีความอย่างไรสิ่งนั้นก็ต้องส่อเจตนานั้นๆ ในเรื่องนี้ถ้าเป็นกรณีระดับบุคคลที่ปฏิบัติไม่ค่อยส่งผล เพราะหลักธรรมใหญ่ๆที่ทำให้เราสุขได้มีมาก เพราะนิพพานเป็นเรื่องเฉพาะตัว ปัญหานิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาถ้าศาสดาอยู่ท่านคงไม่ตอบปัญหานี้ เหมือนคำถามโลกสิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุด แต่สาวกชั้นหลังเอามาปรับวาทะตีความกัน จากนิพพานเป็นอสังขตธรรมเลยลากเข้ามาให้เป็นอัตตาบ้าง อนัตตาบ้าง จนล่าสุดกลายมาเป็นทั้งไม่อัตตาและไม่อนัตตา ชาวบ้านที่ต้องทำมาหากินไปได้อะไรจากตรงนี้ก็เปล่า แต่คนที่ตีความสิได้แน่ ตีเป็นอัตตาคนเชื่อก็ได้เงินเข้าวัด ตีเป็นทั้งไม่ใช่อัตตาและอนัตตาจะเป็นอย่างไร ก็ต้องจับตาดู นี่คือส่วนที่มีผลกระทบกับสังคม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สมชัย วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชม คุณเขียดขาคำครับผมเข้าไปดูในลิ๊งที่ส่งมาให้ ขอบคุณมากที่เปิดให้ผมได้พบอีกมิติหนึ่ง เอ็นทรี่นี้ผมไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับใครโดยเฉพาะพระ เพียงแต่แสดงให้รู้ว่า ทั้งหมดนี้ก็คือสาวกที่เอาพระสูตรมาตีความเท่านั้นเอง เราคนอ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณพิจารณาดูเอาเอง ต้องดูจากสาวกหลายๆท่านเพราะทุกท่านก็ใช้พระสูตรตีความทั้งสิ้น การเปิดใจกว้างเท่านั้นจะทำให้เราได้เปรียบได้รู้รอบรู้ลึก มีพระไตรปิฎกเป็นที่พึ่ง มีพระอาจารย์มากมายคอยชี้คนละจุดสองจุด สุดท้ายก็ต้องปฏิบัติใช่หรือไม่ตัวเรารู้เอง ไม่ควรจมอยู่ที่ใครเพียงคนเดียว ใช้หลักกาลามาสูตรให้มาก ความจริงย่อมเป็นความจริง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
หมูสนาม วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 06.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ตื่นมาค้นตำราทบทวนดู

“๑ สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา - สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจัง
๒ สพฺเพ สงฺขารา ทุกขา - สังขารทั้งปวงเป็นทุกขัง
๓ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา

แสดงความหมายกันตามหลักว่า สังขาร คือ สังขตธรรม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด ล้วนเป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวง ไม่ว่าสังขตธรรม คือ สังขาร ก็ตาม อสังขตธรรม คือ วิสังขาร ได้แก่นิพพาน ก็ตาม เป็นอนัตตา (ไม่เป็นอัตตา) หมดทั้งสิ้น

ถ้าพูดแบบสามัญลักษณะ ก็บอกว่า

- ทุกอย่างที่เป็นสังขาร คือ สังขตธรรม ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คงทนอยู่มิได้ เสมอกันหมด
- ทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่ว่า สังขตธรรม คือ สังขาร หรือ อสังขตธรรม คือ วิสังขาร ล้วนเป็นอนัตตา เสมอกันทั้งสิ้น”
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%CA%D1%A7%A2%B5%B8%C3%C3%C1&detail=on

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 05.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

มีพระเถระหลายรูปค่ะที่มีความเห็นว่า นิพพานเป็นอนัตตา
เช่น
ท่านพุทธทาส

“ผู้ที่ได้เห็นความเป็นอนัตตาของนิพพานแล้วเท่านั้น ที่จะนิพพานได้ ถ้ายังยึดถือนิพพานด้วยความเป็นนิพพานอยู่ ยึดถือว่านิพพานเป็นของเราอยู่แล้ว ก็ยังเป็นอุปาทานในนิพพานอยู่เรื่อย”

พุทธทาสภิกขุ ตุลาริกธรรม หน้า ๔๖๓

พระพรหมคุณาภรณ์

“ ทำไมท่านพุทธทาสจึงพูดขึ้นมาเลยว่า “นิพพานก็สักว่านิพพาน ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตาเสมอกันกับสิ่งอื่น”

ตามที่เร้าข้าใจได้จากการมองดูคำสอนของท่าน ก็คือ ท่านพุทธทาสเห็นว่า เรื่องนิพพานเป็นอนัตตานี้ชัดเจน แจ่มแจ้งอยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหาอะไรที่จะต้องมาถกเถียงชี้แจงกัน และความชัดเจนนั้นก็คือ ว่าไปตามหลักธรรมนิยาม ที่นิยมพูดกันให้ง่าย เป็นหลักไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณ์ คือ หลักตามพุทธพจน์ที่ว่า

“๑ สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา - สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจัง
๒ สพฺเพ สงฺขารา ทุกขา - สังขารทั้งปวงเป็นทุกขัง
๓ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา

แสดงความหมายกันตามหลักว่า สังขาร คือ สังขตธรรม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด ล้วนเป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวง ไม่ว่าสังขตธรรม คือ สังขาร ก็ตาม อสังขตธรรม คือ วิสังขาร ได้แก่นิพพาน ก็ตาม เป็นอนัตตา (ไม่เป็นอัตตา) หมดทั้งสิ้น

ถ้าพูดแบบสามัญลักษณะ ก็บอกว่า

- ทุกอย่างที่เป็นสังขาร คือ สังขตธรรม ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คงทนอยู่มิได้ เสมอกันหมด
- ทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่ว่า สังขตธรรม คือ สังขาร หรือ อสังขตธรรม คือ วิสังขาร ล้วนเป็นอนัตตา เสมอกันทั้งสิ้น”

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระไทยใช่เขาใช่เรา? หน้า ๔ -๕

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
หมูสนาม วันที่ : 22/08/2012 เวลา : 03.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ตามความเข้าใจของผม
ธรรม(สภาวะ, สิ่ง ,ปรากฎการณ์) แบ่งเป็น 2 ส่วน
1. สังขตธรรม สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ ขันธ์ 5 ทั้งหมด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน
2. อสังขตธรรม สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือนิพพาน

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา หมายความถึงเฉพาะ สังขตธรรม

มาถึงจุดนี้บางคนเลยเอาทฤษฎีคู่ตรงข้ามเข้ามามั่วอธิบาย
คู่ตรงข้ามที่ว่าคือ อนัตตา - อัตตา (ถ้าไม่ใช่อนัตตาก็ต้องเป็นอัตตา) เลยมั่วกันใหญ่ เหมารวมว่า นิพานเป็นอัตตา เพราะ นิพพานเป็นอสังขตธรรม

นิพานเป็นอสังขตธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

แต่อัตาเป็นสังขตธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งเพียบ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 21/08/2012 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ก็ถ้าตีความเหมือนครูบาอาจารย์แล้ว มันจะดังเร็ว ดังแรง ดังยิ่งกว่า ครูบาอาจารย์ ได้ยังงัยล่ะครับ -ฮา

ท่านสมชัยออกมาทักท้วงแบบนี้ ก็ดีแล้ว
น่าจะมีบล็อกเกอร์ท่านอื่นๆออกมาจัดหนักให้ซักคนละเอนทรี่ สองเอนทรี
กรณีพระคึกฤทธิ์ มีเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่หลายเรื่อง
ลองย้อนไปดูเรื่องเก่าๆในเอนทรี่นี้ด้วยนะครับ
http://www.oknation.net/blog/buddhacore/2012/04/20/entry-2

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน