*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 230017
  • จำนวนผู้โหวต : 171
  • ส่ง msg :
  • โหวต 171 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2557
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2100 , 21:10:34 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , อักษราภรณ์ และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

อาจารย์ ชา ท่านเทศนาธรรมดังนี้

"พระพุทธองค์ท่านสอนว่าให้มี สติ อยู่เสมอ  จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะอยู่ที่ไหนก็ช่างเถอะ ขอให้มีสติประคองอยู่เสมอ

เมื่อเรามีสติ  เราก็เห็น  ตัว  ของเรา  เห็นใจ  ใน  ใจ  ของเราทุกอย่าง

ถ้าไม่มี  สติ  เราก็ไม่รู้เรื่อง  อะไรมาตกอยู่หน้าบ้าน เราก็ไม่เห็น เพราะเราไม่มีสติ

การมีสตินี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ  ผู้ใดมี  สติ  อยู่ทุกเวลาผู้นั้นจะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา  เพราะว่า ตาเห็นรูปก็เป็นธรรมะ  จมูกได้กลิ่นก็เป็นธรรมะ  ลิ้นได้รสก็เป็นธรรมะ  กายไปถูกโผฏฐัพพะกระทบเย็นร้อน อ่อน แข็ง ก็เป็นธรรมะ  ธรรมารมณ์ที่มันเกิดขึ้นกับใจ  นึกขึ้นได้เมื่อใด ก็เป็นธรรมะเมื่อนั้น

ฉะนั้นผู้มี  สติ  ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา  จะยืน จะเดิน  จะนอน จะนั่ง มันมีอยู่ตลอดเวลา

เพราะอะไร  เพราะว่าเรามี  สติ  มี  ความรู้

สติ คือความระลึกได้  สัมปชัญญะ  คือความรู้อยู่   ตัวรู้ คือพุทโธ  ตัวพระพุทธเจ้านั่นแหละ  พอมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่  ปัญญาก็วิ่งตามมาเท่านั้น  รู้เรื่องต่างๆ 

ตาเห็นรูป  สิ่งนี้ควรไหม  ไม่ควรไหม

หูฟังเสียง  สิ่งนี้ควรไหม  ไม่ควรไหม  มันเป็นโทษไหม  มันผิดไหม  มันถูกต้องเป็นธรรมะไหม

ดังนั้นผู้มีปัญญาแล้วจึงได้ฟังธรรมะอยู่ตลอดเวลา  แม้มองเห็นต้นไม้ก็เป็นธรรมะ  มองเห็นสิ่งต่างๆมันเป็นธรรมะหมด  ถ้าเรารู้จักธรรมะ

แม้ว่าจะมี คำนิยาม เพื่อ อธิบายความหมายของคำว่า ธรรมะมากมาย ดังเช่น  สภาพที่ทรงไว้  ธรรมดา  ธรรมชาติ  สัจจธรรม  ความจริง  พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  เป็นต้น

ประการสำคัญจึงอยู่ที่ การมี สติ สัมปชัญญะ ไม่เผลอใจ กุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จนรู้ชัด ความรู้ทั่วตัวพร้อมย่อมเกิดตามมาโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น จึงต้องน้อมเอา ธรรมะตัวรู้ชัดนี้ มาประสานเข้ากับตน ก็คือ ต้องกระทำโอปนยิโก นั่นเอง"

 

ในชีวิตประจำวันที่เราดำรงอยู่ เราแทบไม่ได้กำหนด สติ สัมปชัญญะ ยกตัวอย่างเช่น วันทั้งวันมีผู้ใดบ้างคอยกำหนดดูลมหายใจตนเอง เรามาสนใจลมหายใจตนเองก็ต่อเมื่อการหายใจติดขัดเท่านั้น  เราไม่เคยพิจารณาว่าถ้าลมที่ออก แต่ไม่มีลมเข้า ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร 

การลุกจากที่นอน การนุ่งห่มเสื้อผ้า ขณะที่ทำนั้นเราก็ไม่ได้กำหนดรู้ว่าทำเช่นนั้น  โดยมากใจมักคิดไปในเรื่องราวต่างๆที่อยู่นอกตัว  ทั้งในอดีตบ้าง แล่นไปในอนาคตบ้าง  แม้กระทั่งการดื่มกิน เพียงเสี้ยววินาทีที่อาหารเข้าปาก ใจก็เตลิดไปในความยินดียินร้ายทันที อร่อยหรือไม่อร่อย  ไม่ได้กำหนด สติ ที่การรับรสที่ลิ้นว่ารู้อยู่เป็นเช่นนี้ สิ่งนี้มีโทษหรือไม่มีโทษ

การกำหนด สติทุกครั้งเป็นการควบคุมใจตนเอง   แม้ระยะแรกจะยุ่งยากและอึดอัดใจอยู่บ้าง  เพราะจิตใจนี้มัน ชอบโลดแล่น ไปจับเอาอารมณ์ต่างๆที่ทะลักเข้ามา ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ  ดังที่มีพุทธภาษิตในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

                  

                คนมีปัญญาทำจิตที่ดิ้นรน  กวัดแกว่ง   รักษายาก  ห้ามยาก

                    ให้ตรงได้ เหมือนช่างศร  ทำลูกศรให้ตรงได้ ฉะนั้น

                    ขุ.ธ.(แปล) ๒๕/๓๓/๓๕

ทั้งคันธนู และคันศร ที่ทำจากไม้ ในธรรมชาติ มันไม่ตรง ไม่โค้งพอเหมาะแก่การใช้งาน ก็ต้องนำมาเหลา มาถาก มา กลึงให้ตรง ส่วนตัวคันธนูก็ต้องมาย่างไฟ เพื่อง่ายต่อการดัด ให้ได้รูปร่าง

จิตใจคนเราก็เช่นกัน ก็ต้องฝึกฝน ขัดเกลาให้หนักแน่น ไม่ไหวไปตามอารมณ์ที่พรั่งพรูเข้ามา สติจึงเปรียบเหมือนคนเฝ้าประตู ที่คอยคัดกรอง ผู้ที่จะผ่านเข้ามา คอยกั้น เพื่อให้จิตใจมีเวลาเตรียมตัวในการใช้ปัญญา ห้ามในสิ่งที่ควรห้าม

ลองปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งในช่วงแรกของการหัด อาจยากเย็นอยู่บ้าง เพียงมีสติกำหนดอารมณ์เฉพาะหน้า สักสองสามนาที ก็เก่งมากแล้ว  จะขอยกตัวอย่างง่ายๆ

เวลาล้างจาน เราคิดอะไรอยู่ ทุกคนมักคิดโลดแล่นไปสู่ที่ต่างๆ บางครั้งก็หงุดหงิดใจที่ต้องมายืนล้างจานกองโต ใจก็คิดไป กินเสร็จแล้วก็หนี   ไม่มาช่วย  ต่อไปนี้ ลองทำแบบนี้ดู ตั้งสติที่ผิวสัมผัสของมือ กับฟองน้ำที่ล้างจาน ลูบไล้ตามจาน ให้กำหนดเพียงรู้การสัมผัสเท่านั้น ใจไม่ได้โลดแล่นไปไหน อยู่กับความเย็นของน้ำที่ไหลผ่านมือ อาจกล่าวได้ว่า อยู่กับปัจจุบันขณะนั้นเท่านั้น ได้ยินเสียงเพลง จากข้างบ้าน ก็แค่รู้ ไม่ต้องคิดตาม พยายามทำแบบนี้ แล้วไม่ต้องคิดว่า จะได้อะไร  พอเสร็จจากการล้างจาน เราลองสำรวจความรู้สึกเรา มันต่างไปจากทุกครั้งหรือไม่ มันเย็นลง สงบลง นี่แหละ พุทโธ  มันเกิดที่นี่แล้ว

เวลาต้องนั่งรอคอยอะไรสักอย่าง แทนที่จะหยิบ เครื่องมือสี่เหลี่ยมมาลากๆ จิ้มๆ ลองนั่งเฉยๆ แล้วดูลมหายใจตนเอง ที่มันเข้ามันออก ตามความรู้สึกของลมที่ไหลผ่านปลายจมูก ถ้าไม่ถนัดดูลม ก็อาจจับเอาสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า เช่นฝูงชนที่เดินขวักไขว่ ดูการเคลื่อนไหว ของร่างกายที่เรียกว่าคน เพียงดู ไม่ต้องคิดแล่น เช่นคนนี้อ้วน คนนี้ผอม ดูที่สภาวะความอึกทึก  บางครั้งเสียงที่อึกทึกยังจับเอามาเป็นเครื่องกำหนด สติได้ เพียงดูลักษณะ หรือสภาวะของมัน ไม่ต้องไปพยายามแปลความหมาย

การหมั่นฝึกที่สม่ำเสมอ ทุกที่ทุกเวลา เท่าที่จะมีโอกาส เราจะพบและรู้สึกด้วยตนเองว่า สติเรามาทันเวลาเร็วขึ้น โอกาสหลุดรั่ว จนแสดงออกทาง กาย วาจา จะยากขึ้น  หงุดหงิดยากขึ้น สุขได้ง่ายขึ้น จะอยู่ตรงไหนก็สุขได้  นี่แหละเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงสั่งสอน ให้เราหมั่นฝึกสติปัฏฐาน ในทุกอิริยาบถ

ไม่ใช่ปฏิบัติเพียง การนั่งสมาธิ ตามวัดอารามต่างๆ เพราะในชีวิตจริง เราจะมานั่งตลอดเวลาได้อย่างไร เหมือนบางคนที่เคยเจอ ไปอยู่วัด ไปนั่งสมาธิ ไปฝึกสติ  พอกลับมาที่บ้าน ทุกอย่างเหมือนเดิม ที่เคยรั่วอย่างไร ก็ยังคงรั่วอย่างนั้น แบบนี้เรียกว่าเอา สติไปทิ้งไปฝากเอาไว้ที่วัด

การปฏิบัติธรรม โดยการฝึกสติ นี้ จึงควรน้อมเข้ามาปฏิบัติในทุกที่ทุกเวลา ใช้กายและใจเรานี้แหละ เป็นวัด เป็นอาราม เพราะบางคนที่กล่าวอ้างว่า  ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเพราะไม่ว่างไปวัด นี้แสดงว่ายังเข้าใจ สาระ ของพุทธศาสนาผิดไป  ไปยึดติดสถานที่ ที่เป็นภายนอก  แต่กลับลืม สถานที่ภายใน ที่เรามีอยู่ ก็คือ ร่างที่มีความยาววา  หนาคืบ มีสัญญาและใจครองอยู่นี้เอง

ยามเมื่อน้อมเข้ามาปฏิบัติ ที่เรียกว่า โอปนยิโกบ่อยๆ    ในที่สุด จิตใจจะหนักแน่นขึ้น ตนเองรู้เอง   เพราะสติจะมาเร็วกว่าเดิม   ทันเหตุการณ์  เพราะ สติ เป็นเครื่องกั้น  ปัญญาเป็นเครื่องห้าม  ขาดสติ ปัญญาก็มาไม่ทัน

การมีชีวิต ที่มีสติที่เป็นเครื่องตื่นอยู่นี้   เราจึงมีเวลาที่จะรู้เท่าทัน เกิดตัวรู้ที่เป็นปัญญาสามารถแก้ไข

สถานการณ์ไม่ให้ตกไปเป็นทาสของ กิเลสและตัณหาได้

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 18.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.SW19ขอบคุณครับ ความรู้สึกของผมต่อแม่หมีก็เช่นคุณ SW19ครับ

คห5.อาโป ขอบคุณอาโปมากครับ ลิงค์ที่ส่งมา อ่านกี่ครั้ง ก็ยังต้องอ่าน เพราะเป็นการเตือนตนเองเสมอ ว่ายังต้องหมั่นจำหมั่นท่อง หมั่นปฏิบัติ

คห6.นักเดินทางตัวเขื่อง สวัสดีครับน้องรัต เดี๋ยวจะไปเยี่ยมบ้าง

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , opads และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 12.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.แม่หมี ขอบคุณแม่หมีมากที่เปิดใจกว้าง การมีสติเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดเพียงแต่ คำว่า สติปัฏฐาน ในนิยามของพุทธศาสนา แตกต่างจากคำว่า สติ ในความหมายโดยทั่วไป ดังนี้
-สติ ที่มีกันในการดำเนินชีวิต ผมอยากนิยาม สติ คำนี้ว่า
ความรอบคอบ ความเอาใจใส่ ต่อสิ่งที่ทำ ใจไม่แส่ส่ายไปเรื่องอื่น ตั้งสติได้ดังนี้ ก็ทำให้มีสมาธิ ในการงานนั้น
-สติ ที่เป็นสติปัฏฐาน คือการตั้งสติ ตามดูรู้ที่ตนเอง แม้จะรับสิ่งต่างๆจากภายนอก ผ่านมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ตาม แต่กลับมาดูที่ตนเองผ่านทางกาย ทางความรู้สึก ทางจิตใจและเรื่องที่มาประกอบจิต แทนที่จะคิดไปเรื่อยและเพ่งมองภายนอก กลับมาสำรวจสิ่งที่เกิดที่กายและใจนี้แทน
ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนทำให้เราโกรธอย่างหนัก ส่วนมากเราจะเพ่งคนที่ทำให้เราโกรธ และหาทางตอบโต้ให้สาสม ขณะนั้นเรากำลังเป็นผู้โกรธ จิตเราถูกโทสะเข้าครอบงำชักจูงอยู่ การฝึกสติปัฏฐาน บ่อยๆ จะช่วยให้เรา จากการเป็นผู้โกรธ กลายมาเป็นผู้พิจารณาความโกรธแทน โทสะที่ครอบงำจิตเราอยู่ กลายเป็นว่าถูกเราเพ่งเล็งแทน พอถูกเพ่งเล็ง โทสะจะค่อยๆหลบ ไปจากจิตเรา และก็แปลก เราจะไม่โกรธตอบคนที่ทำให้เราโกรธ และยิ่งมีเมตตาจิตเข้ามาแทนที่แล้ว แม่หมีเชื่อไหมครับ ทุกอย่างผ่อนคลายไปหมด คนที่ทำเราโกรธก็งุนงงสงสัย ว่า คนนี้บ้าหรือไม่ รอยยิ้มสีหน้าที่มาจากจิตแท้ๆ ไม่เสแสร้ง มันปิดกันไม่ได้ครับ
นี่เป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของการปฏิบัติสติปัฏฐาน ถ้าเพียรโดยไม่หยุดหย่อน จิตเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนขึ้น จนท้ายสุด การยึดถือตัวกู ของกู ก็หมดไป เพราะเข้าใจอะไรต่ออะไรได้ถ่องแท้
ศาสนาพุทธแตกต่างจากจากศาสนาอื่น ก็ตรงที่นิพพานนี่แหละครับ เพราะสูงสุดคือการไม่มีเกิดอีก สวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนก็ไม่ต้องการ เพราะความทุกข์ต่างๆ ทั้งชรา มรณะ มันมีได้ ก็พราะมันมี เกิด
ศาสนาพุทธสอนให้ตน ฝึกตนเอง ไม่ต้องวิงวอน ขอให้ใครช่วย และพุทธ แท้ก็ไม่มีรูปเคารพครับ ที่เห็นพระพุทธรูปทั้งหลาย ก็มีหลังพุทธกาลทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์จากทางฝั่งกรีก ที่นับถือเทพ ได้มานับถือพุทธ ก็อยากสร้าง รูปเคารพ ตามคติเดิมของตน
แม่หมีเชื่อไหมครับ เมื่อก่อนผมมีศาสนาพุทธเพียงในทะเบียนบ้าน เพราะผมไม่มีศรัทธาเลย แต่ผมห้อยพระพวงใหญ่มาก มีนับสิบองค์บนคอ ปัจจุบันนี้ คอผมว่างเปล่า จากพระเครื่องทั้งหลาย เพราะผมมีที่พึ่งที่สุดวิเศษนี้แล้ว ดังอาโปว่ามา ต้องเรียน กอ อากา ให้ได้ก่อน แล้วปฏิบัติ ผมก็ได้ทำดั่งนี้ และก็เห็นได้เอง
หวังว่าคงแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องศาสนา กับแม่หมีพอสมควร ผมยกย่องท่านเสมอที่ไม่เคยปิดกั้นตนเอง นับถือครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.ณัฐรดา ขอบคุณครับ
คห2. opad ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นักเดินทางตัวเขื่อง วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/navigaty

ดีจัง..ที่ได้อ่าน..ค่ะ..คุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 5 อักษราภรณ์ , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 29/08/2014 เวลา : 08.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ในชีวิตประจำวันที่เราดำรงอยู่ เราแทบไม่ได้กำหนด สติ สัมปชัญญะ
....

หัวข้อนี้สำคัญ ในหนึ่งวันผู้รู้ภาษาต่างๆอาจจะใช้ภาษาเล่านั่นบ้างในแต่ละวัน

แต่ภาษาธรรมหรือภาษาของสกลกายในรูปและนามที่ไม่เคยเรียนมาก่อนเขาก็ย่อมอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้หรือใช้ไม่ได้เป็นธรรมดา หลายคนหรือโดยมากเรียนภาษาอังกฤษก็ต้องฝึกหัดท่อง ABCฯ มา เรียนภาษาไทยก็ต้องฝึกหัดเขียน ก่อไก่และการผสมคำต่างๆ เช่นกันภาษาธรรมก็ต้องเรียนรู้มันจึงจะเข้าถึงอ่านคัมภีร์ไตรปิฎกใน(สังขารสาม)ได้

ส่วนจะเรียนที่ไหนมีปรมัตเช่นไรก็ให้ไปดู สติปัฏฐานสี่ เพราะนั่นคือภาษาของพระพุทธเจ้าใบเปิดทางเอก ทางไปอันเดียวที่จะอ่านคัมภีร์ของแท้ได้ ส่วนคัมภีร์ก็กว้างไม่เกินศอกยาวไม่เกินวา โดยมากเราๆท่านๆก็เรียนกันอยู่แค่คัมภ๊ร์ของพระใบลานเปล่าเท่านั่น


คุณหมอก็อาจจะมีคุณสมบัติที่จะสอนภาษาของพระพุทธเจ้าได้ดีอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเดียวนี้ไม่คอยมีผู้สอนภาษานี้มากนักแต่ภาษาของพระพุทธเจ้าก็ต้องหัด ก่ออากา abc เช่นกันเพียงไม่มีสมมตุิ แต่เป็นของจริงล้วนๆ

มี เหลียม มุม โค้ง งอ เหมือนกันทุกอย่าง แต่เป็นปรมัต

http://www.oknation.net/blog/agile/2009/02/16/entry-1

...

ความคิดเห็นที่ 4 opads , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
SW19 วันที่ : 28/08/2014 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เคยมีผู้รู้อธิบายเรื่อง สติมา ปัญญามี ให้ฟังมาหลายสิบปีแล้ว จนเลือนๆในลักษณะของการไม่สามารถอธิบายต่อให้คนอื่นเข้าใจได้ ขอบพระคุณที่คุณหมอทบทวนให้

ขอแวะคุยนอกเรื่องว่า ขออนุญาตชื่นชมคุณแม่หมีมาก ในจิตใจที่เปิดกว้าง มองและศึกษาเรื่องรอบตัว คุณแม่หมีช่วยให้ SW19 นึกถึงเพื่อนมุสลิมที่เคยอยู่ร่วมบ้านสมัยเรียนหนังสือ ในเวลานั้น ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ไม่เคยเป็นปัญหา ทุกคนเคารพความเชื่อศรัทธาของแต่ละบุคคล ไม่ทำให้คนระแวง ระวัง ไม่วางใจ จนผิดธรรมชาติของสัตว์สังคมที่ใช้ชีวิตร่วมโลกเดียวกัน หากคนในหลายส่วนเปิดใจกว้าง ความขัดแย้งทั้งหลายคงมีโอกาสลดทอนลงได้
ขอ Allah คุ้มครองคุณแม่หมีและครอบครัว

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 28/08/2014 เวลา : 20.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ถึงแม้จะเป็นมุสลิม แต่แม่หมีก็พยายามมีสติ ไม่งั้นใจชอบล่องลอยไปเรื่อย
เวลาเดินก็คิดว่าเราต้องเดินอย่างระมัดระวัง เดี๋ยวล้มจะลำบาก เดินไปคิดโน่นนี่ไปก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้

เวลาที่แม่หมีละหมาด ก็จะต้องมีใจมุ่งมั่นที่จะอ่านดุอา(คำสวด)และต้องตั้งจิตว่าเรากำลังละหมาด กำลังเข้าเฝ้าพระเจ้า บางทีก็มีวอกแวกเวลาใครเดินผ่าน ต้องรีบดึงสติกลับมา

เช้าๆคุณสามีชอบเปิดดูข่าว ช่อง7 เขาบอกดูข่าวบ้านๆบ้าง พอจบข่าวจะมีรายการคมธรรมประจำวันกับท่าน ว.วชิรเมธี อย่างเช่นเมื่อเช้าท่านพูดถึงการดื่มชา แม้การดื่มชาก็สามารถทำให้เรามีสติได้ โดยสำนึกและตระหนักรู้ว่าเรากำลังดื่มชา
ท่านมีเรื่องดีๆมาพูดทุกวัน บางเรื่องก็นำมาประยุกต์ใช้ได้

อ่านของคุณณัฐรดาเลยทราบว่าเขียนเรื่องที่น่าสนใจเลยตามมาอ่าน

แม่หมีเป็นมุสลิมแต่ก็ชอบที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ คุณพ่อสอนเสมอว่าให้เราศึกษาในทุกเรื่องราวและนำมาปรับใช้ ถ้ามันไม่ขัดต่อศาสนาก็ไม่เป็นไร

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
opads วันที่ : 28/08/2014 เวลา : 06.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 28/08/2014 เวลา : 05.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เพราะฝึกให้มีสติอยู่เรื่อยๆ จึงค่อยๆควบคุมกาย วาจา ได้
ขอนำลิ้งค์ไปแปะไว้ใน
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/08/27/entry-1 นะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน