*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 255523
  • จำนวนผู้โหวต : 173
  • ส่ง msg :
  • โหวต 173 คน
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2557
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1963 , 08:34:36 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 15 คน chailasalle , ni_gul และอีก 13 คนโหวตเรื่องนี้

วันที่ 8 ตุลาคม 2557  นี้เป็น  วันออกพรรษา หมายถึงกาลสิ้นสุดแห่งการจำพรรษาของพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ  มีพิธีสังฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ  เรียกโดยภาษาพระวินัยว่า   ปวารณากรรม   ส่วนฆราวาส จะมีกิจกรรมต่างๆเช่น ทำบุญตักบาตร รายละเอียดคงไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้      แต่ในส่วนกิจกรรมของพระ    ที่มีการปวารณานั้น     ควรแก่การที่ ฆราวาส  จะนำมาปรับปรุงใช้ ในการดำเนินชีวิต เพื่อความผาสุก ทั้งตนเองและครอบครัว รวมทั้งสังคมโดยรอบ

 

เพราะภิกษุที่เข้ามาร่วมจำพรรษาตลอดเวลา สามเดือนนี้   มาจากต่างที่ต่างทาง คนละครอบครัว  ก็เหมือนเช่น ฆราวาสที่มาจากต่างที่ เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน   สามีภรรยา ที่ร่วมชีวิต  เพื่อนที่ทำงาน  บุตร ธิดา ของบิดา มารดา เป็นต้น

ยามที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน การกระทบกระทั่ง ย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก   สมเด็จพระบรมศาสดา  จึงให้มีการ ปวารณา ในวันออกพรรษา นี้แทนการสวดพระปาติโมกข์

การปวารณา  คือการที่ เปิดโอกาส ให้ผู้อื่น  วิพากษ์ วิจารณ์ ข้อบกพร่องของเราได้  เพื่อให้ผู้อื่นทำหน้าที่เป็นกระจก ส่องดูตัวเรา    เพราะธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมเข้าข้างตนเองอยู่แล้ว   การรับฟังคำวิจารณ์ของผู้อื่น อาจทำให้เรามองเห็นบางมุมที่เรามองข้ามไปได้   และให้ยิ่งไปกว่านี้ ก็โดย การตักเตือนตนเอง  ตรวจสอบตนเอง  เพราะตนเองคิดอะไร  ตนย่อมรู้แก่ใจตน  ผู้ใดไม่อาจมารู้มาเห็นสิ่งที่เราคิดได้  การที่กล้าตรวจสอบวิจารณ์ตนเองจึงนับได้ ว่ายาก

เมื่อมีการ ปวารณา  ก็มี ปฏิกรณ์  ที่มีความหมายว่า   ขอโทษแล้วจะแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ  เป็นการกระทำคืน  คือปรับปรุงตนเองตามคำชี้แนะ วิจารณ์ของผู้อื่น  ปฏิกรณ์นี้ถ้าเทียบเคียงกับศาสนาอื่น  ก็คือการล้างบาป  แต่คติพุทธศาสนา  บาปล้างไม่ได้  เมื่อกระทำไปแล้ว ผลย่อมต้องเป็นไปตามการกระทำ   ดังนั้นตนจึงรู้โทษนี้และยอมรับผลของมัน  และรับปากว่าจะสำรวมระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

หลักธรรม ที่เป็นวินัยสองข้อนี้  เป็นความงดงาม แห่งหมู่   คือเมื่ออยู่ด้วยกัน น้อมรับคำวิจารณ์  สิ่งใดที่เป็นไปตามที่คนอื่นติติงมา ก็ยอมรับและขอโทษ จากนั้นจึงกระทำคืนด้วยการแก้ไขตนเอง  สิ่งใดที่ไม่ใช่  ก็อธิบายชี้แจง ความเป็นมา ด้วยข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน

แต่หลักธรรม สองข้อนี้   จำเป็นต้องมี อุปการธรรม  มาร่วมสนับสนุน  มิฉะนั้น จะสมประสงค์ยาก

อุปการธรรม  ของ    ปวารณา   คือ การเป็นคนว่าง่าย หรือ   โสวจัสสตา    คนที่หัวแข็ง ทิฏฐิแรงกล้า  ไม่ยอมคน  ย่อมไม่สามารถปลูก  การ ปวารณา ขึ้นมาได้   ใครจะวิจารณ์อย่างไร ถูกหรือ ผิด  ไม่มีการไตร่ ตรอง  ปฏิเสธหรือเถียงไม่ตกฟาก

โสวจัสสตา   การว่าง่ายนี้  ไม่ใช่คนหัวอ่อน  หรือคนด้อยปัญญา ที่ใครพูดว่าอะไรก็เชื่อไปหมด   และก็ไม่ใช่คนที่หัวอ่อนยอมเชื่อเพราะหวังลาภอามิสสินจ้าง  เนื่องจากเห็นถึงผลประโยชน์ที่เป็นลาภจากการ  หัวอ่อน นั้น

โสวจัสสตา   เป็นสภาวะจิตที่เปิดกว้าง  ลดอัตตาตนเองลง  รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยไม่ต่อต้านขัดขืน  เพื่อที่จะได้มีข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการไตร่ตรอง   ผู้ที่อ่อนน้อมรับฟังทุกข้อมูล ย่อมมีข้อสำหรับพิจารณาหลากหลายมากกว่าผู้ที่ หัวแข็ง ปิดกั้นข้อมูล ที่ตนไม่ต้องการได้ยิน   ไม่ต้องการรับ  

อุปการธรรม ของ  ปฏิกรณ์  คือ  สันติ  ความสงบรำงับ    แม้ปฏิกรณ์จะเป็นการรู้จักขอโทษและจะพยายามปรับปรุงตนเอง   แต่หากขาด สันติ ที่เป็นอุปการธรรมนี้แล้ว   ก็ต้องทำผิด และ ต้อง ขอโทษ ซ้ำซาก ไม่รู้จบสิ้น  เหมือนกับบางคติ ที่ต้องล้างบาปอยู่ร่ำไป    ดังเช่น คดีทางโลกที่พบเห็นบ่อยๆ   สามีมีเมียน้อย  เมียจับได้ก็ขอโทษ    แล้วก็ทำอีก ขอโทษอีก  ปัญหาจึงไม่ได้แก้ไข   หรือตัวอย่างเช่น  สามี แสดงกิริยาทางกาย ทางวาจา ทราม กับภรรยาตนเอง  พอนึกได้ก็ขอโทษ  ผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็ทำอีก

ดังนั้นคนที่รู้จัก ขอโทษ อยู่บ่อยๆแต่ไม่ยอมปรับปรุงตนเอง  ก็ใช่ว่า จะไม่มีปัญหา    มีปัญหาพอๆกับคนที่ไม่ยอมขอโทษเฉกเช่นกัน

การกล่าวคำขอโทษ นี้เป็นวาจา  แต่ก็มีบางคน ที่มีอัธยาศัย ปากหนัก  ทำผิด แต่ไม่ยอมเอ่ยปากขอโทษ  หรือ มีมานะสูง แต่การกระทำทางกาย กลับดีขึ้น มีการปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ  กรณีเช่นนี้ นับว่าดี เพียงแต่ต้องอาศัย ความช่างสังเกต ต้องรอเวลาพิสูจน์ความจริง  บุคคลเช่นนี้ย่อมดีกว่าผู้ที่  วาจาแผ่วเบา  เอ่ยคำขอโทษ เนืองๆ  แต่พฤติกรรมไม่มีการเปลี่ยนแปลง  คนแบบนี้ จัดว่า ปากกับใจไม่ตรงกัน  แม้จะทำให้เกิดความสงบในหมู่ก็ตาม  แต่ระยะเวลาที่ทอดไป  คนเราที่อยู่ด้วยกัน ย่อมต้องเรียนรู้ได้  

ดังนั้น การกระทำคืนด้วยการปรับปรุงตนย่อมสำคัญกว่า   แต่ทางวาจา ก็ต้อง ให้มีการกล่าว  ขอโทษเช่นกัน  เพราะถ้าไม่กล่าวออกมา ใครจะไปรู้ ใจคนอื่นได้อย่างไร    จึงสรุปเป็นอันว่า ทั้งการกล่าว วาจา และกระทำเป็นอัธยาศัยที่พึงปฏิบัติ

ธรรม   สันติ นี้ จึงควรทำความเข้าใจและปฏิบัติเป็นเนื้อเป็นตัวขึ้นมา   

 

ปกติคนเรา  จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึก  ย่อมรับอารมณ์ที่เข้ามา ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ  แล้วถูกย้อมจนจิตแสดงอาการไปตาม กิเลสตัณหา อันประกอบด้วย ราคะ โทสะ โมหะ  อารมณ์ที่เข้ามาหลากหลายปราศจากสติที่คอยควบคุม  จึงทำให้คนเรายากที่จะมีความสงบรำงับได้  ยามที่ฟุ้งไปด้วยกิเลสใด ก็แสดงออกเพื่อสนองกิเลสนั้น  ความสงบก็รำงับได้เช่นกัน  เช่นเกิดโกรธ   เมื่อได้กระทำทางกายวาจาเพื่อสนองความโกรธเป็นที่พอใจ  เรียกว่าทำจนสะใจแล้วนั้น   ก็นับว่าสงบได้ 

เกิดอารมณ์ใคร่ปรารถนา เพื่อสนองธรรมชาติทางเพศ  ก็ไปล่วงละเมิดทางกายวาจา อาจเป็นคู่ครองคนอื่น หรือผู้อื่นใดที่มีอาชีพสนองความต้องการนี้  ก็สงบรำงับได้เช่นกัน

แต่หนทางแห่งการรำงับให้เกิดสันติความสงบเช่นนี้   มีคุณน้อย มีโทษมาก หรืออาจกล่าวได้ว่า มีโทษสถานเดียวก็ว่าได้ เพราะเป็นไปทางเบียดเบียน เกิดผลกระทบที่ตามมาอีกมากมาย

ดังนั้นการแสวงหาวิธีการ สงบรำงับ ก็ควรแสวงหาอารมณ์ที่เป็นคุณ  ไม่เป็นโทษ  แม้จะแสวงหาอารมณ์ที่เป็นคุณไมได้ อย่างน้อยเป็นอารมณ์กลางๆ ไม่ก่อโทษ ก็นับว่าพอใช้  

การแสวงหาอารมณ์ที่เป็นคุณ ก็โดยการ  ปฏิบัติ ทาน ศีล  ภาวนา  ก็จะเป็นการอบรม อัธยาศัย  ให้ดีขึ้น

 การเจริญ พรหมวิหาร ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ให้มีในจิตเนืองๆ  ร่วมด้วยการกระทำทาง กาย วาจา ด้วย  สังคหวัตถุ 4  อันประกอบด้วย ทาน  ปิยะวาจา  อัตถจริยา   สมานัตตา  ทั้งหลายเหล่านี้ ก็เป็นการ ขัดเกลา กล่อมเกลาจิตใจตนเอง  ให้ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม  ไม่ทำให้คนที่อยู่ด้วยกัน หรือหมู่ ต้องเกิดความอึดอัด คับข้องใจอันเนื่องด้วยการกระทำของเรา

ยิ่งขึ้นไปก็โดยการ ฝึกจิตตนเอง ให้เห็นสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต  ด้วยการ ปฏิบัติใน สติปัฏฐานสี่   เพื่อให้เกิด ปัญญารู้แจ้ง

 รู้แจ้งในสัจจะ  โดยสูงสุดหมายถึง การรู้แจ้งในอริยสัจสี่  ยามเมื่อเหตุได้ปฏิบัติเหตุที่สม    ผลที่เกิดขึ้น คือการ สละเสียซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัด  จึงนำพาให้ชีวิตพบกับ สันติ ความสงบรำงับอย่างแท้จริง

การหมั่นประกอบปัญญา   จนเห็น สัจจะ  เพื่อที่จะสละซึ่งกิเลส เรียกว่า จาคะ  จน เป็นผลให้พบ สันติ  ความสงบรำงับนี้  เป็นสิ่งที่คนเราทุกคน ควรที่จะตั้ง อธิษฐาน เอาไว้ในจิต  เรียกว่า อธิษฐานธรรม  ที่พระบรมศาสดาได้ตรัสสั่งสอนเอาไว้  ใน ธาตุ วิภังคสูตร

เป้าหมายสูงสุด อาจดูว่ายาก  ก็ไม่ต้องไปกังวลใจ ว่าจะทำไม่ได้  เพียงทำก้าวต่อก้าว  ให้ดี  ซึ่งจะพบว่าถ้าถูกทาง ชีวิตของเราจะมีความสุขขึ้น  ใจเราจะสงบขึ้น การกระทบกระทั่งน้อยลง  แม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ฐานะอาจไม่กระเตื้อง เคยลำบากกายอย่างไรก็ลำบากเหมือนเคย  แต่ความหนักอกหนักใจที่คอยแบกคอยครุ่นคิด จะเบาบางลง

สันติ ความสงบรำงับนี้  ถึงขั้นสูงสุด จึงไม่ต้อง ขอโทษพร่ำเพรื่ออีกต่อไป   เพราะการกระทำของตนไม่ผิดจากคลองธรรม  ตนเองติเตียนตนเองไม่ได้  ผู้อื่นก็ไม่อาจติเตียนได้เช่นกัน

หลักธรรมที่ประกอบกันทั้ง สี่ข้อนี้   ปวารณา   ปฏิกรณ์   โสวจัสสตา  และสันติ นี้  ปฏิบัติเพิ่มพูนให้มีขึ้นมา จะพบว่าชีวิตของเรา ทั้งครอบครัวเรา กับเพื่อนร่วมงานของเรา  จะสดใสขึ้น หมดจดขึ้น 

เริ่มจากวันออกพรรษานี้  อย่าปล่อยผ่านให้มีความหมายเพียง ตักบาตรเทโว  ทานข้าวต้มหาง   คู่สมรสที่อยู่กันมานาน  คู่ที่เพิ่งอยู่ด้วยกัน  บิดามารดา และบุตรหลาน   เจ้านายและลูกน้อง     เพื่อนฝูง     เอ่ยปากซักถามกัน   ว่าที่ผ่านมาตนเองกระทำอะไรที่ไม่เหมาะสมอันอาจทำให้ต้องคับข้องอึดอัดใจ   ถามด้วยใจเมตตาและพร้อมเปิดใจที่กว้างขวางพร้อมรับฟัง   ทำตนให้อ่อนน้อม  รับฟังตรึกตรองด้วยเหตุผล  ถ้าสิ่งใดที่ก้าวล่วงจริง ก็ยินดี ขอโทษ และรับปากว่าจะพยายามไม่ทำเช่นนั้นอีก

สิ่งนี้คือความงดงาม  อาจต้องฝืนใจตอนแรก เพราะขัดต่อทิฏฐิมานะตนเอง  แต่ถ้าไม่ละความเพียร ผลย่อมสำเร็จไม่วันใดวันหนึ่ง   

 ในวันออกพรรษานี้   ผมขอฝากพุทธภาษิตคาถาหนึ่ง   ในขุทกกนิกาย  ธรรมบท   เป็นคาถาที่ผมชอบเป็นพิเศษ เป็นเครื่องเตือนใจในการดำรงชีวิต  ดังนี้

                       อตฺตนา      โจทยตฺตานํ           ปฏิมํเสตมตฺตนา

                       โส  อตฺตคุตฺโต   สติมา             สุขํ   ภิกฺขุ   วิหาหิ สิ.

                     ภิกษุ  เธอจงเตือนตนด้วยตนเอง   จงพิจารณาดูตนด้วยตนเอง

                     ถ้าเธอคุ้มครองตนเองได้แล้ว    มีสติ      เธอก็จักอยู่เป็นสุข

การดำเนินชีวิต จะคิด จะพูด จะทำ การอย่างหนึ่งอย่างใด ขอให้มีสติ  เป็นเครื่องประกอบอยู่เสมอ  พิจารณาสิ่งที่จะพูด จะทำ ว่าประกอบด้วย สาระ หรือไม่เป็นสาระ  มีประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวม บ้างหรือไม่   สิ่งที่จะพูดจะทำ ถ้าทำให้คนส่วนมากเสียหาย ก็ควรงดเว้น  แม้ตนจะได้ประโยชน์ก็ตาม   ถามใจตนเองทุกครั้งว่า  สิ่งนี้เป็นกุศล หรืออกุศล  สิ่งใดที่เป็นไปให้จิตใจร้อนรุ่ม ก็ควร บรรเทาหรือเว้นเสีย  สิ่งใดที่ก่อให้เกิดความสุข สงบ ไม่กระวนกระวาย ก็พึงปฏิบัติให้มีขึ้น  กล่าวโทษผู้อื่นให้น้อยลง  แล้วจะพบว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นจริงๆ                    

                                

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 28/10/2015 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

เห็นด้วย รวมถึงการปลงอาบัติ ล้วนเป็นนการมอง ทบทวนตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.12 ครูแดง ขอบพระคุณครับ สบายดีนะครับพี่แดง

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ครูแดง วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สวัสดีค่ะหมอ...

-อ่านอย่างละเอียดด้วยความชื่นชม....และ ชื่นชมกับการที่หมอและคุณณัฐรดา ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน...ผู้ที่ศีลเสมอกัน ย่อมสุขมากกว่าทุกข์....

ชอบคำตอบนี้ เป็นพิเศษ....

"ผมขอ ตอบเสริม บางแง่มุม การดูดวง การพยากรณ์ การดูลายมือ การดูทำเลฮวงจ๊ย พิธีการต่างๆทางไสยศาสตร์ การเล่นพระเครื่อง
ทั้งหลาย เหล่านี้ เป็นกำลังใจครับ เพราะยังไม่ตั้งมั่น ในพระรัตนตรัย คือยังเป็นศรัทธาที่ยังไม่ประกอบด้วยปัญญา ผมขอยกตัวอย่างที่หลวงพ่อ ปอ. ปยุตโต เคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า
คนที่ยังไม่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย เหมือนคนที่ว่ายน้ำยังไม่แข็งหรือว่ายไม่เป็น ก็ต้องอาศัย ห่วงยาง เพื่อพยุงตัว ต่อเมื่อว่ายน้ำแข็งแรงแล้ว ห่วงยางก็ไม่จำเป็น หรือบางสถานการณ์ ที่กระแสคลื่นเชี่ยวกราก คนที่ว่ายน้ำเป็น ถ้าได้ ห่วงยางช่วยประคอง ก็มั่นใจมากขึ้น
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ครับ อย่าไปดูถูกดูแคลน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราไม่เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องไปดูแคลนผู้อื่น ว่า งมงาย เราปฏิบัติที่ตัวเราดีที่สุด ยามที่เราแข็งแรงมาก จนฝ่าฟันคลื่นลมได้ทุกสถานการณ์ สิ่งนี้ คนอื่นย่อมรู้เห็นได้ หวังว่าคำอธิบายคงพอกระจ่างชัดขึ้นนะครับ "

ความคิดเห็นที่ 11 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 13.18 น.

"ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ครับ อย่าไปดูถูกดูแคลน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราไม่เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องไปดูแคลนผู้อื่น ว่า งมงาย เราปฏิบัติที่ตัวเราดีที่สุด ยามที่เราแข็งแรงมาก จนฝ่าฟันคลื่นลมได้ทุกสถานการณ์ สิ่งนี้ คนอื่นย่อมรู้เห็นได้ หวังว่าคำอธิบายคงพอกระจ่างชัดขึ้นนะครับ "

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 10.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบพระคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมครับ

ขอบคุณ คห.7 ณัฐรดา ที่กรุณาตอบ คำถาม คห 6 rattiya ตอบจากผู้มีประสบการณ์ ในอาชีพนั้น

ผมขอ ตอบเสริม บางแง่มุม การดูดวง การพยากรณ์ การดูลายมือ การดูทำเลฮวงจ๊ย พิธีการต่างๆทางไสยศาสตร์ การเล่นพระเครื่อง
ทั้งหลาย เหล่านี้ เป็นกำลังใจครับ เพราะยังไม่ตั้งมั่น ในพระรัตนตรัย คือยังเป็นศรัทธาที่ยังไม่ประกอบด้วยปัญญา ผมขอยกตัวอย่างที่หลวงพ่อ ปอ. ปยุตโต เคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า
คนที่ยังไม่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย เหมือนคนที่ว่ายน้ำยังไม่แข็งหรือว่ายไม่เป็น ก็ต้องอาศัย ห่วงยาง เพื่อพยุงตัว ต่อเมื่อว่ายน้ำแข็งแรงแล้ว ห่วงยางก็ไม่จำเป็น หรือบางสถานการณ์ ที่กระแสคลื่นเชี่ยวกราก คนที่ว่ายน้ำเป็น ถ้าได้ ห่วงยางช่วยประคอง ก็มั่นใจมากขึ้น
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ครับ อย่าไปดูถูกดูแคลน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราไม่เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องไปดูแคลนผู้อื่น ว่า งมงาย เราปฏิบัติที่ตัวเราดีที่สุด ยามที่เราแข็งแรงมาก จนฝ่าฟันคลื่นลมได้ทุกสถานการณ์ สิ่งนี้ คนอื่นย่อมรู้เห็นได้ หวังว่าคำอธิบายคงพอกระจ่างชัดขึ้นนะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อนุโมทนาครับ พี่หมอฯ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 05/10/2014 เวลา : 21.23 น.

ขอบคุณค่ะคุณณัฐรดา

สาเหตุทีเขียนถามมาเพราะตอนเด็กอายุ 12 ปี เเม่เอาวัน เดือน ปี เกิดไปให้พระท่านดูดวง ตอนนั้นรัตติยาก็ได้เเต่นั่งฟังค่ะ

ปัจจุบันรัตติยาก็ไม่ไปดูดวงไม่ว่าจะที่ไหนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ni_gul , สมชัย และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
ณัฐรดา วันที่ : 05/10/2014 เวลา : 04.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ rattiya คะ

ขออนุญาตตอบแทนหมอสมชัยค่ะ เพราะมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรง

เคยมีเหตุให้ต้องไปนั่งเรียนการพยากรณ์ชีวิตด้วยเลข ๗ ตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อมาก็สนใจไปศึกษาไพ่ทาโรต์ การผูกดวงแบบไทย การเรียนรู้ก็ดูจะไปได้ดีค่ะ จึงมีโอกาสได้รับพยากรณ์ กระทั่งสอนพยากรณ์ในสองแบบแรก

จึงทราบว่า "คำพยากรณ์" ทั้งหมดที่ผู้พยากรณ์ให้แก่ผู้รับการพยากรณ์นั้นเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น (จากข้อมูลของเจ้าตัวที่นำมา "ตั้งดวง") คือความที่มีโอกาสจะเป็นอะไรได้บ้าง กี่ลักษณะบ้าง และมาจากทัศนคติของตัวผู้พยากรณ์เองที่จะเลือกความน่าจะเป็นใดมาแปลความ แปลความไปในทางใด และ แนะนำผู้รับการพยากรณ์ในการแก้ปัญหาอย่างไร

แต่เมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น จึงเห็นตามพระพุทธเจ้าค่ะ ว่า "ดวงดาวจะทำอะไรได้" ทั้งหมดอยู่ที่การสำรวมกาย วาจา และฝึกใจจนกายวาจาน้อมไปตาม อันทำให้วิถีชีวิตแบละความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างค่อยๆเปลี่ยนไป

ได้เลิกพยากรณ์ไปหลายปีแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 05/10/2014 เวลา : 00.18 น.

กำลังพยายามเป็นคนหัวอ่อนอยู่ค่ะ คนข้างๆเตือนมาเเล้ว
"นี้เธอลดๆลงบางนะ ขนาดเธอเกิดเเละเติบโที่เมืองไทยนะยังหัวเเข็งอย่างนี้ ถ้าเธอเกิดเเละเรียนที่เยอรมนีจะขนาดไหน"

ขอถามนอกเรื่องหน่อยค่ะ เรื่องราศี...คนเกิดราศีนี้นิสัยเป็นอย่างนี้..มีความเป็นไปได้ขนาดไหน...ทางพุทธศาสนามีการกล่าวถึงเรื่องนี้หรือเปล่าค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านทีไรได้ข้อคิดทุกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 4 ครูแดง , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สิ่งใดที่ก่อให้เกิดความสุข สงบ ไม่กระวนกระวาย ก็พึงปฏิบัติให้มีขึ้น

ประโยคนี้ชอบมากครับท่านอาจารย์คุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 3 แม่มดเดือนMarch , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สาธุ
การตักเตือนกันด้วยเมตตานั้น งดงาม ไม่แพ้ความงามของการยอมรับผิดและกระทำคืนเลยนะคะ
ดังที่พระศาสดาตรัสว่า การยอมรับผิดแล้วกระทำคืน ตั้งใจสำรวมระวังว่าจะไม่ทำอีกต่อไป นี้ เป็นความเจริญในอริยวินัย

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
wullopp วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กราบอนุโมทนา ____________ ในกุศลเจตนาของทุกๆ ท่าน __________________ เรียนมา ด้วยความเคารพ ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

หวัดดีค่ะคุณหมอ
สบายดีน่ะค่ะ?
วันออกพรรษานำพาให้เราชาวพุทธได้ข้อคิดเพื่อเตือนสติได้เสมอ เช่นนั้นจริงๆ
เพียงแต่ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคนว่า จะมองเห็นกุศโลบายทางพุทธศาสนาหรือไม่เพียงใด เท่านั้นเอง
ขอบคุณที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้มี "สติ" ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน