*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232355
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กุมภาพันธ์ 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 13948 , 16:15:02 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน อักษราภรณ์ , ยามครับ และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

ชาวพุทธจำนวนมาก คุ้นเคยกับประโยคนี้กันพอสมควร เพราะเป็นบาทหนึ่งในคาถาหนึ่งที่พระบรมศาสดาตรัสเอาไว้  ดังบาลีว่า

  อตฺตา   หิ  อตฺตโน  นาโถ    ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน 

แต่บางครั้งเราใช้คำตรัสนี้ในความหมายที่ผิดพลาดไป  เพราะเราไม่ดูคำตรัสทั้งคาถา  หรือที่มาที่ไปของคาถานี้ จนทำให้นำคำตรัสไปใช้ผิดประเภท เช่นคำตรัสที่เป็นสภาวะ ไปใช้เป็นข้อปฏิบัติ คำตรัสที่เป็นส่วนผล กลับไปใช้เป็นส่วนเหตุ 

บาทแห่งคาถา (๔ บาท เป็นหนึ่งคาถา)  ที่ว่า อตฺตา  หิ  อตฺตโน  นาโถ นี้ พระองค์ตรัสไว้ในหลายคาถา  ยกตัวอย่างเช่นในคาถานี้

 

                  อตฺตา หิ  อตฺโน  นาโถ          โก  หิ  นาโถ   ปโร  สิยา

                  อตฺตนา  หิ  สุทนฺเตน              นาถํ   ลภติ    ทุลฺลภํ.

                ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน       บุคคลอื่นคือใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้

               เพราะบุคคลที่ฝึกตนดีแล้ว  ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก

                                                                    (ขุ.ธ. แปล  ๒๕/๑๖๐/๘๒)

“ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน     บุคคลอื่นใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้”

สองบาทนี้ เป็น สภาวะ เป็นความจริง  ไม่ใช่ข้อปฏิบัติ  ยามเมื่อนำไปใช้เป็นข้อปฏิบัติ เช่นเห็นคนยากไร้ ก็บอกเขาว่า  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้เขาช่วยเหลือตนเอง เพราะตนจำพุทธพจน์นี้ที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน   ถ้าทุกคนยึดกันแบบนี้และพากันปฏิบัติแบบนี้   สังคมก็เป็นแบบตัวใครตัวมัน 

เรามาดู สองบาทต่อมาว่า        

               “  เพราะบุคคลที่ฝึกตนดีแล้ว  ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก ”

 บาทต้นนั้นคือเหตุ  ส่วนบาทสุดท้ายคือผล  คือ จะพึ่งตนเองได้นั้น ตนต้องมีการฝึกตนเสียก่อน แล้วจึงได้ที่พึ่งอันบุคคลพึงได้โดยยาก  การฝึกตนก็ต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยฝึกให้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอมาก เกิดมาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ต้องมีบุพการีคอยเลี้ยงดูสั่งสอน จึงสามารถเติบใหญ่   ดังนั้นการมีกัลยาณมิตรจึงเป็นสิ่งจำเป็น เด็กที่เกิดในครอบครัว ที่บุพการีไม่เป็นกัลยาณมิตร จึงต้องตกลงสู่ที่ต่ำ

 

มาดูภาพรวมของสังคมก็เช่นกัน  บุพการีที่คอยดูแลประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ราชาก็ดี นายกรัฐมนตรีก็ดี ประธานาธิบดีก็ดี หรือผู้มีอำนาจใดๆในการบริหารประเทศ    ก็ต้องจัดสรรเอื้ออำนวยสิ่งที่เป็นสัปปายะ (สบาย) ทั้งหลายเพื่อให้ทวยราษฎร์มีความสุขสวัสดีในการดำเนินชีวิต   มีความเป็นธรรมในสังคม จัดสรรทรัพยากรให้กระจายถ้วนทั่ว นี่จึงเป็นการช่วยเหลือให้มีการฝึกตนได้

 คราวนี้กลับมามองที่ปัจเจกบุคคล ถึงแม้มีผู้ช่วยฝึกและโอกาสในการฝึก  แต่ตนนั่นแหละที่ต้องฝึกฝนตนเอง ใครก็ไม่สามารถมาทำให้ได้  ตรองดูก็เห็นจริง แม้เด็กทารกที่พ่อแม่ต้องคอยป้อนข้าวน้ำ กระทั่งส่งเข้าปากเพื่อเคี้ยวกลืน แต่ถ้าทารกนั้นไม่ยอมกลืน หรือฝืนบังคับให้กลืน  แต่ระบบการย่อยอาหารไม่ทำงานก็ไม่สมประโยชน์    ดังนั้นแม้ว่าตนจะได้รับการฝึก ตนก็ต้องพึ่งตนเอง ในขั้นตอนสุดท้าย ดังพุทธพจน์สองบาทแรกที่ตรัสถึง สภาวะที่เป็นจริง

 คาถานี้ จึงเป็นหลักความจริงและเหตุให้ถึงหลักความจริงนั้น โดยมียิ่งมีหย่อน ตามลำดับขั้น

 ผู้ที่อยู่ในเพศฆราวาส ก็ต้องฝึกฝนตนเองด้วยการเล่าเรียนเขียนอ่านเพื่อจะได้มีวิชาความรู้ทางโลกในการประกอบอาชีพอันนำไปสู่การสร้างฐานะครอบครัว เพื่อให้ได้ประโยชน์ปัจจุบัน   ในขณะเดียวกันก็พัฒนาจิตใจให้มีพรหมวิหาร เป็นเครื่องอยู่ของจิตใจ โดยมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอาทิ เพื่อการเกื้อกูลทั้งตนเอง ครอบครัว และสังคม สร้างโอกาสให้มีการพัฒนาผู้อื่น ให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้มีโอกาสในการฝึกช่วยเหลือตนเอง จนนำเขาไปสู่ สภาวะการพึ่งตนเองได้

 มีศรัทธา ที่ถูกต้อง มีศีล มีจาคะ สละกิเลสตัณหาเครื่องร้อยรัดที่ทำให้ตนเองตระหนี่ โลภ และอุปกิเลสทั้งหลาย มีปัญญาที่เห็นแจ้งในสัจธรรม

 

ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ใช้เวลามากมายในการฝึกตน จนอาจต้องข้ามภพข้ามชาติ อีกนานเท่าไหร่ยากที่จะรู้ แต่สิ่งหนึ่งพึงระวังก็คือ อย่าโลภที่จะรีบนิพพาน ถ้าคิดว่าใช่ ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว ในพระรัตนตรัย ก็ก้าวไปตามทางที่พระองค์ชี้ทางบอก เรามีหน้าที่ฝึกแล้วเดิน ไม่ต้องหวังว่าเมื่อไหร่จะถึง

หน้าที่ตนเองต่อสังคมและประเทศชาติ ต้องชัดเจน

หน้าที่ตนเองต่อ บุตร ภรรยา สามีอย่างไรต้องชัดเจน

 หน้าที่ต่อตนเอง เพื่อจุดหมายระดับใดก็ต้องชัด

ตนยังต้องการเสวยสุขในโลกนี้ และต่อๆไปในชาติภพหน้าซึ่งความหมายคือวนในวัฏฏะ ก็พึงปฏิบัติตามเหตุที่จะเป็น 

ถ้าตนยังมีกิจภาระหน้าที่ทางโลกที่ต้องรับผิดชอบอีกมาก ก็ต้องเข้าใจสภาวะนั้นจริงๆ ไม่ใช่อยากนิพพานในชาตินี้โดยทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองมีหน้าที่   การกระทำเช่นนี้ ตนก็ไม่หลุดพ้นจริง ยังติดอยู่ในกิเลสความอยากที่จะหลุดพ้น ซ้ำยังทำร้ายบุคคลที่ใกล้ชิดให้เกิดโทมนัส เหล่านี้ไม่ใช่ผู้ที่แจ้งต่อธรรมที่พระบรมศาสดาตรัสเอาไว้จริง

 หน้าที่ต่อตนเองที่สำคัญคือการฝึกฝนพัฒนาจิตใจตนเอง ให้หย่อนและยิ่งตามลำดับ ต้องการเพียงมนุษย์สมบัติ หรือ สวรรค์สมบัติ ก็ต้องขัดเกลาตน ให้ ละชั่ว ทำดี  จนกระทั่ง หากต้องการนิพพานสมบัติ ก็ต้องฝึกที่จะทำให้ไม่ยึดทั้งดีทั้งชั่ว เป็นจิตที่มองเห็นสิ่งที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ตามสภาวะที่เป็นจริง ไม่เป็นสัตว์บุคคล  ดังในโอวาทปาติโมกข์

  ดังนี้จิตจึงขาวรอบ ดั่งนี้คือผลที่มาจากเหตุ ตามขั้นตอนที่ปฏิบัติมา  การจะให้จิตขาวรอบ ไม่ยึดติดอะไรโดยอาศัยการคิดเอา ย่อมไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง

 ในชีวิตยังมีบางสิ่งที่เป็นส่วนชั่วแอบแฝง มีส่วนดีที่เกาะติด จิตย่อมไม่สามารถขาวรอบตามเหตุ ก็ขาวได้เพียงตามสภาพธรรมะนั้นๆ

 ผลของการพัฒนาจิตใจยกระดับให้สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติทางโลกให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น หน้าที่การงานก็ดี การวางตนต่อคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนพ้องญาติมิตร และครอบครัวต่อประเทศชาติ  ย่อมดีงามตามเหตุของจิตใจที่มีการฝึกฝนตามขั้นตอน

 เพราะการเห็นสภาพธรรมว่า ทุกอย่างเป็น อนัตตา (สพฺเพ  สงฺขารา  อนตฺตา) ไม่เป็นตัวตน บุคคล เป็นเพียงสภาพธรรม ที่มีการเกิดดับเท่านั้น

ถึงตรงนี้ อาจสงสัย ในพุทธพจน์ว่า ทำไม ตรัสกลับกลายไปมา  เดี๋ยวมีตน เดี๋ยวไม่มีตน

 เช่น” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”       “ธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นตัวตน”

 ตรองดูก็จะเห็นว่า อัตภาพร่างกายเรานี้ เป็นสิ่งที่ยืมธรรมชาติมา เพียงมาปรุงแต่งเพื่อใช้งานในภพภูมิ ย่อยสลายออกไปก็เป็นเพียง คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ซึ่งพบทั่วไปในสิ่งแวดล้อมตัวเรา  นี่ว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์  แต่เพราะจิตเรายึดถือสิ่งนี้ว่าเป็นเรา เราเป็นเจ้าของจึงเกิด ตัวตนขึ้นมา  ยามที่มันต้องเสื่อมสภาพตามกฎธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นทุกข์ทางใจ นี่คือความจริงในธรรมชาติ หรือจริงตามปรมัตถ์บัญญัติ

  (ถ้าเข้าใจ หลัก อนัตตาผิดพลาด จะกลายเป็น นัตถิกทิฏฐิ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ร้ายแรงอันหนึ่ง คือเพราะเห็นว่า ไม่มีตัวตน  จะทำดี ทำชั่วก็ไม่มีผล เพราะเป็นเพียงสิ่งต่างๆมาประชุมกัน คราวที่มีชีวิตอยู่นี้จึงแสวงหาสุขเต็มที่ ไม่ต้องสนใจใยดีอะไร ทิฏฐิเช่นนี้กำลังแผ่ขยายในนักบริโภคนิยมในปัจจุบัน

 ซึ่งย่ำแย่พอๆกับ สัตตทิฏฐิ ที่เห็นว่ามีตัวตนที่เที่ยง จึงเมาบุญ เร่งกอบโกยเบียดบังผู้อื่น เพื่อให้ได้ทรัพย์มาต่อบุญให้กับตนเองทั้งชาตินี้ และต้องการเสวยผลในชาติหน้า โดยมีพระสงฆ์ที่มองเห็นช่องทางนี้ แสวงหาผลประโยชน์ทำหน้าที่เป็น บุรุษไปรษณีย์ เป็นนายธนาคาร รับฝากทรัพย์สิน)

 แต่เพราะเรายึดถือว่ามีเรา มีตนเอง สิ่งนี้ จึงเป็นความจริง เช่นกันตามสมมุติบัญญัติ เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ตามสมมุติบัญญัตินี้ให้ถูกต้องดีงาม เรามีพ่อ แม่ มีบุตรธิดา มีเพื่อนร่วมโลก

 ดังนั้น เราจึงมีตนตามสมมุติ ในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน   และเราก็ไม่มีตัวตนตามปรมัตถ์ ในสิ่งที่เป็นตน

 พระบรมศาสดาจึงให้ความสำคัญ ทั้ง สิ่งที่เป็นสมมุติบัญญัติ และ ปรมัตถ์บัญญัติ ในพระไตรปิฎก 84000ธรรมขันธ์ จึงมีทั้งสิ่งที่เป็น ปรมัตถ์บัญญัติ และ สมมุติบัญญัติ 

พระองค์สั่งสอนเวไนยสัตว์ตามภูมิชั้น ทั้งที่เป็น ฆราวาสและบรรพชิต เราผู้ตามศึกษาจึงต้องรู้จักหยิบยกคำตรัสที่เหมาะสมกับสถานภาพของตนในขณะนั้นๆ และตามภูมิชั้นของตน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มศึกษา ก็จะหยิบยกหลักธรรมส่วนที่เป็น ปรมัตถ์ธรรมมาปฏิบัติ ซึ่งเกินภูมิและสถานภาพตนเอง  ควรรู้จักคำตรัสใด คือสภาวะ คำตรัสใดเป็นส่วนเหตุ ส่วนใดคือผล

การเข้าใจธรรม เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาจริงๆ ไม่อาจหวังโดยความโลภต้องการเร่งด่วนได้

 เมื่อเรามียอดแห่งกัลยาณมิตร คือ พระบรมศาสดา มีสิ่งที่เป็นความจริงที่พระองค์ตรัสไว้ เราจึงต้องศึกษาและฟังธรรม ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จริงๆ และน้อมเข้ามาปฏิบัติที่เป็นการเข้าถึง เข้ามาที่ตนเอง ไม่ใช่ไปหาจากสถานปฏิบัติธรรมที่ไหนๆ แม้จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อความสงบ สุดท้ายก็ต้องตนเองเป็นที่พึ่งตนเอง จิตไม่น้อมธรรม จะอยู่ที่สงบเพียงใด ก็ไม่สมประสงค์

 ดังนั้นพุทธพจน์คาถานี้ จึงครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งการปฏิบัติเหตุ เพื่อยังผลตามที่ต้องการ จึงเป็นสิ่งที่สาธุชนที่หยิบยกพุทธพจน์ใดๆขึ้นมา ให้ตรองที่มาที่ไปให้ชัดเจน เป็นคำแนะนำ  เป็นสภาวธรรม เป็นข้อปฏิบัติ เป็นการฝึกตน หรือเป็นไปเพื่อสังคม  ต้องชัดเจนในประเด็นต่างๆเหล่านี้  เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด จนเป็นเหตุให้ถูกตำหนิติเตียน หรือปฏิบัติผิดไปจากจุดประสงค์ของคำตรัสของพระบรมศาสดา 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 09/02/2015 เวลา : 17.32 น.

"อย่าคิดจะไปเปลี่ยนผู้อื่น แต่เราสามารถเข้าใจผู้อื่นและกลมกลืนไปกับผู้อื่นได้"



ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 08/02/2015 เวลา : 19.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห17,18 ขอบพระคุณ พี่อักษราภรณ์ และคุณหมอ วัลลภ ที่มาเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 19 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 08/02/2015 เวลา : 19.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห16.rattiya ทัศนคติที่คนเห็นแตกต่างกัน นี้ คือทิฏฐิ ทิฏฐิมาจากการรับรู้ที่พอกพูนเข้ามา มาปรุงแต่งในจิตใจตนเอง แล้วกำหนดวิถีตนเองขึ้นมา จากสิ่งที่เรียกว่าความไม่รู้แจ้ง รู้ไม่ตลอด รู้ติดกับปัญญาที่เป็นสิ่งสมมติ แล้วคิดว่าสิ่งนั้นเที่ยงแท้ เมื่อกำหนดเช่นนี้ ต่างคนจึงต่างมีมุมมองที่เห็นสิ่งเดียวกัน ได้ยินสิ่งเดียวกัน แต่แปลความหมายออกไปคนละทาง จนเป็นเหตุให้กระทำทางกาย ทางวาจา ออกมาเป็นประการต่างๆ

ทิฏฐินี้ ไม่อาจมีผู้ใด ไปปรับเปลี่ยนให้อีกคนหนึ่งได้ ต้องเป็นเรื่องที่เจ้าตัวเปิดใจรับรู้ข้อมูลใหม่ แล้วเห็นแจ้งด้วยจืตใจตนเอง ตนเองจึงสามารถปรับเปลี่ยนทิฏฐิตนเองได้
ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้เราต้องอยู่อย่างมีกฏเกณฑ์ ที่สมมติขึ้นมา เป็นกฏหมาย ที่ประกอบด้วยความยุติธรรม และสอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด

อย่าคิดจะไปเปลี่ยนผู้อื่น แต่เราสามารถเข้าใจผู้อื่นและกลมกลืนไปกับผู้อื่นได้ อย่างที่ผมเขียนไว้ ในเอ็นทรี่นี้ว่า
"ดังนั้น เราจึงมีตนตามสมมุติ ในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน และเราก็ไม่มีตัวตนตามปรมัตถ์ ในสิ่งที่เป็นตน"

ความหมายคือ จงอยู่กับผู้อื่นและสังคม อย่างที่สมมติทางโลก แต่ตนเองสามารถไม่ยึดติดกับสมมตินั้นได้ เหมือนใบบัวที่มีน้ำขัง แต่ใบบัวก็ไม่เปียกน้ำ ใบบัวก็ไม่เดือดร้อนจากน้ำที่ขังนั้น

ความคิดเห็นที่ 18 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
wullopp วันที่ : 08/02/2015 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอกราบ อนุโมทนาในกุศลเจตนา
สาธุ สาธุ สาธุ...

ความคิดเห็นที่ 17 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 08/02/2015 เวลา : 15.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 07/02/2015 เวลา : 19.14 น.

เมื่อวานต้องหยุดเขียนไปทำอาหารเย็นให้ลูกชาย

เพิ่งลงเวรเช้ามาค่ะ เปลี่ยนชุดทำงาน มาใส่ผ้ากันเปื้อนเข้าครัวกำลังทำอาหารกลางวัน พรุ่งนี้ต้องขึ้นเวรเช้า-บ่าย อาจจะเขียนอะไรไม่ได้มาก
สนใจเรื่องของหญิง ก. อะไร เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมีทัศนคติเรื่องการมีลูก (จากหน้ามือเป็นหลังมือ) ในเวลาประมาณ 5 ปี

กำลังศึกษาด้วยตัวเอง จากชีวิตประจำวัน+งาน คนเยอรมัน-คนไทย ในเรื่องของทัศนคติ...ไม่ได้ต้องการหาว่าของประเทศไหนดี เเต่จะหาสาเหตุ ปัญจัยอะไรที่ทำให้คนมีความคิดทัศนคติที่เเตกต่างกัน...

ความคิดเห็นที่ 15 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 22.11 น.

ลืมเขียนไปถือว่าเอาประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง รัตติยาไม่ได้คบกับคนไทย ก.เเละ ข.นานเเล้ว เเต่ยังอาศัยอยู่เขตอำเภอเดียวกัน นานๆเห็นในตัวเมืองสักครั้ง

เคยอ่านหนังสือพิมม์ไทยที่มีคนเขียนวิจารณ์ว่า คนไทยที่อยู่ต่างเเดนจะคบกันลำบาก อยู่กันอย่างเดียวดาย บางส่วนก็เป็นจริง บางส่วนก็ไม่ใช่ เพราะระบบสังคมของเยอรมันเเตกต่างจากสังคมเมืองไทย ที่เยอรมนีอยู่ด้วยกันเเบบมีกฏระเบียบ มีวินัย บางครั้งน่าเบื่อหน่าย เเต่สังคมมีความปลอดภัย คนที่เคยอยู่เเบบทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน พึ่งพาตัวเองไม่ได้ จะอยู่ที่นั้นลำบาก ไม่มีความสุข

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห11-13rattiya
ขอบคุณที่คุณคุณรัตติยา แปลงเพศให้เป็นศิราณีครับ ความจริงก็คือ ไม่มีใครแก้ไขปัญหาชีวิตตนเองได้ดีไปกว่าตนเองครับ ขอเพียงสงบตั้งสติ แล้วกลับมามองที่ตนเองเท่านั้น สิ่งที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ สร้างโลกให้เราขึ้นมา มันสุดแท้แต่เราจะปรุงแต่ง เรื่องที่ง่ายของคนหนึ่งกลับเป็นเรื่องที่ยากของอีกคน

คุณรัตไม่ได้ถามอะไรมา เพียงแต่เล่าสู่กันฟัง ผมก็คงถือว่าเป็นการคุยกันก็แล้วกัน

ชีวิตคู่เหมือนแม่กุญแจ กับลูกกุญแจครับ มันเหมาะสมกันเฉพาะคู่

มาดูหญิง ก. ขอเรียกว่าหญิงแกร่ง เพราะสามีเธอเป็นเช่นนั้น เธอจึงต้องดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเอง
โดยไม่งอมืองอเท้า นี่จึงเป็น ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ผลก็คือ เธอสามารถพึ่งตนเอง ยืนด้วยตนเอง ยามวัน
หนึ่งที่อาจต้องอยู่ตัวคนเดียว เธอก็สามารถยืนหยัดได้ จุดนี้คงต้องยกย่อง นี่พูดกันตามสภาพทางกาย แต่
ทางด้านจิตใจ ในบั้นปลายชีวิต ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร
ส่วนความคิดในการที่ไม่อยากมีบุตร ไม่อยากรับผิดชอบ ถ้าเป็นเพราะความไม่พร้อมก็คงพอฟัง แต่ถ้าพร้อม
แล้วแต่กลัวว่า บุตรจะมาแย่งความสุขส่วนตนไปกลัวตนจะมีปัญหา ส่วนนี้น่าตำหนิ เพราะแสดงถึงความ
ตะหนี่ จิตใจคับแคบ แล้วยังแสดงความเห็นนี้กับผู้อื่น ที่มีบุตร ต้องเลี้ยงดู ว่าเป็นพวกขี้แพ้ ไม่ทำงาน แสดง
ว่าเขายังเข้าใจชีวิตไม่เพียงพอ คนที่ไม่มีบุตร ใช่ว่าจะรอดพ้นจากปัญหาที่ก่อทุกข์ได้ คนมีบุตรก็ทุกข์แบบ
คนมีบุตร คนไม่มีบุตรก็ทุกข์อีกแบบ คนมีบุตรมีความสุขใจยามที่บุตรมาคลอเคลีย มีความสุขยามที่ตนเอง
เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ เห็นความสำเร็จในชีวิตเขา ยามแก่ชรามีบุตรคอยเลี้ยงดู คนไม่มีบุตรไม่มีอารมณ์ประมาณนี้

คนมีบุตรมีความห่วงใย หวาดกลัวสารพัด กลัวบุตรตนจะได้รับอันตราย คบเพื่อนไม่ดีพาเสียคน จบแล้วยัง
หางานไม่ได้ คนไม่มีบุตรไม่ต้องรับอารมณ์แบบนี้

ความจริงน่าเสียดาย หญิง ก มาก ถ้าเธอมีบุตร เธอสามารถเลี้ยงดู บุตรให้เป็นคนที่มีศักยภาพได้ดีคนหนึ่ง

มาถึงหญิง ข.บ้าง หญิง ข.นี้อาจเป็นตัวแทนของหญิงโบราณทางเอเซีย ที่มีหน้าที่ปรนนิบัติสามี ไม่กล้าที่จะ
ตัดสินชีวิตตนเอง ผู้ชายบางคนชอบแบบนี้ เพราะตนเองจะได้เป็นผู้นำที่ทรงคุณค่า ที่ผู้หญิงต้องพึ่งพิง
ตลอดเวลา การที่ผู้ชายคอยประคบประหงม ถ้าไม่ใช่เกิดจากความรักที่ประกอบเมตตาอย่างแท้จริง เป็นเพียง
ต้องการเสพสิ่งดีๆจากหญิงนี้ ก็นับว่าน่าสงสาร เพราะยามใดที่ผู้ชายมีปัญหา ด้านการเงิน หรือเริ่มเบื่อหน่าย
กับของเดิม ถึงตอนนั้น เขาจะรู้สึกว่า หญิงนี้คือส่วนเกินในชีวิตทันที มรสุมชีวิตที่มาแบบไม่ตั้งตัวเช่นนี้
คนที่ไม่เคยมีความคิด ในเรื่องตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ย่อมตกในที่นั่งลำบาก
หญิง ข.นี้ ผมขอเรียกว่า หญิงที่นั่งร้องไห้กลางสี่แยก ขึ้นหน้าก็ไม่ขึ้น ถอยหลังก็ไม่ถอย ซ้ายไม่เอา ขวาไม่
ไป รอคนมาช่วยเหลือ และก็เที่ยวตำหนิ คนที่ผ่านไปมาว่าใจดำไม่ยอมช่วย
ในชีวิตผมเคยพบ หญิงกลางสี่แยก หลายคน เคยเสนอทางออกให้หลายทาง ไม่เลือกสักทาง เอาแต่นั่งจมกอง
ทุกข์ วันแล้ววันเล่า จะหย่าจากสามี ก็กลัวลูกจะเป็นเด็ก บ้านแตก บอกให้คุยกับสามีให้ชัดๆว่าจะเอาอย่างไร
ก็กลัวเขา จะไม่ให้เงินใช้ บอกให้ออกไปหางานทำ ก็บอกว่า ใครจะมารับเรา
คนที่ควรจะมีลูก กลับไม่ยอมมี คนที่ไม่ควรมีลูก เพราะตนเองยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ยังไม่รู้อนาคตชีวิต
ตนเองว่าเป็นอย่างไร กลับมีลูก แล้วลูกเขาจะได้ตัวอย่างดีๆจากไหน
ใครว่าโลกกลม ผมว่าโลกนี้มันเบี้ยวๆนะครับ
สุดท้าย ขอฝาก “ คนที่ไม่ถูกนินทาในโลกนั้น ไม่มี”

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 15.07 น.

คห. 11 เรื่องเล่าข้อมูลตกไปหน่อยหนึ่ง

คนไทยคนที่สอง ตอนหลังเธอไปทำใบขับบี่ คนรักใหม่ของเธอต้องการให้เธอไปทำใบขับขี่

ความคิดเห็นที่ 12 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 14.05 น.

มีความรู้สึกว่าบล็อกของคุณสมชัยคล้ายๆกับ "ศิราณี"ที่ช่วยให้คำเเนะนำเเก้ปัญหาเเก่คนอื่น...
น่าจะเปิดอีกบล็อกนะค่ะ
"ศิราณีเเก้ปัญหาหัวใจ"

ความคิดเห็นที่ 11 สมชัย , เหล่าซือสุวรรณา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 13.50 น.

"ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน กับความหมายที่มักใช้กันผิด"
“ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้”


"สองบาทนี้ เป็น สภาวะ เป็นความจริง ไม่ใช่ข้อปฏิบัติ ยามเมื่อนำไปใช้เป็นข้อปฏิบัติ เช่นเห็นคนยากไร้ ก็บอกเขาว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้เขาช่วยเหลือตนเอง เพราะตนจำพุทธพจน์นี้ที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าทุกคนยึดกันแบบนี้และพากันปฏิบัติแบบนี้ สังคมก็เป็นแบบตัวใครตัวมัน"




ขอเขียนเเบบภาษาทั่วไปนะค่ะ ภาษาบาลีอ่านเเล้วเข้าใจยากค่ะ
มีเรื่องที่จะเล่า ไม่ทราบว่าจะเข้ากับหัวข้อเรื่องนี้หรือเปล่า

15 กว่าปีที่เเล้ว รู้จักคนไทย 2 คน ทั้งคนเป็นคนมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คนไทยคนที่1(อายุอ่อนกว่า 5ปี) รู้จักเธอที่ร้านอาหารจีนเเห่งหนึ่ง เธอเเต่งงานกับชาวเยอรมัน ไปอยู่เยอรมันปีเเรกเธอก็ไปทำงานที่ร้านอาหารเเห่งนี้ ตอนที่พบเธอใหม่ๆ เธอเป็นคนร่าเริง คุยสนุก เเม้ว่าจะมีปัญหาที่บ้านกับสามีเธอ สามีเธอบังคบเธอทางอ้อมเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง เช่นไม่ไปรับไปส่งเวลาที่เธอไปทำงาน ให้นั่งรถเมล์เอง ถ้าไม่มีรถเมล์เธอก็เดินกลับบ้านเอง ประมาณ 5 ปีให้หลังเธอเปลี่ยนเเปลงไปมาก เรียกว่าเธอเเกร่งมาก เธอเล่าว่าเธอเก็บเงินไปเรียนขับรถ ทำใบขับขี่เอง(เธอไม่ได้เข้าเรียนภาษาเยอรมันเเต่เธอพูดเก่งมาก (เก่งกว่ารัตติยาที่เข้าเรียนภาษาเยอรมันจากเมืองไทยมาก่อนเสียอีก) เธอบอกว่าตอนนี้เธอเพิ่งจะซื้อรถใหม่ เเบบผ่อนส่งทุกเดือน(ผ่อนส่งด้วยเงินเธอเอง) เธอบอกว่าเธอไม่ต้องการมีลูกเเล้ว เพราะมีลูกมีเเต่ภาระ เสียค่าใช้จ่ายเเพง(ซึ่งก่อนหน้านี้เธออยากมีลูก เเต่สามีเธอไม่ต้องการมี) เธอบอกว่าการที่เธอมีได้ทุกวันนี้ต้องขอบใจสามีเธอที่ฝึกเธอให้ช่วยเหลือตัวเองเเต่เเรก เราพบกัอีกหลายครั้งทุกครั้งเธอจะพูดทำนองว่า ผู้หญิงที่อยู่เเต่่ในบ้านทำงานบ้านเลี้ยงลูก เพราะขี้เกียจออกไปทำงานนอกบ้าน ต้องพึ่งพาสามีตลอด เเล้วเด็กที่เกิดมาก็สร้างเเต่ปัญหา รัตติยามีความรู้สึกว่า ไม่อยากจะคุยด้วยอีกเเล้ว คุยด้วยเมือไรรู้สึกเครียด หลังจากนั้นรัตติยาก็ตีตัวออกห่าง

รายที่ 2 (อายุอ่อกว่า 1 ปี) คนนี้รู้จักกันเพราะสามีเธอชาวเยอรมันโทรมาที่บ้าน บอกเราว่าภรรยาเขาเป็นคนไทยอยากจะหาเพื่อนคนไทยคุยด้วย ที่จริงรัตติยาไม่มีเวลาว่างมากเพราะตอนนั้นต้องเดินทางตามสามีที่ออกทำงานที่ต่างประเทศบ่อย ปีหนึ่งอยู่ที่เยอรมนีไม่่ถึงครึ่งปี เเต่รัตติยาก็ติดต่อเธอคนไทยกลับไป สภาพความเป็นอยู่ของเธอคนนี้เเตกต่างจากคนที่ 1 มาก จะไปไหนสามีเธอบริการส่ง มีเงินให้ใช้ตลอด พร้อมส่งเงินทุกเดือนไปให้ครอบครัวเธอที่เมืองไทย รัตติยาก็เตือนเธอในฐานะที่เรามาอยู่ที่เยอรมนีก่อน อย่าเพิ่งมีลูก ให้ไปเรียนภาษา เเล้วก็ไปทำใบขับขี่ รัตติยาให้ยืมหนังสือคู่มือเรียนภาษาเยอรมันที่มีคำเเปลเป็นภาษาไทย พาไปดูโรงเรียนสอนภาษาเยอรมัน พาไปดูถึงหน้าห้องเรียน(เธอเป็นคนการศึกษาน้อย ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ) เเล้วรัตติยาก็เดินทางออกต่างประเทศ 3 เดือนให้หลังกลับไปที่เยอรมนี ปรากฏว่าเธอตั้งท้อง ไม่ได้ไปเรียนภาษา เธอบอกว่ามีลูกจะได้มีงานทำเเก้เหงา เธอบอกว่า สามีเธอทำให้ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องออกไปดิ้นรน (
ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี) เเต่มีปัญหาภายหลังคือสามีเธอต้องไปทำงานไม่มีเวลารับส่งเธอเวลาต้องไปหาหมอ... เธอโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือคนอื่นตลอด..รวมทั้งคนไทยคนที่ 1 ด้วย..คนไทยคนที่หนึ่งไม่ไปหาเธอบอกกับรัตติยาว่า "เธอไม่ขับรถไปช่วยเหลือหรอกนะ เขาต้องพึ่งพาตนเอง สมัยที่เธอขับรถไม่ได้ก็เดิน หรือนั่งรถเมล์"
รัตติยาก็ขับรถไปหาเท่าที่ตัวเองมีเวลา หลังจากรัตติยาเริ่มทำงานประจำก็ไม่มีเวลา เเล้วเราก็เหนื่อยจากการทำงานด้วย คนไทยคนที่ 2 ก็ยังคงเหมือนเดิมโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือตลอด วันหนึ่งรัตติยาเพิ่งกลับจากทำงาน ทำอาหารกลางวัน รับลูกชายจากโรงเรียน เพิ่งจากกินอาหารกลางวัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากคนไทยตนที่ 2 ต้องการให้เราขับรถพาเธอไปในตัวเมือง รัตติยาตะบะเเตกสวนกลับไปทางโทรศัพท์ "ถ้าเธอไม่อยากทำใบขับขี่ก็ต้องนั่งรถเล์หรือรถเเท็กซี่นะ " "ระวังนะสามีเธอจะคิดว่าไม่ได้มีภภรรยาเเต่มีลูก 2 คนอยู่ที่บ้านเเทน" (ตอนนั้นเหนื่อยจากงานเลยเบรคไม่อยู่ + รู้จากปากเธอเองว่าสามีเธอต้องการให้เธอไปทำใบขับขี่ ถึงขั้นเสนอว่าจะซื้อรถคันใหม่ให้)

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินข่าวว่าเธอคนไทยคนที่ 2 เอาเราไปพูดกับคนอื่นว่า "คนไทยอะไรไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน เห็นเเก่ตัว"




ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.สิงห์นอกระบบ ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันครับ

คห5.แม่มดเดือนMarch ถ้าทุกคนคิดได้อย่างแม่มด สังคมน่าอยู่เลยครับ ขอชมเชยจริงๆ สำหรับ"ใจร้ายไปหน่อยไหมคะ"

ไม่เลยครับ ใจเค็มเหมือนทะเล อุ๊ย ใจกว้างเหมือนทะเลครับ

คห6.คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว คนแบบนี้มีเยอะซะด้วยนะครับคุณหม่อง

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , pierra และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.pierra ขอขอบพระคุณที่ตั้งคำถาม เพราะเป็นการสื่อสารสองทางอันเป็นประโยชน์ยิ่ง
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และ อันวิญญูชน(ผู้ปฏิบัติดีแล้ว)รู้ได้เฉพาะตน"
เหมือนกัน โดยเป็นสภาวะ หรือ ความจริง
ต่างกัน ก็ตรงที่ สภาวะเพื่อที่ทำเหตุ กับสภาวะที่เป็นผลจากเหตุ
ขยายความให้ชัดอีกนิด ยกตัวอย่างทางโลก

ครูสอนนักเรียน ด้วยวิธีการเดียวกัน ตำราเดียวกัน สอนพร้อมๆกัน นักเรียนบางคนตั้งใจเรียน บางคนไม่ตั้งใจเรียน คนที่ตั้งใจเรียนยังแบ่งเป็น บางคนเข้าใจที่เรียน บางคนไม่เข้าใจที่เรียน คนที่เข้าใจ ไม่สามารถเอาความเข้าใจนั้น ไปแบ่งให้ผู้อื่นได้ ผู้ที่ตั้งใจเรียนแต่ยังไม่เข้าใจก็ต้องมีความพยายามต่อไป จนกว่าจะเข้าใจ
คนที่ตั้งใจเรียน คือคนที่ มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ยามเมื่อเข้าใจสิ่งที่เรียนดีแล้ว นั่นคือ รู้ได้เฉพาะตน

ยกตัวอย่างทางธรรม เรามีตำรามากมายเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เรามีพระมากมายที่สอนธรรม แต่เพราะการเพียงแค่ฟังแค่จำ แค่อ่านมาก แต่ไม่น้อมเข้ามาใช้ในชีวิต จึงได้ชื่อว่า ไม่มีตนเองเป็นที่พึ่ง เมื่อไม่มีตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน เราจึงไม่สามารถประจักษ์ในสภาวะ" อันวิญญูชน(ผู้ปฏิบัติดีแล้ว)รู้ได้เฉพาะตน"จริง
ที่คิดว่ารู้เป็นเพียงขั้นคิด จำได้เท่านั้น
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มองไม่เห็น การรู้ได้เฉพาะตน ก็ไม่อาจเห็นได้เช่นกัน
ผู้น้อมธรรมเข้ามาในจิต ย่อมไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้รู้ ผู้บรรลุ เห็นได้เอง ก็ไม่ต้องป่าวประกาศ

คาถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้ง แม้จุดสุดท้ายจะเป็นการฝึกตนจนคายกิเลสออกหมด แต่เราก็สามารถปฏิบัติ ตามภูมิชั้นตนเอง จากหย่อนไปยิ่ง โดยไม่ต้องรีบร้อน ขอเพียงรู้ทั่วตัวพร้อมอยู่เสมอ
ดังเช่นพระสารีบุตรเคยอธิบาย ว่า ผู้ที่มีกิเลสเพียงดังเนิน ก็ขอให้รู้ว่าตนยังมีกิเลสเพียงดังเนิน เมื่อรู้เช่นนี้ จึงไม่ประมาทในชีวิต จึงทำตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนได้ เพื่อการรู้แจ้งเฉพาะตน


ความคิดเห็นที่ 8 BlueHill , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.BlueHill ขาตึงก็ต้องพึ่งคุณไก่ นวดให้แล้วครับ บางอย่างพึ่งคนอื่น ฟินกว่า

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 06/02/2015 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.redribbons07 ยังมีอีกคาถาหนึ่ง น่าสนใจ เช่นกันครับ

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อตฺตา หิ อตฺตโน คติ
ตสฺมา สญฺญม อตฺตานํ อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโช.
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนแลเป็นคติแห่งตน
เธอจงสงวนตนให้ดี เหมือนพ่อค้าม้า สงวนม้าพันธุ์ดีฉันนั้น
(ขุ.ธ. แปล ๒๕/๓๗๙/๑๕๑)

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

แต่ยังมีคนไทยอีกมาก ไม่ยอมใช้คาถา "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" ชอบแต่แบบมือขอผู้อื่นจนเป็นกิจวัตร

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 21.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดคิดง่ายๆว่าในส่วนของตัวเองต่อตัวเอง เราควรพยายามจะเป็นที่พึ่งให้ตนเองมากที่สุด เป็นภาระต่อผู้อื่นและสังคมให้น้อยที่สุด
ในส่วนของผู้อื่นที่มาเกี่ยวข้องกับตัวเรา เราพยายามที่จะมีน้ำใจเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นตามความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นแล้วว่าเขาก็พยายามช่วยเหลือตนเองแต่ยังจำเป็นต้องได้รับการหนุนช่วยจากผู้อื่นเพิ่มเติม
แม่มดไม่ใช่คนที่จะเรียกร้องอะไรจากใครง่ายๆและไม่กังวลห่วงใยคนที่แม่มดแน่ใจว่าเขาเรียกร้องอย่างไร้เหตุผลหรือเกินความจำเป็น
ใจร้ายไปหน่อยไหมคะ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ซาบซึ้งในคำอธิบายขยายความครับ พี่หมอสมชัย ต้องใช้ให้เหมาะสมแก่สถานการณ์

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
pierra วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

อัตตาหิ อัตโนนาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ - อันวิญญูชน(ผู้ปฏิบัติดีแล้ว)รู้ได้เฉพาะตน
คุณหมอมีความเห็นสองบทนี้อย่างไร?เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ตอนไปเดินขึ้นภูกระดึง ก็ใช้คาถาที่ว่า
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่แหละครับคุณหมอ
กลับมาบ้าน ขาตึงเปรี๊ยะเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
redribbons07 วันที่ : 05/02/2015 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

อตฺตา หิ อตฺโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นคือใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้

เพราะบุคคลที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก

(ขุ.ธ. แปล ๒๕/๑๖๐/๘๒)


เพิ่งเคยบทหลังนี่เหมือนกันค่ะ

ทั้งที่จริงๆ อ่านหนังสือธรรมะมาพอควรค่ะ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน