*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233424
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กุมภาพันธ์ 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 5235 , 19:22:50 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 14 คน wansuk , คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว และอีก 12 คนโหวตเรื่องนี้

" สามีภรรยาที่อยู่กันจนแก่เฒ่านั้นมิใช่ว่าจะไม่แลเห็นความแก่เฒ่าของกันและกัน แต่ทั้งๆที่เห็นก็เหมือนไม่เห็น เพราะมีสิ่งอื่นที่เห็นเด่นชัดกว่า มีความสำคัญเหนือกว่า สิ่งนั้นคือความดีที่มีต่อกัน"

" สามีภรรยาที่แยกทางกันตั้งแต่ยังไม่แก่เฒ่า มิใช่ว่าจะนึกล่วงหน้าไปถึงความแก่เฒ่าไม่สวยไม่งามของแต่ละฝ่าย ที่จริงก็ยังเห็นความสวยความงามความเป็นหนุ่มเป็นสาวของกันและกันอยู่ แต่ทั้งๆที่เห็นกลับเหมือนไม่เห็น เพราะมีสิ่งอื่นเด่นชัดกว่า สำคัญกว่า นั่นคือ การไม่เห็นความดีของกันและกัน"

(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร ( เจริญ สุวฒฑโน) สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร )

การมีคู่และการแสวงหาคู่ เพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน จนมีทายาทร่วมกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ของสัตว์โลกโดยเฉพาะมนุษย์  ข้อดีของการมีชีวิตคู่ ก็คือ การได้มีส่วนร่วมแรงร่วมใจ ในการสร้างสรรค์อนาคตของบุตรหลานที่สืบทอดเผ่าพันธุ์

 ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยแสดงปาฐกถาธรรมครั้งหนึ่ง ท่านแสดงว่า

“ชีวิตคู่นี้ควรจะให้มันมีความหมายเป็นเพื่อน – เป็นเพื่อนชีวิต จะเรียกว่าเป็นคู่ชีวิตก็ได้... เป็นเพื่อนที่มีการกระทำที่ถูกต้อง แล้วจะได้แบ่งเบาภาระหนักให้ลดลงครึ่งหนึ่งน่ะ ถ้าว่ามนุษย์เกิดมาทีหนึ่งจะต้องทำอะไรบ้าง เต็มอัตรา : เต็มมาตรฐานของมันน่ะ มีเท่าไหร่ ; ทีนี้ชีวิตคู่นี้มีขึ้นเพื่อที่จะแบ่งเบาภาระคนละครึ่ง, ให้ความยากลำบากมันเหลือกันคนละครึ่ง มันก็ไม่หนักเท่าทำคนเดียว”

ทีนี้การที่คนสองคน จะมาร่วมหอลงโรงด้วยกัน มีปัจจัยอะไรบ้างที่มาเกี่ยวข้อง

โรเบิร์ต เจ. สเติร์นเบิร์ก  นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงสามเหลี่ยมแห่งความรักว่า มีองค์ประกอบสามประการคือ

ความสนิทสนม    ความปรารถนา   และความผูกพัน

1.ความสนิมสนม  อันเกิดจากการที่ได้ใกล้ชิดกัน ทำงานร่วมกัน มีกิจกรรมร่วมกัน แม้ในปัจจุบันนี้ การพูดคุยผ่านสื่อออนไลน์ทั้งหลายด้วยกันบ่อยๆ ก็นำไปสู่ความสนิทสนม การสนิทสนมนี้เป็นทางหนึ่งในการเปิดเผยตัวตน แต่สิ่งที่มักเป็นปัญหามาก ก็คือ การปิดบังความจริง การปิดบังจุดอ่อนในตัวตน เก็บงำสิ่งที่ตนเองคิดว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเอาไว้ เป็นความสนิทสนม ที่เจือด้วยมายา เพราะทุกคนอยากแสดงสิ่งดีๆให้อีกฝ่ายรับรู้ คนที่เริ่มรู้จักกัน จึงเปรียบเหมือนหัวหอมที่ยังไม่ปอกเปลือก ที่ไม่ยอมปอกก็เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายที่ตนเองกำลังหมายปองอยู่ถอยห่างออกไป เราคงสังเกตได้ ตอนเป็นคู่รักหรือกำลังจะรัก พูดจากันดี อีกฝ่ายทำอะไรไม่ถูกใจตน ก็ให้อภัยกันได้อย่างง่ายๆ ดูเป็นเรื่องขำๆไป แต่พออยู่ด้วยกันนานๆไป ความเกรงใจกันพลันสาบสูญสิ้น เรื่องใหญ่ที่กลายเป็นเรื่องเล็กในอดีตตอนที่เพิ่งรู้จักกัน  กลายเป็นเรื่องเล็กที่เป็นเรื่องใหญ่ในปัจจุบัน

บางครั้งการเปิดเผยตัวตน ที่แท้จริง อย่างน้อยก็ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างเห็นข้อเสียของกันและกัน และพร้อมที่จะยอมรับมันได้หรือไม่ ดีกว่าปกปิด แล้วมาเปิดกันภายหลังจนยอมรับกันไม่ได้ แล้วแยกทางกันในที่สุด

แต่ทั้งนี้ ความไม่ดีของตนเองที่เป็นข้อเสีย ตนเองควรเปิดใจยอมรับความจริง ตรวจสอบตนเอง และพร้อมที่จะแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ซึ่งย่อมดีกว่าการที่ ตั้งตนเอาไว้ว่า ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ ถ้าเธอรักฉันจริง เธอต้องทนฉันได้  แบบนี้การอยู่เป็นโสด อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการมีคู่

2.ความปรารถนา ถัดจากความสนิทสนม ก็ตามด้วยความปรารถนา ขั้นตอนนี้เป็นผลที่มาจากเหตุ ข้อที่1สัตว์ทุกชนิดต้องโชว์ศักยภาพเพื่อให้ผู้ที่ตนหมายปอง เห็นถึงลักษณะเด่นของตน จึงจำต้องปกปิดลักษณะด้อย คนที่หล่อที่สวย ก็ใช้สิ่งนี้เป็นเป้าล่อ ให้รู้ว่าตนมีพันธุกรรมที่ดีเด่น สมส่วน  คนที่ไม่หล่อไม่สวย ก็แสดงความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ ความอดทนต่ออารมณ์ต่างๆที่กระทบเข้ามา รับผิดชอบการงาน เป็นต้น

ช่วงนี้จึงเหมือนการ จัดโปรโมชั่น มีความคาดหวัง โหยหารำลึก เพียงได้ยินเสียง เพียงได้เห็นหน้า ร่างกายก็อิ่มโดยไม่ต้องทานอะไร ช่วงความปรารถนานี้ จึงเต็มไปด้วยความสุข ระคนไปกับความทุกข์ ที่มาจากการหวาดวิตก กลัวจะผิดหวัง

ความรักต่อกันในช่วงนี้ มองดูเผินๆ ก็เหมือนดังว่า เป็นความรักที่ต่างมอบให้แก่กัน แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงสภาวะจิตใจลึกๆแล้ว เป็นความรักที่ต่างคนต่างต้องการได้ ไม่ใช่ความรักที่เป็นการให้อย่างบริสุทธิ์

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ก็เพราะจิตใจเราที่แท้จริง ที่เรามอบสิ่งดีๆให้กับอีกฝ่าย เป็นเพราะเราเองต้องการ เสพสิ่งดีๆที่มีความสุขจากเขาใช่หรือไม่ ตรองดูก็รู้อยู่ ซื้อของดีๆที่เขาหรือเธอชอบ พอเขาหรือเธอยิ้มอย่างพอใจ อาจทอดสายตาสานปฏิสัมพันธ์ แค่นั้นเราก็สุขเหลือล้น นี่คือสิ่งที่เราต้องการเสพใช่หรือไม่  แต่ถ้าซื้อของให้แล้ว เขาและเธอรับไปอย่างไม่ยินดียินร้าย จิตใจเราขณะนั้นรู้สึกอย่างไร หดหู่ แฟบ อาจรู้สึกกรุ่นขึ้นมา เพราะเราไม่ต้องการเสพความรู้สึกเช่นนี้ใช่หรือไม่

ความรักที่มีแต่ให้ มีตัวอย่างที่แสดงชัดเจนที่สุดคือ ความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก นี่คือความรักที่ให้อย่างเดียวโดยไม่หวังผล  ความรักเช่นนี้ เราเรียกว่า เมตตา มิตตะ หรือ มิตร  แม้ว่าบางคนอาจมีความรู้สึกบ้างยามที่ลูกพูดจาไม่ดี แต่พ่อแม่ก็ยังให้อภัย ไม่ถือโทษ

ความรักของชีวิตคู่ถ้าสามารถพัฒนาจนเป็นความรักที่มีแต่ให้ ย่อมสานความสัมพันธ์ได้ยืนยาว เพราะต่างฝ่ายต่างให้ โดยไม่หวังผล  การจัดโปรโมชั่นตามฤดูกาลจึงไม่จำเป็น เพราะว่ามันเป็นเนื้อเป็นตัวไปแล้ว

3.ความผูกพัน  ต่อเนื่องมาจากข้อที่2 ยามที่ความปรารถนาสมประสงค์ ทั้งคู่ต่างได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องรับผิดชอบร่วมกัน สองชีวิตรวมเป็นหนึ่ง เหมือนคนสองคนมาร่วมกันเดินสามขา ต่างต้องรู้จังหวะการก้าวของแต่ละฝ่าย นั่นคือคิดถึงใจเขาใจเราตลอดเวลา เวลาก้าวจึงต้องจับจังหวะของคู่ชีวิต ไม่ใช่เอาแต่ใจตนเอง เธอต้องก้าวตามฉัน ถ้าต่างคนต่างคิดแบบนี้ โอกาสจังหวะตรงกันเกิดขึ้นได้ยาก ชีวิตก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน ถ้าต่างฝ่ายต่างยังมีเยื่อใยกันอยู่ ก็ยังหยุดประคองอีกคนให้ลุกขึ้นมา ถ้าต่างไม่มีเยื่อใยก็ลากถูกันไปแบบนี้ ยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันแล้ว ยิ่งลำบากมาก จนบางครั้งการตัดสินใจ ตัดเอาเชือกที่ผูกเข้าด้วยกันออก แล้วต่างคนต่างเดิน อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ครอบครัวที่มักเริ่มมีปัญหา มักเป็นหลังจากที่ฝ่ายหญิงมีบุตรแล้วประมาณ 4-5 ปีหรืออีกช่วงหนึ่งที่ฝ่ายหญิงเข้าสู่วัยทอง หรือบุตรเติบใหญ่จนแยกจากพ่อแม่  โดยมากฝ่ายชายมักเป็นคนก่อเรื่อง

ทำไมเป็นเช่นนั้น  เพราะธรรมชาติของสัตว์ตัวผู้ ที่ต้องการแพร่เผ่าพันธุ์ตนเองออกไปให้มากที่สุด สิ่งนี้มันซ่อนเร้นอยู่ในสัญชาตญาณ ยามที่ตัวผู้เห็นว่า เผ่าพันธุ์ตนเอง สามารถอยู่รอดต่อไปได้แล้ว การแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ย่อมเกิดขึ้น เพราะการลงทุนเพื่อให้เกิดผลผลิตตนเองของสัตว์ตัวผู้นั้น มีต้นทุนการลงทุนและความเสี่ยงต่ำ ซีเมนต์ที่หลั่งออกมาแต่ละครั้ง มีจำนวนสเปิร์มที่สามารถทำให้ผู้หญิงจีน ท้องได้ ครึ่งประเทศ  ในขณะที่ผู้หญิงมีต้นทุนการลงทุนสูงมากๆ ไหนจะต้องอุ้มท้อง หนึ่งปีมีไข่ตกลงมาที่พร้อมลงทุนเพียง12ใบ และถ้าลงทุนสำเร็จ ยังหมดโอกาสการลงทุนไปอีกหลายปี เพราะต้องอุ้มท้องและเฝ้าเลี้ยงดูบุตรอีก

ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองนั่นคือสัญญาณที่เตือนว่า โรงงานตนเองปิดแล้ว แต่คู่ชีวิตที่เป็นสามี โรงงานเขา ยังไม่ปิด เพราะเขาเองมีต้นทุนเพื่อการลงทุนมากมาย ยิ่งในวัยนี้ ฐานะตำแหน่งก็มั่นคง ผู้หญิงวัยลงทุนย่อมแสวงหาแหล่งลงทุนที่มั่นคง

ชีวิตคู่ที่อยู่กันได้ยืดยาว ไปจนตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีปัญหาอุปสรรคนานัปการ เราจึงพบว่าการแยกทาง การหย่าร้าง เกิดขึ้นมาก ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่แปลก อย่างที่กล่าวเอาไว้ ถ้าชีวิตคู่ที่ขลุกขลักไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ย่อมเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ลูก การแยกทางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับ ผลที่เกิด และอธิบายให้เด็กเข้าใจ บางครั้งทางออกเช่นนี้ ก็เป็นทางเลือกที่ดี

ที่น่าสงสารกลับไปตกอยู่กับ คนที่ไม่มีทางไป คนที่ไม่มีวิชาติดตัว ยามที่ต้องแยกทางเพื่อหากินด้วยตนเองอาจมีลูกพ่วงติดมาด้วย ย่อมเป็นทุกข์มากกว่าคนที่แยกตัวออกมาแล้วไม่เดือดร้อนในความเป็นอยู่ เราจึงพบบางคนที่ต้องทนทุกข์อยู่อย่างนั้น ปีแล้วปีเล่า ไม่กล้าตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไป คนเช่นนี้ผมจึงเปรียบเหมือนคนที่ นั่งร้องไห้ตรงสี่แยก ขึ้นหน้าก็ไม่กล้า ถอยหลังก็ระแวง ไปซ้ายก็หวั่นใจ ไปขวาก็กลัวตัดสินใจพลาด สุดท้ายก็นั่งจมอยู่กับกองน้ำตาตรงนั้น ไม่ต้องไปไหน

ในแง่พุทธศานา เกี่ยวกับการครองคู่ มีหลักธรรมอันหนึ่งที่ใช้อ้างอิงกันมาก ที่เวลามีพิธีมงคลสมรส มักจะให้แขกผู้ใหญ่ออกไปกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว หลักธรรมนั้น คือ ฆราวาสธรรม ที่ประกอบด้วย    สัจจะ  ทมะ  ขันติ และจาคะ  

ขออธิบายความหมายทั้งสี่นี้ ในแง่มุมทาง คติโลก และคติธรรม ดังนี้

1.สัจจะ ทางคติโลก หมายถึง ความจริงที่ตนเองรับปากและตั้งใจไว้ว่า จะดูแลคู่ชีวิตที่ตนเองเลือกแล้วนี้ อย่างมั่นคง  ข้อนี้เป็นข้อที่รักษายากมาก ถ้าเปรียบชีวิตคู่เป็นต้นไม้ นี้คือรากแก้ว ที่ดิ่งมั่นไม่คลอนแคลน

การแต่งงานของคนคู่หนึ่ง นั่นหมายถึงการพรากสิ่งที่รักที่หวงแหน ของคนอีกคู่หนึ่ง นั่นคือ พ่อแม่ของคู่ บ่าว สาว พ่อแม่ฝ่ายหญิงย่อมหวั่นใจ ที่บุตรีที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่น้อย ต้องจากอ้อมอกตนเอง ไปฝากชีวิตกับใครคนหนึ่ง พ่อแม่ฝ่ายชายย่อมหวั่นใจเช่นกันว่า หญิงที่มาคู่กับลูกชายของตน จะสามารถดูแลได้ดีเช่นเดียวกับตนหรือไม่ หรือกลับยิ่งเพิ่มภาระให้กับบุตรของตน

การมี สัจจะจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการไปพรากของรักคนอื่น แล้วไม่ทำตนให้สมกับที่เขาหวัง ไปทำลายไปรานน้ำใจคนที่เชื่อมั่นในตัวเราเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ

ในอดีตหลายคู่ชีวิต ที่อยู่ด้วยกัน ทะเลาะเบาะแว้ง กันอยู่บ่อยๆ  แต่ก็ลูกหัวปีท้ายปี ทะเลาะกันจนแก่เฒ่าก็ยังอยู่ด้วยกัน ไปด้วยกัน ไม่ยอมแยกทางไปมีคู่ใหม่ เพราะรักษาสัจจะอันนี้ ในหลายวัฒนธรรม เช่นจีน โบราณเป็นเช่นนี้ เมื่อแต่งงานกันแล้ว ยังไงต้องครองคู่กันไปให้รอด

 

ในทางคติธรรม  สัจจะนี้ หมายถึงสัจธรรมความจริง คือ การรู้และเข้าใจในอริยสัจสี่ รู้สภาวะของกายและใจนี้ ที่มีอยู่ที่เป็นอยู่ เข้าใจธรรมชาติของ สิ่งที่เรียกว่า กายและใจหรือ นามรูปนี้ รู้ถึงการเกิดทุกข์อันเนื่องมาจากจิตใจที่ออกไปยึดโยงกับสิ่งที่ตนเองยึดถือ หรืออยากได้อยากเอา อยากเป็น

การที่จะเข้าใจถึงสัจจะนี้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและต้องใช้เวลา ดังข้อต่อไป

2.ทมะ แปลว่า ทรมาน  ทรมานแปลว่า การฝึก    การฝึก ก็คือการที่ต้องฝืนกับสิ่งที่เป็นความเคยชินของตน

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สบายแน่นอน

ในทางคติโลก ก็หมายถึง การพยายามปรับตัวเข้าหากัน ต่างคนต่างมาจากคนละครอบครัว การใช้ชีวิต ทัศนคติ อาหารการกิน เวลาหลับนอน เรื่องที่ชอบเรื่องที่ไม่ชอบ เพลงที่ฟัง รสนิยมต่างๆ เหล่านี้ต้องค่อยๆปรับทีละนิด  ถ้าหากตอนที่ยังอยู่ในช่วงที่หนึ่ง คือช่วง  ความสนิทสนม แล้วแสดงออกอย่างจริงใจ ไม่จิงโจ้

ต่างคนต่างรู้ไส้กันและกันพอสมควร แล้วรับกันได้ ช่วงแห่งการฝึกนี้ ก็ไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ถ้ามาอยู่ด้วยกันแบบ ปิดบัง ตอนต้น  ช่วงนี้นับว่าลำบากพอควร ตอนแรกอาจพอทนเนื่องจากอยู่ในช่วงโปรโมชั่น แต่หลังจากนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝ่าฟันไปได้ ถ้าไม่มีข้อที่สามต่อไปมาเป็นตัวช่วย

ทางคติธรรม หมายเอาถึง การฝึกสติปัฏฐานสี่ เพื่อให้จิตใจเข้าถึงตัวความจริง ของชีวิต จนคลายความยึดมั่นลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย (ไม่ลงรายละเอียด เพราะจะยาวมากๆ)

3.ขันติ  ความอดทน คติทางโลก ก็ตรงตัว การฝึกการปรับตัวเข้าหากัน เป็นเรื่องที่ยากลำบาก จำเป็นต้องมีความอดทน เข้ามาเป็นตัวช่วย ความอดทนนี้ ต้องร่วมกันทั้งกายและใจ ควรมี องค์ธรรมที่เป็นความเมตตาเข้ามาประกอบ เพราะรักเขา จึงเมตตาเขา แม้สิ่งที่เขาทำอาจขัดความรู้สึกเรา เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ยามที่เราเมตตาเขาอย่างจริงใจ มันจะออกมาทางสีหน้าแววตา ดังนั้น ยามที่พูดคุยกัน ด้วยความเป็นมิตร ย่อมเข้าใจในสิ่งที่อีกคนพูด หรือขอร้อง ได้ ต่างฝ่ายต่างเป็นเช่นนี้ ย่อมประสานความสุขกันไม่ยาก ขั้นตอนที่ต้องทนนี้จึงผ่านไปได้ไม่ยากลำบาก

ส่วนคติทางธรรม หมายถึงการมีวิริยะ มีความบากบั่น ในการฝึก สติปัฏฐานสี่ ไม่ย่อท้อ เพราะเป็นไปในลักษณะของ จิรกาลภาวนา ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน

4.จาคะ  ทางคติโลก คือการเสียสละ เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนที่เรารัก เช่นตนเองชอบทานอาหารแบบนี้ อีกฝ่ายไม่ชอบ อยากทานอีกอย่าง ทั้งที่ตนเองไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร เสียสละกันได้ ยามที่เรามีจิตใจกว้างขวางเช่นนี้ ยังไงในอนาคตย่อมมีผลตอบแทน คู่ของตนก็ต้องตามใจเราบ้างในบางครั้ง ชีวิตคู่ถ้าไม่ถือซึ่งศักดิ์ศรี จะมีความสุขมาก คนสองคนต่างยืนอยู่คนละข้างสะพาน ถ้าเราต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายมาหาเราที่ฝั่งนี้ ย่อมเกิดการขัดใจจนได้ไม่วันใดวันหนึ่ง  การที่เราเดินไปหาแล้วสามารถจูงเขามายังฝั่งตนเองได้ นี่คือความสำเร็จ และยิ่งต่างฝ่ายต่างมีความคิดที่จะเดินไปหาซึ่งกันและกัน แล้วทั้งคู่มายืนบรรจบที่กลางสะพาน นี่คือความงดงามและอบอุ่นของคนที่มีชีวิตคู่ จน  จากชีวิตคู่ กลายมาเป็นคู่ชีวิต

ในทางคติธรรม หมายถึงการ เสียสละ กิเลสตัณหาที่ร้อยรัดจิตใจตนเอง การรู้จิตตนเองว่า มี โลภะ ก็รู้ว่ามีโลภะ มีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ เมื่อรู้เช่นนั้น ก็พยายามสละคืนไม่เอาไว้ ยามที่สละคืนจะรู้สึกถึงความโปร่งโล่ง และทำให้มองเห็นเพื่อนมนุษย์ทุกคนเป็นมิตร เข้าใจปัจจัยที่ปรุงแต่งทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เมื่อเข้าใจก็ไม่หลง ไม่ยึด มีการให้อภัยกันได้ ความเมตตา ความรัก ที่เกิดขึ้น จึงบริสุทธิ์ เพราะไม่ต้องการสิ่งใดๆตอบแทน อันเนื่องมาจากการเข้าใจ สัจธรรมของชีวิต

ฆราวาสธรรม ในคติทางโลก ช่วยยึดเหนี่ยวให้ชีวิตคู่ อยู่ด้วยกันได้ ส่วนฆราวาสธรรมในคติทางธรรม ยิ่งช่วยให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหนือขึ้นไปอีก เพราะตัณหาเครื่องร้อยรัด ที่ทำให้มองเห็นว่า ทำไมเธอและต้องเป็นอย่างนั้น เบาบางลง จนแม้กระทั่งวันหนึ่งที่ต้องมีอันพลัดพรากจากกันไม่ว่า สาเหตุใดก็ตาม จิตใจก็ยังคงสงบอยู่ได้  นี่จึงเป็นที่สุดของการเป็นคู่ชีวิต 

(ขอบคุณรูปภาพบางรูปจาก อินเตอร์เนท)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 17/02/2015 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห15Chaoying ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ ผมลงชื่อไปตรังแล้วครับ

คห16.คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว

คห17.-18.rattiya
คห18.ณัฐรดา ไม่เจอทุกข์ไม่เข้าวิหาร แต่บางคนเจอทุกข์ไปเข้าเธคครับ

คห19.ครูแดง ยินดีครับพี่แดง
คห20.wansuk ยังไม่รู้จริงคือกลัวครับ เราทุกคนเกิดมาเพื่อฝึกทั้งสิ้น คนมีคู่ก็ฝึกแบบคนมีคู่ คนโสดก็ต้องฝึกแบบการเป็นคนโสด ทั้งคนมีคู่และคนโสด ต่างต้องพบทั้งทุกข์ทั้งสุข ที่ต่างรูปแบบออกไปด้วยกันทั้งสิ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 22 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wansuk วันที่ : 17/02/2015 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

กลัวค่ะ ...

กับการที่ต้องดูแลใครอีกคน กลัวเขาไม่มีความสุข กลัวว่าจะไม่อิ่มอร่อย กลัวความไม่ซื่อสัตย์ กลัวการโกหก กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัว ................

อยู่คนเดียวสบายใจดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
wansuk วันที่ : 16/02/2015 เวลา : 09.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

โหวตก่อนค่ะ

ค่ำๆจะมาอ่านเรื่องอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 20 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ครูแดง วันที่ : 16/02/2015 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สาธุๆๆ ค่ะหมอ
-พี่แดงขอแชร์ไปไว้ในเฟสบุ๊คก่อนนะคะ...
เพื่ออ่าน อ่าน อ่าน อย่าง บรรจง ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 16/02/2015 เวลา : 04.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

จากความเห็นที่ 13 “ถ้านับชีวิตปัจจุบันนี้ ชีวิตคู่ของผมนับได้ว่า มีศีล และ ทิฏฐิเสมอกัน เพราะเราต่างมีเป้าหมายที่ตรงกัน คือการก้าวพ้นจาก วัฏฏะ นี้ด้วยการหมั่นทำโดยไม่หวังผล”

มองย้อนไปในชีวิตที่ผ่านมา ยิ่งเห็นว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้ ไม่มีอะไรผิดไปจากที่ตรัสเลยค่ะ เพราะ

การดำเนินชีวิต หากรู้ไม่เท่าทันกิเลสก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และเพราะทุกข์ มีผลเป็นสอง คือ ให้หลงใหล และใคร่หาทางออก ขอบคุณ ที่เราทั้งสองต่างเป็นคนในประเภทที่สอง

ทุกข์ เป็นเหตุให้ศรัทธา จึงเป็นตามที่ตรัสอีกค่ะ คือ ไม่เห็นทุกข์ ไม่มุ่งหน้าเข้าหาวิหาร ก็เพราะต้องการหาทางออกจากทุกข์ จึงมีความคิดว่า โอหนอ มีใครจักรู้วิธีหนึ่งหรือสองหรือสามวิธีที่จะให้พ้นทุกข์บ้างหนอ จึงได้หันมาศึกษาเนื้อตัวของพุทธศาสนาเพื่อดับทุกข์ จนพบว่า พุทธศาสนานี้แหละคือคำตอบของชีวิต แต่เพราะความโลภ เราจึงต่างทำให้ชีวิตตนและบุคคลรอบข้างปั่นป่วนอยู่พักใหญ่บ้างน้อยบ้างตามกำลังของอวิชชา จึงกลายเป็นว่าดับทุกข์หนึ่งด้วยเหตุแห่งอีกทุกข์หนึ่ง

แต่เพราะได้คำสอนของพระเถระและอาจารย์ผู้มีความรู้ เช่นสมเด็จพระสังฆราช, พระพรหมคุณาภรณ์, อาจารย์ชา สุภัทโท, อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เป็นต้น เป็นเครื่องขัดเกลา ; ได้กำหนดรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ ; ได้ฝึกตนเพื่อแก้ไขเหตุให้เกิดทุกข์เท่าที่ตนพบได้ตามกำลังความรู้ ; อบรมจิตด้วยสันโดษในระดับเต็มความปรารถนา คือไม่หวังผล เมื่อไม่หวัง ทำได้เท่าไหร่ก็เต็มทันที พอใจทันที

ชีวิตเราจึงต่างพบความสุขขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิถีชีวิตเป็นปกติ จึงได้ใช้ความเป็นปกติของวิถีชีวิตนี้ เพียรเพื่อสุขที่เลิศยิ่งขึ้น มีอีกคนหนึ่งเป็นปัจจัยให้ได้รู้ กำหนดรู้ ร่วมเป็นกำลังใจในการปฏิบัติอันเป็น “จิรกาลภาวนา” แก่กันและกันต่อไป

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับทุกอย่าง จน ไม่ทราบว่า “จะหาบทใดมาอ้าง ความมีอย่างนี้เป็นรูป”

ความคิดเห็นที่ 18 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 16/02/2015 เวลา : 04.29 น.

รีบเขียนเพราะจะเข้านอน พรุ่งนี้เวรเช้า เลยลืมเขียน

"ขอบคุณค่ะ"

ความคิดเห็นที่ 17 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 16/02/2015 เวลา : 04.27 น.

"ที่อยากขอฝาก ยามใดที่มีปัญหาในครอบครัวเกิดขึ้น ให้พูดคุยด้วยหัวใจ อย่าพูดคุยด้วยสมอง การพูดคุยด้วยสมองคือการคุยแบบกฏเกณฑ์ว่าใครผิดกฏใครถูกกฏ แบบนี้มีหวังได้ต่อกันไม่จบ การคุยด้วยหัวใจคือการรำลึกถึงความดี ของกันและกัน ต่อให้เราถูก เขาผิด ก็ไม่เป็นไร เรายอมได้ เราให้ได้ เพราะชีวิตคู่ คือความรักที่มีแต่ให้ จึงกลายเป็นคู่ชีวิตได้ครับ"

เหมือนคุณสมชัยรู้นะว่าที่บ้านรัตติยาคุยกันด้วยสมองตลอด
จะพยายามคุยด้วยหัวใจค่ะ รัตติยาเป็นคนเกิดเดือนห้าไทย ตีห้า วันเสาร์ รู้ตัวว่าหัวเเข็ง เเต่บางครั้งอดไม่ได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ภาพสุดท้าย สุดหวานแหววจริงๆ ครับพี่สมชัย

ความคิดเห็นที่ 15 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Chaoying วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

โอ้โห..น่าอ่านน่าคิดมากๆ ค่ะ
อิจฉาคุณหมอนะเนี่ย..ฮิๆ
ฮั่นแน่..มีภาพหล่อๆ สวยๆ มาให้ชมอีกแล้ว..น่ารักมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9.กำหนัน ขอบคุณครับน้องกำหนัน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ชีวิตคู่ของพี่ บักโกรก มาไม่น้อยครับ



คห10 ชบาตานี ครูชบาสรุปได้ดีครับ

ความคิดเห็นที่ 13 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7-8 rattiya ขอบคุณมากครับ เกี่ยวกับข้อมูลทางด้านซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะที่เยอรมัน ผมขอตอบเป็นเรื่องๆนะครับ
1.ถ้านับชีวิตปัจจุบันนี้ ชีวิตคู่ของผมนับได้ว่า มีศีล และ ทิฏฐิเสมอกัน เพราะเราต่างมีเป้าหมายที่ตรงกัน คือการก้าวพ้นจาก วัฏฏะ นี้ด้วยการหมั่นทำโดยไม่หวังผล
แต่การที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตเราทั้งสอง ไม่ได้ราบรื่นสวยงามอย่างที่เห็นหรอกครับ ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ คือประสบการณ์ชีวิตที่เป็นบทเรียน ที่แลกด้วยน้ำตาและรอยยิ้ม เราทั้งสองเห็นทั้งความสุขและความทุกข์ที่แสนสาหัส ของการครองคู่ อยากมีความสุขก็ต้องแลกกับการต้องทุกข์ที่เป็นของแถม
ในเอ็นทรี่วิจารณ์หนังเรื่อง blue valentine ที่ผมเคยเขียนไว้ แทบจำลองชีวิตคู่ของผมทั้งหมด ก่อนหน้านั้น ผมดูครั้งใด ผมต้องหลั่งน้ำตาทุกครั้งเพราะความสะเทือนใจ
2.ที่กล่าวว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งสนใจธรรม อีกฝ่ายไม่สนใจ จะอยู่กันยาก
อันนี้ ผมขอปฏิเสธ เพียงแต่ว่า คำว่าสนใจธรรม แม้การปฏิบัตฺิธรรม
เราเข้าใจ ความหมายนี้ มากน้อยเพียงใร ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน อีกฝ่ายย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน ถ้าเราคิดเพียงว่าปฏิบัติธรรมคือการสวดมนต์และก็ไปนุ่งห่มขาว ทำตัวลีบๆ ทานแต่ผัก ถ้าคิดแค่นั้น ก็เป็นเพียงแค่เปลือก ที่ทำให้ดูดีในสายตาคนอื่น เท่านั้น
ถ้าธรรมเข้าถึงใจเมื่อไร เราจะยิ่งปฏิบัติต่อคู่ที่ไม่สนใจธรรม ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
3.ในสังคมตะวันตก ผมมองว่า มีข้อดีของมันในตัวอยู่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีสตรีหรือบุรุษต้องมานั่งร้องไห้กลางสี่แยก ผมว่ามันแฟร์ดี เพียงแต่ความแห้งแล้งจืดจางไร้น้ำใจ คุณรัต ได้เปรียบนะครับ ได้ประโยชน์จากสังคม ที่กระจายความยุติธรรมอย่างถ้วนทั่ว ขณะเดียวกัน คุณรัตยังได้ ความเมตตากรุณา ความอ่อนโยน ของตะวันออก มาเติมเต็มให้กับชีวิต ชีวิตคู่ ถ้าเป๊ะๆตามกฏเกณฑ์ทั้งหมด แม้ว่ามันจะยังประโยชน์และมั่นคงดี ก็ตาม การมีน้ำจิ้มชีวิต เช่น การมีน้ำใจ การเอาใจใส่ เอื้ออาทร การมีความเอียงอาย การหยอกเอิน การทำบ๊องแบ๊วไม่รู้ความ ให้คู่ชีวิตได้หัวเราะกับความเปิ่นของเรา เหล่านี้ ถ้ามีแทรกเข้ามาบ้าง มันเป็นชูรสจริงๆครับ
อ้ออีกอย่างหนึ่ง ที่อยากขอฝาก ยามใดที่มีปัญหาในครอบครัวเกิดขึ้น ให้พูดคุยด้วยหัวใจ อย่าพูดคุยด้วยสมอง การพูดคุยด้วยสมองคือการคุยแบบกฏเกณฑ์ว่าใครผิดกฏใครถูกกฏ แบบนี้มีหวังได้ต่อกันไม่จบ การคุยด้วยหัวใจคือการรำลึกถึงความดี ของกันและกัน ต่อให้เราถูก เขาผิด ก็ไม่เป็นไร เรายอมได้ เราให้ได้ เพราะชีวิตคู่ คือความรักที่มีแต่ให้ จึงกลายเป็นคู่ชีวิตได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4-5ณัฐรดา ผ้าห่มผืนนี้สื่อได้ดีจริง มันเปลี่ยนสภาพจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่มันก็เป็นผ้าห่มที่คุ้นเคยและผูกพัน
คห6. คนดีมีวินัย ขอบคุณมากครับสำหรับ หนังสือ ธรรมสมรส

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.BlueHill
จากชีวิตคู่ กลายมาเป็นคู่ชีวิต ในระหว่างต้องผ่านอะไรมาเยอะจริงๆครับ
คห2.wullopp ขอบคุณคุณหมอที่มาเยี่ยมกันครับ
คห3.chailasalle

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 20.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

การดำเนินชีวิตคู่ ต้องเกิดจากการให้เกียรติและเคารพความเป็นตัวตนของแต่ละคน และร่วมแชร์ความรู้สึกเสมือนเป็นคนๆเดียวกัน
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ชื่นชมกับชีวิตคู่ของคุณหมอและหลายๆท่าน ที่ให้เกียรติกัน ดูแลกันและกัน ที่เห็นทุกครั้ง ก็ดูเหมือนว่า ชีวิตคู่ช่างหอมหวานเสียนี่กระไร

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กำหนัน วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพี่หมอและพี่สาวครับ ผมเห็นว่าความรักของพี่สมบูรณ์เพอเฟค ๑๐๐ %ครับผมอิอิ

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 16.45 น.

รัตติยาเริ่มทำงานครึ่งวันเมื่อลูกชายเข้าเรียน ป. 1 เพื่อนบ้าน(ชาวเยอรมันที่สามีเธอออกทำงานนอกบ้าน เธอทำงานเป็นเเม่บ้านมีลูก 2 คน )มาพูดกับรัตติยาเรื่องกฏหมายที่รัตติยาเขียนมาข้างบนนี้ ว่าทำไมรัตติยาออกไปทำงาน ถ้าเป็นเธอจะไม่ออกไปทำงาน กฏหมายเยอรมันมีเเบบนี...รัตติยาไม่ได้บอกไปว่ารัตติยามีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องกฏหมายนี้คือเราก็รู้กฏหมาย เเค่บอกไปเฉยๆว่าต้องการออกทำงานเพื่อฝึกภาษาเยอรมัน

ที่เเปลกกว่านั้นหลังจากทำงานเราจะต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันต่างๆเองตามกกหมายประกันสุขภาพบังคับ รัตติยาก็ไปเเจ้งประกันส่วนตัวของสามีว่าเรามีประกันฯของตัวเองเเล้วไม่ต้องทำประกันฯรวมกับสามี เจ้าหน้าที่ประกันฯพูดว่า อย่างนี้สามีคุณก็สบายเลยไม่ต้องจ่ายประกันฯให้ภรรยา(รัตติยา ) เเทนที่จะชมเราว่าพยายามพึ่งตัวเอง..กลับพูดเหมือนเรา...

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 16.26 น.

ขอบคุณคุณสมชัย+คุณณัฐรดาที่นำเรื่องนี้มาเขียน รวมทั้งนำรูปส่วนตัวมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง (ชอบมากค่ะ)

ในความเห็นของรัตติยาคิดว่าคุณสมชัย+คุณณัฐรดา ตั้งเเต่เริ่มเเรกจนถึงปัจจุบันมีความคิดเห็นไปทางเดียวกัน+อยู่ในสิ่งเเวดล้อมน่าจะไม่เเตกต่างกันมาก(คุณธรรม+ศีลธรรม)

ในกรณีทีว่า เช่น ถ้าฝ่ายหนึ่งสนใจทางธรรมะ อีกฝ่ายหนึ่งไม่สนใจรัตติยาคิดว่าก็คงจะพูดกันลำบากเหมือนกันค่ะ

ส่วนรัตติยาอยู่ในระบบที่ใช้กฏหมายเป็นหลักในการดำเนินชีวิต(ความคิดเห็นส่วนตัว) อยู่ที่เยอรมนีมา 20 กว่าปี มีความรู้สึกคนเราจะพยายามดำเนินชีวิตเเบบฉันมีสิทธิอย่างนั้นฉันมีสิทธิอย่างนี้ ดูเเล้วผู้หญิงกับผู้ชายที่เยอมนีเริ่มมีความขัดเเย้งกันมากกับสถานะของตนเองเพราะยึดหลักตัวกฏหมายเกินไป ในความคิดเห็นของรัตติยาถ้าใช้ชีวิตคู๋ร่วมกัน ควรที่จะมีการอะลุ่มอะล่วยซึ่งกันเเละกันคือบางสิ่งบางอย่างเรามีสิทธิเเต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตามทวงสิทธิทุกอย่าง

ยกตัวอย่างกฏหมายของเยอรมันตอนหนึ่ง

"ฝ่ายสามีหรือภรรยาที่มีรายได้ จะต้องมอบเงินค่าใช้จ่ายในบ้านให้เพียงพอล่วงหน้าให้เเก่ฝ่ายที่มีหน้าที่ดูเเลบ้านเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับรายได้เเละฐานะทางทรัพย์สิน ตามมาตรฐานการครองชีพของครอบครัวนั้นๆ"

"ฝ่ายสามีหรือภรรยาที่ไม่ออกไปทำงานหารายได้ เเต่ทำงานบ้านเท่านั้น ไม่ว่าจะมีบุตรหรือไม่มีก็ตาม ถือว่าทำหน้าที่ช่วยเหลือหาเลี้ยงครอบครัว ถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องยกฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัว สามีหรือภรรยาก็จะต้องออกไปทำงานหารายได้ช่วยอีกเเรงหนึ่ง ทั้งนี้ทางกฏหมายจะยกเว้นให้เเก่มารดาซึ่งมีบุตรซึ่งยังไม่เข้าโรงเรียน ไม่ต้องออกไปช่วยหารายได้ สำหรับมารดาที่มีบุตรหลายๆคน เเม้จะเข้าโรงเรียนเเล้ว เเต่กฏหมายยกเว้นไม่ต้องไปช่วยหารายได้"(กฏหมายใหม่เริ่มมีการเปลียนเเปลงเมื่อปลายปีทีาเเล้ว)"

"ภรรยาที่ไม่ได้ออกไปทำงานหารายได้ มีสิทธิได้รับเงินสำหรับใช้ส่วนตัวจากสามี เป้นจำนวนไม่เกิน 5 เปอร์เซนต์ของเงินรายได้ของสามี ยกเว้นเเต่จะมีเงินสดเหลือจากเงินที่สามีให้ใว้ใช้จ่ายในบ้านเพียงพอเเล้ว เงินจำนวนนี้ภรรยาสามารถใช้ได้ตามความพอใจ เช่นอาจจะส่งไปช่วยเหลือครอบครัวของตนที่ประเทศไทย เเต่ภรรยาไม่สามารถบังคับให้สามีส่งเงินไปจุลเจือญาติพี่น้องของตนหรือในทางกลับกันนอกจากเเต่ละฝ่ายจะทำด้วยความเต็มใจ"

ข้อมูลจาก "สิทธิของฉันในเยอรมัน" โดย Suchavadee Wagner ค.ศ. 1990

เขียนมาให้คุณหมออ่านเพื่อที่จะพอจะเข้าใจเกี่ยวกับกฏหมายเยอรมมัน เขามีกฏหมายที่ใช้บังคับได้ผล ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือผู้หญิงที่ต้องอยู่ในฐานะเเม่บ้านไม่ว่าจะสมัครใจ หรือไม่มีทางเลือกเพราะมีวุฒิการศึกษาน้อย เเต่บางครั้งรัตติยาคิดว่าพวกเขาใช้กฏหมายเป็นหลักมากเกินไป ทำให้คนที่อยู่ด้วยกันตามหน้าที่ ไม่ได้อยู่ด้วยกันตามความผูกพัน (ไม่เป็นทุกคู่ เเต่เเนวโน้มจะเป็นลักษณะเเบบตอนเเรกเเบบผูกพันตอนหลังพัฒนาไปเป็นเเบบหน้าที่
ขอเขียนย้ำอีกครั้งนี้เป็นความคิดเห็นของรัตติยาที่ประสบมาครั้งค่ะ อาจจะเเตกต่างไปจากคนอื่นบาง


ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
คนดีมีวินัย วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nard
ธรรมชาติของชีวิต..คือ..ชีวิตธรรมดา


ขอแสดงความยินดี กับ คู่แท้ คู่ชีวิต คุณหมอสมชัย คุณณัฐรดา นี่คือตัวอย่าง ธรรมสมรส โดยแท้ครับ ขอบคุณที่นำสารธรรมดีมานำเสนอและเข้าใจง่ายครับ

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , กระเรียนป่า และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 06.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สำหรับบางคู่ที่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย บางที ศรัทธาก็ทำให้อยากได้ปัจจัยที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม อยากบรรลุธรรมไวๆ จึงอาจทำให้การปฏิบัติตนต่อคู่ของตน ต่อสมมติบัญญัติ ผิดไป วิถีชีวิตจึงไม่เป็นปกติ ปั่นป่วน เพราะความที่ไม่ทราบว่าตนได้สะสมกิเลสคือโลภะและโมหะเพิ่ม

เพราะที่ตรัสว่าให้หมั่นเร่งความเพียร ท่านให้เพียรทำเหตุ แต่ไม่ใช่ให้หวังผลจนกลายเป็นกิเลส หากพยายามทำลายกิเลสประเภทหนึ่ง แต่กลับเพิ่มกิเลสอีกประเภทหนึ่ง ก็ไม่พ้นยังวนเวียน ไม่ใช่ “ค่อยๆหมุน” ออกไป

ท่านพุทธทาสได้อธิบายเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ คู่ชีวิตในอุดมคติไว้อย่างน่าสนใจ ขอคัดลอกมาแจมค่ะ
......................................................................................................................................................................
“ชีวิต : คือความอยู่ และ ต้องการอยู่ และ ไม่อยากตาย, นั่นแหละคือชีวิต; ทีนี้ธรรมชาติมันทำของมันไว้ดีแล้ว : เมื่อมันอยากอยู่ ไม่อยากสูญพันธุ์ ไม่ยอมสูญพันธุ์ มันก็ต้องมีการสืบพันธุ์ คือ การถ่ายทอดกันไว้เรื่อย” (หน้า ๑๙-๒๐)

“ธรรมชาติมันต้องการให้เป็นอย่างนี้, ฉะนั้น ธรรมชาติจึงมีการแยกให้เป็นเพศคู่ : คือ เพศผู้หรือเพศเมียนั้น ถ้าใช้เป็นคำกลางๆก็ต้องใช้คำว่าเพศผู้เพศเมีย, ถ้าใช้สำหรับมนุษย์ก็เพศหญิง-เพศชาย” (หน้า ๒๐)

“ฉะนั้น การที่ต้องสืบพันธุ์นี้ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด รุนแรงที่สุดอยู่โดยธรรมชาติ, จึงมีการที่จะต้องพบปะกันระหว่างเพศทั้งสอง : เราเรียกว่า การอยู่กันเป็นคู่หรือ ชีวิตคู่, มันมีความลึกลับ ขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ นี่เป็นจุดแรก” (หน้า ๒๒-๒๓)

“ทีนี้มาถึงความลับขั้นที่สอง : คือธรรมชาติมันจัดค่าจ้างอย่างดีที่สุดไว้จ้างให้คนสืบพันธุ์ ... คือกามารมณ์... เป็นรสบังหน้าสูงสุด, ก็เพื่อจ้างให้คนสืบพันธุ์ (หน้า ๒๖)”

“ทีนี้ก็มาศึกษา : ก็คือเปลี่ยนเรื่องความเป็นลูกจ้างของกิเลสนั้นมาเป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีสติปัญญา : ให้การสืบพันธุ์นั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่รู้จักรับผิดชอบชั่วดี ... ทีนี้เมื่อเสร็จหน้าที่ของพรหมจารี คือ ฝึกฝนอบรมตัวให้ดีที่สุด มาถึงขั้นที่จะเป็นคฤหัสถ์ ก็มาเป็นผัวเมียในอุดมคติสำหรับความเป็นมนุษย์ ; ไม่ใช่จะปล่อยไปตามกิเลสหรือตามกามารมณ์ ; แต่มีอุดมคติสำหรับมนุษย์ซึ่งแปลว่ามีจิตใจสูง” (หน้า ๓๕)

“อยากแนะนำคำว่า “อุโบสถศีล” อีกครั้งหนึ่ง ... ศีลแปดนั่นแหละมันมีระเบียบเหมาะสมสำหรับฆราวาสที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ เขาควบคุมได้; ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำทุกวัน หรือว่าทำด้วยความหลงใหลหลับหูหลับตา, มันควบคุมได้ ต้องอยู่ในระยะในเวลาหรือว่าในปริมาณที่เหมาะสม แล้วศีลข้อ ๖ นั้น : ไม่กินอาหารส่วนเกิน; ศีลข้อ ๗ : ไม้บำรุงบำเรอร่างกายด้วยการฟ้อนรำขับร้องลูบทาประดับประดาที่มันเป็นส่วนเกิน; แล้วศีลข้อที่ ๘ มันก็ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยที่มันเกิน ที่มันแพงเกินดีเกิน, นี่ก็เป็นกฎเกณฑ์อันหนึ่งสำหรับความเป็นฆราวาสเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ; ส่วนที่ ๕ ข้อที่เป็นศีล ๕ นั้น : รู้แล้ว ไม่ต้องอธิบาย” (หน้า ๓๕-๓๗)

“ทีนี้ก็อยากจะมีเป็นความลับที่สูงขึ้นไปอีก, ก็คือว่าชีวิตคู่นี้ควรจะให้มันมีความหมายเป็นเพื่อน – เป็นเพื่อนชีวิต จะเรียกว่าเป็นคู่ชีวิตก็ได้... เป็นเพื่อนที่มีการกระทำที่ถูกต้อง แล้วจะได้แบ่งเบาภาระหนักให้ลดลงครึ่งหนึ่งน่ะ ถ้าว่ามนุษย์เกิดมาทีหนึ่งจะต้องทำอะไรบ้าง เต็มอัตรา : เต็มมาตรฐานของมันน่ะ มีเท่าไหร่ ; ทีนี้ชีวิตคู่นี้มีขึ้นเพื่อที่จะแบ่งเบาภาระคนละครึ่ง, ให้ความยากลำบากมันเหลือกันคนละครึ่ง มันก็ไม่หนักเท่าทำคนเดียว” (หน้า ๓๙)

“ทีนี้จะเลยไปถึงว่าเพื่อนนี่จะไปไหนกัน? อุดมคติสูงสุดมันไปนิพพาน, ฉะนั้น ถ้าชีวิตคู่ไหนสูงสุด มันจะเป็นคู่ปรึกษาหารือเพื่อไปนิพพาน : มันจะกลายเป็นว่าไม่เดินคนเดียว,ไม่เปล่าเปลี่ยว เพราะมันมีเพื่อนสำหรับปรึกษาหารือ, ถ้าไม่เข้าใจก็จะดูเป็นพูดเล่น, ถ้าเข้าใจจะรู้ว่ามันมีประโยชน์ คือผัวเมียอุดมคติ ; มนุษย์ที่เป็นสามีภรรยาอุดมคติประกอบอยู่ด้วยธรรมนั้น มันจะเป็นการศึกษาธรรมะไปในเนื้อในตัวของมัน : ศึกษาเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ในตัวชีวิตนั่นเอง, เพราะว่ามันมีชีวิตอย่างฆราวาส มันต้องเผชิญกับสิ่งที่แสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นทุกข์ล้มลุกคลุกคลาน: ถ้าเขาสามารถควบคุมได้ มันก็คือสอนให้รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” (หน้า ๔๐)

“ถ้าคนเรารู้เรื่องฝ่ายนี้หมด : ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรน่าบูชา น่าสรรเสริญ ; มันก็เหลือแต่ฝ่ายโน้นแหละ, แล้วมันก็มุ่งฝ่ายโน้น ก็เป็นเพื่อนที่จะเดินทางไปฝ่ายโน้น – ก็เพื่อนิพพาน, แล้วยังแถมอีกว่าถ้ามีลูกออกมามีหลานออกมา ก็จะให้มันเป็นทายาทสำหรับเดินทางไปนิพาน” (หน้า ๔๐-๔๑)

“เราผ่านมาๆจนเป็นสามีภรรยา เป็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย ที่รู้เรื่องเหล่านี้ดี แล้วจิตใจมันไม่ตกเป็นทาสอย่างนั้นอีกแล้ว : มันก็ต้องการที่จะอยู่เหนือนั้น คือมุ่งหมายพระนิพพาน; เป็นชีวิตที่หมดความหมายของการที่จะผูกพันกันเป็นคู่ มันก็ต่างคนต่างที่จะไปนิพพาน, เป็นชีวิตสูงสุดจุดสุดท้ายจนเรียกกันว่าสมรสกับนิพพานแทนที่จะสมรสด้วยคู่ครอง มนุษย์ด้วยกัน : มันกลายเป็นมีจิตใจพอใจรสของนิพพาน, ไม่พอใจรสของโลกที่อยู่กันอย่างโลกๆ; นี่ก็เรียกว่าสมรสกับนิพพาน หรือว่าสมรสกับสุญญตา – คือความว่างจากตัวกู” (หน้า ๔๒)

“ชีวิตคู่นี้อย่างดีที่สุด มันก็ได้แต่ว่าเป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพาน ทิ้งลูกทิ้งหลานให้เดินต่อ : มันจบแค่นั้น ! ถ้ามันเป็นชีวิตเดียว, มันกระโดดไปไกล – ออกไปจากโลกเป็นชีวิตนิรันดร เป็นความว่าง ไม่เรียกว่าเดี่ยว ไม่เรียกว่าคู่ก็ได้ มันเป็นความว่าง” (หน้า ๔๗)

“ไปศึกษาศีลธรรมรายละเอียดของชีวิตที่ต้องอยู่กันเป็นคู่ แล้วประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง จะไม่มีความเจ็บปวดรวดร้าวอะไร ; แล้วก็ขวนขวายของเราไม่ใช่เพื่อรับจ้างกิเลสแล้ว...ฉะนั้น ขอให้รู้จักชีวิตคู่ชนิดที่รับใช้กามารมณ์ และ ชีวิตคู่ที่เป็นเพื่อนเดินทางออกไปสู่พระนิพพาน มีลูกหลานสำหรับเดินต่อ : นี่ จำไว้ให้ดีๆ, แล้วก็เลือกเอาให้มันถูกเรื่องถูกราว มันก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้” (หน้า ๔๘)

พุทธทาสภิกขุ ชีวิตคู่ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พ.ศ. ๒๕๕๑

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 15/02/2015 เวลา : 03.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน


ผ้าห่มอายุกว่าสิบปีผืนนี้ก็ไม่ต่างจากทุกสรรพสิ่ง ที่วันหนึ่งก็ต้องเก่าคร่ำ ฉีกขาด เพราะปัจจัยที่มากระทำคือ แรงดึงจากการใช้งาน, น้ำจากการซัก และแดดลมจากการตาก

หากไม่รักษาปัจจัยเดิม ไม่ประคองการรักษาปัจจัยเดิม และ ไม่เสริมปัจจัยใหม่ที่จะทำให้ผ้าห่มคง “ความเป็น” ของมันอยู่ได้ ก็คงต้องทิ้งขว้างมันไปเสียนานแล้ว

แต่เพราะ

“รักษาเหตุปัจจัยเดิม” คือ ความตั้งใจที่จะรักษาไว้

“ประคองการรักษาปัจจัยเดิม” คือ เพียรตามรักษาความตั้งใจที่จะไม่ทำลายการรักษา แม้จะเก่าคร่ำก็ยังหาทางแก้ไข ซ่อมแซมส่วนขาดเพื่อให้ผืนผ้ายัง “คง”

และ “เสริมปัจจัยใหม่” คือหาผ้าใหม่มาซ่อมแซม ขาดตรงไหนก็ซ่อมตรงนั้น ซ่อมไปทีละน้อยจนรอยซ่อมเต็มผืน ผ้าห่มอายุยืนยาว ยืนยง

แม้ว่าลักษณะภายนอกจะเปลี่ยนไปเพราะปัจจัยใหม่ที่เสริมลง แต่ผ้าห่ม ก็ยังคง “เป็น” ผ้าห่มที่ให้ความอบอุ่นได้ ตราบเท่าที่ยังรักษา ตราบเท่าที่ตามประคองการรักษา และ ตราบเท่าที่เสริมปัจจัยที่เหมาะสมลงไปยามปัจจัยเก่าเปลี่ยนแปลงไป เพื่อที่จะให้สิ่งที่ผันแปรได้...ดำรง

สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า

ตราบใดที่เหล่ากษัตริย์ลิจวียังคงประพฤติ “อปริหานิยธรรม” ตราบนั้น เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็จะคงความเจริญอย่างไม่เสื่อมเลย

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
chailasalle วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

มันคือ ความผูกพัน ....

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
wullopp วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 22.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอกราบ อนุโมทนาในกุสลเจตนา
สาธุ สาธุ สาธุ...

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
BlueHill วันที่ : 14/02/2015 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

จากชีวิตคู่ กลายมาเป็นคู่ชีวิต
คำนี้มีความหมายลึกซึ้งจริงๆครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน