*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232690
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< มีนาคม 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 3033 , 16:08:43 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 16 คน ni_gul , INDYLOVE และอีก 14 คนโหวตเรื่องนี้

“วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด  ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ มีอายุยืนยาวตลอดกาลนานด้วยเทอญ”

“วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด เวลาผ่านไปอีกปี ชีวิตของท่านก็สั้นลงไปอีกปี จุดหมายสุดท้ายของชีวิตก็อยู่ใกล้เข้ามา “

คำอวยพรวันเกิด สองประโยค ท่านอยากได้ยินประโยคไหน  เดาว่าทุกคนต้องการฟังประโยคแรกทั้งสิ้น  ทั้งๆที่มันเป็นคำพูดที่โกหกก็ตาม

สิ่งที่เราเลี่ยงไม่พ้น ก็คือ ความตาย  เพราะมี  ความเกิด ซึ่งเป็นของคู่กัน  วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องประสบสิ่งนี้  คนที่เรารักก็อาจพลัดพรากจากเราก่อน  หรือเราต้องพรากจากคนที่เรารักและห่วงใย  เมื่อมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ เราเตรียมตัวเพื่อที่จะรับสภาพนั้นหรือยัง   การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับความตายทั้งตัวเราและคนที่เรารัก เรียกว่า การเจริญมรณสติ

มรณสติ  คือการระลึกถึงความตาย เป็นอุบายวิธีปฏิบัติต่อความตายที่พระพุทธองค์ตรัสสอนแก่พุทธบริษัท  การระลึกถึงความตายถ้าบุคคลไม่มีโยนิโสมนสิการคือคิดไม่ถูกวิธีแล้ว  อกุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น  ดังเช่น

- การนึกถึงความตายอย่างคนทั่วๆไป     ถ้านึกถึงความตายของคนที่รักกันแล้ว เช่น แม่นึกถึงความตายของลูก   ภรรยานึกถึงความตายของสามี  เพื่อนนึกถึงเพื่อนที่รักกันต้องตายจากกัน    ก็ย่อมจะเกิดความโศกาอาดูร 

-แต่ยามที่ นึกถึงความตายของคนที่เป็นศัตรูกันก็บังเกิดความดีใจ สาสมใจ ยินดีในความตายนั้น    

-และ เมื่อนึกถึงความตายของคนที่เป็นกลางๆ เหมือนสัปเหร่อที่จัดศพ แพทย์ที่ชันสูตรพลิกศพ ข่าวคนตายของคนที่เราไม่รู้จัก   ก็เฉยๆไม่รู้สึกอะไร  

- และเมื่อระลึกถึงความตายที่จะมีแก่ตนเอง    ก็บังเกิดความสะดุ้งกลัว   เหล่านี้เป็นการนึกถึงความตายทั่วๆไปที่คนนึกถึงกัน  

การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี  จะต้องประกอบไปด้วย

1.สติ  คือการระลึกรู้ กำหนดใจได้ มีใจอยู่กับตัว  รู้ถึงธรรมดา รับรองว่าเป็นธรรมดาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือพิเศษอย่างไร  เหมือนสิ่งธรรมดาอื่นๆ  เช่นเกิดก็เป็นธรรมดา ตายก็ธรรมดา แก่ก็ธรรมดา  จะเลือกเอาเฉพาะเกิดอย่างเดียว ไม่เอาทั้งแก่และตายก็ไม่ได้  การที่เลือกยินดีในความเกิด และยินร้ายในความตาย  จึงจัดเป็นการหลงสติ

2.สังเวช  ในที่นี้ไม่ใช่ความหมายแบบภาษาไทย ที่แปลว่า น่าสมเพชเวทนา  แต่หมายถึงการระลึกไปให้ซาบซึ้งจนจิตใจสงบจากความกำเริบฟุ้งซ่านจากความมัวเมาดังกล่าวมาข้างต้น  เมื่อหายเมาใจก็สว่างแจ่มใสเป็นปกติ  ใจก็สงบก็ซาบซึ้งด้วยความรู้ในความตายที่เป็นคติธรรมดา ไม่เกิดความกลัว  

3.ญาณ จาก ความรู้ที่ซาบซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีสติ และ สังเวช  ก็จะกลายเป็นญาณขึ้นมา  เพราะสัจจะคือความจริงของชีวิตดังกล่าวก็จะปรากฏถนัดขึ้น เพราะสภาพจิตถูกบ่มเพาะบ่อยๆ    ตัณหาอุปาทานในชีวิตก็จะสงบผ่อนคลายหายไป  จิตใจก็จะพ้นจากความยึดมั่นในสิ่งที่จะต้องตาย  กลายเป็นผู้รู้ ผู้พิจารณาความตาย ตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องประสบอยู่แล้ว

ชีวิตคนเรามีสิ่งที่กำหนดไม่ได้อยู่ 5 อย่าง  คือ  อายุ  ความเจ็บป่วย  กาลเวลา  สถานที่ และคติที่ไป

เราไม่สามารถกำหนดอายุตนเองว่า จะตายเมื่ออายุเท่าไร รู้เพียงว่าทุกวันที่ผ่านไปในแต่ละวัน อายุที่เราจะอยู่บนโลกนี้ก็น้อยลงไปวันหนึ่ง  ถ้าจะให้ละเอียดออกไปก็คือ ลมหายใจหนึ่งๆ มีหายใจออก แต่ไม่มีหายใจเข้า ก็เป็นอันจบสิ้น 

มองเข้าไประดับเซล ทุกขณะในร่างกายจะมีเซลที่หมดอายุตายไป และมีเซลใหม่สร้างขึ้นมาทดแทนสืบต่อกัน  เด็กที่อายุ10ปี กับคนที่อายุ25ปีทั้งที่เป็นคนเดียวกัน ก็แตกต่างกันอย่างมาก  ในทางการแพทย์ร่างกายที่ล่วงมา8ปีที่แล้ว ต่างหายสาบสูญ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือสิ่งใหม่ที่สร้างมาทดแทนทั้งสิ้น 

มองไประดับจิต   จิตเกิดดับทุกขณะ  ทุกครั้งที่เกิดดับสืบต่อกัน ก็ส่งผลกรรมให้จิตดวงต่อไปรับช่วง  เปรียบดังการวิ่งผลัดที่มีการส่งไม้ต่อๆกันไป คนที่ส่งไม้ไปแล้วก็เป็นอันหมดหน้าที่     ไม้ที่ส่งก็เหมือนผลกรรมที่ถ่ายทอดเป็นต่อๆ  ตรองดูก็รู้ได้ เช่น ความโกรธที่เกิดกับเรา เวลาที่ผ่านไป      ความโกรธย่อมลดลง ไม่มีใครมีสภาวะโกรธตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ยามใดที่เรานึกถึงน้อมเรื่องราวถึงสิ่งนั้น เราก็สามารถโกรธได้อีก      เพราะจิตมีเกิดดับดังกล่าว  การที่ปฏิบัติต่อเรื่องราวอย่างไร ชอบให้ความโกรธก็ดี ความโลภก็ดี เข้ามาครอบงำจิตบ่อยๆ ก็เป็นการประทับสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น จนกลายเป็นความเคยชิน เป็นสันดาน ซึ่งจะมีผลมาก ในตอนที่เรากำลังจะตาย จิตที่อ่อนกำลังมากๆจะน้อมไปในสิ่งที่เคยชิน

 

ในเรื่องความเจ็บป่วย ก็เนื่องจากการสืบต่อของกายที่สะดุดเนื่องจากปัจจัยภายนอกและภายในที่ขาดความสมดุล

จึงเป็นเรื่องที่เราคาดเดายาก  คนที่เกิดมาในชีวิตหนึ่งจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้  และเราก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้เช่นกันว่าเราจะป่วยตอนไหน ด้วยโรคอะไร

กาลเวลาและสถานที่ ที่เราต้องตาย ก็เช่นกัน  เราสามารถตายได้ในทุกขณะจิต ทุกสถานที่จริงๆ  ชีวิตคนเราถึงได้น้อยนัก บอบบางนัก  ไม่สามารถเป็นใหญ่ในตนได้เลย

มาถึงคติ ที่ไป  คือเราตายแล้วเราไปเกิดที่ภพไหน   เราคงเคยชินอย่างมากเพราะได้ยินมาบ่อยเหลือเกิน ถึงคำปลอบใจญาติหรือเพื่อนที่มีการสูญเสียคนที่รัก  เช่น

 “ขอให้ไปสู่สุขคตินะ”

“เขาไปดีแล้ว”

“คนตายสบายดีแล้ว พวกเราสิยังต้องลำบาก”

คำถามก็คือว่า  เรารู้ได้อย่างไรว่า เขาไปสู่สุขคติ  เราไม่มีทางรู้เลย เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์ที่มีญาณหยั่งรู้ การอุบัติสัตว์เกิด  คนที่ตายอาจย่ำแย่มากกว่าคนที่ยังอยู่ หรืออาจดีกว่า  คนที่ยังอยู่ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น  แต่ที่แน่ๆ คนที่ตายแล้ว หมดโอกาสแก้ตัว เขาจะต้องไปเกิดตามแรงกรรมที่เขาทำเอาไว้ในตอนที่ยังมีชีวิต

หลายคนเมื่อไปงานศพคนที่รู้จัก ได้พูดคุยก็อาจบังเกิดความสลดใจ เกิดการปล่อยวางชีวิตได้เพียงครู่ว่าชีวิตนี้ไม่แน่นอน  แต่พอออกจากงาน  อารมณ์อื่นที่ผ่านเข้ามาทาง ตาทางหู กิเลสที่เนื่องจากอารมณ์นั้น ก็มาปล้นจิต ครอบงำจิต ไปสู่ความประมาทในชีวิตต่อไป  ทุกผู้คนมักเป็นเช่นนี้  บางท่านอาจตั้งเป้าการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดมากขึ้น  เช่น เมื่อการตายมาเยือนเมื่อไรก็ไม่อาจรู้ได้  ชีวิตที่ยังมีอยู่นี้ ก็ขอให้เสพสุข กอบโกยกันให้เต็มที่  อยากทำอะไรก็ทำซะ ยามมีโอกาส

บางคนก็อาจเสียวใจ กลัวตายไป ชาติหน้าอาจไม่ร่ำรวยเหมือนชาตินี้  พอรู้ว่าทำบุญทำทานมีผล  ก็ทุ่มเทกับการทำบุญเป็นบ้าเป็นหลัง เพื่อรอรับผลบุญ โดยหารู้ไม่ว่า ตนเองกำลังสะสมสิ่งที่เรียกว่า โลภะเอาไว้กับจิต  กำลังสร้างความคุ้นเคยให้กับจิต อันเป็นทางหนึ่งที่จะนำไป ที่มาของคติ ในชาติภพต่อไป   การทุ่มทุนทำบุญแต่ไม่เคยฝึกฝนตนเอง  ด้วยการละคลายกิเลสกองโทสะ กองราคะ  ไม่ชอบใจใครก็ด่าว่า เหน็บแนม ผู้อื่นเพื่อสาแก่ใจ  มีเวลาอิ่มใจในการทำบุญอยู่สักหนึ่งชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือ ปล่อยให้จิตเกลือกกลั้วอยู่กับ อกุศลธรรม  เป็นเช่นนี้เนืองๆ จะไปสู่สุขคติได้อย่างไร

ผมขอยกตัวอย่างธรรมเทศนาของพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  มาสักตอนหนึ่ง ดังนี้

“จิตที่ใกล้จะแตกดับนั้นปกติเป็นจิตที่อ่อนมาก  ไม่มีกำลังที่จะต้านทานใดๆทั้งนั้น  คุ้นเคยกับความรู้สึกใดเกี่ยวข้องกับเรื่องใด  ความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้นก็จะเข้าครอบงำจิต  มีอำนาจเหนือจิต  ทำให้จิตที่ใกล้ดับผูกพันกับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น  เมื่อจิตดับคือจากร่าง  ก็จากไปพร้อมกับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น  นำไปก่อเกิดกายที่ควรแก่สภาพจิตนั้นทุกประการ”

(สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก.  ชีวิตนี้สำคัญนัก  ชุดแสงส่องใจ)

ความจึงชัดเจน ว่า เมื่อผู้ใดคอยเพ่งโทษ คอยกล่าววาจาส่อเสียด  แม้ว่าคนที่ถูกเพ่งโทษนั้น เป็นผู้ทุจริตจริง ผิดจริง แต่อาการของจิตที่เสพคุ้นกับการด่าว่า การเสียดสี ย่อมประทับในจิตที่เกิดดับและส่งต่อๆกันไป  เราเกลียดใครมาก เรารักใครมาก   ก็เป็นการยึดติดผูกติดเฉกเช่นกัน

จุติจิตคือจิตสุดท้ายก่อนที่จะดับ จะส่งผลกรรมไปตามคลื่นกรรม เพื่อเป็นปฏิสนธิจิตต่อไป  ถ้าอธิบายโดยเปรียบเทียบว่า คลื่นที่จิตสุดท้ายส่งออกไปความถี่ของคลื่นที่เปรียบดังผลกรรมและความเสพคุ้น   พอดีไปตรงกับเครื่องรับที่มีความถี่ตรงกัน  ดังสถานีส่งสัญญาณวิทยุหรือโทรทัศน์ส่งสัญญาณไปตรงกับช่องที่มีช่วงคลื่นตรงกัน  ก่อเกิดเสียงและภาพ นั่นคือการหยั่งลงสู่ภพใหม่ 

ภพใหม่นี้ สามารถเป็นไปได้ ใน 31ภูมิ ตั้งแต่นรก   เปรต อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉาน   มนุษย์  เทวดา และพรหม

เราจึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า คนที่ตายไปแล้ว จะไปปฏิสนธิที่ภพภูมิไหน  พิธีกรรมหลังความตายจึงเป็นพิธีปลอบใจคนที่ยังอยู่เท่านั้น  ไม่มีผู้ใดจะไปเปลี่ยนแปลงผลกรรมที่คนนั้นกระทำตอนยังเสวยภพภูมิมนุษย์ได้  แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ

เพราะพระองค์เองล่วงซึ่งพรทุกประการ  ทุกผู้คนต้องปฏิบัติขึ้นมาเองไม่อาจดลบันดาลได้  ดังเช่น การกระทำเป็นเรื่องของคน  ส่วนการให้ผลเป็นเรื่องของกรรม     ดังนั้นในขณะที่มีโอกาสเสวยภพภูมิมนุษย์ อย่าได้ล่วงขณะ  หมั่นขัดเกลาตนเอง ให้สภาวะจิตอยู่พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดให้มากที่สุด ด้วยการมีสติระลึกรู้อยู่ทุกอิริยาบถ

ในสมัยพุทธกาล พระองค์ได้โปรดธิดาช่างหูก ด้วยการสอนการเจริญมรณสติ  เพราะพระองค์หยั่งรู้ถึงอนาคตที่ธิดาช่างหูกนี้ต้องตายด้วยน้ำมือบิดาตนเอง  ตลอดสามปีที่นางเจริญกรรมฐานนี้  วันหนึ่งพระองค์ได้ตรัสถามนางด้วยปัญหา สี่ข้อ ดังนี้

1.เธอมาจากไหน

2.เธอจะไปไหน

3.เธอไม่รู้หรือ

4.เธอรู้หรือ

ธิดานายช่างหูกได้ตอบคำถามดังนี้

1.ตนเองไม่รู้ว่ามาจากไหน ไม่รู้ว่าตนเองมาจากภพไหน  จึงมาเกิดในบ้านของนายช่างหูกนี้

2.ตนเองไม่รู้ว่าจะไปไหน  ไม่รู้ว่าตนเองจุติ(ตาย)  จากบ้านนายช่างหูกแล้วจะไปเกิดในภพไหน

3.เธอรู้แน่นอน  เธอรู้ว่าเธอต้องตายอย่างแน่นอน

4.เธอไม่รู้  เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องตายเวลาไหน

การเจริญมรณสติของธิดาช่างหูกนี้ทำให้จิตของเธอ บรรลุ พระอริยบุคคลระดับโสดาบัน เป็นการปิดกั้น อบายภูมิอย่างถาวร  คือรับรองว่าไม่ไปเกิดในภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์แน่นอน

ชนกกรรมเป็นกรรมที่นำไปเกิดในภพภูมิ  กรรมที่ให้ผลก่อนเป็นอันดับแรกที่ไม่มีอะไรต้านทานได้ คือ ครุกรรม  แต่ครุกรรมไม่ใช่จะเกิดได้บ่อยๆกับทุกคน  เพราะการฆ่า พ่อแม่  การทำร้ายพระพุทธเจ้า  การทำสงฆ์แตกกัน  เป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก  ดังนั้น กรรมที่ส่งผลต่อการหยั่งลงภพที่ให้ผลมากที่สุดรองลงมาก็คือ อาจิณกรรม 

อาจิณกรรม คือกรรมที่เรากระทำจนเป็นนิสัย สันดาน  มีความคุ้นเคย เสพคุ้น  เช่น มักโลภ  มักโกรธ  มักเพ่งโทษกล่าวร้ายผู้อื่น  เป็นคนมีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผล เป็นนิสัยติดตัว  ไม่ชอบนินทาว่าร้าย หรือพูดเรื่องไม่จริง 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่จิตเสพอยู่เสมอ  จิตสุดท้ายที่อ่อนแอมากไม่มีกำลังจึงสอดคล้องไปกับ สิ่งที่กระทำอยู่บ่อยๆ  จิตจึงปฏิสนธิตามคติที่เคยชิน  ดังนั้นคนที่เกลียดใครมากๆ ผูกใจเจ็บ คอยตามจิกกัด ไม่ปล่อยวางด้วยใจมัธยัสถ์  เกิดต้องตายกะทันหัน ก็มีโอกาสได้เสพเรื่องราวลักษณะนี้อีก เจอคนแบบนี้อีก ไม่รู้จบสิ้น

ส่วนคนที่มีจิตที่ดีงาม เสมอต้นปลาย เป็นปกติในชีวิต  ยามที่ต้องตายไป เพียงเรากล่าวถึงความดีที่เขาทำ หรือเขาระลึกสิ่งดีๆที่เขาทำ  จิตสุดท้ายก่อนลาลับจากร่าง ย่อมพาเอากุศลกรรมไปโดยไม่ต้องฝืน  สุขคติเป็นที่หวังได้

คนที่ไม่เคยฝึกมรณสติ  ยามที่เผชิญความตายด้วยตนเอง ย่อมยากที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพจิตตนเองทันทีทันใด ทุกคนจะเกิดความกลัวเพราะต้องไปคนเดียวทิ้งคนที่รู้จัก คนที่รักเอาไว้ข้างหลัง    ความหวาดหวั่นเสียวใจที่เกิดนี้ จึงเป็นการตายที่ขาดสติ  การตายที่มีสติ คือการตายที่เตรียมการมาล่วงหน้า  ยามที่มาถึงจริงๆ จิตใจจึงเป็นปกติ  ไม่หวาดกลัว เพราะมั่นใจในทุนรอนที่ตนเองตระเตรียมไว้  แม้กายที่เจ็บป่วยอาจทุกข์ทรมานมาก แต่จิตใจที่ผ่านการอบรมฝึกฝนมาย่อมแบกรับภาระนี้ได้   กายเจ็บ ใจไม่เจ็บ  มีสติตามระลึกรู้อยู่ปัจจุบันขณะ  ไม่ไหลไปอาลัยอดีต ไม่พะวงถึงอนาคตที่กำลังมาถึง

คนที่ไม่ได้เตรียมตัวตายกันมาก่อน  และชีวิตที่อยู่ก็ไม่ได้ประกอบกุศลอะไรมากมาย  ย่อมหวาดหวั่น พอนึกได้ จะกลับเนื้อกลับตัว เห็นถึงสัจธรรม ก็สายเกินไปเสียแล้ว    เราจึงช่วยเหลือเขา ให้กำลังใจยามสุดท้ายของชีวิตด้วยการ ฟังพระสวดเพื่อความสงบ  ถ้าโชคดีตายขณะนั้น ก็อาจได้เสวยภพที่ดี ในช่วงหนึ่งเพียงสั้นๆ จากนั้นก็ต้องรับผลกรรมที่ตนเองทำมาอย่างสม่ำเสมอในวาระต่อไป

อย่างไรก็ตาม  บางครั้งแม้ผู้ที่จะตายอาจไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา  เมื่อเรามีโอกาสที่ได้เยี่ยมได้พูดคุย  ในวาระสุดท้ายของเขา   คนนั้นมักจะฟัง และจิตขณะนั้น มักจะปลงตก แลเห็น สัจธรรมในชีวิต   เราควรใช้เวลาที่น้อยนิดนั้น  พูดให้กำลังใจเกี่ยวกับความดีที่เขามีบ้างยามมีชีวิตก่อนหน้า เพื่อเป็นกำลังให้จิตที่อ่อนแอลงเรื่อยๆได้รับอาหารคือ ความปิติ สุขใจ  มีความกล้าหาญที่จะเผชิญในสิ่งที่ตนเองต้องไปพบเพียงลำพัง   

ถ้าเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ  ก็ไม่เป็นไร  นำเอาหลักการหัวใจของศาสนาที่เขานับถืออยู่นี้ เป็นอุบาย ทำให้เขามีต้นทุนที่จะเผชิญเหตุการณ์ข้างหน้าได้   ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น   คนที่ยังอยู่ก็คงช่วยได้เต็มที่เพียงเท่านี้  เพราะยามที่ลมหายใจสุดท้ายหมดลง ก็เป็นอันจบ

สุดท้ายอาจมีคำถามว่า ทำไมมาพูดเรื่องไม่เป็นมงคล อยู่ดีๆมาเตรียมตัวตายกันไปเพื่ออะไร  ทำให้จิตใจท้อแท้หดหู่ไปหรือไม่  

ผมก็ขอยกเอาคำเทศนาของ หลวงพ่อ ชา  ขึ้นมาตอนหนึ่งดังนี้

“เรามีแก้วอยู่ใบหนึ่ง  เราก็รู้อยู่แล้วว่า  เราจำเป็นจะต้องใช้แก้วใบนี้อยู่ตลอดชีวิต   ให้เรามาเรียนรู้เรื่องแก้วใบนี้ให้มันชัดเจนจนจบเรื่องของแก้ว  จบยังไง?

ก็คือ เห็นว่า แก้วใบนี้มันแตกแล้ว  ถึงแก้วที่ไม่แตกเดี๋ยวนี้  เราก็เห็นว่ามันแตกแล้ว   เราก็ใช้แก้วใบนี้ไปใส่น้ำร้อนน้ำเย็น เมื่อแก้วใบนี้มันแตกเมื่อไหร่  ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้   ทำไม?

เพราะว่าเราเห็นความแตกของแก้วใบนี้เป็นของแตกทีหลัง เราเห็นแตกก่อนแตกเสียแล้ว  แก้วใบนี้มันก็แตกไป  ปัญหาอะไรก็ไม่มีเกิดขึ้นเลย  ทั้งๆทีเราใช้แก้วใบนี้อยู่อย่างนี้

นี่มันเป็นอย่างนี้ มันหลบกันใกล้ๆเลย  ทุกอย่างที่เราใช้ของอยู่  ให้มีความรู้อย่างนี้ไว้  มันก็เป็นประโยชน์   เรามีไว้ มันก็สบาย  ทีมันจะหายไปก็ไม่เป็นทุกข์  คือไม่ลืมตัวของเรา   เพราะรู้เท่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้   นี่เรียกว่า   ความรู้มันเกิดขึ้นในที่นี้  มันคุมสิ่งทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในกำมือของมัน”

เห็นแก้วแตกก่อนแตก  เห็นตัวเราตายก่อนตาย   เห็นทุกๆคนในโลกทั้งที่เรารักเราเกลียด ตายก่อนตาย  เราจึงมีความ

ระมัดระวังการใช้ชีวิตอย่างมาก  จะดื่มกิน จะกล่าววาจาก้าวล่วงผู้ใด  ก็เต็มไปด้วยความระวัง เกรงแก้วที่แตกก่อนแตกหรือแก้วที่ร้าวอยู่แล้ว จะทนทานไม่ได้  เป็นการฝึกตนทางหนึ่ง เมตตากรุณาจะออกมาจากจิตโดยไม่ต้องฝืน  เพราะทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน

ทุกคืนที่ล้มตัวลงนอน ก็กำหนดเสมอว่า  วันนี้ตนได้ทำอะไรเป็นการทำร้ายจิตใจตนเองหรือทำร้ายจิตใจผู้อื่นหรือไม่  เพราะความไม่แน่นอน  ยามที่ตนหลับไป อาจเป็นการนอนครั้งสุดท้ายในชาติภพนี้

ยามเช้าที่ลืมตาตื่น ก็ให้มีสติว่าเรายังมีโอกาสอีกหนึ่งวันหรืออาจไม่ถึง  ที่จะฝึกฝนตนเอง ให้ละคลายจาก อกุศลจิตที่เกิดขึ้น 

การหมั่นฝึกให้สติอยู่กับรู้นี้  ทำให้การดำเนินชีวิตมีความสุขมากๆ   มองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างตรงตามสภาวธรรมมากขึ้น ไม่ถูกสมมติมาปิดบัง จนหลงไปตามอารมณ์ที่เข้ามาเกาะเกี่ยวกับจิต 

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน การเจริญ มรณสตินี้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลที่เราต้องเกี่ยวข้อง  เพราะความตายนี้ ต้องมาเยือนเรา และคนที่เรารักไม่วันใดวันหนึ่งแน่นอน

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 INDYLOVE ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 24/03/2015 เวลา : 08.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห19 INDYLOVE ขอบคุณมากน้องติ๊กที่มาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 19 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
INDYLOVE วันที่ : 23/03/2015 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะ พี่หมอ

เรื่องที่พี่หมอเขียนติ๊กว่าไม่ใช่เรื่องที่ไม่เป็นมงคลแต่อย่างใดค่ะ
ติ๊กว่าเป็นเรื่องของสัจธรรมมากกว่าไม่มีใครหนีพ้น

สมควรอย่างยิ่งที่จะมีสติและฝึกอานาปานสติอยู่เสมอ
การคิดดี ทำดี พูดดี รู้จักเมตตาให้อภัยอยู่เป็นนิจติดเป็นนิสัย
อย่างน้อยในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ ก็ทำให้จิตใจเราดีและมีความสุขนะคะ

เรื่องนี้ดีมากเลยค่ะพี่หมอเตือนสติได้เยอะเลยค่ะพี่หมอ ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 Anacarika ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 23/03/2015 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห15.SW19 ขอบพระคุณที่มาเยี่ยมกันครับ

คห16.Anacarika สาธุๆกับการเฝ้าดูจิตตนเอง ขอบคุณกับกำลังใจที่ให้ครับ

คห17.BlueHill บางอย่างไม่ไหว วางเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 17 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 23/03/2015 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คิดไปคิดมา ภาระมันเยอะครับท่านอาจารย์หมอ
คงทำไม่ได้ทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 16 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 23/03/2015 เวลา : 06.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

เมื่อวานอ่านผ่าน ๆครั้งหนึ่ง จิตใจไม่นิ่งและละเอียดพอ จึงอ่านซ้ำอีกครั้งในวันนี้ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้...ผมตายหลายครั้ง เพราะสันตติจิตเกิดดับตลอดเวลา ...นานแล้วที่ผมไม่ค่อยได้อ่านข้อเขียนดี ๆคุณหมอเขียนได้ลึกซึ้งมาก ..อ่านข้อเขียนดี ๆ แล้วรู้สึกรื่นเริงในธรรมจริง ๆครับ เขียนอีกนะครับ "การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง"

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 23/03/2015 เวลา : 02.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณเรื่องที่ให้ข้อคิดดีๆ ของคุณหมอ
ด้วยความระลึกถึงเสมอ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , Anacarika และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 22.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห8.rattiya อย่าไปสงสัยเลยครับ ประเพณีว่าตามกันไป เป็นความสบายใจของคนที่อยู่เท่านั้น ไม่ต้องไปขัด ไปปฏิเสธเลยครับ หมองใจกันไปเปล่าๆ ตัวผมเองบอกลูกเมียญาติๆแล้ว ตายเมื่อไหร่ ศพยังมีชิ้นส่วนครบ ก็ส่งไปเป็นอาจารย์ใหญ่ เท่านั้น ไม่ต้องมาทำบุญเลี้ยงนั่นเลี้ยงนี่ให้ผมมารับส่วนบุญ

คห9.แม่มดเดือนMarch การฝึกมรณสติ ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไม่โศกเศร้าทั้งตนเองและคนที่เรารัก แต่มันช่วยให้คลายทุกข์ได้เร็วขึ้น ไม่หลุดโลก จนครองสติไม่อยู่
อีกอย่างหลักธรรมที่เรายังไม่ได้น้อมมาปฏิบัติที่ตนเอง จนจิตใจเห็นแจ้ง อย่าเพิ่งไปฟันธงว่า ไม่มีผล ผลไม้ที่คนมาบอกเราว่าหวาน ถ้าเรายังไม่ได้กัดกินจนรู้รส ก็อย่าไปบอกว่า มันหวานหรือไม่หวานครับ

คห10feng_shui ผมงงครับ เลยตอบไม่ถูก เดาว่า อานาปานสติฝึกยาก ผมว่ามันยากทั้งนั้นครับ ต้องเพียรอย่างเดียว

คห11.Anacarika ผมชอบกลอนนี้มากครับ ขอบคุณมากครับที่นำมาฝาก : :

ความคิดเห็นที่ 13 BlueHill , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.ทางแก้ว ฝึกใจให้ยอมรับ ความเป็นธรรมดาครับ

คห3.rattiya ค่อยเป็นค่อยไปครับ ผมเคยคุยกับคนแก่มากๆ เขาบอกว่า วัยอย่างเขา เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่ายครับ

คห4.อักษราภรณ์ ขอบคุณพี่อักษราภรณ์ครับ

คห5.คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว ดีครับคุรหม่อง

คห6.bene ผมเห็นด้วยครับ พุทธแท้ๆไม่น่ามี หรือเกือบจะหมดแล้วครับ

คห7.BlueHill ตื่นมาพรุ่งนี้เช้าค่อยทำก็ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.สิงห์นอกระบบ อานาปานสติ เป็นอุบายหนึ่งในอนุสติที่ตามระลึกถึงลมหายใจ ซึ่งจัดเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และสามารถต่อยอดไปจนถึงเวทนา จิต ธรรม ในสติปัฏฐานสี่ เป็นกรรมฐานที่สามารถปฏิบัติได้ทุกเวลาทุกสถานที่ เพราะลมหายใจเรามีอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากจริตคนมีแตกต่างไม่เหมือนกัน พระพุทธองค์จึงมีอุบายมากมายหลากหลาย ในการที่จะทำให้จิตสงบ ความรักในตนเอง ในคนที่เราผูกพัน เป็นการเกาะติด เป็นราคะจริต การที่จะบรรเทาจึงจำเป็นต้องใช้กรรมฐานที่เป็นคู่ปรับ เช่น มรณานุสสติ กายคตาสติ พิจารณาความไม่งาม
ตัวอานาปานสติเป็นกรรมฐาน กลางๆ ใช้ได้ทั่วไปทุกจริต จึงเป็นที่นิยมสอนกัน ทั้งนี้เพราะเราไม่มีพุทธองค์ที่รู้แจ้งซึ่งจริตแต่ละคน จึงไม่สามารถมอบกรรมฐานที่เหมาะสมให้แต่ละคนได้

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

หนทางชนะตาย

ลองอยากตาย
ใจสบาย
บอกไม่ถูก
ไม่ต้องหนาว
ถึงกระดูก
นะสหาย
มีแต่ครื้น
เครงใจ
อยู่ไม่วาย
ไม่เห็นเป็น
ภัยร้าย
ในมรณา
สมัครตาย
ยิ่งสบาย
ไปกว่านั้น
ไม่มีปัญ-
หาเหลือ
เป็นเชื้อผวา
การจะอยู่
หรือจะตาย
คล้ายกันนี่หว่า
ความชรา
หรือเจ็บไข้
ไม่อาจรอ
ตายก่อนตาย
ยิ่งสบาย
ไปกว่าอีก
เป็นการฉีก
“กู”สลาย
ไม่เหลือหลอ
ทั้ง “ของกู”
ไม่อาจเกิด
ประเสริฐพอ
แต่นั้นหนอ
ไม่มีใคร
ที่ตายเอย ฯ

พุทธทาสภิกขุ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
feng_shui วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 21.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

หนึ่งในการจะได้ฌาณ สติ ก็มีมรรควิธีที่ดูง่าย แต่ทำยาก คืออานาปานสติ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ทุกคืนที่ล้มตัวลงนอน ก็กำหนดเสมอว่า วันนี้ตนได้ทำอะไรเป็นการทำร้ายจิตใจตนเองหรือทำร้ายจิตใจผู้อื่นหรือไม่ เพราะความไม่แน่นอน ยามที่ตนหลับไป อาจเป็นการนอนครั้งสุดท้ายในชาติภพนี้
สาธุ สาธุ สาธุ
คำเตือนนี้โดนใจ จะพยายามจดจำรำลึกไว้ จะได้ไม่ต้องสำนึกเสียใจภายหลังว่าได้ทำร้ายใจคนไปโดยไม่จำเป็น (เพราะถ้าเคร่งครัดกับตนเองมากกว่านี้ ก็อาจหลีกเลียงได้) และพอเกิดขึ้นแล้วก็อาจสายเกินไป จะเรียกคืนก็ยากแล้วหรือเป็นไปไม่ได้เลย

มรณานุสติเกิดขึ้นในใจแม่มดเมื่อแม่และน้องสาวจากไปในเวลาที่ห่างกันเพียง ๑ เดือน
กระนั้นแม่มดก็ทำได้เฉพาะการยอมรับความตายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อล่วงมาถึงวัยนี้

แต่การคิดถึงการจากไปของคนที่รักที่อาจเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งยังคงเป็นความเจ็บปวดอันประเมินไม่ได้ ยับยั้งไม่ได้ ลดทอนไม่ได้
เพียงนึกถึงก็ร้าวรานจนต้องผลักความคิดนั้นออกไป ได้แต่ภาวนาว่าตนเองจะไม่ต้องอยู่นานจนต้องหัวใจสลายเช่นนั้น
ในส่วนนี้ แม่มดไม่คิดว่าหลักธรรมหรือการฝึกจิตประการใดจะช่วยแม่มดได้

แม่มดเกิดเดือนนี้ รับพร รับเลี้ยง รับของขวัญล่วงหน้ามาหลากหลาย ขอบคุณคุณหมอที่มอบของขวัญวันเกิดให้อีก ๑ ชิ้นนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 16.34 น.

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง หลังตายเเล้ว การทำบุุญ นิมนต์พระท่านมาสวดฯ
(ที่ต่างจังหวัด) บางคนบอกว่าควรนิมนต์พระมาสวด 5 วัน 7 วัน 9 วัน บางคนว่า ถ้าตายโหงเเล้วไม่ควรนำศพมาทำบุญที่บ้านให้นำไปวัดเเลย
เเล้วก็เรื่อง การทำบุญ 100 วัน
คงไม่ได้ออกนอกเรื่องนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมอ่านเรื่องของท่านอาจาร์หมอจบแล้ว พลันนึกถึงสิ่งต่างๆที่ยังไม้ได้ทำอีกมากมาย ในความตั้งใจที่ยังไม่บรรลุถึงฝากฝั่ง

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
bene วันที่ : 22/03/2015 เวลา : 03.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

สาธุ ค่ะ

เป็นเรื่องราวที่เตือนสติได้ดี ได้ดึงสติ..กลับมาอีกครั้ง

อยากให้ไทยพุทธ คนพุทธ ทั้งหลายมีจิตที่เป็นพุทธโดยแท้ อย่างนี้ ไม่ใช่เชื่อเพราะคนพูดเป็น "พระ"
ไปวัดเพราะ ได้ทำบุญกับพระ

เคยพยายามจะเปิดหนังสือเสียง "เข็มทิศ" ให้แม่ฟัง
เพราะเรื่องราวในนั้นเราอ่านแล้วกินใจ ได้สติของความเป็นพุทธ โดยไม่ต้องบวช โดยไม่ต้องอ่านพระไตรปิฎก
.....แต่โดนสวนกลับ "ฟังพระเทศดีกว่า "

ประมาณว่าฟังทำไมคนพูโไม่ใช่พระ

เอ วัง ....


ได้คิดมาประการหนึ่งว่า แต่ก่อนนั้นคนอ่านหนังสือไม่ออก เลยต้องอาศัยพระซึ่งได้เรียนหนังสือ
อ่านพระไตรปิฎก แล้วมาเทศน์สั่งสอนชาวบ้านผู้อ่านหนังสือไม่ออก
.....แต่ปัจจุบันการเรียนการสอน ทำให้คนอ่านหนังสือกันได้ทั่วไป แต่การอ่านพระไตรปิฏกก็ัไม่ได้แพร่หลาย(อยู่ดี...เพราะโดนสอนแต่เรื่องทางโลก)

นอกจากคนที่จิตฝักใฝ่ ใคร่รู้แจ้ง ซึ่งกลุ่มนี้บางท่าน รู้และปฏิบัติดี ชอบ มากกว่าคนนุ่งห่มเหลือง
ณ ปัจจุบันซะอีก
อันนี้ เลยทำให้คนยุควัยพ่อแม่กับ เรา เห็นต่างกันชัดเจน และปฏิบัติต่างกันด้วยซึ่งแต่ละฝ่ายก็คิดว่าอีกฝ่ายทำไม่ถูก ไม่ควร
คนยุคพ่อแม่ บอกว่า ลูกๆต้องไปวัด ทำบุญทำทาน บ้าง แต่คนลูก บอกว่าไปทำไม ไปแล้วก็กลับมาทุกข์ ปลงไม่ตก (กำไม่แบ) อยู่เช่นนั้น
ฝ่ายลูกเห็นว่าการไปวัดไม่ใช่ทางแก้ของทุกข์
....ไปวัดก็ไปฟังเรื่องราวของชาวบ้านแล้วเอากลับมาบอกต่อ
...เฮ้อ

ดูจะเม้นท์ไม่เข้าเรื่องเตรียมตัวตาย นะคะ แค่อยากเสริมว่า ไทยพุทธทุกวันนี้ ไม่ใช่พุทธแท้ เป็นพุทธเปลือก หาแก่นไม่เจอกันแล้ว
เพราะขาดๆเกินๆกันทุกคนทุกฝ่าย

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 21/03/2015 เวลา : 23.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

บอกกับตัวเองอยู่เสมอถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นโดยมิคาดฝันได้ทุกเมื่อครับพี่สมชัย

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 21/03/2015 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 21/03/2015 เวลา : 21.11 น.

วันนี้คุณสมชัยเขียนเรื่องหนักนะ "เตรียมตัวตาย"

“วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด เวลาผ่านไปอีกปี ชีวิตของท่านก็สั้นลงไปอีกปี จุดหมายสุดท้ายของชีวิตก็อยู่ใกล้เข้ามา “

เคยพูดกับแฟนชาวเยอรมันเรื่องความตาย ...ลักษณะ "อาจจะเป็นไปได้ที่ฉันอาจจะลาโลกไปก่อนเธอ..." แฟนสวนกลับเลย "ทำไมเธอคิดเรื่องเเบบนี้" ยิ่งเราเตรียมตัวทำทุกอย่างให้เรียบร้อย(เอกสาร... ถ้าฉันตายเผานะ ไม่ฝังเเบบชาวยุโรป) แฟนเริ่มไม่สบายใจ...เราบอกเขาเพื่อที่ให้เขาเตรียมตัวว่าถ้าไม่มีเราเขาควรทำอย่างไร..ตอนเเรกแฟนจะทำใจไม่ได้เเต่นานๆไปดูออกว่าแฟนก็เริ่มคิดเรื่องนี้ทำนองนี้เหมือนกัน..ค่อยเป็นคอยไปค่ะ....

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 21/03/2015 เวลา : 18.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

จริงการเตรียมตัวตาย
คือการยอมรับความเป็นไปของตัวเรา
ไม่ว่าจะดีจะเลว
ไม่พยายามทำอะไรให้
แปลกปลอมจากความเป็นจริง

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 21/03/2015 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คงต้องฝึกอานาปานสติเสมอครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน