*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232777
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 3148 , 18:48:11 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน ทางแก้ว , แม่หมี และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

อนุสนธิจาก เอ็นทรี่    http://www.oknation.net/blog/March/2015/04/09/entry-1     เหมือนจะรู้แต่รางเลือน เหมือนจะใช่แต่ไม่เชิง     คนเราจะรู้จักตัวเองได้ดีแค่ไหนหนอ..... ของคุณแม่มดเดือนMarch  มีประเด็นที่จะพูดคุยต่อยอดออกไปได้อีกมากมาย  ผมจึงอาศัยอานิสงส์ของเอ็นทรี่ดังกล่าว นำมาพูดคุยในแง่มุมทางพุทธศาสนาว่า ศาสนาพุทธได้มีมุมมองในแง่ของคนและธรรมชาติว่าอย่างไร

มีบางคนกล่าวว่า ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์  สามารถอธิบายหลายสิ่งหลายอย่างด้วยวิทยาศาสตร์ได้  แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์  เพราะวิทยาศาสตร์คือการค้นหาความจริงทางธรรมชาติเพียงบางส่วนเท่าที่เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในขณะนั้นจะอำนวยผล

เมื่อบางส่วนที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอย่างไร  ส่วนนี้จึงต้องอาศัย สิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา  ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารับรอง     ศรัทธาเป็นสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นในการนับถือศาสนาทุกศาสนา   เช่นถ้านับถือศาสนาคริสต์  แล้วบอกว่าไม่เชื่อในพระเจ้าว่ามีจริง  ก็จบตั้งแต่เริ่มแรก  คนบางคนที่บอกว่าไม่มีศาสนา แท้ที่จริงเขามีอยู่ ก็คือศรัทธายึดมั่นในทิฏฐิตนเอง  ถ้าสิ่งที่ตนเองยึดมั่นนั้นสามารถนำพาชีวิตของตนเองให้มีความสุขไปได้ตลอดรอดฝั่งและสามารถถ่ายทอดจนมีผู้ปฏิบัติตามและเห็นจริงในทิฏฐินั้น ก็สามารถกลายเป็นศาสนาใหม่ขึ้นมาได้

 

ศรัทธาในศาสนาพุทธคืออะไร?

คนที่บอกว่านับถือศาสนาพุทธ  จะต้อง เชื่อใน ตถาคตโพธิสัทธา  คือเชื่อในปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น   ความเชื่อต่อมาก็คือ การเชื่อใน   กฎแห่งกรรม  ว่าตนมีกรรมของตน ตนจะต้องได้รับผลกรรมของตน ที่เรียกว่า วิบาก  ผู้ใดประกอบกรรมใดย่อมต้องได้รับผลจากกรรมนั้น

หลักกรรมของศาสนาพุทธมีความคาบเกี่ยวกับ ลัทธิความเชื่อสมัยโบราณ บางแง่มุมคล้ายคลึงกัน บางแง่ก็แตกต่างกัน  ลัทธิความเชื่อเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีติดตัวตั้งแต่สมัยแรกๆจนมาถึงปัจจุบัน  ซึ่งเราจะพบเห็นความเชื่อในเรื่องกรรมที่บิดเบี้ยวไปจากคำสอนของศาสนาพุทธที่พบเห็นกันอยู่      แต่จะไม่ขอลงในรายละเอียดในประเด็นนี้

พระพุทธเจ้าเน้นในเรื่องหลักกรรมมากเพราะว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์โดยตรง  แต่ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องกรรมเพียงเรื่องเดียว    พระองค์สอนว่า   กรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติ  ที่ประกอบด้วยหลายนัย

 ดังเช่น กฎธรรมชาติที่ว่าด้วย อุตุนิยาม   พีชนิยาม  จิตตนิยาม  กรรมนิยาม  ธรรมนิยาม

ผมขออธิบายภาพรวมของนิยามต่างๆเหล่านี้ว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร  โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายเท่าที่จะอำนวยได้

 

หลังจากที่โลกเย็นตัวลง  สารประกอบเริ่มแรกเป็นเพียงสารประกอบที่เป็นอนินทรีย์  การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนตัวของลม ที่พัดพาไอน้ำจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง  ก่อเกิดธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศ  การรวมตัวของธาตุและสารประกอบ  ก่อกำเนิดสารประกอบบางอย่างที่สามารถสังเคราะห์แสงโดยดึงเอาพลังงานจากแสงแดดมาเป็นเชื้อเพลิงในการแยกส่วนประกอบของ คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้กลายเป็นสารประกอบที่เป็นแป้ง และออกซิเจน  นี่คือจุดตั้งต้นของสิ่งมีชีวิตที่เป็นพืช

   

ประจุไฟฟ้าที่เกิดการปะทะกันในชั้นบรรยากาศ เกิดการรวมตัวขึ้นมาของธาตุไนโตรเจนและไฮโดรเจน จนเกิดสารประกอบแอมโมเนีย ซึ่งเกิดปฏิกิริยาต่อมากลายเป็น อมิโนแอซิด อันเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์

ปัจจัยหนึ่ง เป็นเหตุของอีกปัจจัยหนึ่งต่อเนื่องกันมา  ชีวิตได้เริ่มต้นแล้ว การพยายามดำรงชีวิตเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ตนเองได้เริ่มขึ้น  จากเซลเดียวที่ดิ้นรนขวนขวาย  พัฒนาการมารวมกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอด  ดังเช่น สัตว์ตระกูลฟองน้ำ

 

กาลเวลาที่เปลี่ยน บางครั้งการรวมกลุ่มกันแต่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่   อาจกลายเป็นการแย่งชิงทรัพยากรกันเอง   เซลที่อยู่กันเป็นกลุ่มโดยเฉพาะเซลที่แออัดอยู่ตรงกลางชักอยู่ไม่ไหว  การลองผิดลองถูกทางธรรมชาติมันเกิดขึ้นเสมอ   ลองขยายให้ตรงกลางที่แออัดกลายเป็นท่อจะดีไหม เพื่อเพิ่มผิวสัมผัส     นี่คือการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ลำตัวเป็นท่อ เป็นช่องว่าง  เป็นต้น

ในขณะที่เซลแต่ละเซลแม้จะพัฒนารูปแบบให้เป็นท่อ เพื่อแก้ปัญหาการแย่งชิงอาหาร แต่ละเซลล์ก็ยังทำหน้าที่เหมารวมอยู่ดี คือ ทำหน้าที่ย่อย ขับถ่าย สืบพันธุ์ รวมเบ็ดเสร็จ   ถ้างั้นลองมาแบ่งแยกหน้าที่กันทำจะดีไหม   บางส่วนทำหน้าที่หาอาหาร  บางส่วนทำหน้าที่สืบพันธุ์  บางส่วนทำหน้าที่ขับถ่ายของเสีย   นี่คือที่มาของระบบอวัยวะ 

 

เพราะความต้องการอยู่รอดเริ่มซับซ้อนมากขึ้น  การที่หลบหลีกจากอันตรายที่อาจทำลายโครงสร้างเหล่านี้ได้  ระบบประสาทจึงมีความสำคัญและได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับสิ่งเร้าภายนอก และตอบสนองในรูปแบบของปฏิกิริยา

ที่กล่าวมาถึงตอนนี้  ผมพูดถึง กฎธรรมชาติ  มาแล้ว สองนิยาม  คือ อุตุนิยามหนึ่ง  และ พีชนิยามอีกหนึ่ง

พีชนิยามคือการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิต

ระบบประสาทพื้นฐาน มีเพียงการหลีกหนีจากสิ่งเร้าที่มาทำอันตราย และเข้าหาสิ่งเร้าที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง  ระบบประสาทที่พัฒนาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในสัตว์เลื้อยคลาน  รับความรู้สึกจากภายนอก อุณหภูมิ การแปรเปลี่ยนของสภาพอากาศ    การควบคุมการหายใจ  เหล่านี้   ก้านสมองของมนุษย์คือส่วนสมองโบราณที่เราได้จากสัตว์เลื้อยคลาน 

      

ระบบประสาทที่ซับซ้อนมากขึ้นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ที่คลุมอยู่บนก้านสมอง  ทำหน้าที่เก็บหน่วยความจำ และเมื่อพัฒนามาเป็นมนุษย์ที่มีส่วนสมองที่คลุมสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชั้นหนึ่ง เป็นสมองส่วนที่ทำให้คนอยู่เหนือสัตว์อื่นๆในโลก เพราะการเรียนรู้ การคิดค้นแก้ปัญหา มาจากส่วนนี้ ในขณะเดียวกันส่วนนี้ก็สร้างความเศร้าโศกเสียใจทุกข์ใจกับการปรุงแต่ง จินตนาการไปต่างๆ  การหลงติดในมายา ในสมมติก็คือส่วนนี้  การที่จะหลุดพ้นด้วยปัญญาที่เป็นวิมุติก็ส่วนนี้เช่นกัน

สมองคนจึงเป็น ซีพียู ที่ผ่านการอัพเกรดครั้งแล้วครั้งเล่า มานับล้านปี

กายนี้ ร่างกายนี้ จึงเป็นส่วนที่มาจากพันธุกรรม ของพ่อและแม่ อย่างละครึ่ง ส่วนจิตที่เป็นธาตุรู้ เราไม่ทราบว่ามาจากไหน จิตที่เป็นธาตุรู้นี้ มาใช้กายนี้เพื่อการรับรู้และแสดงออกโดยผ่านการใช้เครื่องมือที่ระบบประสาทซึ่งก็คือสมองนั่นเอง

ตรงส่วนจิตนิยามนี้เอง ที่ไม่อาจอธิบายหรือพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้  การอธิบายส่วนจิตนี้ ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพพอจะลำดับได้ดังนี้ 

ถ้าจิตนี้เป็นแผ่นซีดีที่เก็บข้อมูล  ทุกครั้งที่เราตื่นขึ้นมา การรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหกก็เริ่มต้น  จิตจะเกิดและดับในทุกขณะ   จิตหนึ่งที่พุ่งรับอารมณ์ ก็เก็บเกี่ยวอารมณ์นั้นไว้ จะเป็นเรื่องกุศลหรืออกุศลก็เก็บไว้ทั้งสิ้น ก่อนจิตดวงหนึ่งจะดับลง อารมณ์ที่เก็บไว้ก็จะส่งต่อให้จิตดวงต่อไปรับช่วงไป  เหมือนดังการวิ่งผลัดที่มีการส่งต่อของไม้

ยามที่เราหลับ จิตก็จะตกภวังค์ คือรักษาภพเอาไว้ เมื่อตื่นอีกก็เป็นเช่นเดิม  ดังนั้นคนใดที่ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ดี หมกมุ่นในกาม ในโทสะ ในโมหะ ข้อมูลที่ถูกบันทึกในซีดี ก็จะฝังเติมลงไปเรื่อยๆ  จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งจิตสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นใจ  เราเรียกว่า จุติจิต  (จิตก่อนตาย อย่าเข้าใจว่าเป็นจิตตอนเกิด) ก็จะพาเอาข้อมูลทั้งหมดไปเป็นปฏิสนธิจิต ในภพภูมิใหม่  ซึ่งอาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ได้  ซึ่งถ้าจิตนั้นไปเกิดเป็นภพภูมิที่เป็นสัตว์  มีสมองหรือ ซีพียู เท่าที่มี  มีอวัยวะเท่าที่สัตว์นั้นมี  ก็ทำการอะไรไม่ได้มากนัก  เพราะจิตนี้ต้องอาศัยกายเป็นตัวขับเคลื่อน

(ข้อมูลที่จิตบันทึก นั้นเป็นสภาวะที่เป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่ข้อมูลที่สมมติ  ดังนั้นถ้าชาติที่แล้วเราเป็นฝรั่ง พอมาเกิดเป็นคนไทยเมื่อไม่เคยได้ยินได้หัดพูด เราจึงพูดไม่ได้  ภาษาที่เราใช้กันจึง เป็นข้อมูลสมมติ   ข้อมูลปรมัตถ์เช่น เป็นคนขี้โมโห  น้อยใจเก่ง  ร่าเริง  ติดใน รสชาติต่างๆอันประกอบด้วยเปรี้ยวหวานมันเค็ม  เหล่านี้เป็นสากล ของคนทุกชาติภาษา แม้กระทั่งสัตว์บางชนิด)

 

มีการทดลองทางแพทย์ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการทำงานของสมองของคน ที่มีความซับซ้อนมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆในโลก  แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะประมวลข้อมูลได้เร็วกว่าคน  แต่คอมพิวเตอร์จำกลิ่น จำรส ดีใจ เสียใจ ที่บางครั้งไม่สัมพันธ์กับเหตุผลเลยไม่ได้

นักวิทยาศาสสตร์เขาสงสัยว่า การสื่อสารในสมองที่ประกอบด้วย นิวโรนนับล้านๆเขาสื่อสารกันอย่างไร พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากประจุไฟฟ้า บางส่วนมาจากการส่งผ่านทางสารเคมี

 มีการทดลองด้วยการแยกหนูออกเป็นสองกลุ่ม   กลุ่มหนึ่งทดลองด้วยการเอาไฟฟ้าช็อตพวกหนูทุกครั้ง ที่หนูกลุ่มนี้ เดินเข้าหาที่มืด  จนหนูกลุ่มนี้ไม่กล้าเข้าหาที่มืดซึ่งผิดวิสัยปกติตามธรรมชาติของมัน    จากนั้นเขาได้ฆ่าหนูกลุ่มนี้แล้วบดเอาสมองหนู  ฉีดเข้าไปที่สมองของหนูอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นหนูปกติ ที่ชอบความมืด   ปรากฏว่าหนูกลุ่มที่ปกตินี้  กลายเป็นหนูที่กลัวความมืด   นี่คือการส่งสารโดยผ่านกระบวนการทางเคมี   ในการสรุปเบื้องต้นที่มีการทดลองอีกหลายการทดลอง  ได้ข้อสรุปว่า  ความจำในระยะสั้นนั้นผ่านกระบวนการทางประจุไฟฟ้า  ความจำในระยะยาวผ่านกระบวนการสื่อสารทางเคมี

ความเสื่อมของสมองเกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น หลัง35ปี เซลนิวโรนจะตายวันละประมาณ100,000 ตัว  ประกอบกับคุณภาพของเส้นโลหิตที่ตีบหรือแข็งตัวไม่ยืดหยุ่น  ทำให้เป็นปัญหาต่อความจำของผู้สูงอายุ   การชะลอการเสื่อมนี้สามารถทำได้ด้วยการ รับอากาศที่บริสุทธิ์บ่อยๆ  อ่านมากๆ สังเกต เรียนรู้ เรียกว่าฝึกการใช้สมอง เพื่อให้เลือดลมคล่องแคล่ว  สมองยิ่งใช้ยิ่งคม 

สังเกตดูจากพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  อายุมากๆก็ยังไม่หลง  เพราะการวิปัสสนาเป็นการใช้สมอง ในทุกๆส่วน ภายใต้ภาวะที่ปกติราบเรียบไม่โลดโผน  การไหลเวียนของเส้นเลือดสมองสัมพันธ์กับการหายใจที่รับส่งออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ

 

กลับวกเข้ามาเรื่องของจิตอีกครั้ง

จิตนี้อาศัย ส่วนสมองที่เรียกว่า กาย เป็นเครื่องมือที่รับข้อมูลและแสดงออกจากข้อมูลที่ผ่านการปรุงแต่ง

ดังนั้น   จิตจึงทำหน้าที่     รู้    รับ   จำ   คิด

ขอเข้าภาษาธรรมสักนิด  พอเป็นเกร็ดความรู้

จิตเป็นสิ่งที่เรียกว่า  ธาตุรู้  เมื่อมีช่องทางที่เปิดโอกาสให้รู้( ตา หู  จมูก ลิ้น  กาย และใจ)  เขาก็ทำหน้าที่ทันที 

หน้าที่รู้นี้   เราเรียกว่า    วิญญาณขันธ์  (  มีแสง  มีวัตถุ  มีประสาทตา   การรู้ทางตาก็เกิด เรียกว่า จักขุวิญญาณ

 มีแหล่งกำเนิดเสียง     มีตัวกลางที่นำพาคลื่นเสียง   มีประสาทหู  การรู้ทางหูก็เกิด  เรียกว่า  โสตวิญญาณ  เป็นต้น)

อาการของจิต  ที่แสดงออกในการ “ รับ”    รับที่เป็นความรู้สึก    รู้สึก สุข     รู้สึกทุกข์    รู้สึกเฉยๆ   เช่นมองภาพวิวแสงนุ่มๆ สบายตา   เอามือลูบผ้าแพร เรียบเนียนสบายผิว   เป็นต้น  อาการของจิตที่แสดงออกด้วยการ    “ รับ” นี้    เรียกว่า     เวทนาขันธ์

อาการของจิต ที่แสดงออกในการ” จำ”     จากรู้  จากรับ ก็เก็บเป็นความจำ  เด็กทารกเริ่ม รู้    รับ  และ จำ การจำจะถูกเพิ่มเติมเข้าเรื่อยๆ เป็นความจำซ้อนเสริม ที่เกิดตลอดเวลาที่เจริญเติบโตและรับชุดข้อมูลเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ

อาการที่แสดงออกของจิต ที่เป็น”จำ” นี้  เรียกว่า     สัญญาขันธ์

อาการแสดงออกของจิต  ที่”คิด”  เป็นการปรุงแต่งจากชุดข้อมูล  รู้  รับ  จำ  นำมาประมวลเป็นเรื่องราว สิ่งที่เป็นกุศล และอกุศล ในจิต  อาจเพียงเก็บไว้ภายใน  ไม่แสดงออก  หรือ แสดงออกมาทางพฤติกรรมทั้งทางกายและวาจา

อาการของจิต ที่ “คิด” นี้ เรียกว่า     สังขารขันธ์

 

ดังนั้น ถ้ามองที่มนุษย์คนหนึ่งๆ  ก็ ประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นรูป  ที่เป็นโครงสร้างร่างกายทั้งหมดอันมีอวัยวะต่างๆที่เป็นระบบ  ต่างมีหน้าที่ของตน มาประชุมรวมกันเข้า  โดยมีจิตที่เป็นตัวรู้  เป็น นาม  มาขับเคลื่อนกายนี้โดยอาศัยระบบประสาทเป็นเครื่องมือ

รูปคือ รูปขันธ์  บวกกับ นามขันธ์ทั้ง สี่  อันประกอบด้วย  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  และวิญญาณขันธ์

ครบองค์ประกอบคือ ขันธ์ ห้า

(ในธาตุวิภังคสูตร พระองค์ตรัสถึง องค์ประกอบของคน เป็นพระสูตรหนึ่งที่ผมชอบมากและนำมาพิจารณาร่วมกับ มหาสติปัฏฐานสูตร และ มหาปรินิพพานสูตร)

นี่คือส่วนที่เป็นจิตนิยาม  ซึ่งขอกล่าวเพียงย่อๆเท่านี้

การรับรู้สิ่งเร้าหรืออารมณ์ภายนอก  มาปรุงแต่ง เพื่อแสดงออกตั้งแต่ภายใน จิตใจ จนเป็นเจตนาที่จะทำการ  นี่คือ กรรมนิยาม  กรรมนิยามเริ่มจากมโนกรรม  คือมีเจตนาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลุล่วง  โดยออกมาทางกายหรือทางวาจา ปรากฏในรูปแบบของ กิริยา  ซึ่งบางครั้งสอดคล้องกับมโนกรรม บางครั้งไม่สอดคล้อง  นั่นคือสภาพจิตขณะนั้นตรงหรือไม่ตรง

เช่นบางคนคิดอย่างหนึ่งแต่สิ่งที่แสดงออกมาแสร้งเป็นอีกอย่าง  สิ่งที่คิดหรือเจตนานั้นสำคัญเพราะเก็บเป็นข้อมูลในจิต  แต่ส่วนที่แสดงออกมา จะสัมพันธ์และสำคัญต่อผู้อื่นและสังคม ที่เป็นสมมติ 

ดังนั้นถ้าเรามีจิตที่เป็นอกุศล แต่เพราะต้องการภาพพจน์เพื่อแสดงตนว่าตนเป็นคนดี  ก็จะกระทำทางกายวาจากลบเกลื่อนปิดบัง ทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนดี   จิตที่เป็นอกุศลนั้นคือข้อมูลที่จิตเก็บไว้ จึงเหมือนแรงกรรมที่จะส่งต่อในชาติภพต่อไป  ขณะที่การแสดงออกทางกายและวาจาเป็นที่ชื่นชมของคนในสังคมมีผลเพียงชาติที่เป็นอยู่นี้    ดังนั้นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องกรรม ในวัฏฏะ ย่อมไม่สนใจ ไม่กลัว  พอใจเพียงทำอะไรในชาตินี้ให้ตนได้เสวยทรัพย์และชื่อเสียงก็พอเท่านั้น 

นี่คือ ความหมายหนึ่งของคำว่า กุศล กับความดี บางครั้งมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน   พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรา มีจิต ที่ตรง ประกอบด้วยกุศลจริงๆ ไม่เสแสร้ง

 

จากเจตนาคือกรรม นำไปสู่การแสดงออก ที่เป็น  กิริยา  ก่อให้เกิด ผล ของกรรม ที่เป็น วิบาก  และผลของกิริยาที่ไปผูกพันกับปัจจัยภายนอก  เพราะมีกระบวนการที่ซ้อนกันเช่นนี้  จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า

 “ ทำดีได้ดี  มีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป”   ในที่นี้ขอให้เชื่อเถิดว่า  กรรมดี  ผลของกรรมคือ วิบากต้องดี

ผมขอขยาย ประโยค  “ทำดี ไม่ได้ ดี”  เพราะเรามีเจตนาคือกรรม  เราจึงมีกิริยาเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ แต่กิริยาที่แสดงออกนี้  มันจะไปสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า  สมบัติ4  วิบัติ4 สมบัติและวิบัตินี้  เป็นปัจจัยตัวแปรที่จะทำให้  เจตนาที่เป็น กรรม  ออกผลมาไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ  ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เพื่อง่ายต่อการอธิบาย

คติหนึ่ง   อุปธิหนึ่ง  กาลหนึ่ง  ปโยคหนึ่ง    สี่อย่างนี้ถ้าเอื้อต่อกรรมก็เป็น สมบัติ  ถ้าขัดต่อกรรม ก็เป็นวิบัติ

“มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เดินเล่นคนเดียวในทุ่งฝ้ายทางตอนใต้ของอเมริกา  สมัยที่ยังมีการค้าทาสผิวดำอยู่  ชายผิวขาวเดินมาข้างหลังและตีเด็กจนสลบ  ขณะที่กำลังจะล่วงละเมิดเด็ก   ทาสผิวดำร่างใหญ่ผ่านมาเห็น  ตรงเข้าช่วยเหลือเด็ก  คนร้ายหนีไป   ขณะที่ทาสผิวดำ กำลังติดกระดุมเสื้อให้เด็กโดยอยู่ในท่าคุกเข่า   พอดีเด็กตื่นขึ้นมา จึง ร้องเสียงดัง  ชาวบ้านมาเห็นสภาพขณะนั้นพอดี   ทาสผิวดำถูกจำคุกเพื่อรอการประหารชีวิต  ขณะที่รอการประหาร ใจของเขาสงบนิ่ง  เขานึกถึงพระเจ้าว่าแม้ใครไม่เห็นก็ตามพระเจ้าย่อมเห็นสิ่งที่เขาทำ”

นี่คือตัวอย่างที่ค่อนข้างคลาสสิค ที่ใช้อธิบายได้ดี

 

1.ทาสผิวดำ  มีเจตนา ช่วยเด็กเมื่อเห็น      จิตที่เป็นกรุณา กุศลจิตเกิด   กรรมดี ส่งผลดีประทับในจิตทันที

2.กุศลจิตเกิด  ถ้าขาดการกระทำต่อ  ย่อมไม่เกื้อกูล  สิ่งนี้ชาวพุทธเป็นกันมาก  บางคนเข้าวัดทำบุญตลอดปีตลอดชาติเป็นคนจิตใจมีเมตตากรุณาดี  เห็นเหตุการณ์ที่มีคนต้องการความช่วยเหลือต่อหน้า กลับยืนเฉย แล้วคิดว่าน่าสงสารจัง กับมีคนเก็บขยะวิ่งตรงเข้าช่วยโดยไม่คิดถึงอันตราย   นี่คือข้อแตกต่าง  ฝรั่งถึงดูถูกคนไทยว่าชอบนั่งแผ่เมตตาในมุ้ง

ทาสผิวดำเข้าช่วยเหลือ ที่เป็น กายกรรม  กิริยาที่แสดงออกสอดคล้องกับ มโนกรรมและกายกรรม

3.เด็กตื่นมาเห็น  ร้องตกใจ   นี่คือ   กาลวิบัติ   ผิดเวลา  กรรมดีที่ทำผ่านกิริยา มาในเวลาที่ไม่เหมาะ

4.ชายร่างผิวดำตัวใหญ่  ดูน่ากลัว  เขาต้องมาเกิดในร่างเช่นนี้  ทั้งที่จิตใจเขาอ่อนโยนดีงาม  นี่คือ   อุปธิวิบัติ 

5.ในสมัยนั้น การเหยียดผิวรุนแรง  คนผิวดำมีฐานะเยี่ยงสัตว์   คนที่จิตใจดีงาม มาเกิดในถิ่นที่ไม่เหมาะกับเขา เรียกว่าเกิดผิดที่ผิดถิ่น    นี่เรียกว่า    คติวิบัติ

6.ท่าทางที่เข้าช่วยเด็ก ช่วยติดกระดุมเสื้อ  ประจวบกับ  วิบัติ สามข้อแรก มาร่วมด้วย  ทำให้คนที่มาเห็นเข้าใจไปในทางตรงข้าม  นี่เรียกว่า   ปโยควิบัติ

กรรมดีมีเจตนาดี  กิริยาที่แสดงออกมาสอดคล้องกับกรรม   แต่มาเจอ วิบัติทั้งสี่นี้เข้า  ผลก็คือ ถูกประหารชีวิต

นี่คือเหตุการณ์  ที่สามารถเกิดได้กับคนทุกคนทุกชีวิต  ทำให้เกิด คำว่า ทำดีไม่ได้ดี

ชาวพุทธที่ไม่ทำความเข้าใจ ในกระบวนการนี้  จึงโทษไปในสิ่งต่างๆนานา  แล้วเกิดความเห็นผิด ว่าทำกรรมดี ไม่ได้ดี  จึงมีพิธีกรรมแก้กรรมทั้งหลาย  ในขณะที่ชายผิวดำคนนี้ จิตสงบ เพราะเชื่อมั่นในพระเจ้า เชื่อในความดีของตนแม้ผลที่ได้จะย่ำแย่ก็ตาม   จุดนี้เป็นข้อที่น่าสังเกตมาก  ถ้าเราเชื่อกรรมอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธ เราก็จะวางใจ สงบใจ มั่นใจในการกระทำของเรา แม้จะได้รับผลอย่างที่เห็น     ตรงนี้  คำว่าหลักกรรม กับ พระเจ้าแทบไม่มีข้อแตกต่าง

ทุกศาสนาขอเพียงให้เข้าถึงแก่นแท้  บางครั้งมันคือสิ่งเดียวกัน  เป็นเรื่องที่จะนำพาชีวิตคนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่กลุ้มรุมจิตใจไปได้ 

 

นี่คือ กรรมนิยาม พอสังเขป    กรรมนิยามนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำมาก  เพราะการดำเนินชีวิตเราไม้พ้นจากกรรมนิยามนี้  เราจะติดในวัฏฏะนี้ หรือหลุดพ้น  จะติดในสมมติหรือวิมุติ  ก็อยู่ตรงนี้  อารมณ์ที่รับเข้ามาทางทวารหก  จะเป็นแบบฝึกหัดของจิต ที่จะไปเกาะเกี่ยวปรุงแต่ง เป็นกิเลส จนก่อเกิดเป็นกรรม รับผลกรรมที่เป็นวิบาก  วงล้อของวัฏฏะจึงเป็น กิเลส กรรม วิบาก วนกันไปเช่นนี้

  สิ่งหนึ่งเป็นเหตุ  ย่อมส่งผลหนึ่ง  ผลนั้นย่อมเป็นเหตุต่อไป  ทุกอย่างมีปัจจัยเกี่ยวข้องกันสืบเนื่องกัน  ทุกๆนิยามที่กล่าวมา ตั้ง แต่ อุตุนิยาม  พีชนิยาม  จิตนิยาม กรรมนิยาม  ทั้งหมดนี้คือธรรมนิยาม  ที่เป็นบทสรุปของทั้งหมด  อิทัปปจยตา จึงเป็นธรรมนิยามที่รวมทั้งหมดของทั้งโลกและจักวาล

 

และพระองค์เน้นมาที่จิตใจของมนุษย์ ขบวนการทางจิต ที่ทุกอย่างต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เป็นสภาวธรรมที่ก่อเป็นสาย  ที่เรียกว่า ปฏิจสมุปบาท วนเวียนไปกัน ของ กิเลส กรรม วิบาก 

ความกรุณาของพระองค์ที่ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ใจ  พระองค์ทรง แปลงสภาวธรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ด้วยสัจจะที่เห็นชัดกว่า สภาวธรรมที่เรียกว่า   ปฏิจสมุปบาท  ที่ยากต่อความเข้าใจ   มาเป็น   อริยสัจสี่  ที่แสดงส่วนที่เป็นผลออกมาก่อน  คือ ทุกขสัจจะ  และสาเหตุแห่งทุกข์  คือ สมุทัยสัจจะ   และผลที่ต้องการคือการดับทุกข์ ที่เป็น นิโรธสัจจะ  และวิธีการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่กระบวนการดับทุกข์ คือ มรรคสัจจะ

ขอเพียงเรา เข้าใจในกิจ  ต่ออริยสัจ ให้ชัดเจน  และดำเนินไปตามทางที่พระองค์แนะนำไว้  สภาวธรรมที่พระองค์นำมาสอน ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นมาใหม่  มันเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ของมันอยู่แล้ว  ไม่มีพระพุทธเจ้า ปฏิจสมุปบาท ที่เป็นสภาวะธรรมชาติ มันก็เป็นไปอยู่  เพียงแต่พระองค์ไปรู้แจ้งสิ่งนี้   เหมือนแรงโน้มถ่วงโลก มันก็มีของมันอยู่  นิวตันไปบังเอิญไปพบเข้า   ธรรมะของพระองค์ก็เช่นกัน เราจะรู้แจ้งรู้รสอย่างที่พระองค์รู้ ก็ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่ใช่มาจากการฟังการอ่านหรือ ไหว้พระพุทธรูป

 

ผู้ที่เกิดมาไม่รู้ ก็ปล่อยชีวิตเป็นไปตามธรรมชาติบ้าง ตามโลกที่ผันแปรไปบ้าง  เกิดมาไม่รู้อย่างไร ตายไปก็ยังไม่รู้อีก วนไปไม่รู้กี่ชาติกี่ภพ  พระองค์จึงเน้นที่การปฏิบัติมาก  คนเป็นสัตว์ประเสริฐ  แต่ที่ประเสริฐได้เพราะการฝึก

เพราะการฝึกเท่านั้นที่จะนำพาจิตใจตนเองเป็นผู้ตื่นผู้รู้จนเป็นพุทธะ โดยอาศัยแบบฝึกหัดที่เป็นธรรมชาติชีวิตฝึกสอนขัดเกลาตนเองที่เรียกว่าธรรมะ  ตนที่ฝึกตนเองอยู่นั้นจึงเป็น สังฆะ  นี่คือพุทธศาสนิกชน ที่ยึดมั่นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นภายนอก จึงกลายมาเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในกายที่ หนาคืบ ยาววา  มีสัญญาและใจครองนี้

จบเอ็นทรี่ที่ยาวมากๆนี้   ไม่ทราบว่า ท่านผู้อ่านได้คำตอบที่ตรงกับหัวข้อเรื่องหรือไม่  ถือว่าเป็นการคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  มีข้อเสนอแนะหรือสงสัย สามารถคุยกันได้เต็มที่ ครับ

(ได้ภาพจากการอนุเคราะห์ ของ บล็อกเกอร์ แม่มด และป้ารุ  รวมทั้งจากวิกิพีเดีย  ขอขอบพระคุณมา  ณ   ที่นี้)

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 50 ni_gul , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 24/04/2015 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออนุญาตเรียนคุณอนาคาริกสักเล็กน้อยนะคะ

“อนาคาริก ความรู้น้อย เขียนผิด ๆถูก ๆ ไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มอะไร ยิ่งเขียนเหมือนยิ่งขายความโง่เขลาของตนเอง แต่อยากแสดงความคิดเห็น อาจเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ที่ตนเองเข้าใจคนเดียวก็ได้”

การแสดงความเห็น ไม่ว่าจะผิดหรือถูก หากเรามีใจเปิดรับคำอธิบายของผู้อื่นแล้วนำมาพิจารณาเพื่อเข้าถึงสภาวะที่เป็นจริง เพื่อยอมรับและให้แสดงออกอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงนั้น ก็จัดได้ว่า เราเป็นผู้แสวงหาธรรมที่เป็นสาระแล้วค่ะ

หมอสมชัยเธอเคยเป็นนอมินี เขียนถึงพระคาถาที่เกี่ยวกับการรู้ธรรมเป็นสาระแทนให้ ในเอนทรี่นี้ http://www.oknation.net/blog/isariyaporn/2015/02/11/entry-1 หากมีเวลา อยากเชิญไปแวะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 49 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

เคยติดตามงานเขียนแนวขวานผ่าซากของท่านพุทธทาสมาบ้าง อ่านสนุกจริงๆ ครับ หลัง ๆ ผมวางตำราเกือบทุกเล่ม มามากกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังคุยกับคนอื่นรู้เรือง ดีใจครับ ได้รู้จักพี่หมอ ซึ่งใจเย็นมาก

ความคิดเห็นที่ 48 ณัฐรดา , Anacarika ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 20.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห47เห็นความคิดเห็นแล้ว ดีใจครับ มีทัศนคติแบบนี้ ชาวพุทธไม่สิ้นหวัง ท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นพระนักปฏิวัติ ที่กล้าตั้งคำถามกับองค์กรสงฆ์สมัยนั้น ท่านเป็นผู้ที่เปิดใจกว้างขวางในการรับ แนวคิดพุทธศาสนานิกายอื่นโดยใจที่ไม่คับแคบ
ถ้ายังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมแนะนำให้อ่าน เพราะน้องเองมีปริยัติแน่นที่จะเข้าใจที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเขียน หนังสือชื่อ "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" ภูเขาสามลูกที่ขวางกั้นการบรรลุธรรม ทั้งสามลูกนั้นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมัยนั้นเป็นที่ฮือฮากันมาก จนอาจารย์พุทธทาสถูกกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสน์

ท่านเข้าใจพระรัตนตรัยลึกซึ้งมากๆ ต้องอ่านจริงๆ และปัจจุบันนี้หลังจากท่านมรณะภาพไป การยึดติดอาจารย์ โดยไม่รู้ตัวของเหล่าลูกศิษย์ ท่านอาจารย์พุทธทาสเลยกลายเป็นภูเขาลูกที่ สี่ไป
พระพุทธเจ้า มีญาณทัศนะที่กว้างไกลเหลือเกิน ทิ้งกาลามสูตรเอาไว้ เป็นเครื่องมือในการก้าวไปในทางธรรม การเปิดใจที่กว้างขวางรับทุกสิ่งมาพิจารณา และนำสู่การปฏิบัติเท่านั้น จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่า พระไตรปิฎกเขียนไว้ถูกต้อง

ความคิดเห็นที่ 47 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

ด้วยความเคารพ เรื่องธรรมะ เป็นเสมือนใบไม้ทั้งป่า ส่วนเรื่องที่พระพุทธองค์หยิบยกมา เป็นเพียงใบไม้หยิบมือเดียว เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน แต่กระนั้นก็ตาม ผมรู้สึกสนุกและมีความสุขเสมอ เมื่อได้เอ่ยถึงปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งหนึ่งเกิด สิ่งหนึ่งจึงเกิด เพราะสิ่งหนึ่งดับสิ่งหนึ่งจึงดับ เพราะเรื่องนี้นี่เอง "ที่ทำให้ท่านพุทธทาส หลีกเร้นออกมาจากเมืองหลวง เพราะทางคณะสงฆ์ไทยในสมัยนั้น แปลปฏิจจสมุปบาท บอกว่า คนเราเกิดขึ้นครั้งตายหนึ่งครั้ง นั่นคือ หนึ่งรอบของปฏิจจสมุปบาท หรือหนึ่งรอบของการเกิด แต่ท่านพุทธทาสไม่ยอม ท่านแปลว่า อารมณ์เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ดับไปหนึ่งครั้ง หรือแค่อึดใจเดียวที่กิเลสกับเริบแล้วระงับไป นั่นก็รอบหนึ่งเหมือนกัน ในสมัยนั้น ท่านพุทธทาสเขียนไว้ว่า คนไม่กลัวบาป เพราะถือว่า ตายไปก็ไม่รู้ไปเกิดเป็นอะไร จะทำชั่วขนาดไหนก็ได้ เพราะผลคงไปเกิดตอนที่ตายไปแล้ว และบางคนก็คิดว่า ตายแล้วสูญ ไม่ต้องกลัวบาปกรรม ท่านพุทธทาสแปลใหม่ว่า ผลเกิดขึ้นทันที เช่นทำชั่วตอนเช้า ผลก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน บางทีเกิดขึ้นในวันนั้นเลย ในสมัยนั้น ในแวดวงนักวิชาการ ฮือฮากันมาก พวกหมอ พวก นักวิชาการ ต่างต้องการฉีกพระไตรปิฎกทิ้ง เพราะเข้าใจว่า พระไตรปฎิกแปลมาผิดพลาด คณะสงฆ์ไทย ถูกมองว่าคร่ำครึ ใคร ๆ ก็มาศึกษาพระพุทธศาสนากับท่านพุทธทาส ซึ่งท่านพุทธทาส สอนแนวเซนบ้าง สอนด้วยภาพบ้าง มีโรงมหรสพทางวิญญาณ บ้าง ไรบ้าง ผมก็เคยไปสวนโมกข์ นับเป็นยุคตกต่ำของคณะสงฆไทยก็ว่าได้ แต่ทำให้ผู้คนเข้าถึงพระพุทธศาสนาในแนวท่านพุทธทาสได้มากขึ้น

ท่านพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) ในสมัยนั้น จึงคิดหาทางแก้ไขด้วยการ เขียนหนังสือ "พุทธธรรม" ขึ้นมาแก้ต่าง และแปลพระไตรปิฎกเป็นสองแนว เรื่องปฏิจจสมุปบาท แนวแรกคือ เกิดแล้วตายนั่นรอบหนึ่งของการเกิด ที่เป็นรอบใหญ่ ในวงจรชีวิต และการเกิดกิเลส แล้วกิเลสระงับไป ก็รอบหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นรอบของการเกิดที่สั้นที่สุด วงการศึกษา จึงหันมาศึกษาพระพุทธศาสนากันในหลากหลายรูปแบบ ของเก่าจะได้ไม่ต้องทิ้งไป เพราะถ้าทิ้งหมด ก็หมดกัน ผู้คนจะกลายเป็นสิงห์สาราสัตว์กันหมด เป็นแน่แท้ ขอบคุณหมอสมชัยครับ ผมก็เผลออีกแล้ว เขียนไปเรื่อยๆ ผิดพลาดประการใด ก็ได้โปรดให้อภัยด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 46 ณัฐรดา , Anacarika ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห44-45Anacarika ขอบพระคุณที่มาแสดงความเห็นครับ
อย่าได้กล่าวดูหมิ่นตนเองเลยครับ โดยชื่อที่แทนตนเอง ก็บ่งบอกถึงความตั้งใจในการทำนุพระศาสนา ทุกคนต่างมีความถนัดในการถ่ายทอดไปคนละด้านละมุม ภาษาที่ใช้ก็ต่างกันไป แต่จุดมุ่งหมายก็ด้วยความปรารถนาดีที่มีเป็นพื้นจิต บล๊อคเกอร์หลายท่านที่เขียนอยู่เกี่ยวกับศาสนานี้ ก็ทำหน้าที่ในส่วนที่ตนถนัด ผมก็อนุโมทนากับทุกท่าน
สำหรับเรื่องปฏิจสมุปบาท นั้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง จึงมีการตีความออกตามภูมิชั้นความรู้ของแต่ละท่าน ถ้าเคยอ่านการตีความของเจ้าฟ้ามงกุฏ (รัชกาลที่4) พระองค์ยังออกตัวว่า พระองค์อธิบายเท่าที่ภูมิธรรมที่พระองค์มี ลำบากมากครับที่จะอธิบายออกมาง่ายๆ คนที่ตีความโดยไม่เห็นแจ้ง ก็เดากันไป คนที่แจ้งก็อาจมีปัญหาในการใช้ภาษาที่สมมติมาอธิบาย

มีโอกาสเขียนก็เขียนเถิดครับ เพียงแค่มีจิตปรารถนาดี ก็เป็นกุศลในใจแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 45 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
Anacarika วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 07.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

น่าเสียดาย ที่เรื่อง อิทัปปัจจยตา หรือ ปฎิจจสมุปบาท มีการอภิปรายกันในวงแคบ ในวันข้าง เชื่อว่า ปราชญ์ในพระพุทธศาสนา จะถกเถียงและอภิปรายเรืองนี้กันมากขึ้น เพราะ ห่วงโซ่แห่งชีวิตนี้ ตอบได้ทุกคำถาม ทั้งเรื่อง รูป และ นาม ผมมีความเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ครับ และเชื่อว่า อิทัปปัจจยตา หรือ ปฎิจจสมุปบาท เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ที่ผู้คนทั่วไปมองข้าม หลายคนไม่เชื่อว่า พระไตรปิฎก นั้นของจริง มีวิธีสอบสวนธรรม ซึ่งจะได้ แสดงความคิดเห็นในโอกาสต่อไป

ความคิดเห็นที่ 44 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 07.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ อาจารย์หมอสมชัย ยังอธิบายได้อย่างชัดเจน ถือเป็นเอตทัคคะ ด้านสาธยายธรรมจริงๆ ครับ ขอชื่นชม ทำให้ผมระลึกไปถึง อัคคัญญสูตร ทฤษฎีกำเนินโลก แต่ก็นั่นแหล่ะ บางอย่างเหลือวิสัยที่วิทยาศาสตร์ จะพิสูจน์ได้ เช่นเรื่อง จิตไม่รู้มาจากไหน ผมเคยถามอาจารย์วิปัสสนาหลายท่าน ท่านตอบว่า "มาจากเหตุปัจจัย" ทำให้ผมระลึกไปถึง การฝึกอินทรีย์ ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศรัทธา ต้องเสมอด้วยปัญญา หากปัญญายังไม่ถึง เราละไว้ที่ศรัทธาก่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะพระพุทธเจ้าคงไม่โกหกเราอยู่แล้ว แต่หากไร้ซึ่งศรัทธา เราก็จะสงสัย ความลังเลสงสัย อาจเป็นเครื่องกั้นสมาธิ พระอานนท์ถึงได้บรรลุธรรมช้ากว่าใคร ๆ ในพุทธกาล เพราะพระอานนท์มีสติปัญญามากนั้นเอง ผมเคยนั่งพิจารณาเรื่อง นามรูป และพยายามหาที่มาของจิต ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า จิตเป็นพลังงานที่เสมือนมีตัวตน แต่ไร้ตัวตน ตามหลักอนัตตา มีพลังสามารถสะกดจิตที่อยู่ไกล ๆกันได้ วิธีทดสอบ อย่างวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ผลไม่ทุกครั้ง แม่ส่งจิตคิดถึงลูก ลูกส่งจิตคิดถึงแม่ แม่รับรู้ หรือ ลูกเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรง อีกซีกโลกหนึ่ง แม่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง รับรู้และระลึกถึงลูกแทบใจจะขาดเป็นต้น จิตเคลื่อนที่เร็ว เหนือแสงและเสียง จิตมีพลังและอานุภาพมาก รูปแตกดับ แต่นามอาจยังคงอยู่ ตราบเท่าที่ยังมีกิเลสรัดรึงจิตอยู่ แม้ว่า จิตจะเป็นสันตติ เกิดดับตลอดเวลาเป็นสายก็ตาม เหมือนกลุ่มควันที่มีหลายสี เหมือนเปลวเทียน ที่วับ ๆตลอดเวลา ไม่ได้เป็นดวงวิญญาณ ลอยไปลอยมา เหมือนผีกระสือ

ส่วนเรื่องพันธุกรรม คุณหมอสมชัยได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้ว แต่พันธุกรรมทางจิต เช่น ลูกจริต และอารมณ์ คล้ายพ่อแม่นี้ ผมกำลังหาวิธีพิสูจน์อยู่เหมือนกัน ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบพ่อแม่มากกว่า เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ แต่เชื่อว่า สิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางจิตใจมากกว่า แต่ถ้าจิตอ่อน พันธุกรรม อาจทำให้ยีนส์ตัวด้อยแข็งแกร่งกว่าจิต ผมเคยเห็นคนที่ออกกำลังกายมาก ๆพวกเขามีร่างกายที่แข็งแรง แต่ถ้าพวกเขา ไม่ได้ออกกำลังใจเลย พวกเขาก็อาจคิดสั้นได้ และเคยเห็น อาจารย์ทั้งหลาย ฝึกพลังจิต ท่านเหล่านั้นจิตใจเข้มแข็งมาก สามารถอยู่เหนือความตายได้ คือไม่สนใจ การแตกดับของรูปว่างั้นเถอะ อนาคาริก ความรู้น้อย เขียนผิด ๆถูก ๆ ไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มอะไร ยิ่งเขียนเหมือนยิ่งขายความโง่เขลาของตนเอง แต่อยากแสดงความคิดเห็น อาจเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ที่ตนเองเข้าใจคนเดียวก็ได้ จึงไม่สามารถอภิปรายธรรม ได้อย่างฉะฉานอย่าง อาจารย์หมอสมชัยได้ ..ดูเหมือนพระสารีบุตร แม้จะเชี่ยวชาญด้านปัญญา ..ถึงขนาดได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็นเอตทัคคะด้านปัญญา สาวกของพระพุทธองค์ จะเดินทางไปไหน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ให้ไปหา พระสารีบุตรเถิด เพราะคำสอนของพระสารีบุตรนั้น เสมือนคำสอนของพระพุทธองค์ แต่พระสารีบุตร ก็ตกม้าตาย เพราะไม่สามารถปราบ "มิจฉาทิฐิ" ของมารดาตนเองได้ ก่อนทีนามรูปจะแตกดับ พระสารีบุตร ได้กลับไปเทศนาโปรดพระมารดา จนบรรลุธรรม ท่านจึงละโลกนี้ไป

ความคิดเห็นที่ 43 สมชัย , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 23/04/2015 เวลา : 03.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

"พี่ตุ้มจะต้องจัดพิธีรับน้องใหม่ไหมเนี่ย"
รับน้องชายได้แถมน้องสะใภ้ค่ะ

สำหรับเรื่องของ อุชุ เป็นความบังเอิญค่ะ พอดีช่วงนี้กำลังดูเรื่องของความตรงของจิต (จิตตุชุกตา) แล้วก็อินค่ะ แล้วพอเห็นว่ามีการพูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยอดจะแสดงความเห็นไม่ได้

สำหรับ
"โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาตัวเองให้ความร้อนแรงในใจคลายลงเพื่อให้เหตุผลค่อยๆมีพลังมากขึ้นจนแข็งแกร่งกว่าอารมณ์ แล้วค่อยๆคิด ค่อยๆไตร่ตรองค่ะ"
เพียงแค่มีใจคิดที่จะไม่รับอารมณ์ไว้อย่างนี้ ก็ได้เริ่มต้นแล้วค่ะ พอเริ่มต้น วันนึงก็ต้องสำเร็จนะคะ
เพราะทุกๆอย่างเกิดขึ้นได้ก็เพราะ "ความต้องการ" และ "ความเห็น" ของเราเป็นจุดเริ่มค่ะ

ความคิดเห็นที่ 42 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 37
เข้าใจประเด็นของคุณณัฐรดาค่ะ
โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาตัวเองให้ความร้อนแรงในใจคลายลงเพื่อให้เหตุผลค่อยๆมีพลังมากขึ้นจนแข็งแกร่งกว่าอารมณ์ แล้วค่อยๆคิด ค่อยๆไตร่ตรองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 41 Anacarika , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 36
ผมอธิบายจนหมดไส้หมดพุงแล้วครับ ยกคำพูด อาจารย์ ชา เห็นสรรพคุณข้างขวดยา แต่ถ้าไม่กิน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เห็นสลาก

แหม มีเหน็บนะคะเนี่ย
ก็เป็นคนไม่ไว้วางใจยาขนานใดง่ายๆ ไม่ใช่หนูทดลองยานี่คะ
ก่อนจะตัดสินใจรับยาขนานใด ต้องศึกษาข้อมูลเป็นเรื่องเป็นราว (เคยชินจากเยอรมนีที่ยาทุกขนานมีฝอยยาให้อ่านยาว ๓ หน้าประสาคนขี้สงสัย ) ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องหา The second, third, fourth opinion ด้วยค่ะ
อะไรที่พิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ตัดสินด้วยสามัญสำนึกไม่ถนัด เหลือวิธีเดียวคือต้องลองลุยด้วยตนเองนี่เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองหลายตรลบว่าจำเป็นไหม คุ้มไหม
ศรัทธาและความเชื่อเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากจริงๆค่ะ
ถึงตรงนี้ คงต้องกล่าวอีกครั้งว่าขอบคุณคุณหมอมากมายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 40 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 35
พี่ตุ้มจะต้องจัดพิธีรับน้องใหม่ไหมเนี่ย
น้องชายจริงๆก็อายุเท่าคุณหมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 39 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 34
เคยมีคนสงสัยว่า เอ๊ะแบบนี้มันจะแฟร์รึ นาย ก ก่อกรรมเอาไว้ พอตายไป สมมติไปเกิดเป็นนาย ข. เสร็จแล้ว นาย ข. ต้องมารับผลแทน

สงสัยไหมครับ ถ้าไม่สงสัย ผมก็เบาแรงไป

งานนี้คุณหมอรอดตัวไปค่ะ แม่มดไม่สงสัย พอจะทำความเข้าใจได้ด้วยสามัญสำนึกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 38 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 18.04 น.

ตามอ่าน เพื่อที่จะนำข้อคิดไปปรับใช้กับงานที่ทำอยู่ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 37 ni_gul , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 22/04/2015 เวลา : 10.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออนุญาตแจมเรื่องความตรงขอจิตสักเล็กน้อยค่ะ ความตรง (อุชุ) ของจิต หมายถึงตรงต่อความดีงาม ตรงต่อความสิ้นกิเลส

อย่างถ้าเราโกรธ แล้วเรารู้สภาวะว่ากำลังโกรธ แม้เรากำลังรู้ตรงสภาวะคือรู้ว่ามีความโกรธเกิดขึ้นในใจ แต่ถ้าเรายอมรับความโกรธนั้นไว้ ยอมให้ความโกรธพาเราไป หรือแม้ว่าเรื่องที่ทำให้โกรธจะจบไปแล้ว แต่พอนึกทีไรก็ขัดใจ โกรธซ้ำได้ใหม่ทุกที อย่างนี้ไม่เรียกความตรงของจิตค่ะ

การที่รู้ว่ากำลังโกรธเป็นวิญญาณขันธ์ที่รู้แจ้งอารมณ์ การไม่พิจารณาให้คลาย เป็นการที่ยอมให้โทสะครอบงำจิต ส่วนการที่คิดถึงทีไรก็ขัดใจทุกที เป็นการผูกโกรธ

แต่ ถ้ารู้ว่ากำลังโกรธ แล้วพยายามข่มกลั้นไม่แสดงออกด้วยเมตตา ขณะเดียวกันก็พยายามหาเหตุผลที่จะเข้าใจสภาวะต่างๆเพื่อที่จะคลายความโกรธ เช่น พยายามหาเหตุผลให้เข้าใจการกระทำของเขา พยายามหาเหตุผลว่าเป็นที่เรายึดมั่นในอะไร จึงทำให้เห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่นหรือไม่ พยายามหาเหตุผลตามที่เป็นจริง น้อมลงสู่ความเห็นว่าไม่เป็นตน อย่างนี้จึงจะเรียกว่าความตรงของจิตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 36 แม่มดเดือนMarch , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 21/04/2015 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ตอบ คห26" จิตที่เป็นธาตุรู้ เกิดการรู้ขึ้น เมื่อทำหน้าที่รู้เสร็จก็ดับไป จิตดวงใหม่มาทำหน้าที่ต่อ .....เห็นภาพจิตเป็นไฟกระพริบหรือแสงหิงห้อยเลยค่ะ....in another word....อ่านแล้ว แม่มดไม่เข้าใจคำว่าจิตค่ะ"

กลับมาที่ความเห็นที่26 อีกครั้งครับ ผมต้องตั้งหลักนานทีเดียวที่จะเขียนสิ่งที่นามธรรม ที่จับต้องไม่ได้ อธิบายให้พี่ตุ้มเข้าใจโดยไม่อาศัยคำศัพท์เฉพาะ ยอมรับว่ายากจริงๆ

ที่เข้าใจว่าจิตเกิดดับเหมือนไฟกระพริบ เริ่มเข้าท่าครับ แต่ความจริงเราไม่เห็นจิตเกิดดับ เพราะมันเร็วกว่านั้นครับ ลองเปิดไฟหลอดฟลูออเรสเซนหรือหลอดนีออนนั่นแหละ แสงไฟนวลสวยงามดี แต่ทราบไหมครับ มันเกิดดับติดต่อกัน ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย จนเราเห็นว่ามันเที่ยงแท้ ผมมีสองสามตัวอย่างจะยกมาให้ดูนะครับ

“เมื่อได้รับค่าตอบแทนที่ตนเองไปพูดในงานแห่งหนึ่งเป็นเงิน2500บาท พอเปิดดูก็ขุ่นใจเล็กน้อยเพราะพูดอยู่หลายชั่วโมงแต่ได้ค่าตอบแทนเพียงแค่นี้ ขณะนั้นมีคนรู้จักยื่นซองร่วมบริจาคช่วยการกุศล พอเปิดซองดู พบว่ามีแบ๊งค์พันอยู่ใบเดียวก็คิดว่าคงเป็นมาตรฐานที่ต้องใส่จำนวนเท่านี้ ก็กัดฟันใส่ไป 1000บาท ทุกคนที่รายล้อมอยู่โห่ร้องยินดีว่าจิตใจกว้างขวางเหลือเกิน ตนเองได้ฟังใจก็ฟูขึ้นมา อิ่มเอิบ พอดีคนที่ให้ซองเขาบอกว่า นี่เป็นคนแรกเลยที่ใส่เยอะขนาดนี้ เพราะส่วนมากใส่กันคนละยี่สิบ สามสิบบาทกัน ก็เลยทอนกันไปมาจนเหลือแบ๊งค์พันอยู่ใบเดียว พอได้ฟังดังนั้น ขาอ่อนแทบทรุด เสียดายจนบอกไม่ถูก (ฮา) ชั่วเวลาไม่กี่นาที จิตใจเขาเปลี่ยนกลับไปมากี่ครั้ง”

“เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจีน แม่คนหนึ่งสูญเสียลูกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เด็กทั้งสองอยู่ใต้กองอิฐที่ทับถมตัวเด็ก
เธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก ต่อมาหน่วยกู้ภัยบอกว่าเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ดีใจมาก แต่คนที่ช่วยบอกว่า ให้เธอเลือกเอาว่าจะช่วยคนไหน เพราะช่วยคนหนึ่งโดยการงัดคานขึ้น อีกคนหนึ่งก็ต้องตาย เลือกเอาว่าจะช่วยเด็กชายหรือเด็กหญิง ทั้งหมดนี้เด็กทั้งสองที่อยู่ข้างล่างได้ยินหมด

หญิงนั้นตัดสินใจช่วยลูกชาย พอลูกชายหลุดออกมาเธอดีใจมากที่ลูกรอด ขณะเดียวกันเพียงชั่วขณะเธอก็ร้องไห้เสียใจที่ลูกสาวต้องตาย เรื่องนี้ยังไม่จบ ลูกชายที่โตขึ้นมาเกิดไปเจอพี่สาวที่คิดว่าตายไปแล้ว หลังจากนั้นอีกสิบกว่าปี จนลูกชายพาพี่สาวตนเองกลับมาพบแม่ ตอนนี้คือตอนที่หนักที่สุด คำถามที่ลูกสาวก็คือ ทำไมแม่ถึงเลือกน้อง ถ้าเราเป็นแม่เราจะตอบลูกว่าอย่างไร เหตุการณ์ดังกล่าว จิตเกิดดับนับครั้งไม่ถ้วน จิตดวงหนึ่งที่เสียใจ กับที่ดีใจ มันคนละดวง อย่างโกรธกับรักมันเกิดพร้อมกันไม่ได้ แต่ที่เรารู้สึกว่ามันต่อเนื่องกันมันเป็นอันเดียวกัน เพราะความรวดเร็ว เราเลยคิดว่าจิตเป็นของเที่ยงเป็นหนึ่งเดียว

“คุณตากำลังขับรถไปหาคุณตุ๊ก ขณะที่ขับรถไปก็คิดถึงคุณตุ๊กผู้เป็นที่รักไป หัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักทำให้อดคิดถึงเรื่องราวเก่าๆไม่ได้
ทันใด คุณตาก็ต้องอุทานด้วยความตกใจที่ถูกรถอีกคันขับปาดหน้า ความกรุ่นที่ก่อตัวขึ้นมาเล็กน้อยด้วยเห็นว่าตนเองก็ขับรถอยู่ในเลนของตนอยู่ดีๆ รถคันนี้มาปาดหน้าตนทำไม
ครั้นพอนึกขึ้นมาได้ ว่าจะไปเอาเรื่องราวอะไรกับคนไม่รู้จัก ความกรุ่นก็ดับ แล้วดวงหน้าคุณตุ๊กก็กลับผุดขึ้นมาใหม่ในความคำนึง จึงเริ่มคิดถึงสิ่งดีๆที่คุณตุ๊กทำให้ขึ้นมาใหม่ นึกถึงว่าจะทำอะไรตอบแทนความรู้สึกดีๆที่ได้ และ รู้สึกถึงความรักท่วมท้นหัวใจ ... ขึ้นมาใหม่...
ภาวะที่เป็นความรักของคุณตาที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่งจึงดับเพราะถูกภาวะอื่นๆแทรกเข้ามาแทนที่ ครั้นพอภาวะอื่นดับ ภาวะของความรักจึงได้เกิดขึ้นใหม่ เพราะในขณะที่คุณตาโกรธคนขับรถคนนั้น คุณตาไม่ได้นึกถึงคุณตุ๊ก หรือนึกรักคุณตุ๊กไปด้วย คุณตานึกแต่ค่อนคนที่คิดว่านำความขัดใจมาให้
แต่ ... เพราะไม่เห็นความเกิดดับของจิตที่เห็นว่าเป็นความรัก จึงเห็นความรักเป็นตัวตนถาวรตั้งอยู่ คุณตาจึงเห็นความรักที่มีให้คุณตุ๊กที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ – ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ – ดับไป เป็นช่วงๆนั้น ตั้งมั่น ไม่เคยเลือนหายไปจากใจเลย คงเห็นเพียงการตั้งอยู่ และนำการตั้งอยู่เป็นช่วงๆนั้นมาสืบทอดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน”
(http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/09/19/entry-1)

ทั้งสามตัวอย่างนี้ เป็นสภาวะจิตที่เกิดจากการปรุงแต่ง ชุดข้อมูลที่รับเข้ามา ทาง ตา ทางหู ทางใจ เป็นต้น ดังเช่นหญิงที่ช่วยลูกชายแต่ปล่อยลูกสาวตาย วันเวลาที่ผ่านไป เธอก็เก็บเอาเรื่องนี้มาคิดเอามาจากทางใจ ทั้งที่ตอนที่คิด ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนนั้น

สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน เป็นการรู้ทางวิญญาณตา และวิญญาณหู ข้อมูลชุดนั้นถูกเอามาเทียบเคียงกับข้อมูลเดิม จนเกิดความรู้สึก แล้วต่อไปที่การคิด ขบวนการที่เกิดทั้งหมดนี้เร็วมาก ดังนั้นในวันหนึ่งๆเราจึงอยู่กับจิตที่เกิดดับ เป็นการรู้บ้าง(วิญญาณขันธ์) รู้สึกบ้าง(เวทนาขันธ์)รู้จำบ้าง(สัญญาขันธ์) รู้คิดบ้าง(สังขารขันธ์) แต่เรามักรู้เพียงว่าตนเองคิด เราจึงคิดและคิดอะไรๆเต็มไปหมด เราจับวิญญาณขันธ์ เราจับเวทนาขันธ์ จับไม่เคยทัน เพราะถูกปรุงจากเรื่องราวที่เราจำได้เทียบเคียงได้เสมอ เราจึงอยู่กับสังขารขันธ์ ที่เรียกว่า จิตที่ผ่านการปรุงแต่ง

ทีนี้พี่ตุ้มลองหลับตา ถ้าที่นั่นไม่มืดสนิทเกินไปนัก หน้าจอตาเราอาจพอมีเงาแสงบางอย่าง มีสีต่างๆ เราไม่ต้องไปคิดว่าสีอะไรที่เห็น แค่รู้ว่าเห็น ก็พอ จากนั้นลืมตาขึ้น จะเห็นภาพที่เรารู้จักทันทีใช่ไหมครับ

ทำไมตอนหลับตาเห็นสี กับตอนลืมตาเห็นสีถึงต่างกัน หลับตาเห็นสีก็เห็น แต่ไม่มีสัญญา คือจิตที่จำ ไม่มีข้อมูล เราจึงไม่รู้อะไรตรงสีที่เห็น แต่พอลืมตา เราก็เห็นสีต่างๆเช่นกัน แต่รู้หมดว่าอะไรคืออะไร เพราะเรามีสัญญาที่จิตทำหน้าที่นี้ มันส่งชุดข้อมูลให้จิตดวงต่อไปที่ทำหน้าที่คิด หรือสังขารขันธ์ทำหน้าที่ต่อ ก็คือคิดได้ว่า อ๋อ เป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้ ชื่อนั้นชื่อนี้
แท้ที่จริงสิ่งที่เห็นทั้งหมดมันก็คือสีต่างๆ ที่มาประชุมกันเข้าเท่านั้น

บ้านพี่ตุ้มมีสนามหญ้า มีต้นไม้ ตอนเช้าๆลองปล่อยใจสบายๆ แล้วนั่งมองต้นหญ้าที่สนาม จับจ้องที่สนามหญ้ากำหนดจุดใดจุดหนึ่ง เพ่งมองดู โดยไม่ต้องคิดไม่ต้องสงสัย ดูอย่างนั้นไปเรื่อยๆจุดเดียว บางช่วงขณะที่จิตนิ่งเป็นสมาธิ อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นหญ้าไปเป็นรูปแบบอื่นๆ ขณะนั้นจิตไม่ได้ทำหน้าที่คิด(สังขารขันธ์) มีเพียงรู้ กับรู้สึก

สมาธิ มาจากการที่เราตั้งสติจับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างสม่ำเสมอราบเรียบ อารมณ์ที่ว่านี้ ก็คือ สิ่งที่เห็นอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา ดังเช่นต้นหญ้า ช่วงเวลานั้น จิตจะปลอดจากการปรุงแต่ง จะสงบ จะได้พัก เรียกว่าอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ไม่ได้อยู่กับอนาคต หรืออดีต

ทุกๆวัน จิตเราเหนื่อยหนักเหลือเกิน จากสิ่งเร้าที่ถาโถมเข้ามา ทางสื่อต่างๆ เราปรุงไม่ได้หยุดหย่อน เราจึงต้องมีการ รีสตาร์ทจิต หรือเรียกว่า เซ๊ท ซีโร่ จิต การฝึกสมาธิ จึงเป็นการ เพิ่มพลัง และถ้าฝึกจนคล่องแคล่ว เราจะเริ่มรับมือกับสิ่งต่างๆที่ถาโถมเข้ามาทัน ยามใดยามหนึ่งที่จิตเรา รู้แจ้งในบางสิ่ง เรียกว่ามันรู้เอง ไม่ใช่จากการคิด สภาวะนั้นมันทลายภาพลวงที่เรายึดจับเอาไว้ มันอ๋อของมัน และสิ่งนั้นมิอาจมามีอิทธิพลสั่นคลอนจิตใจเราได้อีก

การฝึกบ่อยๆ วันหนึ่งเราจะชำนาญจนสามารถจับเอาอะไรก็ได้ มาเป็นอารมณ์เพื่อเกิดเป็นสมาธิ แม้กระทั่งที่อึกทึก หรือสถานที่ผู้คนขวักไขว่ เราก็อยู่อย่างมีความสุขได้ ต้องใช้เวลาและความเพียร

ผมบอกวิธีให้พี่ตุ้มไปลองทำดู ไม่ต้องไปวัด อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่เริ่มแรก ทำที่บ้าน ที่สงบสบาย ดีที่สุด ต้องทำเอง เห็นเอง รู้เอง เมื่อนั้น คำว่าจิต พี่จะสามารถเข้าใจเองโดยไม่ต้องมีคำบรรยายหรือบัญญัติว่าเป็นอะไร

ธรรมะของพระพุทธเจ้าใช้ที่ตรงนี้ ใช้ที่กายและใจนี้ เข้าใจตนเองดีแล้ว เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น เมตตาคนอื่นมากขึ้น เพราะไม่ว่าใคร ก็มีเพียง ขันธ์ ห้า ทำหน้าที่ของตนเท่านั้น
ผมอธิบายจนหมดไส้หมดพุงแล้วครับ ยกคำพูด อาจารย์ ชา เห็นสรรพคุณข้างขวดยา แต่ถ้าไม่กิน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เห็นสลาก


ความคิดเห็นที่ 35 แม่มดเดือนMarch , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห30 "คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการตีที่ความคิดหรือที่พฤติกรรมไม่ใช่การตีที่ตัวบุคคล
เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่ทำให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นไปได้ยากมาก"

ด้วยประโยคนี้ (คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการตีที่ความคิดหรือที่พฤติกรรมไม่ใช่การตีที่ตัวบุคคล)
ผมขอเปลี่ยนสรรพนาม คุณแม่มด เป็นพี่ตุ้มเลยครับ ขอคารวะด้วยใจจริง เรื่องนี้ผมพยายามที่จะสอดแทรกในทุกเอ็นทรี่เท่าที่จะทำได้ เพราะมันเป็นปัญหาบ้านเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบจะสิ้น
ผมดีใจ ที่ยังมีคน มีกระบวนการแยกแยะที่ใช้เหตุใช้ผล ไม่ดิ่งไปสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง
ดูที่เนื้อหา ไม่ดูบุคคล พระพุทธเจ้ามีตรัสเอาไว้

คนไทยที่นับถือพุทธ มากมาย มีอะไรที่ผิดพลาดไปหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 34 แม่มดเดือนMarch , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห29 "ทางพุทธศาสนา กรรมเก่าจะต้องได้รับการชดใช้เสมอ ไม่มีสิ่งใดมาลบล้างได้ไม่ใช่หรือคะ"

เคยอ่านเจอที่ไหนไม่ทราบ มีฝรั่งคนหนึ่งที่มาศึกษาศาสนาพุทธ แล้วมีคนถามว่าประทับใจตรงไหน ฝรั่งนั้นตอบว่า กฏแห่งกรรม เพราะกฏแห่งกรรมคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ทั้งกรรมดี กรรมชั่วย่อมมีผล ไม่มีใครสามารถช่วยได้ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่สามารถช่วยได้ เพราะถ้าพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ย่อมขัดกับคำสอนของพระองค์

ทีนี้อาจสงสัยในเรื่องอโหสิกรรม?

ในแง่กฏแห่งกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ตามมาให้ผลไม่ทัน สมมติต้องรับกรรมที่ก่อบาปเอาไว้ ถ้าบาปนั้นเบาบาง ยามที่เราทำกรรมดีสม่ำเสมอ(อย่าไปคิดว่ากรรมดีคือการทำบุญทำทานอย่างเดียว)
กรรมที่เป็นบาปเบาบางตามไม่ทันสักที ก็เป็นอันเลิกราไป แบบนี้เรียกว่า อโหสิกรรม

ในแง่ของสังคม คำว่าอโหสิกรรม เป็นการยกโทษให้เลิกแล้วต่อกัน คนที่ถูกทำร้ายไม่ติดใจเอาเรื่องเอาราว จิตใจเขาก็เป็นกุศลจิต ส่วนคนที่ไปทำร้ายเขา แม้ว่าทางโลกจะอโหสิให้ ตนเองรอดพ้นจากการลงทันณ์ แต่ผลของกรรมมันไม่หายไปไหน จะส่งผลในชาตินี้เลยหรือเป็นชาติหน้า หรือชาติต่อๆไป มันก็ตามกันไปแบบนี้

เคยมีคนสงสัยว่า เอ๊ะแบบนี้มันจะแฟร์รึ นาย ก ก่อกรรมเอาไว้ พอตายไป สมมติไปเกิดเป็นนาย ข. เสร็จแล้ว นาย ข. ต้องมารับผลแทน

สงสัยไหมครับ ถ้าไม่สงสัย ผมก็เบาแรงไป

ความคิดเห็นที่ 33 แม่มดเดือนMarch , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คำถามข้อ28 คุณแม่มดคงจำคำตอบที่ผมเคยเขียนไว้ในเอ็นทรี่หนังเรื่อง AMOURได้ เราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้ว
สำหรับผม เหตุการณ์อย่างนี้ ผมซาบซึ้งดี เพราะเกิดกับผม ที่ต้องตัดสินใจอย่างไรในขณะนั้น

ความคิดเห็นที่ 32 แม่มดเดือนMarch , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอตอบคุณแม่มดด้วยคำถามข้อ27ก่อนครับ
"การไม่พูดไม่เตือนเพราะเกรงปัญหาเป็นความเห็นแก่ตัวของคนที่เพียงแต่ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ไหมคะ"

พระสูตรนี้ของพระพุทธเจ้า ผมยกมาบางประโยค พระองค์แจกแจงทุกแง่มุม เช่น ถ้าเรื่องนั้นจริงมีประโยชน์ คนฟังยังไม่พร้อมที่จะฟัง ให้รอเวลาที่เหมาะสมครับ

ส่วนเรื่องที่หวังดี กลับเป็นเรื่อง ไม่ต้องเศร้าใจครับ เรารู้ตัวอยู่ว่าเป็นเรื่องที่หวังดี เราย่อมรู้ดีกว่าใครๆ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น เรากำหนดไม่ได้จริงๆครับ มันมีตัวแปรมากมาย
สำหรับผม ผมให้กาย(รูป)กับลูกครึ่งหนึ่ง ส่วนใจ(นาม)ไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะพ่อและลูก ผมจึงมีหน้าที่ปฏิบัติสิ่งที่คนเป็นพ่อควรจะทำ โดยยึดถือ ทิศหกที่พระพุทธเจ้าสอน ว่าบิดามารดาควรปฏิบัติต่อบุตรอย่างไร ส่วนบุตรจะปฏิบัติกับบิดามารดาอย่างไร ปฏิบัติตามที่เราสอนหรือไม่ เรากำหนดไม่ได้เช่นกัน
ผมให้ความรักความห่วงใยลูกทุกอย่าง แต่ผมยอมรับผลที่เกิดขึ้นทุกครั้ง อาจถูกใจไม่ถูกใจ บ้าง ก็พยายามปรับปรุงกันไป
แต่ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม
คือปฏิบัติเหตุเต็มที่ แต่ ยอมรับในผลที่ออกมาทุกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 31 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

คุณหมอจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่แม่มดยกมาเมื่อไรก็ได้นะคะ เราต่างมีภาระหน้าที่และมีการจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตแตกต่างกัน แม่มดจะแวะมาดูเป็นระยะๆค่ะ
หรือถ้าคุณหมอจะไม่ตอบเลยก็ย่อมเป็นสิทธิ์นะคะ เรื่องนี้แม่มดรับได้ไม่ยาก ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30 rattiya , kratenUan และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

กลับมาที่สังคมไทยปัจจุบัน เราก็ต้องคล้อยตามสังคม ขืนไม่พอใจใครแล้วแสดงออกมาทางกายวาจา ผิดที่ผิดทาง หรือไปดูหมิ่นใครไม่เชื่อใคร ที่ถูกแต่งตั้งว่าเป็นคนดี ก็เป็นอันว่าจบสิ้น อาจเจอก้อนอิฐอย่างที่คุณแม่มดว่ามาก็ได้.....
ให้พูดตรงๆ (คงทำในบล็อกนี้ได้ เชื่อใจกันค่ะ) แม่มดว่าสังคมไทย passive แต่ไม่ tolerant
คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการตีที่ความคิดหรือที่พฤติกรรมไม่ใช่การตีที่ตัวบุคคล
เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่ทำให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นไปได้ยากมาก

ความคิดเห็นที่ 29 kratenUan , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 13.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

พระพุทธเจ้าสอนให้อย่าสยบต่อกรรมเก่า ให้สร้างกรรมใหม่ที่ดี.....
ตรงนี้คิดถึงภาพยนต์ฝรั่งเรื่องหนึ่งที่แก่นเรื่องบอกว่าแม้แต่พระเจ้า (หรือโชคชะตา) ก็จะยอมแพ้คนที่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
แต่ในทางพุทธศาสนา กรรมเก่าจะต้องได้รับการชดใช้เสมอ ไม่มีสิ่งใดมาลบล้างได้ไม่ใช่หรือคะ

ความคิดเห็นที่ 28 kratenUan , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 13.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

นิทานเรื่องนายพรานกับเณรลูกชายนี่ คนเป็นแม่อ่านแล้วน้ำตาตก ถ้าตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้นคงขาดใจ บาปน่ะไม่กลัวสักนิด แต่ทนดูลูกทุกข์ทรมานกับปลิดชีวิตลูกด้วยมือตนเองเพื่อปลดปล่อยลูกจากความทรมาน ถ้าเพียงใช้สติปัญญาคิด ต้องเลือกวิธีหลังแน่นอน แต่เมื่อมี concern ไม่รู้ว่าจะหักใจได้เพียงใด
ทำให้คิดไปถึงคำร้องที่ตนเองมีต่อลูกว่าไม่ให้ใช้เครื่องมือใดยื้อชีวิตแม่หากถึงเวลาที่แม่จะต้องจากไป ไม่ทราบว่าเป็นการเรียกร้องที่ใจร้ายกับลูกเกินไปหรือเปล่านะคะ

ความคิดเห็นที่ 27 kratenUan , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

สิ่งใดที่พูดแล้วเป็นประโยชน์ แต่เวลานั้นผู้ฟังไม่พร้อมจะฟัง หรือเวลาขณะนั้นไม่เหมาะ ไม่ควรพูด
ตรงนี้เห็นจริงด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเองค่ะ แต่ประเมินสถานการณ์ยากจังและบางครั้งความปรารถนาดีอย่างจริงใจก็ช่วยอะไรไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งทำให้คนที่ตัวเองอาทรที่สุดคนหนึ่งเจ็บช้ำน้ำใจเพราะพยายามผลักดันให้เขาสร้างงานที่แม่มดเชื่อว่าเขาทำได้ มองว่าความสามารถของเขาเหนือกว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เลยกลายเป็นว่าดูแคลนงานปัจจุบันที่เขาภาคภูมิใจและทำอย่างมีความสุขไป
พลาดหนนี้ บาดเจ็บกันไปทั้งสองคน
แต่ในบางกรณี การไม่พูดไม่เตือนเพราะเกรงปัญหาเป็นความเห็นแก่ตัวของคนที่เพียงแต่ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ไหมคะ
อันนี้เกิดกับตัวเองอีกแล้ว
แม่มดโชคดีหรือโชคร้าย ไม่แน่ใจเหมือนกัน ได้ใช้ชีวิตในสังคมที่มีการจัดระเบียบสังคมต่างจากบ้านเรามาก ซึ่งบางอย่างก็น่าจะนำมาปรับใช้ในเมืองไทย แต่ถ้ายกประเด็นเหล่านั้นขึ้นมา รับรองว่าก้อนอิฐปลิวว่อน แม่มดเลยนิ่งเสีย อันนี้ถือว่าจิตไม่ตรงนะ แม่มดว่า

ความคิดเห็นที่ 26 kratenUan , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

จิตที่เป็นธาตุรู้ เกิดการรู้ขึ้น เมื่อทำหน้าที่รู้เสร็จก็ดับไป จิตดวงใหม่มาทำหน้าที่ต่อ .....เห็นภาพจิตเป็นไฟกระพริบหรือแสงหิงห้อยเลยค่ะ....in another word....อ่านแล้ว แม่มดไม่เข้าใจคำว่าจิตค่ะ
จิตคืออะไรจึงมีอายุงานสั้นนัก ดวงหนึ่งดับ อีกดวงเกิดใหม่ แล้วดวงใหม่ได้รับช่วงข้อมูลเดิมที่ดวงเก่ารับไว้หรือเปล่า
ตรงนี้ แม่มดนึกภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ออก ไม่ get จริงๆค่ะ
เป็นคำถามโดยซื่อ ไม่ได้ป่วนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Anacarika วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 11.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

แวะเข้ามาทักทายคุณหมอสมชัย ขอบคุณสำหรับเรืองราวดี ๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 24 kratenUan , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

พอดีนึกขึ้นมาได้ กรณีการมีจิตตรง

จิตคิดอะไร เป็นส่วนของจิต ส่วนกายและวาจาที่แสดงออกมา ต้องเกี่ยวข้องกับจารีตและมรรยาท ในสังคมแต่ละที่ แต่ละเวลาครับ
ขอยกตัวอย่าง

ในสมัยพุทธกาล คนที่นับถือพระพุทธเจ้า จะแสดงออกด้วยความนอบน้อม คือจิตนอบน้อมการแสดงออกทางกายวาจาก็นอบน้อม
แต่คนที่ไม่นับถือพระพุทธเจ้า เวลาพูดคุย กับพระพุทธเจ้า ก็จะยืนหรือเดินไปมา คือใจไม่นอบน้อม กายวาจาก็ออกมาตามที่ตนคิด
เพียงแต่แปลกตรงที่ว่า สังคมอินเดียสมัยนั้น กลับใจกว้างไม่ตำหนิคนที่ไม่ชอบพระพุทธเจ้า ไม่ด่าว่าคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ทำร้ายคนที่ไม่เห็นด้วย โดยมากคนที่มาโต้เถียงกับพระพุทธเจ้า เมื่อจนด้วยเหตุผล ก็กลับมาศรัทธา เมื่อจิตศรัทธาจริง เขาก็แสดงออกมาจริงๆ

กลับมาที่สังคมไทยปัจจุบัน เราก็ต้องคล้อยตามสังคม ขืนไม่พอใจใครแล้วแสดงออกมาทางกายวาจา ผิดที่ผิดทาง หรือไปดูหมิ่นใครไม่เชื่อใคร ที่ถูกแต่งตั้งว่าเป็นคนดี ก็เป็นอันว่าจบสิ้น อาจเจอก้อนอิฐอย่างที่คุณแม่มดว่ามาก็ได้

ดูๆไปคนอินเดียสมัยโบราณ ใจกว้างกว่าคนสมัยนี้ เห็นต่างแต่ก็อยู่กันได้ ไม่ทำร้ายกัน

คิดว่าคงเข้าใจในเรื่องจิตตรงมากขึ้นนะครับ เขียนมากไปเดี๋ยวกลายเป็นเรื่องการเมืองไป ซึ่งผมพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้


ความคิดเห็นที่ 23 kratenUan , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 20/04/2015 เวลา : 08.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห22แม่มดเดือนMarch ผมต้องขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ผมได้เขียนเอ็นทรี่นี้ เพราะเป็นเรื่องที่หนักไม่มีใครอยากอ่าน เรื่องราวของมนุษย์มันสุดลึกล้ำพิศดารโดยเฉพาะการนึกคิด
อุปสรรคมีเพียงการพิมพ์และการหลีกเลี่ยงภาษาธรรมให้มากที่สุด แต่ก็ยังเข้าใจยากอยู่ดี
ยินดีที่จะตอบทุกปัญหาเท่าที่ สามารถตอบได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 22 kratenUan , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

อ่านคำตอบของคุณหมอด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง เกือบจะรู้สึกผิดเชียวค่ะที่ทำให้เพื่อนต้องทำงานหนักขนาดนี้
แต่มีอะไรบางอย่างที่ยังทำให้แม่มดรู้สึกมึนๆประสาคนคิดช้าแต่ชอบคิดเยอะ
วันนี้ขอลาไปพักก่อนค่ะ เหนื่อยมาแล้วทั้งวัน ถ้าพรุ่งนี้แม่มดประมวลความคิดเพื่อตั้งคำถามได้ใหม่ จะมาป่วนอีกครั้งนะคะ
ฝันดีค่ะ คุณหมอสมชัย
ฝันดีค่ะ คุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 21 kratenUan , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ในกรณีที่เราเชื่อเรื่องชาติก่อนชาติหน้า หากพันธุกรรมเป็นผลพวงจากการสะสมในอดีตชาติ ปัจจัยภายนอกในชาตินี้อาจกลายเป็นพันธุกรรมได้ในชาติต่อๆไป

พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอด ทางกายหรือ รูป ซึ่งย่อมมีการผันแปรตามเหตุปัจจัย ตามที่ผมอธิบายในข้อก่อนๆ
ส่วนจิต ส่วนที่เรียกว่า นาม นำพาสภาวะที่สั่งสมมาจากอดีตชาติ มาหยั่งลงในรูปนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า กรรมเก่า

พระพุทธเจ้าสอนให้อย่าสยบต่อกรรมเก่า ให้สร้างกรรมใหม่ที่ดี เพื่อพัฒนาคุณภาพจิตตนเอง จากปุถุชนธรรมดาจนกลายเป็นกัลยาณปุถุชน และอริยชนหรืออริยบุคคลตามลำดับ อาจหลายชาติภพ ก็ต้องเพียรกันต่อไป
คำถามคุณแม่มดข้อนี้ ถ้าอธิบายเกี่ยวกับจิตกันตรงๆต้องใช้ภาษาอภิธรรม ซึ่งยิ่งทำให้ไปกันใหญ่ ผมยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมอย่างนี้

คุณแม่มดเป็นจิต (ใจ) ขับรถโตโยต้า เกียร์ธรรมดา (กาย) จนรถพัง จึงออกจากรถเพื่อหารถใหม่ รถรุ่นที่พัง บริษัทมีนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมเข้าไป(เหมือนคนที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ) ได้ โตโยต้าคันใหม่ ซึ่งย่อมไม่ใช่คันเดิมที่พังไปแล้ว หรืออาจได้อีกยี่ห้อหนึ่งที่ไม่ใช่โตโยต้า แล้วไปขับคันใหม่ต่อ

วิญญาณที่เที่ยงนี้ ในศาสนาอื่นๆใช้อธิบายแนวนี้ได้ แต่ทางพุทธแม่มดที่ออกจากรถคันเก่า กับแม่มดที่เข้าไปรถคันใหม่จะเป็นคนเดียวกันก็ไม่ใช่ แต่เพราะมีเหตุมีปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันจึงเกิดสืบต่อๆกันมา

ดังนั้นไม่ใช่มีตัวตนหรือวิญญาณที่เที่ยงแท้ ออกจากกายไปเพื่อจะเข้า ในกายใหม่ ที่ผ่านการอัพเกรด

ส่วนปัจจัยภายนอกในชาตินี้มีผลต่อ การสืบทอดพันธุกรรม และมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพของจิต

ศาสนาพุทธจึงเน้นการภาวนาที่เรียกว่าการพัฒนาจิตนี้ ให้ดียิ่งๆขึ้นไป โดยต้องดูแลกายนี้ให้มีความผาสุกพอสมควรแต่ไม่ยึดติดหรือสยบต่อความผาสุก ซึ่งสิ่งนี้พระองค์จึงไม่ทรมานตนเองให้ลำบาก จากการลองผิดลองถูกถึง หกปีเต็ม

ความคิดเห็นที่ 20 kratenUan , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 15.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

“พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีจิตที่ตรง ประกอบด้วยกุศลจริงๆ ไม่เสแสร้ง....
บางครั้งเราก็ไม่อาจทำอย่างที่เราคิดได้ อาจเพื่อถนอมน้ำใจผู้อื่นหรือไม่ต้องการผลที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง
อย่างนี้ก็ถือเป็นจิตที่ไม่ตรงเหมือนกันหรือคะ “

ต้องเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตจริงๆ กับการแสดงออก ที่เกี่ยวข้องกับการสมมติ ของสังคม เราไม่ใช่อยู่เพื่อตนเองเท่านั้น พระพุทธองค์สอนให้เราฝึกฝนเพื่อหลุดพ้น แต่ไม่ใช่ทำให้เราเห็นแก่ตัว สิ่งใดที่ทำแล้วผู้อื่นอาจทุกข์ใจหรือเดือดร้อน เราต้องไตร่ตรอง

มีพระสูตรหนึ่งที่สอนเรื่องนี้ชัดเจน พระองค์ตรัสว่า สิ่งใดที่พูดแล้วเป็นประโยชน์ แต่เวลานั้นผู้ฟังไม่พร้อมจะฟัง หรือเวลาขณะนั้นไม่เหมาะ ไม่ควรพูด เพราะถ้าหวังดีจิตมีกุศล แต่การพูดขณะนั้นอาจทำให้คนฟังเสียหาย กลายเป็นพูดไป กลับก่ออกุศลแก่คนอื่น ดังนั้น ไม่ใช่ยึดถือเพียงตัวเราว่าเราหวังดี ก็ทำไป ผิดท่าผิดทางผิดจังหวะ กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาก็มีให้เห็นบ่อยๆ

มีนิทานสองเรื่องที่อยากจะเล่า เพื่อความเข้าใจ ในสิ่งที่สภาวะจิต ที่มี กับ สิ่งที่แสดงออกมาทางกาย วาจา ที่เกี่ยวข้องกับสังคม
พระสองรูป กำลังจะข้ามแม่น้ำ เห็นผู้หญิงตกน้ำกำลังจะจมน้ำตาย พระรูปหนึ่งก็ลังเล เพราะพระถูกต้องตัวผู้หญิงไม่ได้เดี๋ยวอาบัติ ส่วนพระอีกรูป โดดลงไปช่วยผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาได้ หลังจากเดินทางต่อไประยะหนึ่ง พระรูปที่ลังเลก็ถามพระรูปที่ไปช่วยผู้หญิงว่า ทำแบบนั้น มันไม่อาบัติหรือ พระรูปนั้นตอบว่า เราวางผู้หญิงคนนั้นที่ฝั่งแม่น้ำนั้นแล้ว ท่านยังแบกนางตามมาด้วยหรือ

ชายตนหนึ่งเป็นพรานป่า แต่ลูกชายของตนบวชเณร วันหนึ่งลูกชายตนเองพลาดท่าตกลงไปในกระทะน้ำมันที่เดือดพล่าน พวกพระพวกเณรช่วยกันนำร่างเณรเคราะห์ร้ายออกมาจากกระทะ แต่สภาพของเณรก็เกินเยียวยาแล้ว ร้องด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส คนที่เป็นพ่อ ยืนดูด้วยความสงสารน้ำตานองหน้า กำลังคิดว่าจะเอาปืนมายิงเพื่อไม่ให้ทรมาน
พวกพระเณรที่เหลือต่างห้าม เพราะนี่คือการปาณาติบาต เป็นการผิดศีล ดังนั้นทุกคนจึงพากันยืนดูจนเณรนั้นทรมานจนขาดใจตายไปต่อหน้า

นิทานสองเรื่องนี้บอกอะไร ถ้าพระมัวแต่ยึดติดในศีลวัตรเพราะกลัวตนเองจะมัวหมอง แต่กลับยอมปล่อยอีกชีวิตหนึ่งให้ตายต่อหน้า อย่างนี้ไม่ใช่สาวกของพระพุทธองค์ เป็นเพียงใครคนหนึ่งที่เอาเสื้อผ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นศีลมาคลุมกายตนเอง แต่ใจหาได้มีศีลไม่ คนแรกที่ยึดติดจึงเป็นพระเพียงกาย คนที่โดดลงไปช่วย จึงเป็นพระทางใจ ใจไม่ได้ยึดติดว่านี่คือผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่เป็นชีวิตหนึ่งที่กำลังทนทุกข์ ต้องการการกระทำทางกายในการช่วยเหลือ เพื่อการสำเร็จผลนั้น

การที่ทั้งพระทั้งเณร รวมทั้งพรานป่า ยืนดู เณรที่บาดเจ็บทรมาน อยากพ้นทุกข์จากร่างกายนี้ ด้วยกลัวว่าตนเองจะผิดศีลข้อ ปาณาติบาต กลัวจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือ นิพพาน พระเณรอาจไม่เท่าไร แต่คนที่ผูกพันที่เห็นบุตรในสายเลือดตายอย่างทรมานทั้งที่ตนเองสามารถช่วยให้ลูกของตนพ้นทุกข์ทรมานได้ แต่กลับกลัวผิดศีล
ในเมื่อคำว่า ศีล คือ ความเป็นปกติของจิตใจ มีไม่ฆ่าเป็นปกติ ไม่ลักเป็นปกติ แต่ขณะที่ยืนดูลูกตนเองกำลังตายนั้น จิตใจที่ไหนมันจะเป็นปกติได้ อาจกล่าวได้ว่า การฆ่านั้นบาป แต่ขณะที่ต้องฆ่านั้น ตนเองยินดีในการฆ่าหรือไม่ ตนเองมีจิตกรุณาสงสารลูก อยากให้ลูกตายโดยไม่ทรมาน ตนเองก็ต้องยอมบาปเสียเอง อย่างน้อยก็ช่วยเหลือผู้อื่น กรรมไม่ดี ส่วนไม่ดี กรรมดีที่ตนทำนั้นก็ย่อมมีผล

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราเห็นแก่ตัว แต่เราต้องหมั่นขัดเกลาตนเอง เพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่น ชาวพุทธเราไขว้เขวเรื่องนี้มาก จะทำอะไรก็เพื่อตนทั้งสิ้น อันไหนที่ทำแล้วได้บุญมาก ก็แห่กันไปทำ เพื่อตัวเองทั้งนั้น สะสมทั้งชาตินี้ชาติหน้า เลยไม่ต้องหลุดพ้นไปไหน ยิ่งนับถือพุทธเท่าไหร่ ยิ่งเกาะกุมการมีตัวตนมากขึ้นเท่านั้น
สรุปคือ หมั่นให้มีจิตที่เป็นกุศล และรู้จักเลือก แยกจิตออกมาหนึ่ง การกระทำที่สอดคล้องกับจารีตโดยคิดว่าเมื่อแสดงออกทางกาย วาจาแล้ว อย่าสร้างผลกระทบไปในทางที่จะทำให้เกิดความขุ่นมัวทั้งผู้อื่นและตนเองครับ




ความคิดเห็นที่ 19 Anacarika , kratenUan และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 14.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ส่วนจิตนิยามนี้เองที่ไม่อาจอธิบายหรือพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ .....ตรงนี้ลำบากนะคะ
นี่คือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า soul หรือเปล่าคะ

Soulของฝรั่งที่หมายถึงวิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นตัวตน แม้ในศาสนาอื่นๆทั้งพราหมณ์ ฮินดู หรือกระทั่งคนไทยนี้เอง ยังเข้าใจว่า วิญญาณ เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีตัวตนล่องลอยไปมา ไม่พอใจใครก็หลอกให้กลัวดังที่รียกว่าผีนั่นเอง

ดังที่ผมอธิบายไปแล้ว ตามองเห็นสิ่งหนึ่ง เพราะว่ามีอวัยวะที่เป็นจอประสาทตารับแสง มีวัตถุให้เห็น มีแสงเพียงพอ ปัจจัยครบ การรู้ทางตาก็เกิดขึ้น นี่คือวิญญาณขันธ์ในความหมายทางพุทธ คือจิตที่เป็นธาตุรู้ เกิดการรู้ขึ้น เมื่อทำหน้าที่รู้เสร็จก็ดับไป จิตดวงใหม่มาทำหน้าที่ต่อ อาจทำหน้าที่คิด ก็เป็นสังขารขันธ์ก็ปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็ดับไป พอเปรียบดังการวิ่งผลัดที่ยกตัวอย่างไปแล้ว ถ้าให้ชัดอีก ก็ดังเทียนที่จุดไฟเล่มหนึ่ง เอาเทียนอีกแท่งมาต่อจนไฟติด เล่มเก่าก็ดับทิ้ง ถามว่าไฟที่ติดเล่มใหม่เป็นไฟจากเล่มเก่าหรือไม่ อาจใช่หรือไม่ใช่ แต่ที่แน่ๆ มันมีปัจจัยที่ต่างเอื้อต่อกันและกัน

จิตสุดท้ายก่อนจะดับ ยามที่มันสามารถหน่วงได้ภพใหม่แล้ว มันจะเป็นปฏิสนธิจิต(เกิด)ต่อไปทันที มันเลือกอย่างไร ก็เปรียบดังคลื่นสถานีที่มีความถี่ที่ตรงกัน มันย่อมส่งผลที่คลื่นนั้น

ไปอย่างไร ไปตามผลกรรมที่ได้ทำไว้ กรรมใดที่เป็นกรรมหนักก็ให้ผลทันที ถ้าไม่มีกรรมหนัก ก็เป็นกรรมที่ทำอยู่บ่อยๆ ทำเป็นนิสัยที่เคยชิน เหมือนบางคนมีลูกจากพ่อแม่เดียวกัน เลี้ยงดูเหมือนกัน แต่มีจริต หรือนิสัยใจคอที่ต่างกัน เป็นต้น

ดังนั้นกรรมที่ทำอยู่บ่อยๆจึงสำคัญ เพราะก่อนตาย จิตเราอ่อนเราย่อมเอนไปตามสิ่งที่เคยชินเสมอ แม้บางครั้งบางคนที่ทำเรื่องไม่ดีไว้มาก แต่ก่อนตายเกิดมีกุศลจิตเกิดขึ้น กรรมนั้นเรียกว่า อาสันกรรม ก็ส่งผลให้ช่วงสั้นๆ ตัวอย่างบางคนที่เกิดในครอบครัวที่ดีที่ร่ำรวยทุกอย่าง แต่เกิดมาไม่ทันไรก็มีอันตายจากอย่างรวดเร็ว นั่นคือเขามาเสวยผลจากอาสันกรรม ที่มีเพียงช่วงสั้นๆ เขาจึงต้องรับผลกรรมอื่นที่ทำไว้เป็นประจำตามพื้นจิตต่อไป

สรุปว่าวิญญาณทางพุทธ ไม่ใช่ความหมายแบบ soul ของฝรั่ง และวิญญาณทางพุทธก็ไม่ใช่ผี

ทีนี้ ผี มาจากไหน ก็มาจากความกลัวดั้งเดิม คือจิตที่ประกอบด้วย โมหะ ขณะที่กลัวผี จิตเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน เราผูกกับข้อมูลอดีต และการปรุงแต่งข้อมูลอนาคต

เด็กคนหนึ่งถ้าถูกเลี้ยงดู ในระบบปิด ที่เกิดมาไม่เคยได้ยิน ได้เห็นทางรูปภาพที่เราจิตนาการขึ้นมาว่าสิ่งนี้คือ ผี คือไม่มีความจำอะไรเกี่ยวกับคำว่า ผี เมื่อไม่มีความจำในเรื่องผี คือไม่มี สัญญาขันธ์ในเรื่องนี้ จิตจะเอาข้อมูลชุดไหน มาปรุงแต่งจนเกิดเป็นความกลัวขึ้นมา

ความคิดเห็นที่ 18 ni_gul , kratenUan และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห12แม่มดเดือนMarch ขอตอบทีละข้อก่อนครับ

กายนี้ ร่างกายนี้ จึงเป็นส่วนที่มาจากพันธุกรรม ของพ่อและแม่ อย่างละครึ่ง.....ตรงนี้นับรวมถึงพันธุกรรมจากบรรพบุรุษของพ่อแม่ด้วยใช่ไหมคะ

แน่นอนครับ อาจกล่าวได้ว่า คนเราทุกคนในโลกนี้เป็นพี่น้องญาติมิตรกันทั้งสิ้น ความนี้อาจสงสัยว่า คนผิวดำอาฟริกากับผมหรือคุณแม่มดก็ตามจะเป็นพี่น้องกันได้อย่างไร ผมขออนุญาตอธิบายเลยครับ

ทุกๆการแบ่งเซลในเซลสืบพันธุ์ จะทำให้เซลนั้นมีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง ส่วนเซลในร่างกายที่ไม่ใช่เซลสืบพันธุ์ ทุกการแบ่งตัว จำนวนโครโมโซมจะคงที่ ดังนั้น ไข่จากแม่ มีโครโมโซมครึ่งหนึ่ง มารวมกับ อสุจิจากพ่อ ที่มีโครโมโซมอีกครึ่งหนึ่งมาปฏิสนธิจนเป็นอีกชีวิตหนึ่ง มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ มีธาตุรู้ คือจิต ที่ไม่ทราบว่ามาจากไหน มาประกอบกันเข้า เป็น นามรูป

ทีนี้ทุกๆครั้งที่มีการแบ่งเซล ในธรรมชาติ มันมีข้อผิดพลาดอยู่เสมอ อาจเนื่องมาจาก สารเคมีจากยา จากแสง จากอะไรมากมายจิปาถะ ทำให้ตำแหน่งของโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของสายโครโมโซมมีการ ผิดเพี้ยนไป จึงทำให้ไข่ทุกใบ อสุจิทุกตัว ไม่สามารถมีแบบที่เหมือนกันทุกครั้ง จึงเป็นเหตุทำให้ลูกที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน คลานตามกันออกมา มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันไป ไม่เหมือนแกะจากแบบพิมพ์สักทีเดียว

เวลาที่ผ่านไปนับปี นับร้อยปีนับพันปี หมื่นปี ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ตามหลักของชาร์ล ดาวิน การอพยพก็ดี การแย่งที่ทำกินก็ดี การครอบครองสตรีที่ด้อยกว่าก็ดี เหล่านี้ทำให้คนเราเกิดเป็นเชื้อชาติที่แยกออกมาหลายเชื้อชาติ

นี่คืออีกส่วนหนึ่งของ อุตุนิยามและพีชนิยาม ที่นอกเหนือจากกรรมนิยามครับ


ความคิดเห็นที่ 17 Anacarika , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 13.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห11.rattiya (ทางด้านศาสนา) เรื่อง IQ + EQ พอจะอธิบายได้ไหมค่ะ

คำถามที่สั้นมาก แต่เล่นเอากระอัก เพราะถ้าเพียงตอบว่า IQ + EQ คืออะไร สามารถ หาเอาอ่านได้มากมาย

ผมขอตั้งต้น คำว่า ปัญญา คนที่มี IQสูง เราเรียกว่าคนฉลาด คนมีปัญญา แต่ปัญญาในความหมายของพุทธศาสนาหมายถึงการรู้แจ้ง ในสิ่งที่เป็นไปตามจริง

ผมจะสรุปง่ายๆในเบื้องต้นก่อน ปัญญาทางโลก คือ ปัญญารู้ติด คือปัญญาที่แสวงหาความรู้ที่ยังไม่สิ้นสุด เช่นสมัยก่อน เราคิดว่าโลกแบน ต่อมาถึงรู้ว่าโลกกลม เป็นต้น ปัญญาทางธรรม คือ ปัญญารู้พ้น พ้นไปจากการสงสัยในชีวิต เป็นปัญญาที่มีการสิ้นสุด ยามที่จิตรู้แจ้ง หมดการยึดถือหรือปรุงแต่ง เป็นอันสิ้นสุดความสงสัย ถึงที่ความสิ้นแห่งทุกข์ทางใจ มีชีวิตดื่มกินขับถ่ายเช่นคนธรรมดา เห็นหรือได้ยิน ลิ้มรส สัมผัส ก็เป็นเช่นเดียวกับคนทั่วไป การกระทำทางกายวาจามีอยู่ แต่จิตใจไม่เกาะข้องติดในสิ่งเหล่านั้น สภาวะจิตที่ละวางเป็นขั้นๆ ตั้งแต่ขั้นต้นๆที่มีจิต โสดาบันจนกระทั่งถึงการสิ้นสุดที่ไม่มีการยึดติดอีกต่อไป นั่นคือ อรหันตจิต สภาพจิตใจที่เป็นอริยะบุคคลเหล่านั้น จึงเป็นปัญญาที่รู้พ้น

แต่อริยะบุคคลเหล่านั้น ถ้าไม่เคยเรียนคณิตศาสตร์ มาก่อน ย่อมไม่สามารถแก้โจทย์ได้ ไม่เคยหัดขับรถ ก็ย่อมขับไม่เป็น
ไม่รู้จักทางก็ย่อมหลงทาง เป็นต้น

ข้อสอบที่เป็นตัววัด IQที่เป็นสมมติทางโลก จึงเป็นตัวทดลองดูปัญญาที่ใช้แก้ไขปัญหา แล้วกำหนดว่า คะแนนเท่าไหร่ จะมีเชาว์ปัญญาระดับใด

แต่คนเราไม่ใช่มีชีวิต อยู่เพียงแค่อาศัยเหตุผล ที่เป็นตรรกะกันเท่านั้น ด้านความรู้สึก อารมณ์ ที่มีต่อกัน เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้

ยามที่ตาเห็น ยามที่หูได้ยิน ยามที่จมูกได้กลิ่น ยามที่ลิ้นได้รส ย่อมเกิดการรู้ ที่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ เกิดความรู้สึก สบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ เกิดการจำได้ เกิดการปรุงแต่ง สภาพการปรุงแต่ง ที่เป็น สังขารขันธ์นี้ จึงปรุงกระบวนความคิดของเราให้ออกมามากมาย บางคนสภาวะจิตที่สั่งสมมามีเมตตากรุณาเป็นพื้นจิต มีการกล่อมเกลาปลูกฝังโดยผู้เลี้ยงดูที่มีจิตใจงดงาม จิตที่ดีงามย่อมพอกพูนเพิ่มขึ้น เหมือนดังเรามีเมล็ดพันธุ์ในจิตที่มีทั้งดีและไม่ดี ถ้าเราหมั่นทำนุบำรุงเมล็ดที่ดีอยู่เสมอ ในขณะที่ไม่เพิ่มพูนเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดี คอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา ความดีงามที่สั่งสมวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชาติแล้วชาติเล่า ย่อมส่งผลต่อๆกันไป ไม่ต้องดูไปในชาติหน้า เพียงชาตินี้ ถ้าเป็นคนที่มี ภาวะอารมณ์หรือ EQ ที่ดี ผลที่ได้มันเกื้อกูลตนเองและสังคม

ดังนั้น ปัญญาทางธรรมที่เจริญมากๆ ย่อมส่งผลต่อ EQ อย่างแน่นอน เพราะการเห็นสภาวะจริงแท้ของชีวิต ย่อมไม่ยึดติดในบุคคล แต่เข้าใจในสิ่งที่แต่ละบุคคลทำ พรหมวิหารสี่จึงแจ้งในจิต สังคมเราที่อยู่ด้วยกัน เราต้องการคนที่มี EQมากกว่า IQ ครับ



ความคิดเห็นที่ 16 ni_gul , kratenUan และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9.kratenUan
"การที่จิตเป็นธาตุรู้ ดังนั้นเมื่อจิตท่องเที่ยวไปในภพภูมิต่างๆ จึงสะสมความรู้และประสบการณ์ จนแสดงเป็นความชอบหรือไม่ชอบอะไรในชาติปัจจุบัน แล้วทำไม บางคนถึงไม่ทราบล่ะค่ะ ว่าตัวเองถนัดเป็นพิเศษทางด้านไหน"

เป็นคำถามที่ตีเข้าแสกหน้าผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ระบบการศึกษาไทยจนเลือดอาบ ผมถามกลับเช่นกัน การศึกษาไทยตั้งแต่ทัศนคติของผู้ปกครองที่มีต่อบุตรหลาน นักการศึกษาที่ทำหลักสูตร มีใครเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงศักยภาพตนเองออกมาบ้าง

พ่อแม่ที่พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้ขยันเรียน เพื่อจะได้เป็นหมอเป็นวิศวะ หรือสาขาที่ทำเงินมากๆ หาเงินได้คล่อง ต่างพากันขวนขวายให้ลูกได้เรียนพิเศษ เข้าโรงเรียนดีๆ เข้า มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ระบบการวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ไม่ยุติธรรม ใครสามารถตอบคำถามตรงตามที่คนออกข้อสอบได้ถือว่าเก่ง เด็กชายขอบที่ขาดโอกาส สังคมที่วัดกันด้วยผลการเรียน ไม่ได้วัดที่ฝีมือการทำงาน

ลองมองดูเถิด เด็กถูกตั้งโปรแกรมให้เป็นไปตามจารีตและบริบทของสังคม เราไม่เคยเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงสิ่งที่ติดตัวมาของเด็ก สมมติเด็กคนหนึ่งชอบเครื่องยนต์กลไก แต่ครอบครัวร่ำรวยมาก มีอาชีพเป็นที่นับถือในสังคม คิดหรือครับว่าพ่อแม่เขาจะให้เด็กไปเรียนช่างเครื่องยนต์

ในหลักการพุทธศาสนา ในการที่จะให้คนๆหนึ่งก้าวไปในชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ต้องประกอบด้วยกัลยาณมิตรที่เรียกภาษาธรรมว่า ปรโตโฆสะ พ่อแม่ สังคม โรงเรียน ครูที่ดี ระบบความยุติธรรมเท่าเทียมกันในสังคม เหล่านี้คือส่วนหัวรถจักรที่จะนำพาขบวนรถขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ตัวปรโตโฆสะนี้ต้องมีส่วนในการกระตุ้นให้เด็ก ได้มีกระบวนการเรียนรู้ไตร่ตรองด้วยสติปัญญาตนเอง กล้าตั้งคำถาม กล้าสงสัย กล้าตรวจสอบ กล้าทดลอง ภาษาธรรม เรียกสิ่งนี้ว่า โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ เป็นเรื่องภายในของเด็ก ถ้าเด็กไม่พยายามฝึกคิดไตร่ตรอง ก็เหมือนล้อรถที่ฝืด หัวรถแม้พยายามจะลากก็ลากไปไม่ไหว ดังนั้นทั้งสองส่วนจึงเกี่ยวเนื่องกัน

ยามใดที่ ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ ถึงพร้อม นั่นจึงเป็นแนวทางที่คนทุกคนได้ใช้ศักยภาพที่ติดตัวมา ใช้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ยังประโยชน์แก่ตนในปัจจุบัน ยังประโยชน์ให้ผู้อื่น แล้วยังมีหนทางในการค้นพบสัจธรรมที่เข้าใจตัวตนที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ขอยกคาถาหนึ่งในธรรมบท ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

คนไขน้ำ ย่อมไขน้ำ ช่างศร ย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ ผู้มีวัตรดี ย่อมปฏิบัติ

ความหมายพออธิบายตามนัยได้ว่า คนก็คือธรรมชาติ เหมือนน้ำ เหมือนกิ่งไม้ ต้นไม้ เกิดมาอย่างไร ก็ไหลเรื่อยไป เหี่ยวแห้งไป แต่ถ้าได้มีโอกาสฝึกฝนขัดเกลา ให้ใช้ประโยชน์ตามธรรมชาติที่ตนมีอยู่ นั่นจึงเป็นประโยชน์ แทนที่ น้ำที่ไหลไปทิ้งไปแต่ นำเข้าที่นาย่อมยังประโยชน์ในการเพาะปลูก กิ่งไม้ที่จะมาทำคันศร ก็ต้องเลือกชนิดของกิ่ง ให้เหมาะสม นำมาเหลากลึง จึงได้คันศรที่พอเหมาะ ต้นไม้ที่จะนำมาทำเสาเรือน ก็ต้องเลือกชนิดให้ถูกต้อง แล้วนำมาตัดแต่ง คนก็เช่นกัน ต้องเปิดโอกาสค้นพบตนเอง มีการฝึกฝน ถึงเป็นคนที่เรียกว่า มนุษย์ที่ประเสริฐได้

เหมือนดังเช่น คนเป็นหมอที่เก่งการรักษาโรค แต่นำมาเป็นผู้บริหารที่เขาไม่ถนัด เราเลยเสียหมอที่เก่งไปคนหนึ่ง และได้ผู้บริหารที่แย่มาคนหนึ่ง
คิดว่าคงตอบได้พอครอบคลุมนะครับ
สำหรับคำถามท่านอื่น ผมจะทยอยตอบนะครับ เพราะเป็นคำถามที่หนักๆทั้งสิ้น



ความคิดเห็นที่ 15 kratenUan , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1-8คุณรัตติยา คุณแม่มด อาจารย์วัลลภ คุณนิกูล ที่เข้ามาแสดงความเห็น ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เป็นเรื่องที่ยาวที่ชวนมึนมาก ขอขอบคุณคุณแม่มดที่เข็นผมเขียนออกมา เพราะรับปากแล้ว ก็ต้องรักษาคำพูด
ผมคงตอบไล่เรียงทีละคำถามไป ตามลำดับครับ

ความคิดเห็นที่ 14 ni_gul , kratenUan และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 08.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คำถามของคุณ kratenUan "การที่จิตเป็นธาตุรู้ ดังนั้นเมื่อจิตท่องเที่ยวไปในภพภูมิต่างๆ จึงสะสมความรู้และประสบการณ์ จนแสดงเป็นความชอบหรือไม่ชอบอะไรในชาติปัจจุบัน แล้วทำไม บางคนถึงไม่ทราบล่ะค่ะ ว่าตัวเองถนัดเป็นพิเศษทางด้านไหน"

และคุณ rattiya "(ทางด้านศาสนา) เรื่อง IQ + EQ พอจะอธิบายได้ไหมค่ะ"


สงสัยว่าหมอสมชัยต้องออกเอนทรี่ใหม่ต่อแล้วมังคะ

ความคิดเห็นที่ 13 ni_gul , kratenUan และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 19/04/2015 เวลา : 04.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เช้าๆ ตอนเดินออกกำลังในสวนสาธารณะ เคยได้ฟังเรื่องของคติ สมบัติ วิบัติ จากเจ้าของบล็อกด้วยการยกตัวอย่างอย่างนี้แล้วชอบค่ะเพราะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายดี เลยขอให้เขียนถึง หมอเธอก็คิดจะหาเวลาเขียนถึงอยู่ค่ะ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยาว ต้องใช้เวลาเรียบเรียง แล้วคนไข้ก็ไม่เป็นใจ เธอกลัวว่าเรื่องยาวๆยากๆอย่างนี้เขียนๆหยุดๆแล้วเนื้อความของเรื่องจะไม่ปะติดปะต่อ จึงยังไม่ได้เริ่มต้นทำตามความคิดสักที

ต้องขอขอบคุณคุณแม่มดเดือน March ที่ถามขึ้น และเทศกาลสงกรานต์ที่ทำให้ว่างมากขึ้น จนทำให้เกิดเป็นเอนทรี่นี้ขึ้นมาค่ะ

ชอบเหมือนคุณ ni_gul ค่ะ ขนาดฟังมาหลายรอบแล้ว อ่านแล้วยังสนุกอยู่เลย

ความคิดเห็นที่ 12 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

กายนี้ ร่างกายนี้ จึงเป็นส่วนที่มาจากพันธุกรรม ของพ่อและแม่ อย่างละครึ่ง.....ตรงนี้นับรวมถึงพันธุกรรมจากบรรพบุรุษของพ่อแม่ด้วยใช่ไหมคะ
ลูกชายของแม่มดนั้นคือคุณตาภาคที่มีเชื้อสายฝรั่งแท้ๆเชียว ตอนเห็นหน้าลูกครั้งแรก แม่มดบอกได้เลยว่าพ่อตอนเป็นทารกคงหน้าตาอย่างนี้
แล้วลูกชายก็อยากเป็นนักกฎหมายมาตั้งแต่เพิ่งเรียนชั้นมัธยมต้นทั้งๆที่แม่มดไม่เคยบอกเล่าเลยว่ากฎหมายคือวิชาที่คุณตาอยากให้แม่เรียน (แต่แม่ทำตามใจตัวเองโดยการเลือกเรียนอักษรศาสตร์แทน)

ส่วนจิตนิยามนี้เองที่ไม่อาจอธิบายหรือพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ .....ตรงนี้ลำบากนะคะ
นี่คือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า soul หรือเปล่าคะ

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีจิตที่ตรง ประกอบด้วยกุศลจริงๆ ไม่เสแสร้ง....
บางครั้งเราก็ไม่อาจทำอย่างที่เราคิดได้ อาจเพื่อถนอมน้ำใจผู้อื่นหรือไม่ต้องการผลที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง
อย่างนี้ก็ถือเป็นจิตที่ไม่ตรงเหมือนกันหรือคะ

ในกรณีที่เราเชื่อเรื่องชาติก่อนชาติหน้า หากพันธุกรรมเป็นผลพวงจากการสะสมในอดีตชาติ ปัจจัยภายนอกในชาตินี้อาจกลายเป็นพันธุกรรมได้ในชาติต่อๆไป ....แม่มดเข้าใจถูกไหมคะ

ขอบพระคุณคุณหมออีกครั้งที่กรุณาค้นคว้าและเรียบเรียงเอ็นทรี่นี้ให้เรา แม่มดมองเห็นความตั้งใจที่สูงส่งอย่างยิ่งค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ni_gul , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 16.13 น.

เข้ามาถามต่อค่ะ
ทางด้านความฉลาด
intelligencequotient (ไม่ถนัดภาษาเเต่ต้องเขียนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน )

(ทางด้านศาสนา) เรื่อง IQ + EQ พอจะอธิบายได้ไหมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 15.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ชัดเจนครับ พี่หมอสมชัย

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
kratenUan วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 07.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hiddendrawer

ขอบพระคุณพี่ตุ้มที่ตามอ้วนมา และก็ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะสำหรับความรู้
"กรรมนิยามเริ่มจากมโนกรรม คือมีเจตนาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลุล่วง โดยออกมาทางกายหรือทางวาจา ปรากฏในรูปแบบของ กิริยา ซึ่งบางครั้งสอดคล้องกับมโนกรรม บางครั้งไม่สอดคล้อง นั่นคือสภาพจิตขณะนั้นตรงหรือไม่ตรง" ตรงส่วนนี้ ทำให้นึกถึงบทกรวดน้ำท่อนที่ว่า "อุชุจิตตัง สะติปัญญา มีจิตตรง ทั้งสติ และปัญญาอันประเสริฐ...
คำว่าจิตตรง มีความหมายดังนี้นี่เอง การที่จิตเป็นธาตุรู้ ดังนั้นเมื่อจิตท่องเที่ยวไปในภพภูมิต่างๆ จึงสะสมความรู้และประสบการณ์ จนแสดงเป็นความชอบหรือไม่ชอบอะไรในชาติปัจจุบัน แล้วทำไม บางคนถึงไม่ทราบล่ะค่ะ ว่าตัวเองถนัดเป็นพิเศษทางด้านไหน

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 01.36 น.

จากการอ่านเรื่องนี้..ดูออกคุณสมชัยตั้งใจเขียนเรื่องนี้มาก ขอบคุณมากค่ะที่สละเวลามาเขียน

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 01.28 น.

"ชาวพุทธที่ไม่ทำความเข้าใจ ในกระบวนการนี้ จึงโทษไปในสิ่งต่างๆนานา แล้วเกิดความเห็นผิด ว่าทำกรรมดี ไม่ได้ดี จึงมีพิธีกรรมแก้กรรมทั้งหลาย ในขณะที่ชายผิวดำคนนี้ จิตสงบ เพราะเชื่อมั่นในพระเจ้า เชื่อในความดีของตนแม้ผลที่ได้จะย่ำแย่ก็ตาม จุดนี้เป็นข้อที่น่าสังเกตมาก ถ้าเราเชื่อกรรมอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธ เราก็จะวางใจ สงบใจ มั่นใจในการกระทำของเรา แม้จะได้รับผลอย่างที่เห็น ตรงนี้ คำว่าหลักกรรม กับ พระเจ้าแทบไม่มีข้อแตกต่าง"
กรณีชายผิวดำ
ถ้าจะเปรียบเทียบว่า" สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ" ได้ไหมค่ะ คือเขารู้ตัวเองว่าเขาทำดี เจตนาดี คนอื่นไม่ทราบเเต่เขารู้อยู่ในใจ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/04/2015 เวลา : 01.19 น.

อ่านรอบที่ 2 ต้องมาสรุปเป็นข้อ (เพราะเรื่องนี้ยาวมาก)
1."ถ้าจิตนี้เป็นแผ่นซีดีที่เก็บข้อมูล ทุกครั้งที่เราตื่นขึ้นมา การรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหกก็เริ่มต้น จิตจะเกิดและดับในทุกขณะ จิตหนึ่งที่พุ่งรับอารมณ์ ก็เก็บเกี่ยวอารมณ์นั้นไว้ จะเป็นเรื่องกุศลหรืออกุศลก็เก็บไว้ทั้งสิ้น ก่อนจิตดวงหนึ่งจะดับลง อารมณ์ที่เก็บไว้ก็จะส่งต่อให้จิตดวงต่อไปรับช่วงไป เหมือนดังการวิ่งผลัดที่มีการส่งต่อของไม้"
2.จิตนี้อาศัย ส่วนสมองที่เรียกว่า กาย เป็นเครื่องมือที่รับข้อมูลและแสดงออกจากข้อมูลที่ผ่านการปรุงแต่ง
3.ดังนั้น ถ้ามองที่มนุษย์คนหนึ่งๆ ก็ ประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นรูป ที่เป็นโครงสร้างร่างกายทั้งหมดอันมีอวัยวะต่างๆที่เป็นระบบ ต่างมีหน้าที่ของตน มาประชุมรวมกันเข้า โดยมีจิตที่เป็นตัวรู้ เป็น นาม มาขับเคลื่อนกายนี้โดยอาศัยระบบประสาทเป็นเครื่องมือ
รูปคือ รูปขันธ์ บวกกับ นามขันธ์ทั้ง สี่ อันประกอบด้วย เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
ครบองค์ประกอบคือ ขันธ์ ห้า
4.การรับรู้สิ่งเร้าหรืออารมณ์ภายนอก มาปรุงแต่ง เพื่อแสดงออกตั้งแต่ภายใน จิตใจ จนเป็นเจตนาที่จะทำการ นี่คือ กรรมนิยาม กรรมนิยามเริ่มจากมโนกรรม คือมีเจตนาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลุล่วง โดยออกมาทางกายหรือทางวาจา ปรากฏในรูปแบบของ กิริยา ซึ่งบางครั้งสอดคล้องกับมโนกรรม บางครั้งไม่สอดคล้อง นั่นคือสภาพจิตขณะนั้นตรงหรือไม่ตรง

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 17/04/2015 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อ่านแล้วขอสรุปตามเรื่องก่อนนะคะ
... การสื่อสารทางเซลประสาทส่งผ่านสู่กันได้ - จากการทดลองฉีดสารจากสมองหนูที่กลัวความมืดให้หนูปกติแล้วหนูปกติก็เกิดอาการกลัวความมืดไปได้ (การทดลองโหดเกินไปนะคะ)
... กรณีลูกหลานมีนิสัยชอบหรือไม่ชอบคล้ายบรรพบุรุษก็อธิบายได้จากการทดลองข้างบน คือได้รับสื่อมาตั้งแต่จากเซลกำเนิดนั่นเอง และอาจจะแตกต่างจากพ่อแม่ได้ก็อธิบายอนุมานเอาตามเมนเดลและหรือทฤษฎีของความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ไปก็แล้วกัน
...
มีกุศลเจตนาแล้วก็ดี ควรให้เกิดการกระทำที่เอื้อกันด้วย ทำดีแล้วก็ดีแล้วที่ได้ทำสมตั้งใจ ต่อจากนั้นให้วางใจไม่ว่าจะมีอุบัติหรือวิบัติอะไรตามมา ... ชอบตัวอย่างที่คุณหมอยกมามากเลยค่ะ เข้าใจง่ายดี ... สงสัยจะมีจริตชอบในทางให้มีนิทานประกอบเรื่องแน่เลย

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
wullopp วันที่ : 17/04/2015 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบพระคุณอาจารย์
และ ขอกราบอนุโมทนา
ในกุศลเจตนา ครับ....

ความคิดเห็นที่ 3 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 16/04/2015 เวลา : 19.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอ
ขอเวลาแม่มดอ่านและทำความเข้าใจสักนิดนะคะ
ช้าๆแบบแม่มดนี่ คงอ่านทันคุณหมอกลับจากตรัง (?) ตอนวันอาทิตย์ค่ะ
ขออนุญาตส่งลิงค์ของเอ็นทรี่นี้ให้ผู้ (ที่น่าจะ) สนใจบางท่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 16/04/2015 เวลา : 19.37 น.

อ่านรอบเเรกได้ใจความว่า
"เราจะรู้แจ้งรู้รสอย่างที่พระองค์รู้ ก็ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่ใช่มาจากการฟังการอ่านหรือ ไหว้พระพุทธรูป"ค่ะ
คงต้องกลับมาอ่านอีกหนึ่งรอบ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 16/04/2015 เวลา : 18.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ผมจะกลับมาตอบความเห็น ในวันอาทิตย์ที่19ครับ มีความเห็นเพิ่มเติมหรือคำถาม ทิ้งไว้ก่อนได้ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน