*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 218178
  • จำนวนผู้โหวต : 170
  • ส่ง msg :
  • โหวต 170 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2375 , 13:49:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 16 คน พยาบาลบ้านนอก , BlueHill และอีก 14 คนโหวตเรื่องนี้

หลายครั้งหลายคราที่นั่งดู คนที่มีปัญหาต่อกัน เช่น  นักการเมืองคนละขั้ว คนใส่เสื้อต่างสี มาสนทนากัน มักเต็มไปด้วยความสับสน ต่างคนต่างไม่ได้ฟังอีกฝ่ายพูดว่าอะไร  จนบางครั้งคู่สนทนาเองเกิดความเดือดดาลหรือเบื่อหน่าย ไม่ต้องมาพูดกันหรือฟังกัน ต่างคนต่างอยู่กันไป บางครั้งเพื่อนที่โกรธกัน ก็ไม่ทำความเข้าใจให้กระจ่างต่างคนต่างปิดกั้นการสื่อสาร  เช่นการไม่ฟัง หรือการ ไม่อ่าน เป็นการปิดรับข้อมูล  ทำให้เราคับแคบ เพราะเราจะจมอยู่กับทิฏฐิที่เรามีอยู่  ทุกความจริงที่เรารู้ เป็นความจริงเฉพาะที่ตนเองเข้าใจเท่าที่ข้อมูลที่รับเข้ามา   

จึงไม่แปลกอะไร ที่บ้านเมืองเราตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันนี้ คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะต่างคน ต่างเสพข่าวสารเฉพาะที่ตนชอบ ที่ถูกใจตนเอง ที่ตนเองตั้งธงเห็นด้วย  ปิดประตูรับข่าวสารหรือข้อมูลอีกด้าน อีกมุมมองหนึ่งที่ตนรังเกียจในบุคคลที่พูดนั้น

 

อาจารย์พระไพศาล วิสาโล เคยเล่าถึง เรื่องราวของ นพ. วิธาน  ฐานะวุฑฒ์ ระหว่างที่ท่านเป็นวิทยากร ได้พบว่า หมอฟันกับผู้ช่วยมีความขัดแย้งกัน  จึงชวนคนทั้งสองมาปรับความเข้าใจกัน โดยตั้งกติกาว่าให้แต่ละคนผลัดกันพูด ว่าตนเองไม่พอใจอีกฝ่ายด้วยปัญหาอะไร  ให้เวลาคนละ 5 นาที โดยขณะที่คนหนึ่งพูด อีกฝ่ายต้องฟังอย่างเดียว ห้ามแทรก ห้ามซักถาม เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดจบ ให้ฝ่ายที่ฟัง ประมวลสรุปสิ่งที่ผู้พูดออกมาว่าเขาพูดอะไร  ถ้าประมวลถูกต้องผู้พูดเห็นด้วยกับข้อสรุปที่ผู้ฟังสรุปออกมา ก็ให้พยักหน้า หลังจากนั้นก็สลับบทบาทกัน จากผู้พูดกลายเป็นผู้ฟัง อย่างนี้

เบื้องต้นผู้ช่วยพูดก่อน หมอฟันทำหน้าที่ฟังอย่างเดียว ผู้ช่วยก็พูดถึงความอึดอัดใจตนเองในการทำงานกับหมอ เมื่อพูดจบ หมอฟันก็สรุปสิ่งที่ผู้ช่วยพูดมาทั้งหมด  ผู้ช่วยพยักหน้าว่าสรุปได้ตรงตามที่พูด

คราวนี้หมอฟันเป็นฝ่ายพูดบ้างถึงความคับข้องใจที่ตนมีอยู่ พอพูดจบ ก็ให้ผู้ช่วยสรุป ให้หมอฟันฟังว่า สรุปถูกต้องไหม เมื่อผู้ช่วยสรุปเสร็จ หมอฟันส่ายหน้าว่าไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด  ก็เลยต้องเริ่มใหม่  ปรากฏว่าต้องใช้เวลาถึงสามครั้ง กว่าที่ผู้ช่วยจะสรุปได้ตรงกับที่หมอฟันพูด

หลังจากนั้นจึงให้ทั้งสองมาช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งหมอฟันก็บอกว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องบางเรื่องจะกลายเป็นเรื่อง ซึ่งรับปากว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก ฝ่ายผู้ช่วยก็เช่นกัน ทราบปัญหาต้นเหตุ ดังนั้นก็รับปากเช่นกันว่าจะปรับปรุงตนเอง

 

นพ. วิธาน จึงถามผู้ช่วยว่า เหตุใดจึงสรุปไม่ตรงตามที่หมอฟันพูดถึงสองครั้ง  ผู้ช่วยตอบว่า ขณะที่เขาฟังหมอพูดอยู่ ใจเขาไม่ว่างพอที่จะฟังว่าหมอพูดอะไร เพราะขณะนั้นเขากำลังสรรหาเหตุผล ร้อยแปดประการเพื่อนำมาหักล้าง หรือโต้ตอบหมอ ทำให้เขาสรุปสาระที่พูดออกมาผิด

แบบนี้เรียกว่า ได้ยิน แต่ไม่ได้ฟัง เพราะใจขณะนั้นไม่ว่างที่จะรับข้อมูล ขณะนั้นมีแต่การปรุงแต่งความคิดเพื่อให้ตัวตนพ้นจากการถูกกล่าวหา

อุปสรรคที่สำคัญในการฟังคือการฟังด้วยใจที่ไม่ว่าง ต้องฟังด้วยใจที่ว่าง ใจที่ว่างนี้ไม่ใช่ว่างเปล่าจากสิ่งที่ไม่มี แต่เป็นการว่างจากสิ่งที่มี  เราต้องฟังทั้งสิ่งที่ชอบสิ่งที่ไม่ชอบโดยการนำตัวตนให้พ้นจากถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากของคู่สนทนา  ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนเรามักนำตัวตนของตนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ผมจะลองยกตัวอย่างดู

 

เรามองรูปนี้ แล้วก็สรุปว่า ชายคนนี้ยืนอยู่หลังต้นไม้

คำถามคือ ทำไมเราไม่มองว่า ชายคนนี้ยืนอยู่หน้าต้นไม้

ต้นไม้ต้นนี้มีตรงไหนที่บอกว่า ตรงไหนคือหน้า ตรงไหนคือหลังของต้นไม้

ทรวดทรงของต้นไม้ กลมโดยทุกสัดส่วน 

ทีนี้มาดูที่คนกันบ้าง

    

เรามีส่วนที่เรียกว่าด้านหน้า และด้านหลัง แตกต่างกัน  เราจึงมีสมมติกำหนดว่านี่ ด้านหน้า  นี่ด้านหลัง  นี่ซ้าย นี่ขวา   (ขอโทษที่หาแบบ ที่เจริญหูเจริญตามากกว่านี้ไม่ได้)

ยามใดที่เรามองออกไป  ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล จึงต้องหันหน้าเข้ามาหาเราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งต้นไม้ที่ไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่พอจะบ่งบอกว่าด้านหน้าด้านหลังแตกต่างกัน มันจึงต้องหันหน้ามาหาเราโดยปริยาย ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องกำหนดจากเราทั้งสิ้น  เราจึงเห็น จึงฟัง จึงตีความทุกสิ่งทุกอย่างจากอัตตาตัวตนที่เรามีอยู่ เรายืนมองมุมหนึ่ง เราก็ตัดสินเพียงมุมที่เราเห็น เราไม่ปล่อยใจให้ว่างจากความคิด มองสิ่งที่เห็นตามที่มันเป็น ไม่ต้องไปกำหนดอะไร รับรู้รับทราบตามจริง  ถ้าเราเห็นชายที่เรากำหนดว่าเขายืนหลังต้นไม้ ลองเดินไปรอบๆทุกๆมุม ทั้งที่เขาก็ยืนอยู่ที่เดิม เราก็จะมองเห็นความจริงอีกด้าน สมมติก็จะถูกเปลี่ยนไปอีก จากยืนหลังต้นไม้ มาเป็นยืนหน้าต้นไม้

 

สุญญตา จึงไม่ใช่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มี  ไม่ใช่การสูญเปล่า  เห็นอะไร ได้ยินอะไร ต่างปฏิเสธว่าไม่เอาไม่รับ ขอให้ใจว่าง ไม่ขอยุ่งเกี่ยว  แต่เป็นความว่างจากสิ่งที่มี รับรู้ความมีอยู่ โดยไม่ด่วนตัดสิน  ยอมรับมัน ปฏิบัติไปตามสมมติที่สังคมนั้นกำหนด แต่จิตใจไม่ผูกติด

ยามที่การมองเห็นหรือ การฟัง ก็ดี  เป็นไปตามสภาวะเรื่องราวของมันที่ดำเนินไป สิ่งที่ฟังหรือที่เห็น เราต้องลงไปลึกอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือ รับความรู้สึกของสิ่งที่สื่อสารออกมา นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ท่านกล่าวว่า ฟังจากสิ่งที่เป็นเหตุผล แล้วล้วงลึกไปในอารมณ์ของผู้พูด  พูดง่ายๆว่า อย่างหนึ่งฟังด้วยสมองด้วยความคิด อีกอย่างหนึ่งฟังด้วย หัวใจ

การฟังด้วยความว่าง เป็นการฟังที่ทำให้เราเปิดใจกว้างในการรับข้อมูลทุกๆด้าน มีผลต่อจิตใจเราที่ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่เข้ามา แต่การฟังด้วยหัวใจ เป็นการเอื้ออาทรผู้อื่น จิตใจเราจะอาบเอิบในสภาวธรรมที่เป็นพรหมวิหารธรรม ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล

ลองนึกย้อนดู คู่รักกันใหม่ๆ คู่สมรสที่ยังผ่านเวลาไม่นานนัก แม้ว่าความรักตอนนั้นยังไม่สามารถจัดเป็นเมตตาที่บริสุทธิ์ แต่ก็เป็นความรักที่นอกเหตุเหนือผล จนมีคำกล่าวของคุณ ดังตฤณว่า

“ใจตรงกัน เพียงเริ่มพูด ก็เหมือนเข้าใจอะไรจนหมด ใจต่างกัน พูดจนหมด ก็เหมือนยังไม่ได้เริ่มพูด

เพราะความรักเป็นเรื่องของหัวใจ ไม่ใช่ความคิด ไม่ใช้สมอง เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ

แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานๆ พอคุยกัน ทะเลาะกัน กับเป็นประเด็นของเหตุผลล้วนๆที่นำมาปะทะกัน

 

นพ. ประเสริฐ เคยเสนอว่า ยามที่สามี ภรรยา ทะเลาะกัน ขอให้ยกเอาเรื่องเหตุผลที่ต้องการเอาชนะคะคานกันออกไปก่อน ให้ใช้หัวใจคุยกัน ตีอารมณ์ให้ฟูออกมา ความรู้สึกยามที่รักกัน สิ่งดีๆที่มีต่อกัน สิ่งที่ตีออกมานี้แหละ ที่เป็นสภาวะจิต ของเมตตา อันหนึ่ง เมตตาที่มาจาก มิตตะ ความเป็นเพื่อน

อารมณ์แบบนี้ที่ปรากฏออกมามันเหมือนน้ำเย็นที่ออกมาหล่อหลอมตนเอง อาการที่แสดงออกทางกายและวาจา มันจะฉ่ำโดยเป็นธรรมชาติ คู่สนทนาหรือคู่วิวาทะ ก็พลอยเย็นไปด้วย อัตตาที่ยึดอย่างเหนียวแน่น ก็คลายออกเบาบางลง จากที่เคยยืนกันคนละข้าง ก็อาจเดินมาที่จุดใดจุดหนึ่งเพื่อมองสิ่งเดียวกัน

ยามที่เริ่มเย็นลง พอคุยกันรู้เรื่อง ก็ขอให้คุยเรื่องราวที่เป็นข้อขัดแย้งในปัจจุบันที่เป็นเหตุให้เกิดนี้ อย่าเพิ่งไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาสาวไส้กัน พยายามประคองให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ทุกคนมีอัตตาที่เหนียวแน่นจนยึดเป็นทิฏฐิเฉพาะตนมานานแสนนาน ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆที่จะสามารถแก้ไขทิฏฐิที่แต่ละคนมีเพียงชั่วฉับพลัน  ทิฏฐิเป็นเรื่องที่เจ้าของต้องแก้ไขเอง โดยการเปิดรับข้อมูลด้วยใจที่กว้างขวาง มองดูเพียงข้อมูล ไม่ต้องไปดูบุคคลใดที่ให้ข้อมูล เพราะการมองบุคคล เราจะมีอคติที่เกิดขึ้น ทำให้การเปิดรับมีข้อจำกัด

การฝึกใจที่รับข้อมูลด้วยความว่างนี้ เป็นปัจจัย เอื้อเฟื้อให้เกิด พรหมวิหารธรรม  และพรหมวิหารธรรมก็เอื้อเฟื้อ ใจที่ว่างต่อสิ่งที่มีเช่นเดียวกัน

ดังนั้นแม้ทุกวันนี้ยังไม่สามารถทำได้ ก็ยึดหลักว่า ถ้ายังไม่อยากพูด ไม่อยากเขียน ก็ได้ แต่อย่าละเลยการอ่านให้มาก ฟังให้มาก ด้วยการเปิดกว้างการรับข้อมูลให้มากที่สุด ชอบก็รับ ไม่ชอบยิ่งต้องรับ เป็นแมลงปอ ที่มีตาเห็นรอบทิศ ดีกว่าเป็นม้าลากรถ ที่เห็นแต่ทางตรงทางเดียว



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 40 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 20.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห39 คุณ นิกุลแต่งกลอนเก่งมากครับ นี่เป็นความสามารถที่น่าภาคภูมิใจทีเดียว

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และชอบคุยกับคนแก่ เหตุผลคือ การอ่านหนังสือ เราได้ประสบการณ์แนวคิดที่ตกผลึกจากคนอื่นมาแบบฟรีๆไม่ต้องเสียเวลาเสาะหาหรือทดลองเอง การฟังเรื่องราวจากผู้สูงอายุ ทำให้เราได้ท่องไปในอดีตที่เราไม่สามารถประสบด้วยตนเองได้ แบบฟรีๆเช่นกัน ได้แนวทางที่เราไม่ต้องไปทำผิดซ้าซาก เพราะมีผู้เดินทางผ่านสิ่งนั้นมาบอกเรา
คนที่เป็นพ่อแม่เมื่อได้เล่า สิ่งที่ตนเองพบเจอให้ลูกหลานฟังมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เราจึงควรตอบแทนท่านด้วยการฟังสิ่งที่ท่านเล่า แม้ว่าบางครั้งอาจฉายซ้ำก็ตาม เพราะนั่นคือความสุขที่เราสามารถมอบให้ท่านได้

ขอบคุณคุณนิกุลครับ ที่กลับมาเยี่ยมและเล่าเรื่องราวที่เป็นสาระรวมทั้งเอ็นทรี่กลอนล้่วนๆที่ไพเราะในพยัญชนะและอรรถมากครับ


ความคิดเห็นที่ 39 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 15.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

นิกุลเป็นคนกลัวแม่ค่ะ แม่ดุมาก เป็นคนเสียงดัง เป็นคนเก่ง ทำอะไรเร็ว คิดเร็ว พูดเร็ว เป็นนักกิจกรรม ทำงานอาสามาตลอดชีวิต แม้หลังเกษียณก็ไม่หยุดจนย่างเข้าอายุ 88 ปีแล้ว

ส่วนนิกุลเป็นคนช้า คิดช้า พูดช้า ทำช้า มีความรู้สึกว่าทั้ง พ่อ แม่ พี่ และน้อง เก่งกันหมดเลย ไม่เคยทันใครเลยค่ะ ทุกคนเรียนเก่ง พูดเก่งทั้งนั้นเลย ทำให้นิกุลชอบฟังมากกว่า และไม่ค่อยกล้าคุยกับแม่เท่าไหร่ค่ะ

ช่วงหลังๆ เมื่อคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง(ตอนอายุท่าน 79 ปี) ก็เลยได้อยู่เฝ้าใกล้ชิดตลอดตั้งแต่หลังผ่าตัด จนตลอดทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล ทำคีโม เจาะเลือด เอกซเรย์ ตรวจตามนัดทุกนัด นานเป็นปีๆ ก็เลยค่อยๆ ได้กล้าคุยกับท่านค่ะ ได้สังเกตว่าคราวใดที่สนใจเรื่องราวช่วงที่ท่านเป็นวัยรุ่น ไปสอบชิงทุนอย่างไร ทำกิจกรรมอะไร อย่างสนใจรายละเอียด เราจะได้ข้อมูลน่าสนใจจากท่านมากมาย ยิ่งซักถาม ท่านก็ยิ่งพรั่งพรูเล่า สนุกเพลิดเพลินเหมือนเรื่องอ่านเล่นเลยค่ะ ทำให้นึกสนใจชีวิตของแม่ตัวเองขึ้นมาบ้าง อย่างใส่ใจในแบบอย่างที่ท่านเป็นคนธรรมดาๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่คนที่เป็นแม่ที่เราต้องเคารพเชื่อฟังเท่านั้น

นิกุลเลยได้แต่งกลอนประวัติท่านมา 1 ตอนเลย เป็นกลอนยาวๆ ครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ การชวนแม่คุย และใส่ใจ ตั้งใจฟังก็ดีอย่างนี้นี่เองค่ะ http://www.oknation.net/blog/tnitaram/2009/06/07/entry-1

ไม่รู้ที่เล่ามานี้จะเกี่ยวกับเรื่องนี้และเป็นประโยชน์บ้างไหม ... เพียงอยากให้ลูกหลานอย่าเบื่อฟังเรื่องที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเล่าซ้ำๆ เลยค่ะ ถ้าเราลองตั้งใจฟัง มันมีประโยชน์ได้หลายอย่างเลยนะคะ แต่ละครั้งก็ชวนให้ได้คิดไปได้ต่างๆ นานา แม้จะเป็นเรื่องเดิมๆ

ความคิดเห็นที่ 38 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 29/04/2015 เวลา : 00.51 น.

"เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นเรื่องที่เกิดกับทุกๆคน ทุกเชื้อชาติ สำหรับผมเอง ยามได้ศึกษาพุทธ ได้นำข้อปฏิบัติ ที่เป็น สติปัฏฐานสี่ เป็นแนวทางปฏิบัติ ก็เพื่อรับมือกับเรื่องราวที่จะเผชิญเหล่านี้โดยตรง การที่เราสามารถอยู่กับตนเองได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใดๆมาเป็นสิ่งเสพเพื่อปลอบประโลมใจ นี่คือสิ่งที่สุดยอดของแนวทางปฏิบัติ สติปัฏฐานสี่ จิตใจที่ผ่านการฝึกมาแล้วเท่านั้น ที่จะพาตนเองผ่านเวลาเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องมาทุกข์กับกายที่เคลื่อนไหวได้จำกัด"

รัตติยาก็พยายามที่จะฝึกตนในเเนวนี้ เเต่ต้องหันกลับมาดูแฟน คิดว่าคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ยิ่งเขาไม่ได้เติบโตมากับศาสนาพุทธ บางสิ่งบางอย่างยากที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจค่ะ
อย่างเช่น รัตติยาอายุ 50 ปีเริ่มพูดเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุ ถ้าตายเเล้วคนที่อยู่ข้างหลังควรทำอย่างไรกับศพ แฟนบอกว่า "ทำไมเธอคิดไกลขนาดนั้น คิดเหมือนคนอายุ 80 ปี สงสัยเธอทำงานกับผู้สูงอายุมากเกินไป"

ความคิดเห็นที่ 37 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 29/04/2015 เวลา : 00.35 น.

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อควานนี้ค่ะ

"เป็นปัญหาความไม่เข้าใจในระหว่างกัน คนเป็นลูกต้องทนฟังเรื่องอย่างนี้ทุกๆวัน ก็รำคาญ คนเป็นพ่อก็อยู่กับอดีต เพราะปัจจุบันไม่มีอะไรให้น่าประทับใจ"

ความคิดเห็นที่ 36 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 29/04/2015 เวลา : 00.30 น.

ขอบคุณสมชัยที่ช่วยเตือนสติค่ะ เพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันรู้จักเธอทำให้เราได้ข้อมูลในเเนวเดียวกัน...เวลาที่เราไปเยี่ยมคนไข้เราต้องส่งเวรให้เพื่อนร่วมงานให้ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อที่จะเตรียมตัวว่าเรื่องอะไรควรจะพูดกับคนไข้(ต้องมาคุยกันกับเพื่อนร่วมงานในทีมที่ไปเยี่ยม) ในฐานะที่เราเป็นคนนอก รับทราบข้อมูลได้เเต่เราไม่ควรไปออกความคิดเห็นเกี่ยวครอบครัวคนไข้ คนเยอรมันเขาจะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัว เราคนนอกไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวค่ะ พวกเราได้เเต่คิดพูดกันเฉพาะคนในทีมที่ทำงาน...

เขียนมาถึงตอนนี้ขอเขียนให้ข้อมูลเพิ่มเติมใว้เพื่อท่านอื่นเข้ามาอ่านจะไม่คิดว่าคนเยอรมันเป็นเช่นนี้ทุกคน
คนไข้ผู้สูงอายุที่เราไปเยี่ยมมีหลายประเภท
1.ไม่มีลูกหลาน ไม่ต้องการไปอยู่บ้านพักคนชรา
2.มีลูกหลาน เเต่ลูกหลานต้องทำงาน เราเข้าไปเเบ่งเบาภาระลูกหลาน
3.มีลูกหลาน เเต่มีปัญหาไม่เข้าใจกัน ต้องให้คนนอกอย่างเราเข้าไปเป็นตัวกลาง ลดความขัดเเย้ง
4.มีลูกหลานเเต่ลูกหลานไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะผู้สูงอายุมีนิสัยร้ายมากจนลูกหลานหนีหายหมด
5.มีลูกหลาน พอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ เเต่ต้องการใช้สิทธฺิที่พึ่งจะได้จากประกันสุขภาพ

ความคิดเห็นที่ 35 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห34 เรื่องที่คุณรัตติยาเล่ามา ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง The Big fish ขึ้นมา ที่คุณพ่อเล่าตำนานเรื่องนี้ให้ลูกฟังตั้งแต่เด็ก จนลูกโตแต่งงานมีครอบครัว ยังอดเล่าเรื่องนี้ไม่ได้ ลูกชายเลยรำคาญพ่อตนเอง ที่พูดแต่เรื่องเดิมๆซ้ำซาก มองเห็นตนเองเป็นเด็กไร้เดียงสา

เป็นปัญหาความไม่เข้าใจในระหว่างกัน คนเป็นลูกต้องทนฟังเรื่องอย่างนี้ทุกๆวัน ก็รำคาญ คนเป็นพ่อก็อยู่กับอดีต เพราะปัจจุบันไม่มีอะไรให้น่าประทับใจ

คุณรัต มองดูลูกสาวเขาอย่างไร มองเพียงมุมเดียวหรือไม่ เคยเดินไปมองอีกด้านหรือไม่ การที่เรารู้ข้อมูลจากพ่อเขามากกว่าลูกสาว ทำไมไม่หาโอกาสสนทนากับลูกสาวเขา ถ่ายทอดข้อมูลและความรู้สึกที่เรารับรู้จากพ่อเขา บางครั้งการขาดการสื่อสารเพราะเราคิดไปล่วงหน้าว่าลูกสาวเขาเป็นคนไม่ดี ไม่สนใจพ่อ เอาแต่ห่วงมรดก แม้สิ่งนั้นจะเป็นจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่คนเป็นลูกต้องเตรียมจัดการเช่นกัน มิฉะนั้นมันย่อมสร้างปัญหาภายหลัง

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใคร เพียงข้อมูลบางชุดที่เราได้ ถามกลับตนเองทุกครั้งว่า ยามที่เราต้องประสบปัญหาแบบนี้ เราจะรับมือกับมันอย่างไร

ในเอ็นทรี่ผมที่เขียนเรื่อง Amour ก็มีข้อพิจารณาข้อนี้อยู่ด้วย ลองอ่านดูอีกครั้งครับ เรื่องราวใกล้เคียงกัน

เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นเรื่องที่เกิดกับทุกๆคน ทุกเชื้อชาติ สำหรับผมเอง ยามได้ศึกษาพุทธ ได้นำข้อปฏิบัติ ที่เป็น สติปัฏฐานสี่ เป็นแนวทางปฏิบัติ ก็เพื่อรับมือกับเรื่องราวที่จะเผชิญเหล่านี้โดยตรง การที่เราสามารถอยู่กับตนเองได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใดๆมาเป็นสิ่งเสพเพื่อปลอบประโลมใจ นี่คือสิ่งที่สุดยอดของแนวทางปฏิบัติ สติปัฏฐานสี่ จิตใจที่ผ่านการฝึกมาแล้วเท่านั้น ที่จะพาตนเองผ่านเวลาเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องมาทุกข์กับกายที่เคลื่อนไหวได้จำกัด

ลองพยายามสื่อสารกับลูกสาวเขา ถึงสิ่งที่ตนเองได้จากพ่อของเขา ผลจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปเครียด เราทำหน้าที่ อย่างดีที่สุดแล้ว ก็เพียงเท่านี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 34 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 12.42 น.

เริ่มเข้าเรื่องเเล้ว"ต้องยืมคำคุณ Anacarika มาใช้"

มีเรื่องที่จะต้องเล่าก่อน
เรามีคนไข้ชายรายหนึ่งอายุ เกือบ 90 ปี มีสาวลูก 3 คน มีหลานที่บรรลุนิติภาวะเเล้ว 4 คน ลูกสาวคนเล็กอยูกับพ่อ ลูกสาวคนกลางอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ลูกสาวคนโตอยู่ไกลมาก ลูกสาวคนเล็กที่อยู่กับพ่อมีสิทธิเป็นผู้ดูเเลทางสุขภาพตามกฏหมายที่ทางศูย์พยาบาลต้องติดต่อด้วย ทางศูนย์พยาบาลเข้าไปดูเเลเรื่องการให้ยาตามเวลา เช้า กลางวัน เย็น
ที่จริงเเล้วลูกสาวคนเล็กต้องการส่งพ่อเข้าบ้านพักคนชรา เเต่ลูกสาวคนโตที่อยู่ไกลไม่ยอมเพราะรู้ว่าพ่อต้องการตายที่บ้านตนเอง ก็จัดการหาจ้างคนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆบ้านพ่อให้มาดูเเลพ่อ วันละ 2 ชม.ส่วนใหญ่ไปทำอาหาร พูดคุยด้วยทุกวัน
เนื่องจากทางศูนย์ไปดูเเลเรื่องยาทุกวัน เเละต้องติดต่อกับญาติด้วยทำให้ต้องเข้ารับรู้กับเรื่องภายในบ้านคนไข้ ลูกสาวคนเล็กที่อยู่ด้วยเเทบจะไม่ได้ไปคุยกับพ่อเลย เรื่องที่เธอสนใจคือ พ่อยังไม่ได้ยกบ้านให้ใคร เธอก็วิ่งหาทนายที่จะจัดการเรื่องบ้าน ลูกสาวคนกลางที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ไม่เคยมาเยี่ยมพ่อเลย บางครั้งพ่อมีปัญหามากทางด้านสุขภาพก็โยนภาระทุกอย่างให้กับศูนย์พยาบาล ทุกอย่างที่เราเข้าไปดูเเลทางศูนย์ฯไม่ได้ทำให้ฟรี ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้เงินบำนาญ+ประกันฯ ของพ่อทั้งหมด
เรื่องที่รัตติยาต้องการที่จะเขียนคือ เวลาที่เราไปเยี่ยมท่านผู้สูงอายุคนนี้ จากการพูคุยด้วย ทำให้เราทราบว่าท่านเหงามากต้องการคนที่มาพูดคุยด้วย ส่วนใหญ่จะเล่าถึงประการณ์อดีตที่ผ่านมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกจับเป็นเชลยศึกที่อังกฤษ พูดไปพูดมาท่านก็พูดภาษาอังกฤษกับรัตติยา เเล้วบอกว่าสิ่งที่ท่านได้มาจากการเป็นเชลยศึก ดูเเล้วท่านมีความสุขที่ได้เล่าเรื่องในอดีต สิ่งเหล่านี้ลูกหลานท่านไม่สนใจที่จะฟัง ถือว่าเป็นเรื่องของอดีตเรื่องผ่านมาเเล้วให้ผ่านไป เรื่องนี้เข้ากับเรื่อง "ฟังอย่างไร ฟังด้วยใจ" หรือเปล่าคุณสมชัย
รัตติยาคิดในส่วน
ผู้สูงอายุต้องการอะไร ท่านพยายามที่จะบอกเเต่
ลูกหลานเข้าใจในสิ่งที่ท่านต้องการจะบอกหรือไม่
เวลาไปเยี่ยมคนไข้ประเภทนี้เเล้วมีอารมณ์เศ้รา+โกรธลูกหลานทุกที่ ทำใจให้เป็นกลางไม่ได้ บางครั้งไม่อยากจะพูดกับลูกหลานคนไข้เลย โดยหน้าที่เราควรพูดคุยกับญาติเรื่องปัญหาสุขภาพของคนไข้ เช่น วันนี้คนไข้หายใจไม่ปกติ ฯลฯ รัตติยาเอาเรื่องขัดข้องใจที่ลูกหลานไม่ดูเเลมาคิดอยู่ในใจ ทำให้ไม่อยากจะคุยกับญาติคนไข้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 33 ni_gul , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห31.ณัฐรดา สิ่งที่เขียนมีอยู่ในพระสูตรที่ตรัสไว้ทั้งสิ้น นี่เป็นการยืนยันว่า บางครั้งชาวพุทธ ก็ไม่ได้ศึกษาสิ่งที่พระองค์สอนเอาไว้ เรารู้อยู่อย่างเดียวเกี่ยวกับศาสนาพุทธคือ เรื่องทำบุญทำทาน และพิธีกรรมต่างๆเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 32 ni_gul , INDYLOVE และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
สมชัย วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 08.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห29-30rattiya อ่านรายละเอียดที่เสริมเข้ามา ดูแล้วก็สะท้อนใจ แม้ว่าจะทำตามกติกาเป็นระเบียบทุกอย่าง มีมาตราฐานตรวจสอบได้ แต่มนุษย์ไม่ใช่สินค้าในโกดัง ที่ต้องมีสเปคตามที่กำหนด
ผมมีเรื่องเล่า คนไข้สูงอายุที่มาทำฟันกับผม มีโรคมากมาย ทั้งเบาหวาน ความดัน เข่าเสื่อม หมอห้ามของกินที่อร่อยถูกปากแกมากมาย ลูกๆที่ดูแลก็เคร่งครัด ทุกมื้อผ่านการชั่งตวงวัด ต้องได้รับสารอาหารเท่านั้นเท่านี้ ห้ามไม่ให้แกทำงานบ้านที่แกชอบ เพราะกลัวล้ม แล้วจะเป็นภาระให้ลูกหลาน ทั้งตัวแก ทั้งลูกสาวที่ดูแล ต่างก็มาปรับทุกข์เล่าเรื่องราวปัญหาให้ผมฟัง
จากทันตแพทย์ ผมเลยต้องสวมร่างเป็นจิตแพทย์จำเป็น บอกลูกสาวแกว่า บางครั้งเราต้องให้ความสุขทางใจบ้าง ก็ในเมื่อแกชอบทานของอร่อยที่ทานแล้วมีความสุข ก็ให้บ้าง อย่าถึงกับห้ามขาด ชีวิตคนจำเป็นต้องมีสิ่งเสพเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ เมื่อแกยังไม่สามารถมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพิงวัตถุ แต่ยังต้องพึ่งพิงวัตถุสิ่งเสพ เราก็ต้องจำเป็นจัดให้ อย่าเอาตัวเลขระดับชี้วัดน้ำตาลให้เคร่งครัดนัก ตัวเลขเหล่านี้เป็นดรรชนีที่กำหนดขึ้นมารวมๆ น้ำตาลจะเกินบ้างนิดหน่อยก็อย่าไปซี้รียสอะไรนักหนา
ส่วนเรื่องที่แกชอบทำโน่นทำนี่ ก็ควรปล่อยให้ทำ แต่เราเฝ้าดูห่างๆ คนแก่คนหนึ่งถ้ายังสามารถทำอะไรได้ และยังมีความภูมิใจที่ตนยังมีคุณค่า ไม่ต้องตกเป็นภาระลูกหลานนัก มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจอย่างหนึ่ง
ผมก็ชี้ต่อไปว่า ที่เราไม่อยากให้แกทำ เหตุผลลึกๆที่นอกเหนือจากที่เรากลัวแกจะบาดเจ็บ มันมาจากเราที่กลัวว่าจะเป็นภาระที่เราต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมหรือไม่ เช่นบาดเจ็บหนักจนช่วยตัวเองไม่ได้ หรือกลัวถูกต่อว่าจากญาติพี่น้องหาว่าดูแลแม่ไม่ดี
สิ่งเหล่านี้เป็นข้อคิดให้กับลูกสาวเขา ลองไปตรึกตรองดู การดูแลทางกายนั้นสำคัญ แต่การดูแลใจยิ่งสำคัญ ทำอย่างไรให้พอเหมาะ คนแก่บางคนยอมตายที่บ้านโดยไม่มีแพทย์มาช่วยเหลือขอให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลานก่อนจาก ยังดีกว่าตายภายใต้เครื่องมือในห้อง ไอซียู โดยลูกหลานเข้าไปไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 31 ni_gul , INDYLOVE และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 06.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คงเป็นเพราะมนุษย์เราเกี่ยวข้องกับการฟังและการพูดทั้งวันและตลอดชีวิตนะคะ พระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นถึงเรื่องการฟังและพูดมาก เช่น

ในยามได้ฟัง
-ไม่ให้ใส่ใจถ้อยคำแสลงหูของใคร
-ไม่ตัดสินความด้วยความผลุนผลัน
-มีทัศนคติว่า ไม่มีใครไม่เคยถูกนินทาในโลก (หากสิ่งที่ได้ฟังเป็นเรื่องที่ตนถูกพูดถึงในทางไม่ดี หากไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลในวงกว้าง ก็ควรนิ่งเสีย แต่ถ้าเกิดความเสียหายในวงกว้าง ก็ควรแก้ไข)

ในการพูด
-ไม่พูดจาอันอาจเป็นเหตุให้คนอื่นเข้าใจคนอื่นไปในทางที่ไม่ดีด้วยเหตุผลว่า พูดอย่างนี้แล้วเราจะเป็นที่รักของผู้ฟัง หรือ พูดอย่างนี้แล้วคนที่เขาจะแตกกัน (ปิสุณาวาจา)
-ไม่พูดโกหก (มุสาวาจา)
-ไม่พูดคำหยาบ (ผรุสวาจา - คำที่ออกมาจากใจที่หยาบด้วยความโกรธ แม้จะเป็นคำพูดอ่อนหวาน แต่หากประชดประชันด้วยความโกรธ ก็จัดว่าเป็นผรุสวาจา)

การฟังและพูดจึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 30 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 03.48 น.

ชอบข้อความของ คุณ Anacarika มากค่ะ
ดูเหมือนจะเริ่มเข้าประเด็นกันแล้ว..."เป็นที่นาม..ควรรักษาที่นาม"...ถ้าเป็นที่นามแต่ไปรักษาที่รูป ก็คงจะทำให้ง่วงซึม และยาก็คงไปมีผลกระทบกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย สุดท้าย ก็สู้ไม่ไหว..เพราะอาการข้างเคียงซึ่งเกิดจากยามากจนเกินไป ..ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 29 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 28/04/2015 เวลา : 03.43 น.

ต่อจากคำถามที่เเล้ว ต้องเข้ามาให้รายระเอียดเพิ่มเติม
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึงงานที่ทำหน่อยค่ะ การทำงานของรัตติยาที่หน่วยพยาบาล
ส่วนตัวคิดว่า งานที่ทำได้พัฒนาไปทางด้านผสมธุรกิจ ไม่สามารถอยู่คุยกับผู้สูงอายุได้นาน เราทำงานเเบบใช้ระบบมือถือ
ก่อนเข้าเยี่ยมกดรายการเวลาเริ่มเยี่ยม...
เยี่ยมคนไข้เสร็จ..กดรายการว่าทำอะไรไปบาง
เเล้วกดรายการ.สิ้นสุดการเยี่ยม..เราจะเห็นได้จากมือถือทันที่ว่าเราอยู่กับผู้สูงอายุนานเเค่ไหน
....
สรุป...หัวหน้าที่หน่วยจะเห็นว่าเราใช้เวลานานเท่าไร ถ้าใช้เวลานานในการเยี่ยมต้องกดรายการให้เหตุผล เช่น ต้องวัดความดันเพิ่มเติม อธิบายคนไข้หรือคุยกับญาติ ฯลฯ
+กับเรามีตารางเวลาต้องไปเยี่ยมผู้งสูงอายุรายต่อไป

ถ้ารัตติยาไม่ได้ไปทำงานโดยตรงทางด้านนี้ ก็คงอิจฉาคนเยอรมันที่มีระบบอำนวยความสะดวก ทันสมัย
โลกนี้มันมีอะไรขาดๆเกินๆ ไม่มีความพอดีเลยนะคุณสมชัย

ความคิดเห็นที่ 28 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
INDYLOVE วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะพี่หมอ

...การฝึกใจที่รับข้อมูลด้วยความว่างนี้ เป็นปัจจัย เอื้อเฟื้อให้เกิด
พรหมวิหารธรรม และพรหมวิหารธรรมก็เอื้อเฟื้อ
ใจที่ว่างต่อสิ่งที่มีเช่นเดียวกัน..

(ขอโทษที่หาแบบ ที่เจริญหูเจริญตามากกว่านี้ไม่ได้)
ติ๊กว่าแบบที่เห็นก็เจริญหูเจริญตาอยู่นะคะพี่หมอ
เข้าใจง่ายด้วยค่ะ ฮา ฮา

ความคิดเห็นที่ 27 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่มาแสดงความคิดเห็น แสดงความถูกใจ เข้ามาอ่านมาเยี่ยม ครับ

ความคิดเห็นที่ 26 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

จะพยายามอ่านให้มากๆ ครับพี่สมชัย

ความคิดเห็นที่ 25 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เยี่ยมเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 24 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ครูแดง วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สาธุค่ะหมอ...
"จิตไม่ว่าง จึงทำให้การรับข้อมูลมีปัญหา"

-เหมือน ถ้วยชาที่ล้นแก้ว จะเติมอะไรเข้าไป ก็ได้ไม่เต็มที่เพราะชาในถ้วยมันปนอยู่เยอะ....เหมือนจิตผู้ช่วยเลย

-ขอบคุณค่ะหมอ..."ธรรมะกับชีวิต"เป็นรูปธรรมชัดเจน

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
Anacarika วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 06.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

ดูเหมือนจะเริ่มเข้าประเด็นกันแล้ว..."เป็นที่นาม..ควรรักษาที่นาม"...ถ้าเป็นที่นามแต่ไปรักษาที่รูป ก็คงจะทำให้ง่วงซึม และยาก็คงไปมีผลกระทบกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย สุดท้าย ก็สู้ไม่ไหว..เพราะอาการข้างเคียงซึ่งเกิดจากยามากจนเกินไป ..ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 22 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 27/04/2015 เวลา : 00.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

.. อาหาร 4 ...

"สิ่งหนึ่งที่คนแก่ หรือคนที่ป่วยทางจิตเหล่านั้นขาด คือ อาหารทางใจ เขาขาดสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ชีวิตที่อยู่กับสิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก วนเวียน แม้จะมีทั้งอาหาร และยา ก็ช่วยไม่ได้นัก

....เราก็ต้องเข้าใจพื้นฐานของคน ..ยังต้องการสิ่งบันเทิง

เราต้องเติมชีวิตให้เขา ความเหงาความว้าเหว่ ความรู้สึกด้อยค่าที่ตนเองทำประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว เราต้องปลุกชีวิตเหล่านี้ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

... สัตว์เลี้ยงอย่าง หมา แมว นก ฯลฯ คือคำตอบที่ลัดตรง ไม่ต้องการคำอธิบาย ไม่มีการลดศักดิ์ศรีของคนเหล่านั้น มีแต่จะทำให้ ฟู และ ฟื้น ทำให้ ฟื้นฟู
...
ไม่ใช่ไปบอกให้ปลง หรือทำใจดีๆ นะคะ เป็นแล้วก็หายได้ หรือปลอบไปเรื่อยเปื่อย

สรุปว่า ชอบความเห็นที่ 20 นี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ชอบความเห็นที่ ๒๐ ของคุณหมอจัง

ความคิดเห็นที่ 20 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห18.rattiya
คุณรัตติยาครับ พระพุทธเจ้ามีตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร ที่เรียกว่า อาหาร สี่ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่สรุปออกมาก็คือ คนเราต้องมี อาหารกาย และอาหารใจ ควบคู่กัน
คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคจิต หรือ คนสูงอายุในสถานพักฟื้นทั้งหลาย แม้ว่าการรักษาทางยาเป็นทางหนึ่งที่ขาดไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนแก่ หรือคนที่ป่วยทางจิตเหล่านั้นขาด คือ อาหารทางใจ เขาขาดสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ชีวิตที่อยู่กับสิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก วนเวียน แม้จะมีทั้งอาหาร และยา ก็ช่วยไม่ได้นัก

ครั้นจะบอกให้ศึกษาธรรม หรือฟังพระเจ้า เราก็ต้องเข้าใจพื้นฐานของคน ว่าคนเรายังต้องการสิ่งบันเทิง แม้สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ยึดติด แต่ชั่วเวลาน้อยนิดนั้น จะให้คนทั้งหมดมาบรรลุธรรม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เราต้องเติมชีวิตให้เขา ความเหงาความว้าเหว่ ความรู้สึกด้อยค่าที่ตนเองทำประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว เราต้องปลุกชีวิตเหล่านี้ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

บ้านพักคนชราในรัฐนิวยอร์ค ที่ชื่อ เชสเมมโมเรียล นายแพทย์ บิล โทมัส ตอนเข้าไปเป็น ผอ. ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้น ด้วยการมีกิจกรรม มีสัตว์เลี้ยงให้คนแก่มีโอกาสได้ดูแล ได้รับผิดชอบ ชีวิตที่ดูห่อเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาดใจ ทุกคนทานได้มากขึ้น ต้องใช้ยาบำบัดน้อยลง สุขภาพจิตดีขึ้น ด้วยการหาวิธีเติมรสชาติให้กับคนแก่เหล่านั้น

มาดูศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งปัญญา ที่บุคคลต้องช่วยเหลือตนเอง ยามที่บุคคลอยู่ในภาวะเศร้าโศกอย่างหนัก เหมือนนอนจมอยู่บนพื้น เราจะยืนพูดให้เขาลุกขึ้นมา ย่อมเป็นไปไม่ได้ การเติมพลังความสดชื่นในชีวิต ความฮึกเหิมเพื่อให้เขาสู้ต่อ ด้วยการยื่นมือฉุด จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

การยื่นมือฉุดนี้ ก็เหมือนการเติมสิ่งเร้าเข้าไป ถ้าในทางพุทธ แม้จะผิดเพี้ยนไปบ้างเช่น สิ่งที่ช่วยให้เกิดกำลังใจในขณะนั้น อาจเป็นสิ่งศักสิทธิ์ เครื่องราง ก็ต้องยอมรับเพื่อเป็นอุบายที่ฉุดสภาพจิตของเขาให้แข็งแรงกลับคืนมาก่อน ยามที่เขาตั้งมั่นได้ดีแล้ว จึงค่อยๆจูงเขามาสู่ทางที่ถูกต้อง ทางที่เขาช่วยเหลือตนเองได้

คุณรัตติยาลองค่อยๆสืบหาข้อมูล ด้วยการคุย การถาม ดูข้อมูลประกอบในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง แล้วค่อยมาประมวลดูว่าด้วยศักยภาพเท่าที่เรามี เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้เพียงไร

ไม่ทราบว่าจะตอบได้ตรงที่ถามมาหรือไม่ครับ


ความคิดเห็นที่ 19 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห17.แม่มดเดือนMarch เม๊นท์คราวนี้ของพี่ตุ้ม ผ่อนแรงผมไปเยอะครับ

มีประโยชน์มากมาย เป็นการสะท้อนภาพของอีกสังคมหนึ่ง ที่เราควรสนใจและศึกษาวิธีการ มันเป็นการฝึกการคิด ฝึกการเคารพผู้อื่น ฝึกการให้มีใจกว้างขวาง

ความคิดเห็นที่ 18 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 12.59 น.

นึกออกเเล้วว่าจะถามคุณสมชัยเรื่องอะไร ที่จริงอยากจะถามคำถามนี้ตั้งเเต่เรื่องคนเเละกฏธรรมชาติตามเเนวศาสนาพุทธ เเต่อ่านไปพบ.คำตอบ..คำถามของรัตติยาทำให้คุณสมชัยกระอัก เลยชะงักคำถามนี้ใว้ก่อน

เเต่ด้วยความสงสัย ...คงต้องถาม
..ความคิดเห็นของคุณสมชัยเกี่ยวกับการักษาคนไข้ที่มีปัญหาด้านจิตใจของจิตเเพทย์....(ไม่เคยต้องไปหาจิตเเพทย์เลยไม่ทราบรายละเอียดมาก)
เเต่ทางศูนย์พยาบาลที่(เยอรมนี)รัตติยาทำงานอยู่มีคนไข้หลายคนที่เราต้องเข้าไปดูเเลเรื่องยา ส่วนตัวคิดว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ถ้าคนเราดูเเลเข้าใจจิตใจตนเองตั้งเเต่เเรก คงจะไม่ต้องป่วยถึงขนาดต้องกินยา หรือถูกบังคับให้เข้าสถานบำบัดจิต

ปล. อีก 1 ชม.ต้องออกเดินทางไป Hannover อาจจะเข้ามาอ่านคำตอบช้าไปหน่อย ต้องดูว่า Internet ที่จะไปพักใช้ใด้ขนาดไหน ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

(ขอโทษที่หาแบบ ที่เจริญหูเจริญตามากกว่านี้ไม่ได้)
คราวหน้า ขอให้คุณณัฐรดาเป็นแบบดีไหมคะ คุณหมอ

การฟังด้วยใจคงคล้ายๆกับสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า positive listening มังคะ
เป็นทักษะที่ต้องฝึกค่ะ ต้องฝึกกันมาตั้งแต่เด็กทีเดียว พ่อแม่ครูบาอาจารย์และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองมีหน้าที่ต้องทำสิ่งนี้โดยการเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน
เด็กที่เติบโตมาในสังคมแวดล้อมที่ผู้คนมีจิตใจเปิดกว้าง ใช้เหตุผลกำกับอารมณ์ ยอมรับความเห็นต่างและมีเมตตากรุณาต่อกันจะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีใจคอกว้างขวางมากกว่าคนที่โตมาในสังคมที่ผู้ใหญ่นิยมการใช้อำนาจ

ขอพี่ตุ้มเล่าประสบการณ์ตรงสักนิดนะคะ
โรงเรียนเยอรมันที่ลูกชายเรียนมีวิธีการสอนเด็กให้จัดการกับความขัดแย้งได้น่าสนใจมากค่ะ
เขาจะให้ครูเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะครูเป็นผู้มีอำนาจ อาจจัดการกับปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้ดีและได้เร็วแต่ทำให้เด็กมีโอกาสพัฒนาทักษะนี้น้อยและช้าลง
เขาจะเลือกเด็ก (อายุประมาณ ๑๐ -๑๒ ปี) ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงและสังคมดี คือเป็นที่รักของเพื่อนๆมาอบรมเรื่องการจัดการกับความขัดแย้ง ความโกรธ ความสับสน ความเข้าใจในจิตใจของคนที่มีความคับข้องใจ ฯลฯ
เด็กเป็นอาสาสมัครที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรม ลูกชายพี่ตุ้มเป็นคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมนี้ตั้งแต่อายุเพียง ๑๐ ขวบ
เวลานักเรียนทะเลาะกัน คู่กรณีมีสิทธิ์เลือกคนที่เขาอยากเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง ในเบื้องแรกจะไม่มีการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างคู่ขัดแย้ง
อาสาสมัครอาจต้องรับฟัง "ลูกความ" ของตนหลายครั้งจนสามารถจับประเด็นได้หมดแล้วอาสาสมัครของทั้ง ๒ ฝ่ายจึงจะมาคุยสรุปประเด็นกันเองแล้วกลับไปพยายามคุยกับ "ลูกความ" ของตนในเบื้องแรกทำนองว่า เป็นไปได้ไหมว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาคิดอย่างนี้ รู้สึกอย่างนั้น ฯลฯ จากนั้น เขาจึงจัดให้คู่กรณีคุยกันอีกครั้งหนึ่งหรือหลายครั้ง ถ้าจำเป็น
จากประสบการณ์ตรงของพี่ กิจกรรมนี้ได้ผลมากๆค่ะ น้อยครั้งนักที่อาสาสมัครจะรับไม่ไหวจนต้องส่งปัญหาคืนให้คุณครูจัดการ
ประเด็นสำคัญคือเด็กๆได้รับการฝึกให้จัดการกับความขัดแย้งทางความคิดอย่างคนคิดเป็น รู้สึกเป็น
ทักษะนี้สำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมในสังคมมนุษย์และการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ศาสนาพุทธที่สอนให้ผู้คนมีจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตากรุณาต่อกันน่าจะช่วยได้มากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 ni_gul , Anacarika และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9ชบาตานี อย่างที่คุณครูว่ามาครับ

คห10 Anacarika จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เดี๋ยวบาดเอา

ความคิดเห็นที่ 15 ni_gul , Anacarika และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7-8rattiya ไปกันสองคน คนนึงถ่าย อีกคนก็เป็นแบบครับ

ความคิดเห็นที่ 14 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6wullopp ขอบคุณคุณหมอวัลลภครับ ผมก็เป็นคนฟังที่ยังต้องแก้ไขอีกมากครับ

ความคิดเห็นที่ 13 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5ณัฐรดา ขอบคุณที่มาเติมให้ชัดเจนขึ้น

ความคิดเห็นที่ 12 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.ทางแก้ว
"ใครเป็นผู้ดูและผู้กระทำน่ะครับ"
คำถามพี่ทางแก้วสั้นๆแต่ เวลาตอบเหนื่อย

ความว่างหรือจิตว่างนี้ เป็นการว่างจากการมีอุปาทานที่เข้าไปจับยึดอารมณ์ใดที่เข้ามาทวารทั้งหก คนปกติจะมีเป็นบางครั้งเท่านั้น เพราะสติ ยังไม่มั่นพอที่จะจับอารมณ์ ทันอารมณ์ที่เข้ามา พออารมณ์เข้ามา จิตก็ไปผูกกับอารมณ์นั้น เกิดอุปาทาน มีตัวตนเข้าไปร่วม

ผมยกตัวอย่างตัวผมเอง บางครั้งอ่านบทความวิเคราะห์สักชิ้นหนึ่ง อ่านไปโดยไม่ทราบว่าใครเขียน ยิ่งอ่านยิ่งเพลิดเพลินที่ผู้เขียนเขียนได้ดี อ่านไปได้ครึ่งเรื่อง อยากรู้ว่าใครเขียน พอไปดูชื่อคนที่เขียน เป็นคนที่เราไม่ชอบ ครึ่งท้ายที่อ่านชักไม่เห็นด้วย เพราะที่อ่านตอนแรก อ่านตามเนื้อหาที่ว่ามา ไม่มีบุคคลไม่มีตัวเราที่ไปเกี่ยวข้อง แต่พอรู้ว่าใครเขียน ซึ่งเราไม่ชอบคนนี้ การจับยึดมันเกิด มีตัวเราที่ไม่ชอบตัวเขาขึ้นมา เนื้อหาแทนที่จะได้อ่านอย่างไตร่ตรองด้วยใจที่เป็นกลาง กลับอ่านอย่างมีอคติ มีใจคอยกระซิบ คัดค้านอยู่เรื่อยไป

สติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์( สติปัฏฐาน4)เท่านั้นจึงจะสามารถ รับอารมณ์ที่เข้ามาด้วยความว่างได้

คราวนี้มาถึงคำถาม ซึ่งเป็น นามธรรมและเป็นคำถามแนวปรัชญา

ถ้าเรามาดูปฏิจสมุปบาทสายเกิด อวิชชาความไม่รู้ที่จัดเป็นกิเลส นำพาการปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลหรืออกุศล โดยผ่านเครื่องรับทางกาย ด้วย ตาก็ดี ด้วยหูก็ดี สิ่งที่เห็น เสียงที่ได้ยิน มาประจวบกับ ประสาทตา ประสาทหู โดยมีวิญญาณตัวรู้ มารู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา เป็นผัสสะ จึงก่อให้เกิด การรู้ที่เป็น” ความรู้สึก”
ที่เรียกว่า เวทนา ตรงจุดนี้คือรอยต่อของสภาวะจิต ที่มารับช่วงทำหน้าที่ปรุงแต่งที่เรียกว่า สังขารขันธ์

ถ้าสติ ที่จัดเป็น สังขารขันธ์ หนึ่ง ที่เป็นโสภณสาธารณะเจตสิก มาทัน การปรุงแต่งที่เป็นตัณหา และอุปาทานการจับยึดอารมณ์นั้น ซึ่งตามติดมาพร้อมตัณหา (ความอยาก ความใคร่ ความชัง ความลังเลสับสน) การรับรู้นี้ก็เป็นปัญญา เห็นตามสิ่งที่เข้ามาตามที่มันเป็น การยึดเกาะที่ว่าเป็นคนที่ชอบจึงอยากฟัง คนที่ไม่ชอบ ไม่อยากฟัง แยกสมมติแยกสภาวะออกมาได้ จากนั้นการปรุงแต่งต่อที่จะตัดสินว่าเชื่อใคร หรือจะกระทำอย่างไรต่อไป ก็เป็นไปตามกฏเกณฑ์สมมติในสังคมที่กำหนดมา อันนี้เป็นวิจารณญาณของแต่ละคน ดังนั้นการฟังก็ดี การอ่านก็ดี ต้องมีสติคอยกำกับ ดูสิ่งที่เขียน สิ่งที่พูดว่าจะสื่ออะไรออกมา

สรุปว่า ถ้าอ่านเป็นฟังเป็น สติคือผู้ดู ผู้กระทำ ถ้าอ่านและฟังไม่เป็น ตัณหาอุปาทานคือผู้ดูและผู้กระทำครับ ทั้งหมดนี้ ย่อมใช้กายนี้แสดงออก ทางกายและวาจาครับ


ความคิดเห็นที่ 11 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 26/04/2015 เวลา : 09.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1-3-4 .ni_gulขอบคุณความคิดเห็นที่เสริมครับ และกลอนที่นำเสนอนั้น เพราะมากครับ เป็นความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
Anacarika วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

“ใจตรงกัน เพียงเริ่มพูด ก็เหมือนเข้าใจอะไรจนหมด ใจต่างกัน พูดจนหมด ก็เหมือนยังไม่ได้เริ่มพูด"

คมกริบ

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ชบาตานี วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ฟังอย่างมีสติ อย่างตั้งใจ
แล้วนำไปคิด พิจารณา โดยไม่เอาความอคติเข้าไปผูกติด
ก็น่าจะทำให้คนที่มองต่างมุมยอมอ่อนโอนฟังกันและกันบ้าง(ก็น่าจะดีน่ะค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 8 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 17.59 น.

ชอบกลอนของคุณนิกุล เเละก็ขำข้อความนี้

"เรามีส่วนที่เรียกว่าด้านหน้า และด้านหลัง แตกต่างกัน เราจึงมีสมมติกำหนดว่านี่ ด้านหน้า นี่ด้านหลัง นี่ซ้าย นี่ขวา (ขอโทษที่หาแบบ ที่เจริญหูเจริญตามากกว่านี้ไม่ได้)"

ตอนเเรกที่ดูภาพนี้ก็คิดอยู่ในใจเหมือนกัน "ทำไมคุณสมชัยไปยืนอยู่หลังต้นไม้ ส่วนตัวเเล้ว คิดว่าคุณสมชัยเป็นคนที่ไม่ไปยืนเเอบอยู่หลังต้นไม้หรอก... ..หรือยืนเเอบคุณณัฐรดาค่ะ.

ความคิดเห็นที่ 7 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 17.52 น.

ส่งยิ้มมาก่อนค่ะ ยังคิดไม่ออกว่าจะถามอะไร กำลังเก็บกระเป่าเดินทาง ในสมองคิดเเต่ว่าจะเอาอะไรไปบาง

ความคิดเห็นที่ 6 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบคุณ ครับอาจารย์
เพียง เราฟังอย่างตั้งใจ

ก็ มีส่วนทำให้ คนพูดได้สัมผัส
เมตตา หรือ กรุณา แล้ว...
(ผมนี่ เป็นนักฟังที่ยังไม่ดี...)

ความคิดเห็นที่ 5 กระเจี๊ยบ , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ฟังผู้อื่นด้วยหัวใจ นี้ หากเริ่มฝึกใหม่ๆ เราคงต้องอบรมเมตตาขึ้นมาควบคู่กันไปก่อน

ที่ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก “โลก” ก็คือตัวเราๆกันนี้ คือกายและใจนี้เองค่ะ

เพราะเมตตาตัวเราเอง เราจึงไม่อยากให้จิตไหลลงสู่ที่ต่ำ ด้วยการไม่อยากให้จิตประกอบด้วยอกุศลธรรมทั้งในขณะที่ได้ฟัง (เช่น ความคิดระแวง ความคิดดูหมิ่น ความขัดเคืองใจ ความโกรธ ความถือตัวว่าเราดีกว่าหรือต่ำกว่าหรือเสมอกับผู้พูด ฯลฯ) และ หลังการฟัง (เช่น การผูกโกรธ ฯลฯ) อันอาจทำให้เราก้าวล่วงอกมาทางกายวาจา เช่น การพูดส่อเสียด การพูดให้แตกกัน แกล้งทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ เช่น แกล้งยิ้มให้ แกล้งพูดเอออวยกันไป (มายา) เป็นต้น เพราะไม่อยากให้ใจไหลลงสู่ที่ต่ำด้วยธรรมอันต่ำเหล่านี้ จึงพยายามหาเหตุผลเพื่อเข้าใจเขา เพื่อความตรงของความคิด การรับรู้และ ความตรงของจิต

เพราะเมตตาเขา จึงอยากช่วยให้เขาได้พ้นจากความขัดข้อง จึงอบรมเมตตาขณะฟังและพยายามหาทางช่วย

แต่หากจิตไม่อาบด้วยเมตตา เราก็จะไม่ “อิน” กับความรู้สึกของเขา จะไม่พยายามเข้าใจพื้นฐานในด้านต่างๆ ความต้องการ ความเดือดร้อน ความหวัง ฯลฯ ของเขาจึงเข้าใจเขาดีไม่เท่าที่ควร จนอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายมองปัญหาไปคนละมุม ซึ่งอาจทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ถูกจุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวพันถึง หรือ เกี่ยวกับตัวเรา เราก็มีแนวโน้มที่จะหาเหตุผลเข้าข้าง แก้ต่าง ให้กับตัวเราตลอดระยะเวลาของการฟัง ก็จะกลายเป็นว่าเราฟังเขาด้วยความคิดของเรา จนอาจทำให้ปัญหาที่ยากจะแก้ไขอยู่แล้ว เพราะเรามักมีแนวโน้มจะปกป้องตนเองเสมอ ยากที่จะแก้ไขยิ่งขึ้น

แต่... แม้จะช่วยอะไรเขาไม่ได้ อย่างน้อย การช่วยฟังอย่างพยายามเข้าใจ ก็ทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง ให้คลายความคับข้องใจลงได้บ้างแล้วล่ะค่ะ
......................................
ป.ล. ชอบกลอนของคุณ ni_gul มากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ni_gul วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

รับฟังตามที่ได้ยินจริงๆ ... ยากนะคะ

... พ่อฉันสอนคนมักมองไม่ครบหลัก ...เหมือนมองกลักไม้ขีดไฟน่าพิศวง
มองด้านบนด้านข้างหรือด้านตรง ........ มองให้งงหกด้านเห็นไม่เกินสาม
นัยยะคือสามารถเรามีจำกัด .............. เมื่อสัมผัสสิ่งไรให้ใคร่ถาม
ฟังอะไรเห็นใดอย่าเชื่อตาม .............. ตรวจสอบความถี่ถ้วนใคร่ครวญเป็น
รับข่าวสารเรียนรู้ใดไม่ควรทื่อ .......... หมั่นฝึกปรือคิดเกินที่รู้เห็น
คนเรานั้นซับซ้อนซ่อนประเด็น ......... อาจใช่เป็นด้วยเกลียดกล้าอย่าระแวง

... อันมองใดที่มองผาดไม่ละเอียด .... ควรละเมียดใส่ใจให้จะแจ้ง
หาตัวช่วยไขขานหากเคลือบแคลง .... มองทุกแห่งคลุมครอบรอบกระบวน
พ่อให้อ่านอักษรไม่ให้คลาด ............ลูกมองผาดพ่อย้อนถามตามกระสวน
ตอบพ่อไปไม่ครบทุกสำนวน .......... พ่อจึงสวนดูสิ่งใดสนใจจริง
ชนทั่วไปมองทำผิวเผินผ่าน .............ทั้งเรื่องเล่นเรื่องงานเกือบทุกสิ่ง
พิเศษชนมีฤทัยใส่ใจจริง .................ทำทุกสิ่งสติตั้งระวังไว.

ni_gul (๒๕๕๐)

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ni_gul วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

"เป็นแมลงปอ ที่มีตาเห็นรอบทิศ ดีกว่าเป็นม้าลากรถ ที่เห็นแต่ทางตรงทางเดียว"

นี่ทำให้นึกถึง "ตาบอดคลำช้าง" เลยละค่ะ
กว่าเราจะรู้ว่าช้างรูปร่างอย่างไร คนตาบอดอย่างเราคงใช้เวลาและกำลังคนตาบอดมากมาย .... ทำให้นึกขอบคุณบรรพชนในโลกนี้ที่คลำทางบอกเราต่อๆ กันมา และคนรุ่นเราก็จะเพียรคลำแล้วบอกต่อๆ กันต่อไป... เป็นสังคมก็เกื้อกูลกันอย่างนี้นี่เอง

ความคิดเห็นที่ 2 Anacarika , สมชัย และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
ทางแก้ว วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ใครเป็นผู้ดูและผู้กระทำน่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ni_gul วันที่ : 25/04/2015 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ขณะฟังหากคิดไปเรื่องอื่นความคิดนั่นเองคืออุปสรรค
ใจปกติของคนธรรมดาๆ รับฟัง รับรู้ ได้ทีละเรื่อง โฟกัสได้ทีละวินาที แกว่งไกวออกนอกทางได้แค่ขยิบตา
..
เพียงแค่คิดแล้วมีอารมณ์ขึ้นแว้บเดียว.. ใจก็กระเด็นออกนอกเรื่องได้ แทนที่จะได้รู้เรื่องที่นอกรู้ก็อดรู้

และเพราะเราทำประการต่างๆ ได้ทีละอย่าง การได้รู้ในสิ่งที่คนอื่นทำ คิด พูด อย่างที่เราไม่เคย จะเป็นทางลัดช่วยให้เรารู้ได้เร็วขึ้น การฟังที่มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นยิ่ง ต่อเราและต่อโลก และการฟังนั้นจะไม่สูญเปล่า

แต่เพราะมีอุปสรรค ประสิทธิภาพในการฟังจะลดลงจนกลายเป็นสูญเปล่าได้ ...
.. อุปสรรคนั้นเกิดจาก
" ทุกคนมีอัตตาที่เหนียวแน่นจนยึดเป็นทิฏฐิเฉพาะตนมานานแสนนาน"

"ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆที่จะสามารถแก้ไขทิฏฐิที่แต่ละคนมีเพียงชั่วฉับพลัน"

จึงควรแก้ไข ... "ทิฏฐิเป็นเรื่องที่เจ้าของต้องแก้ไขเอง โดยการเปิดรับข้อมูลด้วยใจที่กว้างขวาง มองดูเพียงข้อมูล ไม่ต้องไปดูบุคคลใดที่ให้ข้อมูล เพราะการมองบุคคล เราจะมีอคติที่เกิดขึ้น ทำให้การเปิดรับมีข้อจำกัด"
..
สรุปแล้วเราพึง...
..
"เปิดกว้างการรับข้อมูลให้มากที่สุด ชอบก็รับ ไม่ชอบยิ่งต้องรับ"
...... และ ...
"เป็นแมลงปอ ที่มีตาเห็นรอบทิศ ดีกว่าเป็นม้าลากรถ ที่เห็นแต่ทางตรงทางเดียว"

ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน