*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233344
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1908 , 20:43:56 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน พอเพียงที่เพียงพอ , ลุงชาติ และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง เห็นปกด้าน หลัง เขียนว่า

จิตที่ส่งออกนอก                      เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก    เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต                             เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต           เป็นนิโรธ

พลิกมาดูหน้าปก เป็น หนังสือที่บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา  ของ พระราชวุฒาจารย์

(หลวงปู่  ดุลย์  อตุโล )  รวบรวมและบันทึกโดย  พระโพธินันทมุนี

วัดบูรพาราม  อ.เมือง  จ. สุรินทร์ 

        

ผมชอบใจ คำสอนของหลวงปู่ ที่สั้นๆแต่ความหมายลึกล้ำนัก หลวงปู่ดุลย์เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น สมัยแรกๆ

ที่ได้ร่วมเดินธุดงค์ตามหลวงปู่มั่นไปในที่ต่างๆอยู่นานหลายปี

ท่านเน้นการปฏิบัติให้พิจารณา จิตในจิต จนรู้แจ้ง หลักธรรมแท้จริงคือ จิต จิตเราทุกคนนั่นแหละคือหลักธรรมสูงสุด ที่อยู่ในจิตใจเรา

ผมหยิบเอา คำสอน ที่ท่านกล่าวไว้ ตั้งในหน้าเฟสบุ๊ค ของผมเอง เพราะจะได้เปิดมาดูบ่อยๆ พอดี มีเพื่อนในเฟสบุ๊ค ขอให้ขยายความหมาย ในถ้อยคำเหล่านั้น นี่คือที่มาของเอ็นทรี่นี้

ผมคงอธิบายได้เพียงระดับหนึ่ง ตามพื้นความรู้เท่าที่มี ก็ถือว่าเป็นการคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน

หลวงปู่อธิบาย คำจำกัดความ สั้นๆ ของ อริยสัจสี่ อัน ประกอบ ด้วย

 ทุกข์                              คือผลที่มาจากจิตที่ส่งออกนอก

 สมุทัยเหตุแห่งทุกข์        คือจิตที่ส่งออกนอก

นิโรธการดับทุกข์            คือผลที่เกิดจาก จิตเห็นจิต

มรรควิธีการดับทุกข์        คือการที่จิตเห็นจิต

คงต้องเริ่มทำความเข้าใจ คำว่า ทุกข์  กับ คำว่า จิต ก่อน

ทุกข์ คำนี้ ไม่ใช่ ทุกข์แบบเดียวกับ ภาษาไทย ที่หมายถึงสิ่งที่เราไม่อยากได้ ไม่อยากเจอ หรือเศร้าโศกเสียใจ ประมาณ นั้น

แต่หมายถึง สิ่งต่างๆ ทั้งรูปธรรม นามธรรม ที่ไม่สามารถคงอยู่สภาพเดิมได้ตลอด ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาประกอบกันเป็น ระยะๆ เช่น ก้อนหินที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิ อากาศ จากสิบปี ร้อยปี หมื่นปี มันจะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ยกเว้น ต้องมีการใส่ปัจจัยเติมเข้าไปตลอดเวลา

ต้นไม้ เครื่องเรือน ร่างกายของเรา สามี ภรรยาของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ ต่างเป็น ทุกข์

ทุกข์ทั้งหมดนี้ เป็นทุกข์ที่มีอยู่ตามปกติของมัน แต่มันจะกลายมาเป็น ทุกข์ในใจ ก็เมื่อจิตใจเรา ไปยึดถือสิ่งเหล่านี้เข้ามา ว่าเป็น เรา เป็นของเรา

 

จิต มันทำหน้าที่ โดยอาศัยเครื่องมือ ที่รับอารมณ์เข้ามา ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โดยแสดงอาการ  รู้  รับ   จำ   คิด

เมื่อตาเห็น รูป เกิดการ  รู้  และ รับ (รู้สึก)   ในขณะนั้น (ปัจจุบันขณะ)

ตามมาด้วย การ จำ  ได้(ต้องมีข้อมูลชุดเดิม ซึ่งเป็น อดีตขณะ)

และ การ  คิด  ตามมา (ใช้ปัจจุบันกับอดีต แล้วปรุงแต่งเป็นความคิด เป็น อนาคตขณะ)

ขบวนการนี้ เกิดรวดเดียว เช่น เรา มองเห็น ผู้หญิง เดินมา ทันทีที่เห็น เกิด การเห็นคือการ รู้ เกิดการ รับ เกิดการ จำ ว่าแบบนี้เรียกว่าสวยไม่สวยมีการเปรียบเทียบจากข้อมูลเดิม แล้วให้คุณค่าต่อมาทันที ซึ่งคือการ  คิด

 จะเห็นว่า เราอยู่กับ ปัจจุบันขณะสั้นมากๆ แต่เราอยู่กับ อดีตและอนาคต ที่ปรุงเป็นภาพเป็นหน้ากากสวมทับสิ่งที่รับรู้ จนไม่สามารถเห็นของจริงของแท้ได้

ทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมดา ก็กลายมาเป็น ทุกข์ในใจ ยาม ที่จิต ส่งออกนอก

จิตที่ส่งออกนอก นี้คือ จิตที่ ไม่อยู่กับ ปัจจุบันขณะ  แต่เป็นจิต ที่ หวนหาอดีต ท่องไปอนาคต จากอาการของจิต ที่ทำหน้าที่ ใน จำ กับ คิด เท่านั้น   (หน้าที่จิตคือ รู้  รับ  จำ  คิด )

หลวงปู่จึงกล่าวว่า  จิต ที่ส่งออกนอก               เป็น สมุทัย สาเหตุแห่งทุกข์

                        ผลจากการที่จิตส่งออกนอก   เป็นทุกข์ (ทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน จิตไปเกี่ยวเอามาไว้ในใจ กลายเป็น ทุกข์ในใจ )

คำว่า  ทุกข์ในใจ นี้ ต้องมาขยายความอีกที

ทุกข์ในใจ(ความหมาย ภาษาไทย)  ก็คือ ทุกข์ในใจ ภาษาธรรม

สุขในใจ (ความหมาย ภาษาไทย ) ก็คือ  ทุกข์ในใจ ภาษาธรรม

ดังนั้นในภาษาธรรม จึงมีแต่ ทุกข์ เท่านั้น นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรอีก

ยกตัวอย่างเช่น

1.คนที่ถูกล๊อตเตอรี่ ดีใจ มีความสุขมาก จนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หัวใจเต้นแรง เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวขมวดคิ้ว ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเก็บเงินอย่างไรดี

สภาวะกายกับใจของเขาตอนนี้ เป็นทุกข์ (ภาษาธรรม) เพราะไม่คงสภาพเดิม อยู่แบบคงที่ไม่ได้

2.คนที่ถูกโจรขึ้นบ้าน เสียใจมาก เป็น ทุกข์ จนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หัวใจเต้นแรง เดี๋ยวร้องไห้บางทีร้องจนหัวเราะเสียสติ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

สภาวะกายกับใจของเขาตอนนี้ เป็นทุกข์ (ภาษาธรรม) เพราะไม่คงสภาพเดิม อยู่แบบคงที่ไม่ได้

 

การที่จิตอยู่กับ อดีต(จำ)และอนาคต(คิด)  คือเอาอดีตมาเป็นเครื่องปรุงอนาคต แล้วทอดทิ้งปัจจุบันขณะ

จึงทำให้เราไปเกี่ยวเอาทุกข์ เข้ามาเสมอ การเอาจิตดูจิต จึงเป็นการดูปัจจุบัน เป็นการฝึกจิตรับอารมณ์ที่ไหลเข้ามา ทางทวารทั้ง6 อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ตามที่เป็นจริง

มีโฆษณาชุดหนึ่งที่ดีมาก ที่เด็กหกล้ม แล้วเหลือบตาดูแม่ แม่คนหนึ่งจะรีบไปปลอบ อีกคนยกห้ามไว้ แล้ว ยิ้มให้เด็ก พร้อมบอกว่าไม่เป็นไร ให้ลุกขึ้น  เด็กจึงลุกขึ้นแล้วไปเล่นต่อ โดยไม่ร้องไห้

ในวินาทีที่เด็กคนนี้ หกล้ม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

จิต  ทำหน้าที่  รู้  การกระทบที่ผิวกาย

จิตทำหน้าที่  รับ  (ความรู้สึก) ที่ผิวกาย แน่นอน ต้องเจ็บกาย

ผู้ใหญ่ ที่เจอสภาพนี้ ก็จะเป็นแบบเดียวกัน

ทีนี้เด็กที่ จิตใจยัง ผุดผ่อง ยังไร้เดียงสา เขายังไม่มีชุดข้อมูล คือ (จำ) มาประกอบการตัดสินใจ (คิด)

เพื่อแสดงออก   ในเสี้ยววินาทีที่มองมาผู้ใหญ่ คือเสี้ยวหนึ่งของจิต ในการบันทึก การ จำ แล้ว ต่อด้วยการปรุงคิด เพื่อแสดงออกอย่างไรอย่างหนึ่ง

ถ้าผู้ใหญ่ วิ่งเข้ามาโอ๋ แล้วบางคนทุบตี ที่พื้นว่า เป็นเหตุให้หนูเจ็บ(ใส่ชุดข้อมูล จำ กับ คิดให้เด็ก )

 เด็กคนนี้เมื่อโตขึ้น เราคงพอคาดเดาได้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ประเภทไหน

เด็กคือทรัพยากร ที่เราจะปั้นจะแต่ง ให้เป็นอย่างไร อยู่ที่ผู้ใหญ่จริงๆ

คราวนี้ พวกเราที่โตๆกันแล้ว บางคนก็จวนลาลับโลก อยู่ดีๆ จะมาทำให้จิต เห็น จิต ที่เป็น ปัจจุบันขณะ

ไม่ใช่เรื่องง่าย ยากมาก เพราะไม่ใช่ คิดเอาเข้าใจเอาแล้วจะได้ แต่มาจากการฝึก

ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ พอเปิด ทำการ จิตเราก็โลดแล่นไปตามอารมณ์ ที่ทะลักเข้ามา รู้ กับ รับ  ผ่านไปเร็วมาก  แต่อยู่กับ จำและคิด ตลอดเวลา

 

สติปัฏฐาน สี่ เท่านั้น คือวิธีที่เราจะอบรมฝึกจิตเรา ให้อยู่กับ ปัจจุบัน เพื่อสร้างทางใหม่ขึ้นมาให้กับจิตตนเอง เป็นทางซึ่งสงบ ไม่สัดส่าย โลดแล่น ไปตาม อารมณ์ที่เข้ามาตลอดเวลา

อาจเรียกว่า ถนนเก่า ที่เราใช้ เป็นคลื่น เป็นหลุม ทำให้เรา บางครั้งก็ ยินดี บางครั้งก็ ยินร้าย จิตใจจึงขึ้นๆลงๆ ฟูๆ แฟบๆ ไม่แน่นอน

ยามที่ทางใหม่ ที่เราค่อยๆสร้างขึ้นมา ทีละเล็กละน้อย เป็นรูปร่างขึ้นมา จิตที่อาศัยทางใหม่ ที่ราบเรียบ สงบ ย่อมเป็นที่พอใจแก่จิต ยามนั้น เราจึงเป็นบุคคลที่ฝึกดีแล้ว สมควรแก่คำเรียก ที่ว่า มนุษย์

สติปัฏฐานสี่ เป็นไปตามความหมายของ มรรคที่มีองค์8 การมีสติตั้งรำลึก ที่ กาย ยาววาหนาคืบมีสัญญาและใจครองนี้ จึงมี สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือกาย วาจา ปกติ

 เพราะจากการตั้งสติ ด้วยความพยายามไม่ย่อหย่อน จึงเป็น สัมมาวายมะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

การตามระลึกที่อยู่กับปัจจุบันขณะ ทำให้เห็นสัจจะความเป็นจริง ของสิ่งที่ประกอบเป็นตัวเรา ของเรา จนเกิดการคลายการยึดติด นี่จึงเป็น สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ

การคลายการยึดติด ในทุกข์ ที่เราไปเกี่ยวเข้ามาออกจากจิตได้ จึงเป็นความสงบอย่างแท้จริงนี่คือ นิโรธ  สงบนี้ย่อมไม่ใช่ความสุข ในภาษาไทยและ  ไม่ใช่ความทุกข์ในภาษาไทย

หลวงปู่ดุล จึงกล่าวว่า   จิตเห็นจิต                    เป็น มรรค

                                 ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต   เป็น นิโรธ

ทั้งหมดนี้ จึงอธิบายความหมาย ตามที่หลวงปู่ได้สอนสรุปให้ไว้

ดังนั้นทั้งหมดนี้ ต้องมาจากการปฏิบัติ ทำขึ้นมา จน ที่หลวงปู่เรียกว่า จิตเห็นจิต ไม่ใช่อ่านเข้าใจ คิดจนเข้าใจ แล้วจะกลายเป็นจิตเห็นจิต ดังเช่น เราจะว่ายน้ำได้ ย่อมไม่ใช่เพียงอาศัยการอ่านตำราสอนว่ายน้ำจนเข้าใจ แล้ว ว่ายน้ำได้ แต่ต้องลงมือหัดค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น จึงจะบรรลุผลทีละขั้น

  (ขอขอบคุณภาพ จาก วิกิพีเดีย )



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลุงชาติ วันที่ : 10/07/2015 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

ขอขอบคุณครับ
ยอมรับตามตรงว่าอ่านยากครับ

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ป้ารุ วันที่ : 04/06/2015 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

ขอบพระคุณคุณหมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สมชัย วันที่ : 04/06/2015 เวลา : 05.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบพระคุณทุกท่านที่มาเยี่ยม มาแสดงความเห็น มาโหวตให้

เอ็นทรี่นี้ มีเสียงสะท้อน จากเพื่อนว่า อ่านไม่รู้เรื่อง จึงขอความกรุณาท่านผู้ใด ที่จะกรุณา มาอธิบายความหมาย ของหลวงปู่ ดุลย์ให้เข้าใจง่ายๆกว่านี้ คงจะเป็นประโยชน์ทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 03/06/2015 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมได้เล่มนี้มาสามสิบปีแล้ว คงเพราะโชค
อ่านรวดเดียว มันมาก

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 03/06/2015 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ภาคอีสานมีเกจิอาจารย์เผยแผ่ธรรมะดีๆมากนะครับ สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 03/06/2015 เวลา : 14.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 02/06/2015 เวลา : 23.10 น.

"ต้องมาจากการปฏิบัติ ทำขึ้นมา จน ที่หลวงปู่เรียกว่า จิตเห็นจิต ไม่ใช่อ่านเข้าใจ คิดจนเข้าใจ แล้วจะกลายเป็นจิตเห็นจิต ดังเช่น เราจะว่ายน้ำได้ ย่อมไม่ใช่เพียงอาศัยการอ่านตำราสอนว่ายน้ำจนเข้าใจ แล้ว ว่ายน้ำได้ แต่ต้องลงมือหัดค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น จึงจะบรรลุผลทีละขั้น"



ยากยิ่งกว่าเรียนว่ายน้ำหลายเท่าตัวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 02/06/2015 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สาธุๆๆ

-ชอบคำสอนท่านเช่นกันค่ะ...เข้าใจง่าย และเห็นจริง เพียงแต่เรา
ยังไม่สามารถ ตัดกิเลสบางอย่างได้ทั้งหมด จึงมีทุกข์ ประปราย เหมือนน้ำจิ้มเติมรส

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน