*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240103
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กันยายน 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1508 , 08:23:52 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน chailasalle , วิชญธรรม และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

ห่วงแม่แน่นะ

โดย สมตา

ผมมองดูสองแม่ลูกตรงหน้าอย่างชื่นชม แม่เฒ่าอายุเฉียดแปดสิบนอนอยูบนเก้าอี้ทำฟัน ส่วนลูกชายนั่งอยู่ข้างๆ จับมือแม่บีบปล่อยๆบีบเป็นระยะ แม่เฒ่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้จึงได้แต่ใช้สายตาฟ้าฟางมองหมอกับลูกสลับกันไปมาขณะเราสองคนคุยกัน

“ขอบคุณมากครับหมอ”

ลูกชายกล่าวในที่สุด หลังจากที่ผมอธิบายว่าไม่ควรทำฟันปลอมทั้งปากให้แม่ใหม่ คนที่เป็นโรคพาร์กินสัน ต่อให้เปลี่ยนฟันปลอมใหม่ก็เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดอยู่ดี เอาเงินที่จะจ่ายค่าทำฟันไปซื้อเครื่องปั่นอาหารมาทำอาหารประเภทโจ๊กให้แม่ทานจะดีกว่า

“ไม่เป็นไรครับ”

ผมตอบขณะกดปุ่มให้เก้าอี้ทำฟันค่อยๆปรับตำแหน่งเป็นเก้าอี้นั่ง  ชายวัยกลางคนจึงค่อยๆประคองหญิงชราให้ลุก แล้วสองแม่ลูกก็ค่อยๆก้าวกันช้าๆผ่านประตูห้องทำงานผม

ผมหยิบบัตรประวัติคนไข้คนใหม่ที่จะก้าวผ่านประตูนั้นเข้ามาเป็นคนต่อไป พอเห็นชื่อคนไข้ ผมก็ถึงกับยิ้มน้อยๆ

ป้ามะลิ

คนแก่อีกแล้ว

ผมนึก

ผมมักมีคนไข้เป็นคนแก่โดยเฉพาะผู้หญิง คงเป็นเพราะผมชอบชวนคนแก่คุย ชอบฟังประสบการณ์ของคนที่ผ่านชีวิตมามาก ประสบการณ์เหล่านั้นเหมือนเป็นตำราเรียนที่ผมไม่ต้องเสียเวลาเปิดอ่าน

“แม่แกชอบคุยกับหมอ บางทีก็บ่น ทำไมฟันไม่เป็นอะไรซักที จะได้มาหาหมอ “

เสียงคุณหน่อย ลูกสาวคนหนึ่งของป้ามะลิดังขึ้นในความคิดทันที ป้ามะลิมีลูกสามคน คุณหนุ่ม คุณหน่อย คุณน้อย ครอบครัวนี้เป็นคนไข้ผมทั้งหมด คุณหนุ่มไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องฟัน ผมแนะนำว่าให้เช็คฟันตามปกติคือหกเดือนครั้ง ส่วนคุณหน่อยกับคุณน้อยนั้นยิ่งไม่มีปัญหา พวกเธอดูแลตัวเองดีจนผมบอกว่าถ้าไม่มีอะไร สักสองปีค่อยเช็คสักทีก็ได้

ป้ามะลิเองก็ไม่มีปัญหานัก นอกจากฟันปลอมที่ใส่ค่อยๆหลวมไปเพราะการใช้งาน ผมก็แค่ดัดตะขอให้ก็กลับไปใช้งานได้ดีอย่างเก่า

“สวัสดีค่ะคุณหมอ”

เสียงป้ามะลิและคุณน้อยดังขึ้นพร้อมๆกัน การมาของป้ามะลิครั้งนี้ดูแปลกไปเพราะคราวนี้คุณน้อยพยุงป้ามะลิเข้ามาหาผม ป้าไม่ได้เดินเข้ามาในห้องทำฟันเองเหมือนครั้งก่อนๆ

คงเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

“สวัสดีครับ เชิญครับป้า”

ผมยกมือไหว้ รีบเข้าไปช่วยคุณน้อยประคองป้าให้นั่ง หลังจากนั้นจึงกดปุ่มเก้าอี้ทำฟันให้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นเก้าอี้นอน คุณน้อยนั้นพอเห็นแม่นอนลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขอตัวไปหยิบขนมถุงใหญ่ที่ยังวางทิ้งไว้บนโซฟารับแขกด้านหน้าคลินิกที่เธอกับป้ามะลิช่วยกันทำมาส่งให้    ผมรีบขอบคุณยกใหญ่

ขนมที่ครอบครัวนี้ทำอร่อยไม่เป็นรองใคร ขนาดคนอยู่จังหวัดไกลๆยังชอบโทรสั่งแล้วขับรถข้ามจังหวัดมารับของด้วยตนเอง

ผมเดาว่าตะขอฟันปลอมป้าคงหลวมตามเคย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมจึงนั่งคุยกับป้า กับคุณน้อยไป สลับกับการหลบออกไปห้องทำงานอีกห้องเพื่อใช้คีมดัดตะขอไป พอดัดเสร็จก็เอาฟันปลอมมาลองในปาก ลองอยู่แค่สองครั้งก็เรียบร้อย

ในระหว่างการคุย ผมจึงรู้ว่าช่วงนี้คุณน้อยค่อนข้างอึดอัดใจ เพราะระยะหลังๆนี้ข้อเท้าป้าเริ่มมีปัญหาจนทำให้เดินเหินได้ลำบากขึ้น ประกอบกับความที่ป้าเป็นคนขยันมาตลอดชีวิต ถึงเวลานี้จะเดินเหินไม่คล่องแต่ป้าก็ยังขยันอยู่ เลยมักเดินจับโน่นจับนี่ในบ้านเหมือนเดิมโดยเฉพาะต้นไม้ที่สนามหน้าบ้าน ป้าต้องดูแลต้นไม้เหล่านั้นเอง   ถึงคุณน้อยจะรดน้ำให้แล้ว ป้าก็ต้องเดินมาทำเองอีกทีอยู่ดี

“ก็แค่ลากสายยางฉีดไป ก็ไม่ยากเย็นอะไร จะให้นั่งเฉยๆได้ยังไง มันก็อึดอัดตาย ใช่มั๊ยหมอ”

ป้ามะลิบอกกับผม

“หนูก็กลัวว่าแม่แกจะล้มไปค่ะ”

คุณน้อยเอ่ยเป็นเชิงฟ้องเรื่องเหตุการณ์ในบ้าน เธอรู้ว่าป้ามะลิมักฟังความเห็นผมเสมอ

คุณน้อยเป็นน้องที่พี่ๆขอให้อยู่บ้านดูแลแม่มาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตอนนั้นแม่บ้านลาออก พี่ๆก็เห็นว่าคุณน้อยยังหางานทำไม่ได้เลยบอกเธอว่าไม่ต้องไปหางานทำที่ไหน อยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้านนี่แหละ พี่ๆขอเอาค่าจ้างที่เคยจ่ายให้แม่บ้านมาเป็นค่าขนมให้คุณน้อยแทน คุณน้อยนั้นรักแม่มากอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ แม้จะรู้ว่าความสุขความรื่นเริงตามประสาคนอยู่ในวัยสาวจะหายไปเพราะต้องอยู่เพียงในบ้าน แต่เธอก็ไม่รู้สึกว่าอึดอัด เพราะเธอมีความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่ามาทดแทน

นั่นคือความสุขที่ได้ตอบแทนพระคุณแม่ ได้แบ่งเบางานของแม่ หลังจากที่เห็นแม่ทนลำบากเพื่อลูกๆมาหลายปี

“แล้วป้าใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหรือเปล่าครับ”

ผมถาม

“ใช้ซีหมอ ไม่งั้นมันเดินไม่คล่อง”

ป้ามะลิตอบเสียงสูง ฟังเสียงแล้วผมรู้เลยว่ายังไงป้าก็อยากทำทุกอย่างที่เคยทำด้วยตนเองอยู่ดี

“งั้นป้าคุมน้ำหนักอย่าให้ขึ้น ลดน้ำตาลในอาหารลงหรือจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นสารให้ความหวานแทนก็ได้ครับ งานอะไรที่ย้ายมาทำที่เดียวกันบนโต๊ะได้ก็ย้ายมาน่าจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่ต้องเดินทั่วบ้าน ส่วนงานไหนที่พอจะแบ่งให้คุณน้อยได้ก็แบ่งไป หรือถ้าป้าอยากทำเองก็เวลาจะทำก็เรียกคุณน้อยช่วยให้มาช่วย มาอยู่ใกล้ๆก็แล้วกันนะครับ”

ผมหันไปมองถุงขนม แล้วก็นึกขึ้นได้ถึงอีกเหตุที่ป้ามะลิชอบทำขนม คุณน้อยเคยเล่าให้ฟังนานมาแล้ว

“ส่วนขนม ป้าทำให้น้อยลงหน่อยก็ได้ครับ เพราะป้าไม่เหมือนคุณน้อย คุณน้อยน่ะพอเธอช่วยป้าทำขนมมากๆแล้วเธอเอียน ทานขนมไม่ลง แต่ป้ากลับชอบ มีขนมอยู่ใกล้มือ จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ ขนมป้าอร่อยมาก ผมก็ติดใจอยากกินบ่อยๆ แต่สุขภาพป้ากับสุขภาพจิตคุณน้อยสำคัญกว่าความอยากกินของอร่อยของผมนะครับ”

ผมเสนอความเห็นให้ป้าลดกิจกรรมลง เพราะรู้ดีว่าหญิงที่ลำบากเลี้ยงตัวและลูกมาตั้งแต่ยังสาว ทำงานจนเป็นนิสัย จะให้นั่งเฉยๆ เป็นทำไม่ได้แน่

“ป้าต้องเห็นใจลูกด้วยนะครับ เผื่อป้าทำโน่นทำนี่แล้วเผลอล้มไป คุณน้อยเธอจะรับได้ไหมครับที่อุตส่าห์ตั้งใจดูแลแม่ขนาดนี้ยังปล่อยให้แม่ล้มได้”

และพยายามหาทางที่จะทำให้ความขยันและความรัก ความเห็นใจลูกของป้า มาพบกันตรงกลาง

“เธอเป็นลูกกตัญญู  ถ้าป้าล้มแล้วเป็นอะไรไป เธอคงเสียใจมากนะครับ แถมยังอาจเสียใจซ้ำเพราะถูกพี่ๆตำหนิเธออีกก็ได้ ดีไม่ดี ลูกๆจะผิดใจกันไปเลยก็ได้นะครับ”

สักพัก

“เออนะ”

ป้ามะลิก็พยักหน้า

“ ป้าก็ลืมคิดถึงตรงนี้ไป”

ขณะพูด

คุณน้อยยิ้มออกขณะได้ยินคำนั้น

หลังจากที่แก้ไขปัญหาทั้งเรื่องฟันของป้าและใจป้าเรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอตรวจฟันให้คุณน้อย อันที่จริงผมไม่ต้องตรวจให้เธอก็ได้ แต่ผมมีบางอย่างที่อยากคุยกับเธอตามลำพังมากกว่า คุณน้อยคงเข้าใจวัตถุประสงค์ของผม จึงประคองแม่ พาไปนั่งรอที่โซฟารับแขกก่อนจะกลับเข้ามาหาผมในห้องทำงาน

ไหนๆคนไข้ก็อยู่ในห้องแล้ว ก็ตรวจดูเสียหน่อย

ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ พอตรวจฟันให้เธอเสร็จ ผมก็ปรับเก้าอี้ให้เธอได้นั่งคุยกับผมสบายๆ

“คุณน้อยคอยดูแม่อย่างนี้ถูกแล้วครับ แม่ใครใครก็รัก ก็อยากดูแล ก็แม่เรามีคนเดียว ไม่ดูแลได้ยังไง”

ผมเริ่มต้นสนทนาด้วยการเอ่ยถึงความดีที่เธอทำมาตลอดชีวิต

คุณน้อยยิ้มเมื่อมีผู้รับรู้ถึงสิ่งดีๆที่เธอทำ

“แต่แม่แกดื้อค่ะ น้อยก็กลัวแกจะล้มไป เดี๋ยวนี้น้อยเลยเหนื่อยมากขึ้น ทั้งทำงานบ้าน ทั้งคอยวิ่งห้ามแก บอกให้นั่งเฉยๆบ้างก็ไม่ยอม”

ก่อนจะพูดเชิงเล่าเชิงฟ้องกับผม

“คุณน้อยครับ ผมรู้ว่าคุณน้อยมีความสุขที่ได้ดูแลแม่ เป็นผม ผมก็มีความสุขครับที่ได้ทำหน้าที่ลูกอย่างดี อย่างที่ลูกหลายๆคนยังทำไม่ได้ แต่คุณน้อยครับ ใจเราทุกคนต้องมีความสุขครับ เราถึงจะมีชีวิตรอด ถึงจะเป็นอยู่ในโลกนี้ได้ คุณน้อยคงอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่าตรอมใจตาย ที่เค้าตายอย่างนั้นก็เพราะเค้าทนทุกข์ใจมาเป็นเวลานานๆ   ใจคนเรานะครับพอทุกข์นานๆเข้าก็ทนไม่ไหวแถมยังส่งผลมาถึงกายด้วย   ในที่สุด ทั้งกายทั้งใจก็ไปไม่รอด   ก็คุณน้อยเคยได้ยินว่ามีใจเพลินใจตายมั๊ยล่ะครับ”

คุณน้อยเผลอหัวเราะ

“ไม่เคยค่ะ”

“ใช่ครับ ยกเว้นประเภทตื่นเต้นจัด ถูกหวยแล้วตื่นเต้น ดีใจจนช็อคตายน่ะเคยมี   แต่คนที่มีความสุขหล่อเลี้ยงใจอยู่เรื่อยๆ มีความสุขตลอดเวลาแล้วเพลิดเพลินในความสุขจนตายน่ะ ผมยังไม่เคยเห็นนะครับ”

คุณน้อยพยักหน้า

“ใจคนเราต้องมีสุขหล่อเลี้ยง”

ผมย้ำคำพูดเดิม

“แต่ต้องเป็นสุขจากความชอบธรรม จากการเข้าใจสภาวะ จึงจะเป็นสุขที่ดีเพราะไม่กลายเป็นทุกข์ ไม่มีโทษตามมาภายหลัง”

ก่อนจะอธิบายความหมายของความสุขที่ผมหมายถึง ว่าผมไม่ได้หมายถึงสุขที่ได้มาจากการเบียดเบียนคนอื่น

“แม่คุณน้อยมีความสุขกับการทำงาน ถ้าคุณน้อยไม่ให้แกทำในสิ่งที่แกชอบ ถ้าใจแกไม่สุขแล้วชีวิตแกจะเป็นยังไง แกจะอยู่ยังไงล่ะครับ”

น้ำเสียงผมเริ่มเครียดขึ้น คุณน้อยคงรู้สึกได้ จึงฟังผมอย่างตั้งใจ

“อีกอย่าง ที่คุณน้อยดูแลแม่ ไม่อยากให้แม่เป็นอะไรไป ส่วนหนึ่งก็เพราะความรักความกตัญญูที่มีต่อแม่ แต่ผมว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งแฝงอยู่ด้วยคือความรักตัวเองกระมังครับ   เพราะความรักตัวเอง คุณน้อยมีความสุขที่ได้ดูแลแม่ เลยกลัวว่าว่าถ้าแม่เป็นอะไรไปแล้ว ตัวเองจะสูญเสียความสุข จะสูญเสียความภูมิใจในตัวเอง สูญเสียความภูมิใจในการเป็นลูกที่ดีไป จะตำหนิตัวเองที่ไม่ทำในสิ่งที่คิดว่าทำได้ให้ดีที่สุด จะกลัวว่าจะถูกพี่ๆตำหนิซ้ำ และกลัวว่าตัวเองจะต้องลำบากมากขึ้นไปอีก  เพราะต้องดูแลแม่ที่อาจบาดเจ็บจนช่วยตนเองไม่ได้เลย เป็นการเพิ่มภาระขึ้นอีก  ใช่ไหมครับ?”

คุณน้อยอึ้ง

เธอถึงกับครุ่นคิด

“คุณน้อยต้องยอมให้แม่มีความสุขในแบบของแม่ในขณะที่คุณน้อยก็สุขได้ด้วย   ต้องปล่อยแกบ้างนะครับ”

ผมพยายามชี้แจงให้คุณน้อยเห็นวิธีที่จะทำให้ทั้งแม่และลูกมีความสุขด้วยกันได้

“ส่วนป้ามะลิน่ะ  ฟังจากที่แกตอบผมเมื่อกี้ ผมว่าแกก็คงจะเห็นใจคุณน้อย คงไม่ดึงดันจะทำอะไรเองทั้งหมดอีกต่อไป แกคงจะค่อยลดสิ่งที่เคยทำลงไปหน่อยแล้วล่ะครับ”

ผมแจง ทั้งสิ่งที่เห็นด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ และเหตุกับผล จากนั้นก็ปล่อยให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสักพัก

ในที่สุด ความเงียบก็ถูกทำลาย

“ใช่ค่ะ”

หลังจากที่อีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่ผมชี้ให้เห็น

“น้อยกลัวว่าเดี๋ยวตัวเองจะเสียใจ แล้วก็กลัวว่าตัวเองจะยิ่งเหนื่อยมากขึ้นด้วย เพราะตอนนี้ น้อยก็ไม่ใช่สาวๆแล้ว”

ผมพยักหน้า น่าเห็นใจ ผู้หญิงวัยกลางคน มักมีเรื่องให้คำนึงถึงมากมาย

“เป็นอย่างที่หมอว่าค่ะ น้อยกับแม่ต้องเจอกันตรงกลาง ไม่งั้นเราก็ต้องทะเลาะกันทุกวันอยู่อย่างนี้”

“แล้วเราจะอยู่ไม่สุขครับ เรื่องอะไรจะยอมให้ความรักกลายเป็นเหตุที่ทำให้เราทะเลาะกับคนที่เรารักล่ะครับ”

ผมถามเชิงสรุป

คุณน้อยคงเห็นด้วย

สักพัก เธอจึงหันไปมองถุงขนม

“งั้น”

ก่อนจะหันกลับมาพูดกับผมยิ้มๆ

“หมอก็ต้องอดทานขนมไปอีกนานเลยนะคะ”.

ผมพยักหน้า

“ไม่เป็นไรครับ”

รับคำคุณน้อยอย่างมีความสุข

“ดีแล้วละครับ”

สุขที่ได้เห็นการคลี่คลายของปัญหา

ก็…

สุขเพราะความอร่อยลิ้น หรือจะสู้สุขที่ได้เห็นผู้ที่เป็นเหมือนญาติมีความสุขได้ล่ะนะ

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 30/09/2015 เวลา : 15.09 น.

ขอบคุณคุณณัฐรดา+คุณสมชัยมากค่ะ
รัตติยาก็มีอาการรีๆขวางๆค่ะเป็นบางครั้งเเต่ไม่เขียนบอกตามตรง อ้างญาติผู้ป่วยเเทน เจ้าเล่ไหมค่ะ

ปล.อ่านคำตอบนี้เเล้วสดุ้ง...คุณ rattiya ห่วงแม่ ห่วงลูก ก็ตาม เป็นสภาวะจิตที่มีรสเดียวกัน คือความผูกพันความสุขที่ได้รักคนที่เรารัก ได้เห็นคนที่รักมีความสุข ยิ่งเราทำอะไรให้คนที่รักแล้วเขามีความสุข เรายิ่งยึดสุขนั้น อยากให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป นั่นคือเราพึงพอใจจากการเสพสุขนั้น

เป็นคำตอบให้กับตัวเองได้เลยว่า..อ่านเรื่องนี้เข้าใจเเค่ผิวเผิน
ขอขอบคุณอีกครั้งที่ให้คำเเนะนำที่ดี มีข้อคิด เตือนสติ

ความคิดเห็นที่ 24 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 30/09/2015 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออนุญาตแจมเกี่ยวกับเรื่องการทำอะไรไม่ถูก หันรีหันขวางสักนิดนะคะ

นอกจากเรื่องของสติแล้ว มองว่ามีเรื่องอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกค่ะ เช่น


ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า หรือ ไม่ทราบขั้นตอนในการทำงาน หรือ จำขั้นตอนในการทำงานไม่ได้ หรือ ไม่แน่ใจว่าอุปกรณ์อะไรใช้ทำงานอะไร งานที่กำลังทำใช้อุปกรณ์อะไร จึงทำให้ทำงานไป ทบทวนไป เลยหันรีหันขวางไม่ทราบจะเอายังไงดี

แบกรับความคาดหวังจากบุคคลรอบข้างค่อนข้างมาก จึงเกิดความเครียดในการทำงาน ความกังวลก็น่าจะมีส่วนทำให้สติไม่สมบูรณ์ จนเกิดอาการหันรีหันขวาง ทำอะไรไม่ถูกได้เหมืนกันมังคะ

เกิดการสำคัญตนว่าตนมีความสามารถต่ำ รู้ไม่จริงในสิ่งที่ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ที่มีความรู้จริงกำลังมองดูอยู่ จึงขาดความมั่นใจใจตนเอง เคอะเขิน กระทั่งกลัวถูกตำหนิ เลยทำอะไรไม่ถูก

เอิ่ม ไม่ทราบว่าที่ลองมองมาจะเข้าเค้ามั๊ยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 30/09/2015 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ถ้าตอบแบบพุทธ ก็บอกได้ว่า ขณะนั้นไม่มีสติในปัจจุบันขณะ จิตใจไปท่องเที่ยวในอดีตและอนาคต การลังเล หันรีหันขวางเพราะจิตขณะนั้นหน่วงอดีตว่ากลัวเป็นแบบเดิม กังวลอนาคตว่าทำไปจะถูกต้องหรือไม่ แต่ลืมไปว่าตนเองต้องอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่ต้องทำ ใช้ส่วนไหนของกายออกไปกระทำ
สติปัฏฐานสี่ ที่มีสติตั้งที่ กาย เวทนา จิต ธรรม คือที่ร่างกายเรานี้ กายมีอยู่ ความรู้สึกต่อสิ่งเร้ามีอยู่ จิตใจมีอยู่ เรื่องราวที่มาประกอบจิตใจมีอยู่ ก็ทั้งหมดมีอยู่ที่กายและใจเรานี้ นำสติมาตั้งตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพะวงเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
ดูนักยิงปืน นักยิงธนู นักกอล์ฟ ช่วงที่จะลั่นไก ต้องไม่มีอดีต อนาคต มีแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่ติดคอมพ์แล้วทำอะไรไม่เป็น ก็อธิบายดังที่กล่าวมา ตา หู ที่นั่งดูนั่งฟัง ก็เป็นการปรุงแต่งของจิตที่ท่องไปทั้งอดีตและอนาคตทั้งสิ้น
มีกี่คนที่นั่งเล่นคอมพ์อยู่ แล้วรู้ตัวถ้วนทั่วว่าตนเองนั่งอยู่ ความรู้สึกที่นั่ง เป็นอย่างไร ส่วนมากก็ไม่รู้ เพราะจิตถูกอารมณ์อื่นภายนอกจับยึดไปเสียแล้ว

ความคิดเห็นที่ 22 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 29/09/2015 เวลา : 16.00 น.

ขอออกนอกเรื่องอีกนะค่ะ
อ่านมาเจอข้อความนี้

"การใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปบ้างทำให้ต้องมีสมาธิมากขึ้น เช่น การเขียนหนังสือ สองมือพร้อมกัน โดยเขียนอักษรที่เป็นคนละตัวกัน "

รัตติยาไม่ใช่เเพทย์ เเต่ทำงานกับคน ที่มีปัญหาทางด้านร่างกายเเละจิตใจ
สิ่งหนึ่งที่สังเกตุจากการทำงาน ผู้สูงอายุร่างกายอ่อนเเอเดินเหินลำบากต้องใช้เวลา อันนี้เข้าใจเเละเห็นใจสังขารมนุษย์ เเต่สิ่งที่รัตติยาไปสั่งเกตุจากญาติคนไข้อายุไม่มากเเต่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกาย สมาธิในการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่เป็นระบบเหมือนคนหลงทาง หันรีหันขวาง
ต้องขออธิบายเพิ่มเติม มีญาติหลายคนต้องการดูเเลพ่อเเม่ตัวเองที่บ้าน ขอให้พวกเราเเนะนำ..ในเวลาที่เราไปเยี่ยม..บางสิ่งบางอย่างเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายเเบบปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน เเต่บางรายมีปัญหามาก...

ที่เขียนมานี้เพราะรัตติยาเริ่มมาคิดว่าคนยุคปัจจุบัน พยายามเรียนรู้เทคโนโลยี่จากวัตถุ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ จนลืมเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายของตนเองไปค่ะ เเค่นี้ก่อนนะค่ะ


ปล. หวังว่าไม่งงที่เขียนมานะค่ะ ยัยคนนี้เริ่มเบลอเเล้ว

ความคิดเห็นที่ 21 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 29/09/2015 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คุณ rattiya ห่วงแม่ ห่วงลูก ก็ตาม เป็นสภาวะจิตที่มีรสเดียวกัน คือความผูกพันความสุขที่ได้รักคนที่เรารัก ได้เห็นคนที่รักมีความสุข ยิ่งเราทำอะไรให้คนที่รักแล้วเขามีความสุข เรายิ่งยึดสุขนั้น อยากให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป นั่นคือเราพึงพอใจจากการเสพสุขนั้น
แต่ในความเป็นจริง ธรรมชาติไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เราจึงเห็นตัวอย่างมากมายที่พ่อแม่กำหนดกฏเกณฑ์วางทางเดินให้ลูกทุกอย่างเพราะความหวังดีที่อยากให้ลูกเป็นอย่างที่ตนต้องการ บางคนก็สมหวังบางคนก็ผิดหวัง เด็กบางคนตามใจพ่อแม่ แต่ก็ต้องเก็บความขมขื่นเอาไว้ บางคนไม่ตามใจพ่อแม่ก็กลายเป็นลูกที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ไป

ดังนั้นทุกผู้คนควรจะต้องได้รู้ทั้งสิ่งที่เป็นสุขและสิ่งที่เป็นทุกข์ เห็นทั้งสองด้าน จึงจะเห็นความจริงตลอดสาย แล้วปฏิบัติไปตามหน้าที่ด้วยความเมตตากรุณา แต่อย่าไปยึดติดสิ่งที่ต้องปรวนแปร

ความคิดเห็นที่ 20 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 22.25 น.

"เรื่องสั้นวันอาทิตย์ ตอน ห่วงแม่แน่นะ"

คุณสมชัย เเล้วจะเขียนเรื่อง ตอน ห่วงลูกเเน่นะ หรือเปล่า จะตามมาอ่านต่อค่ะ

ที่เมืองไทยอาจจะดูชื่อเรื่องไม่เหมาะสม เเต่มีบางเหตุการณ์ที่เยอรมนีทำให้ต้องคิดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 19.34 น.

ขอบคุณมากค่ะ
"คห12,14 rattiya นอกเรื่องไปเยอะเลยนะครับ"

คิดมานานเเล้วค่ะที่จะถามเรื่องนี้...อยู่ดีๆคุณสมชัย+คุณณัฐรดา ก็หยุดพักเขียนเรื่องไป รอจะถามอยู่พอคุณสมชัยเริ่มเขียนก็เลย..ถามเลย.. ไม่รอให้เรื่องตรงกันเเล้ว...ไปเยี่ยมคนไข้ประเภทนี้ทุกวันค่ะ... เหมือนสำนวนที่คุณสมชัยเขียนว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"
รัตติยาเห็น...มาเเต่ไกลค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 19.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห12,14 rattiya นอกเรื่องไปเยอะเลยนะครับ

โรคสมองเสื่อม ผมคงไม่กล้าให้ความเห็นมากมายครับ เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แม้แต่น้อย รู้เพียงแต่ว่า เป็นแล้วจะให้หายคงจะยาก

เหมือนคนเราทุกวันนี้ ใช้ชีวิตที่ประมาทไม่ดูแลตนเอง ปล่อยให้สิ่งเสพมามีอำนาจเหนือตนเอง ใช้ชีวิตไม่ถนอม ไม่อดทนในการฝึกร่างกายและจิตใจ

แม้ว่าการ ปฏิบัติ สมถและวิปัสสนากรรมฐาน จะช่วยเรื่องสมองเสื่อมได้ ก็ต้องฝึกตั้งแต่ตอนยังไม่เสื่อม จึงสามารถชลอการเสื่อม ไม่ใช่เสื่อมแล้ว จะมาฝึก คงเป็นไปไม่ได้
เพียงแต่คนที่ยังไม่เสื่อม ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม เหมือนสำนวนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
คนเราควรหัดใช้สมองให้มาก สมองยิ่งคิดยิ่งคม ส่วนมากเราชอบเสพสื่อที่เป็นเพียงความบันเทิง ดูไปสนุกไป ไร้สาระกันไป ดูไปไม่ต้องใช้รอยหยักของสมอง
อ่านหนังสือก็เอาแบบเฮฮาเข้าว่า ไม่ต้องตีความขบคิด
ผมได้ยินบ่อยๆ เหนื่อยมาทั้งวัน ยังต้องมาหนักสมองอีก ดูหนังเรื่องนี้แล้วปวดหัว อย่างนี้เป็นต้น

การที่จะชลอสมองเสื่อมก็คือต้องใช้มันบ่อยๆ หัดแก้โจทย์ แก้ปริศนา ดูหนังที่ต้องให้คิดต่อ อ่านหนังสือที่ต้องคิดตาม
การใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปบ้างทำให้ต้องมีสมาธิมากขึ้น เช่น การเขียนหนังสือ สองมือพร้อมกัน โดยเขียนอักษรที่เป็นคนละตัวกัน
สิ่งเหล่านี้ต้องขยันทำ ต้องไม่ขี้เกียจ นี่คือการสร้างเหตุ เพื่อการชลอการเสื่อม ซึ่งย่อมดีกว่า ปล่อยให้เป็น แล้วมาแก้ไข

แม้การที่มาตอบคำถามแต่ละท่าน ซึ่งผมมักตอบยาวๆ เพราะเป็นการฝึกสมองตนเองไปด้วย ในการเรียบเรียงภาษาที่จะสื่อออกไป
ส่วนเรื่องการฝึกสมาธิ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเพียร นานมากๆไม่สามารถอยากได้ เช่นเดียวกับการทำนุบำรุงร่างกาย ก็ต้องใส่ปัจจัยลงไปตลอดเวลา จึงพอรักษาสภาพให้คงไว้ได้บ้าง
ทุกอย่างจึงอยู่ที่ การปฏิบัติ ที่มีความเพียรเป็นเครื่องประกอบเท่านั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 17 rattiya , แม่หมี และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห13 แม่หมี "อ่านเรื่องราวของป้ามะลิแล้ว ชื่นชมคุณหมอที่ให้คำแนะนำดีๆกับลูกๆของป้ามะลิ"

ตัวละครที่รับบทเป็นหมอในเรื่อง คงยิ้มแก้มปริไปเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 16 INDYLOVE , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 18.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห11 INDYLOVE น้องติ๊ก อ่านไปอ่านมา อินกับเรื่องไปเสียแล้ว
เอ็นทรี่นี้ เป็น นิยายครับผม เป็นเรื่องสั้น ตัวละครสมมติ เหตุการณ์สมมติ ผมจะทยอยลงทุกวันอาทิตย์ อาทิตย์ละเรื่อง ระหว่างนั้น ก็พยายามหาพล๊อตเรื่อง ที่ใช้หลักธรรม มาอ้างอิง บางเรื่องอาจเป็นการอธิบายภาษาธรรมแบบเนียนๆไป เป็นการลองเขียนธรรมะแบบนิยายประมาณนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 15 wansuk , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 18.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10 wansuk" ความผูกพัน ไม่ว่าจะกับสิ่งใดล้วนเป็นทุกข์
กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับวันศุกร์ไปแล้วละคะ"

เห็นประโยคนี้ อดมิได้ที่จะต้องชี้แจง กิจของทุกข์ที่อาจเกิดจากความผูกพัน ต้องทำความเข้าใจมัน ไม่ใช่หลบเลี่ยงครับ

จะอธิบายความหมายของทุกข์ ณ ที่นี้ คงกลายเป็นอีกเอ็นทรี่นึง
แต่อยากให้ตรองดูสักนิดนะครับว่า แม้ว่าเราจะหลีกเลี่ยงที่จะผูกพันกับใครก็ตาม เพราะกลัวจะเป็นทุกข์ อันเนื่องจากความผิดหวังหรือไม่ได้ดังใจเรา แต่สุดท้าย ตัวเรานั่นเองที่จะต้องผูกพันตนเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยามใดที่เราเข้าใจทุกข์ รู้จักมัน และใคร่ครวญสาเหตุ มันออก เมื่อนั้นเราจึงจะวางท่าทีที่ถูกต้องกับมันได้ กายคลุกเคล้า ใจไม่คลุกเคล้าด้วย สิ่งนี้ต้องรู้เห็นเอง จึงจะแจ้งครับ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 17.54 น.

เข้ามาเขียนต่อให้ข้อความเพิ่มเติม เเรงบันดาลใจที่เขียนคำถามข้อ 12

เพราะเพิ่งกลับมาจากทำงานเยี่ยมบ้านค่ะ มีคนไข้หหญิงรายหนึ่ง อายุ 82 ปี Demez สามีเสียชีวิตไปหลายปีเเล้ว อยู่บ้านคนเดียว มีลูกชาย 1 คน อยู่คนละบ้าน เเต่มาเยี่ยมเเม่ทุกวันหลังเลิกงาน ลูกชายมาติดต่อให้เราไปดูเเลเเม่ตอนเช้า คุณยายสุขภาพร่างกายเเข็งเเรงเดินใด้ปกติ เเต่มีปัญหาที่สมอง ตื่นขึ้นมาเเล้วไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร บางวันใส่เสื้อผ้าผิด ใสกางเกง ซิปไปอยู่ด้านหลัง บางวันใส่เสื้อ+กางเกงใน ไปเดินในสวนหน้าบ้านเพื่อนบ้านเห็นบ่อย...พวกเราไปให้ยาตามคำสั่งเเพทย์ดูเเลให้กินอาหารเช้าซึ่ง(บางครั้งคุณยายไม่รู้ว่าจะทำอาหารเช้าอย่างไรดี)...สิ่งที่สะเทือนใจรัตติยาคือ ไปพบคุณยายวันหนึ่งตอนเช้า..ยือร้องไห้อยู่ในครัวมือถือกางเกงอยู่ในมือ คุณยายไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับกางเกงดี ...คุณยายจะร้องไห้ตลอด ถ้าถามว่าทำไมถึงร้องไห้ คุณยายตอบไม่ได้ ...คุณยายต้องการให้เราอยู่คุยด้วยนานเเต่เราอยู่ได้ประมาณวันละ ครึ่งชั่งโมง ก็ต้องไปเยี่ยมคนอื่นต่อ

เท่าที่ทราบจากหัวหน้าหน่วยพยาบาล ลูกชายไปติดต่อบ้านพักคนชราใ้ว้เเล้วถ้าบ้านพักคนชรามีห้องว่างเมื่อไร คุณยายก็คงไปอยู่บ้านพักคนชราที่มีเจ้าหน้าที่ดูเเล 24 ชม.
ถ้าเป็นเมื่อก่อน รัตติยาจะนึกตำหนิลูกชายที่ไม่ดูเเลเเม่ ปัจจุบันรัตติยาคิดไปอีกอย่างหนึ่ง ...บางครั้งบางเหตุการณ์บ้านพักคนชราก็เป็นอีกทางออกหนึ่งของครอบครัวนี้...มิได้หมายความว่าลูกชายไม่รักเเม่

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ได้เข้ามาอ่านเรื่องดีๆแล้วมีความสุข

เรื่องราวของป้ามะลิที่นับว่าท่านโชคดีที่มีลูกใส่ใจดูแล

ผิดกับคนบางคนในโลกใบนี้ที่ไม่มีใครห่วงใยดูแล

หลายชีวิตจึงเป็นเรื่องราวใน รายการ"วงเวียนชีวิตมานำเสนอ"

เมื่อไม่กี่วันมานี้ดูข่าวช่องเนชั่น คุณยายอายุ103 ปี หน้าตาเปี่ยมสุข แข็งแรงยังท่องบทสวดมนต์ได้ เขียนบทสวดมนต์ได้ แม่หมีสังเกตเห็นลูกหลานที่อยู่ใกล้ๆต่างก็ยิ้มแย้ม เห็นแล้วก็หันไปบอกพ่อหมีว่า คุณยายคนนี้โชคดีมากๆที่ลูกหลานใส่ใจ

อ่านเรื่องราวของป้ามะลิแล้ว ชื่นชมคุณหมอที่ให้คำแนะนำดีๆกับลูกๆของป้ามะลิ

นึกไปถึงละครเรื่อง บัลลังก์เมฆที่ฉายทางช่อง one ซึ่งตอนนี้เอากลับมาฉายอีกครั้ง ประโยคทองของเรื่องนี้คือ "รักเกินรักมักทำลาย" นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะความรักที่มากเกินไปกลับทำลายชีวิตคนในตรอบครัว

รักแต่พอดี น่าจะเหมาะสม

หวังว่าแม่หมีสว.มากขึ้นคงจะไม่ดื้อและรับฟังลูกๆ กลัวจังค่ะเห็นคนแก่หลายๆคนที่ลูกหลานคอยห่วงใยเรื่องความเป้นอยู่ เรื่องการกินอาหารที่เหมาะสม ดื้อเหลือเกิน ตอนนี้แม่หมีก้ไม่ดื้อ หมอสั่งอะไรก็พยายามทำตามนั้นแต่บางทีก้เผลอเรอ อร่อยมากไปเป็นเรื่องเลย

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่นำมาแบ่งปันกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 16.25 น.

ขอออกนอกเรื่องหน่อยนะค่ะ มีคำถามอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

จะเขียนมาหาหลังไมค์เเต่มาคิดอีกที่ ถามหน้าไมค์ดีกว่า

เคยอ่านเรื่องของคุณสมชัย เคยเขียนเรื่องพระส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นไม่หลงลืม.เพราะ..นั่งสมาธิ .....

คืออย่างนี้ค่ะ ตอนนี้เรามีผู้ป่วย Demenz จำนวนมาก .....ไม่ทราบว่าที่เมืองไทยเป็นอย่างไร....สมัยก่อนไม่คอยได้เห็นหรือได้ยิน...เเต่ตอนนี้ต้องไปดูเเลผู้ป่วยทางด้านนี้จำนวนมาก เป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวในขณะนี้ที่เยอรมนี...
อยากทราบความคิดเห็นของคุณสมชัยทางด้านพุทธศาสนา...สรุปว่าอยากให้คุณหมอเขียนเรื่องนี้ค่ะ สนใจมานานเเล้ว
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
INDYLOVE วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะ พี่หมอ

อ่านไปยิ้มไป มีความสุขกับสิ่งดีๆ ที่พี่หมอเขียนและแนะนำค่ะ
อนุโมทนา สาธุ กับสิ่งที่พี่หมอแนะนำคุณน้อยและครอบครัวด้วยค่ะ
อนิสงค์นี้ยังส่งผลถึงติ๊กด้วยนะคะ ได้ข้อคิดในการดูแลแม่ด้วย
บางครั้งเราก็เป็นห่วงเขาจนเกินไป ห้ามโน้นนี่นั่น กลัวเขาจะได้รับอันตราย
อาการป่วยของแม่ติ๊กที่ไม่ธรรมดาทำให้หลายคนเครียดและเหนื่อย
จากการตอบคำถามซ้ำๆ และพฤติกรรมอาการของโรคที่แม่เป็นอยู่
บางครั้งติ๊กก็ได้ธรรมมะจากพี่หมอกับพี่ตุ๊กตา มาปรับใช้ได้ในชีวิตเหมือนกันค่ะ
ขอบคุณพี่หมอกับพี่ตุ๊กตามากค่ะ คิดถึงพี่ทั้งสองเสมอนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย , INDYLOVE และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wansuk วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

เอาใจเขามาใส่ใจเรา หลักปฏิบัติของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

ความผูกพัน ไม่ว่าจะกับสิ่งใดล้วนเป็นทุกข์
กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับวันศุกร์ไปแล้วละคะ
.

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน



ความคิดเห็นที่ 8 สิงห์นอกระบบ , rattiya และอีก 4 คนถูกใจสิ่งนี้ (6)
สมชัย วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมและแสดงความคิดเห็นครับ
ขออนุญาตตอบรวมๆกันทั้งหมดนะครับ
เรารักใครมาก ความผูกพันก็มีมากเป็นธรรมดา ความผูกพันนี่เองเป็นที่มาของทุกข์ที่แฝงมากับความสุข เราอยากให้สิ่งที่เรารักคงอยู่ในสภาพตราบนานเท่านาน ไม่เปลี่ยนแปลง เราจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเหนี่ยวรั้งสิ่งนั้นไว้ให้เป็นอมตะ ด้วยวิธีการของเราที่คิดว่าดีที่สุด แต่มันดีที่สุดสำหรับเรา บางครั้งหาใช่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่เรารักไม่
การที่ยึดติดกับวิธีการที่เรามั่นใจว่าจะดีที่สุด เราจึงเกิดทุกข์ใจเพราะหวาดวิตกในวิธีการที่ผิดแปลกออกไป กลัวสิ่งที่เรารักจะเกิดเป็นอะไรไป ซึ่งเรายอมรับไม่ได้ และไม่อยากเผชิญสภาพเช่นนั้น

สภาวะจิตเช่นนี้เกิดกับทุกคน เพราะทุกผู้คนต่างต้องมีรัก แต่เมื่อใดที่ไม่เข้าใจสภาวะธรรมชาติหรือสัจธรรมที่ตรง สิ่งที่เรารัก จะกลายเป็นของๆเราที่เที่ยงแท้ขึ้นมา เราจึงพยายามฝืนธรรมชาติ ผลก็คือ เราก็ทุกข์ คนที่เรารักก็ทุกข์ไม่แพ้กัน
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดกับทุกๆคนไม่ว่าชนชาติไหน
ยามที่เกิดตั้งสติและสอบใจตนเอง แบบไม่เข้าข้างตนเอง ก็จะได้คำตอบ เมื่อนั้นถ้าเข้าใจแล้ว เราจะสามารถฝ่าฟันปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยใจที่มั่นคง ทั้งคำสรรเสริญหรือนินทา

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Cat@ วันที่ : 28/09/2015 เวลา : 03.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

กตัญญู มัน เหมือน เลือนหาย ไปจากสังคม ทีละน้อย
การ เขียนเรืองดีๆ เหมือน เป็นการกระตุ้น
ด้วยจิตคาราวะ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขอต้อนรับนักเขียนคู่ขวัญค่ะ
อย่าจูงมือหายจ้อยไปด้วยกันอีกนะคะ

แม่มดชื่นชมคุณน้อยมาก เธอสละเวลาในช่วงที่ดีที่สุดของวัยให้คุณแม่ของเธอ
เธอจะรักตัวเองบ้างประสาปุถุชนจะเป็นไรไปคะ แม่มดมองเป็นความธรรมดาที่เธอหวังจะได้รับผลตอบแทนทางใจบ้าง
ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจประเด็นที่ "สมตา"นำเสนอนะคะ
แม่มดเข้าใจค่ะว่าคุณหมอมีความปรารถนาดีอย่างยิ่งต่อเธอ
แม่มดมีความทุกข์ใจเพราะคนที่รักเป็นครั้งคราว มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี แต่มองใจตัวเองด้วยความเข้าใจว่าเป็นความธรรมดา ความรู้สึกผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โชคดีด้วยซ้ำที่เรามีความรู้สึก เพียงสามารถใช้สติในเวลาที่มีทุกข์ได้ก็พอแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ได้ดูแลคุณแม่ก็ตอนลงมาหาหมอกรุงเทพฯ หกเดือนครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 14.54 น.

เปมะ-ความรักที่เกิดจากยึดติด

ทำให้มีความทุกข์มากกว่ามีความสุขนะค่ะ (เคยมีประสบการณ์ เป็นทุกข์อยู่ 2 ปีเต็ม หลังจากคลายจากความยึดมั่นเเล้ว.มองโลกในเเง่ดีขึ้น..ไม่ขอเล่ารายละเอียดนะค่ะ.. )

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 14.44 น.

ขอบคุณค่ะ
คห.2

เราทุกคนเสมอกันในหลายๆแง่นะคะ เช่น เสมอกันด้วยความเป็นมนุษย์ เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ แต่เพราะการยึดมั่นทำให้เราดูไม่เสมอกัน

ในความไม่เสมอกันนั้น กลับทำให้เราเสมอกันในบางแง่ เช่น เสมอกันด้วยกิเลสบ้าง ด้วยคุณธรรมบ้าง ด้วยกระบวนการคิดบ้าง

คิดว่าปัญหาของความขัดเเย้งที่มีอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ก็คงมาจากสาเหตุนี้

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 14.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

นามแฝงว่า สมตา (สะ-มะ-ตา) แปลว่า ความเสมอกันค่ะ

เราทุกคนเสมอกันในหลายๆแง่นะคะ เช่น เสมอกันด้วยความเป็นมนุษย์ เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ แต่เพราะการยึดมั่นทำให้เราดูไม่เสมอกัน

ในความไม่เสมอกันนั้น กลับทำให้เราเสมอกันในบางแง่ เช่น เสมอกันด้วยกิเลสบ้าง ด้วยคุณธรรมบ้าง ด้วยกระบวนการคิดบ้าง

การน้อมธรรมมาสู่ใจ น้อมธรรมที่ทรงจำไว้ในใจที่ผ่านการไตร่ตรองดีแล้วมาสู่กาย วาจา ทำให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงจะทำให้เราค่อยๆเสมอกันอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถหวังผลของการน้อมเหล่านั้นได้ ทำได้เพียงทำเหตุเรื่อยไปโดยไม่หวังผลจากการกระทำแต่อย่างใดนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 08.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ผู้ที่นับถือศาสนาใดก็ตาม จำเป็นต้องปฏิบัติธรรมที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่าให้สิ่งที่เป็นพิธีการหรือคำสอนที่เป็นภาษาบาลีหรือบทสวดมนต์ต่างๆมาแยกตัวตนออกจากชีวิตประจำวัน ให้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้ง กาย วาจา ใจ ที่ปฏิบัติอยู่นี้เป็นไปในธรรม ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ มีสติรู้ในสภาวะของจิตใจในทุกอิริยาบท จะได้ขัดเกลาว่าสิ่งใดควรละ สิ่งใดควรเจริญ
เรื่องสั้นวันอาทิตย์นี้ จะลงทุกวันอาทิตย์ เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ผมและบล๊อคเกอร์ณัฐรดา ช่วยกันวางพล็อตและเขียนเรื่อง โดยใช้หลักธรรม มาอธิบาย สิ่งที่ทุกคนมีอยู่ กระทำอยู่ ตริตรึกอยู่ เป็นปกติ แต่อาจไม่รู้ตัว
เป็นการลองเขียนในเรื่องศาสนาอีกแนวหนึ่ง นอกเหนือจากบล๊อคเกอร์ท่านอื่นๆที่ต่างก็มีแนวทางนำเสนอของตนเอง
ก็ขอน้อมรับคำติชมมาด้วย ณ.ที่นี้ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน