*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233285
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ตุลาคม 2015 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2290 , 17:53:49 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 16 คน พอเพียงที่เพียงพอ , หวานหวาน และอีก 14 คนโหวตเรื่องนี้

ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่ง ชื่อ Hector  and the search for happiness ไม่ทราบเหมือนกันว่าชื่อไทยตั้งชื่อว่าอะไร ดูจบได้ข้อคิดมากมาย โดยเฉพาะดูคนในยุคสมัยนี้ที่ต่างไขว่คว้าหาความสุขกัน สุดแท้แต่นิยามของแต่ละคน

ยิ่งเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ยิ่งมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความสุขมากกว่าคนตามชนบท  ทั้งที่มีสิ่งอำนวยความสุขรออยู่มากมายนัก  เหมือนคำพูดตอนหนึ่งในหนังที่ว่า จิตแพทย์มักทำงานในเมืองใหญ่ๆ มันสะท้อนปัญหาอะไรออกมา

Hector แสดงโดย simon peg เป็นจิตแพทย์ที่ทำงานอย่างซังกะตายไปวันๆ ไม่ว่าคนไข้จะพูดถึงปัญหาที่ทุกข์ใจอย่างไร ขอคำแนะนำที่จะทำให้ตนเองมีความสุขอย่างไร เขาไม่เคยสนใจที่จะฟัง เพียงรอเวลาให้หมดไป พร้อมกับเขียนใบสั่งยาเท่านั้น

      

ชีวิตเขาราบเรียบเกินไปจนเขาเบื่อหน่าย อาจเพราะเขามีคนรักที่ยังไม่ได้แต่งงาน คือ Clara รับบทโดย Rosamund Pike คอยดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน  สิ่งนี้เองที่เป็นเหตุให้เขาไม่มีความสุขกับความธรรมดานั้น  ไม่เห็นคุณค่าตรงนั้น  ขณะเดียวกันก็โหยหาอดีตที่ตนมีคู่รักแต่ไม่ได้แต่งงานกันมากัดกร่อนจิตใจตนเอง  ดังในต้นเรื่องที่เขาฝันถึงตอนขับเครื่องบินโดยมีสุนัขนั่งอยู่ด้านหลัง แล้วเขาอยากผาดโผนกับชีวิต จนสุนัขที่นั่งอยู่หล่นหายไป แล้วมีคนมาบีบคอเขาจากด้านหลัง อันอาจจะสื่อถึงในอดีตเขาปล่อยให้ความสุขหล่นหาย และจากนั้น ความหลังคอยกัดกร่อนใจเขา

 

การเก็บกดมานานทำให้วันหนึ่งเขาระเบิดอารมณ์ใส่คนไข้  เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังโกหกคนไข้   คนไข้ที่ทุกข์ใจมาหาเขาเพราะต้องการวิธีที่จะได้ความสุข   ในขณะที่เขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสุขคืออะไร  และ จะหามาได้อย่างไร

เขาขอลาพักร้อนตนเอง ด้วยการท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ เพราะต้องการค้นหานิยามคำว่า ความสุข

ตั้งแต่ประเทศจีน ที่ไปพบเศรษฐี ที่เลี้ยงดูปูเสื่อเขาอย่างดี  จากหญิงจีนที่เขาเริ่มติดกับ  จากพระลามะธิเบต  จากหญิงชาวอาฟริกา  พ่อค้ายา  ผู้ก่อการร้าย และอื่นๆ  เขาได้จดบันทึกนิยามของความสุขไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1 การเปรียบเทียบทำลายความสุขของคุณได้

2 หลายคนคิดว่า ความสุขคือ การรวยยิ่งขึ้น หรือ มีความสำคัญขึ้น

3 หลายคนเห็นความสุขเฉพาะในอนาคต

4 ความสุขอาจเป็นการได้รักผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน

5 บางครั้ง ความสุขคือการไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด

6 การหนีความทุกข์ไม่ใช่หนทางสู่การมีความสุข

7 คนผู้นี้มักทำให้คุณรู้สึกว่า  A เหนือกว่า B ด้อยกว่า ผลข้างเคียงอาจเป็นความสุข

8 ความสุขคือการทำตามหัวใจเรียกร้อง

9 ความสุขคือการที่มีคนรักเราในแบบที่เราเป็น

10 ความกลัวกีดขวางความสุข

11 ความสุขคือ อาหารอร่อย

12 ความสุขคือ อยากได้ก็เอามา

13 ความสุขคือการรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง

14 ความสุขคือการเฉลิมฉลอง

15 การฟัง คือการให้ความรัก

16 การโหยหาอดีตไม่ใช่อย่างที่เคยเป็น

 

นอกจากความสุขที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมดนั้น ในหนังยังสื่อถึงความสุขว่ามาจากวิธีใดโดยจากคำพูดของตัวละครทั้งหมดในเรื่อง เช่น

-          ถ้าอยากมีความสุข จงอย่าเกษียณตัวเอง

-          สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาคือการหลีกหนี

-          บ้าน ครอบครัว ลูกมีชีวิตปกติ ไม่ต้องมีการคุ้มกัน คือความสุข

-          ถ้าความสุขของคุณทำให้คนอื่นทุกข์ จะเรียกว่าสุขได้อย่างไร

-          อยากมีความสุข อย่าทำให้คนของเราเป็นทุกข์

-          ถ้าลูก เมีย ไม่มีความสุข ฉันจะสุขได้อย่างไร

-          ทำไมผมต้องอยากขยายความทุกข์ของคนอื่น

-          ยิ่งหาความสุข ความสุขยิ่งหลีกหนี

-          เราทุกกคนมีศักยภาพที่จะมีความสุข

-          เราทุกกคนมีสิทธิที่จะมีความสุข

-          เราทุกกคนมีหน้าที่ที่จะมีความสุข

 

ทั้งหมดนี้คือนิยามความสุขที่ Hector รวบรวมมาจากการท่องเที่ยวหาประสบการณ์

ก่อนที่จะมาสรุปว่าสุดท้าย เขาได้ความสุขตามที่เขาต้องการหรือไม่  ก็ขอสรุปสิ่งที่เรียกว่าความสุขในแง่มุมพุทธศาสนามาเป็นข้อเทียบเคียงดังนี้

ความสุขในแง่มุมของศาสนาพุทธ ได้จำแนกตามลำดับชั้นของความสุขดังต่อไปนี้

1ความสุขที่เกิดจากการได้   ความสุขแบบนี้เป็นความสุขที่หยาบที่สุด  เพราะเป็นการได้ความสุขจากสิ่งเสพ  ต้องอาศัยวัตถุ ทรัพยากร เมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการ จึงเกิดการแย่งชิง การแข่งขันตามมา  ความสุขชนิดนี้ก็คือ  กามสุข  ที่เราทั้งหลายตื่นขึ้นมาก็ต้องการ   ตั้งแต่การดื่มกิน  ดูหนัง ฟังเพลง เดินทาง การหย่อนใจต่างๆ  สุขแบบนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยน  เมื่อมีฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเสีย   ความสุขแบบนี้เขาได้รับอย่างชัดเจนตอนที่ เศรษฐี พาเขาไปท่องราตรีที่ประเทศจีน  และอีกหลายครั้งหลายตอน ซึ่งเขาได้บันทึกเอาไว้  ความสุขเช่นนี้ต้องใช้เงินซื้อหา  เราจึงต้องแข่งขันยื้อแย่งกัน  หาปัจจัยที่จะได้ไปซื้อหาความสุขเช่นนี้ เหมือนดังคนที่อาศัยตามเมืองใหญ่ๆประสบกัน

2.ความสุขที่เกิดจากการให้  ความสุขแบบนี้ประณีตขึ้นมากว่าแบบแรก เป็นความสุขที่เกิดจากการแบ่งปัน  จิตใจเกิดความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น  แม้ว่าต้องอาศัยปัจจัยเช่นกัน คือมีผู้รับ แต่ความสุขนี้มันหล่อเลี้ยงจิตใจตลอดเวลา เพราะยามเมื่อนึกขึ้นมาทีไร ก็มีความสุขทุกครั้งไป  เป็นความสุขที่เป็นสุขประสาน ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างมีความสุข   ผิดกับความสุขแบบแรก เป็นความสุขที่แย่งชิง ผู้ได้สุข ผู้เสียทุกข์

เขาได้รับรสความสุขนี้ตอนเป็นอาสาสมัคร ช่วยเหลือรักษา ชาวอัฟริกาที่ยากจน เพียงรอยยิ้มของคนไข้ที่มีต่อเขา ก็สามารถสร้างความอิ่มเอิบขึ้นมาได้  และอีกตอนที่เขาเป็นแพทย์คนเดียวในเครื่องบินที่มีปัญหาผู้โดยสารเจ็บป่วยต้องการความช่วยเหลือ   การฟังความทุกข์ใจของผู้โดยสารที่ป่วย ด้วยการฟังที่มาจากหัวใจแท้ๆ ทำให้เขาค้นพบอานุภาพของการฟังว่าสามารถสร้างความสุขได้เช่นกัน จนเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาคนไข้ของเขา

 

3.ความสุขที่เกิดจากการเข้าใจกระบวนการธรรมชาติของชีวิต   เกิดจากความเข้าใจในเหตุและผลที่ต้องตรงกัน คือ ผลตรงกับเหตุ ความสุขชนิดนี้ถ้า เราไม่เข้าใจ จะเป็นเหตุให้คนเราทุกวันนี้ติดกับดักชีวิต ไม่สามารถมีความสุขได้  หลายคนก็เป็นเช่นนี้ ตัว Hector ก็เช่นกัน 

การดำเนินชีวิตของคน ต้องทำงานเพื่อแลกกับปัจจัยสี่  ดังนั้นงานที่เราทำไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม  ต่างเกื้อกูลสังคมทั้งสิ้น คนกวาดถนน  นักบัญชี  ตำรวจ  แพทย์  ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำสิ่งนั้นให้บรรลุ ให้สมบูรณ์

ตัวอย่างของผลตรงกับเหตุเกี่ยวกับการทำงาน ก็เช่น  เป้าหมายของการทำงานในแต่ละอาชีพ คนกวาดถนน คือ ถนนสะอาด ส่วนนักบัญชีก็ต้องทำให้ตัวเลขเที่ยงตรง  ฝ่ายตำรวจต้องคอยตรวจตราอย่าให้มีการทำผิดกฎหมาย  แพทย์ก็ต้องรักษาคนที่ป่วยให้หายป่วย

แต่ สิ่งที่กล่าวมาเรามองข้าม เป้าหมายที่เป็นไปธรรมชาติที่ทำเหตุอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้นไป  คือเมื่อเหตุคือการทำงาน ผลก็คืองานได้รับการทำ แต่กลับไปมองที่ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน  ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวเงินนี้เป็นผลพลอยได้ ที่คนในสังคมร่วมกันกำหนดขึ้นมาว่า อาชีพนี้ได้ตัวเงินเท่าไหร่

หลายคนที่ประกอบอาชีพจึงไม่มีความสุขกับอาชีพที่ทำ เพราะไปผูกกับผลพลอยได้ แต่ไม่ได้ดูที่ผลของงานว่า ออกมาดีหรือไม่ดี  กลายเป็นว่าทำแล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม

Hector ก็เป็นหนึ่งที่ติดกับดักนี้  เขาลืมว่า ธรรมชาติของจิตแพทย์คืออะไร  เขาจึงทำไปแบบไม่รับผิดชอบ ทำเพียงผ่านๆไป ซึ่งเขาก็รู้ตัวดีจึงไม่กล้าขึ้นค่ารักษาเพราะรู้ตัวดีว่าตนเองทำงานไม่ดี  ชีวิตเลยวนอยู่กับสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในวิชาชีพตนเอง

จิตแพทย์จะต้องเป็นนักฟังที่ดี จะต้องฟังคนไข้ด้วยการใช้ใจฟัง มีความเมตตากรุณา เมื่อสิ่งเหล่านี้ ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขา ผลที่ออกมาย่อมไม่เป็นไปตามที่ต้องการ   ยิ่งทำงานก็ยิ่งทุกข์

คนเราถ้าเข้าใจธรรมชาติของชีวิต เราจะมีความสุขกับงานที่เราทำ ส่วนค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไรก็เป็นเพียงรางวัลเท่านั้น ซึ่งส่วนมากคนที่มีความสุขกับงาน งานมักออกมาดี รายได้มักแปรผันตามงานเช่นกัน

4.ความสุขที่เกิดจากการปรุงแต่งจิต  ถ้าจะกล่าวด้วยถ้อยคำที่ง่ายต่อความเข้าใจก็คือ การมองโลกในแง่ดี การมองโลกในเชิงบวก  คนที่สามารถยิ้มได้แม้ภัยมา คือคนที่มีความสุขในชีวิตจริงๆ  ในเรื่องตอนที่ Hector โดยสารเครื่องบินในดินแดนอัฟริกา  ขณะที่บินอยู่เกิดพายุจนเครื่องบินโคลงเคลงทำท่าจะตก  เขากลัวมากแต่ผู้โดยสารหญิงผิวสีที่นั่งข้างเขากลับยิ้มแย้ม และบอกว่า  ขอให้มั่นใจในเครื่องบินลำนี้  เพราะว่ามันเก่ามากแสดงว่ามันสามารถผ่านอุปสรรคที่ร้ายๆมามากมายแล้วยังอยู่ได้  แท้จริงแล้วคนที่ขัดสนในชีวิตมักจะเข้าใจในชีวิตดีกว่าคนที่มี โดยเฉพาะความตาย ที่เห็นเป็นของธรรมดา

การปรุงแต่งจิตนี้  เหมือนการหาสิ่งที่ดี ในสิ่งที่ไม่ดี เพราะชีวิตเรามักผิดหวังมากกว่าสมหวัง คนที่สามารถคิดบวกได้ง่ายคือคนที่ไม่จมอยู่กับความทุกข์นานๆ  ดังเช่นการมองน้ำครึ่งแก้ว   คนหนึ่งอาจบอกว่า เหลือเพียงแค่ครึ่งแก้ว   อีกคนอาจบอกว่า ยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว   องค์ทไลลามะที่ถูกขับไล่จากถิ่นที่อาศัย ท่านกลับมองศัตรูที่ขับไล่ท่านออกมาด้วยความเมตตาว่า เพราะมีศัตรูนี่เอง เป็นโอกาสให้ท่านได้ฝึกขันติบารมี  ท่านต้องขอบคุณศัตรูท่านมากๆ

5.ความสุขที่ได้จากฌานสมาบัติ  ความสุขนี้เกิดจากการได้ครบองค์แห่งสมาธิ  จิตใจที่ปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนทั้งหลายจะสงบนิ่ง เหมือนน้ำที่ไม่มีคลื่น  เป็นความสุขที่ลึก เย็น  ซึ่งปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มมาสนใจในเรื่องสมาธิกันมากขึ้น

จะเห็นว่าความสุขตั้งแต่ข้อ สามเป็นต้นมา  ไม่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยภายนอก  เพียงเข้าใจในสภาวะธรรมชาติของชีวิต  เข้าใจผู้อื่น  พอใจตามมีตามได้ แต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอย  เราก็สามารถสัมผัสถึงความสุขเหล่านี้ได้ตามสมควร

ตอนท้ายสุด Hector ได้คำตอบกับชีวิตของตนเองว่าทำอย่างไรจึงจะมีความสุข  ด้วยการที่เลิกตามหาความสุข แต่ทำหน้าที่ให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมีอยู่ในปัจจุบันนี้   ชีวิตแสนธรรมดาที่เขามีที่หลายคนอยากเป็นอย่างเขา   แต่เขากลับมองข้ามสิ่งดีๆที่เขามี  อยากได้ความไม่ธรรมดาแทน

 เพียงเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อวิชาชีพตนเอง  เป็นจิตแพทย์ที่ทำหน้าที่จิตแพทย์อย่างสมบูรณ์ตรงตามวิถีที่ควรเป็น  ได้ช่วยเหลือคนที่มีทุกข์ ให้พ้นทุกข์ เห็นรอยยิ้มและแววตาที่ขอบคุณเขาที่ได้ช่วยเหลือ เท่านี้ความสุขก็หาได้ที่ทำงานเขาเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน

ดูเรื่องนี้จบ กลับมาดูที่ตนเอง แท้ที่จริงความสุขเราสามารถหาได้ที่รอบๆตัวเรานี่เอง  เพียงยอมรับและเข้าใจ ในสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น อยู่กับปัจจุบัน อนาคตยังเป็นเรื่องไกลตัว อดีตก็ล่วงไปแล้ว อย่าให้สิ่งที่ไม่เป็นจริงทั้งสองขณะมาทำลาย สิ่งที่ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

 สุขทุกข์อยู่ที่เรา ว่าจะวางท่าทีต่อมันอย่างไร   เป็นหนังที่น่าดูเรื่องหนึ่ง ที่ดูแล้วสามารถมีแง่คิดแตกออกมามากมาย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 51 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ภาษาไทย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ตอนแรกเห็นภาพ ที่มีเครื่องบิน มองเผิน ๆ นึกว่า
่ท่านปูติน ซะอีกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 50 ณัฐรดา , ภาษาไทย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห44-45 ภาษาไทย สวัสดีครับคุณมัย ไม่ได้คุยกันนานเลย มาเยี่ยมเอ็นทรี่นี้ เลยได้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปมากมายนะครับ อาจจะยาวสักนิด เพราะประเด็นมันเยอะ แต่ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ผมลงเรื่องสั้นเรื่องนึง วันอาทิตย์ ลองอ่านดูนะครับ เป็นอาทิตย์ที่สองแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เรื่องไปหลบอยู่หน้าไหนแล้ว

ความคิดเห็นที่ 49 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห43-46 แม่มดเดือนMarch ทั้งสองความเห็นนี้ ผมไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพิ่มเติม เพราะพี่เขียนมาชัดเจน พร้อมทั้งตัวอย่าง เป็นความเห็นที่ทรงคุณค่ายิ่ง หนักในเหตุในผล ครบครัน
เป็นข้อมูลหนึ่งที่ผมต้องบันทึกไว้
ไม่น่าเชื่อนะครับ จากเอ็นทรี่หนังเรื่องเดียว จะมีประเด็นให้ขบคิดได้มากมาย และที่ชอบมากที่สุดก็ตรงที่ เรากล้าที่จะแสดงความเห็นที่ต่างกันบางจุด เหมือนกันบางจุด ไม่ใช่เออออ กันไป
ตรงนี้มันเป็นความงดงามแท้ๆเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 48 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 14.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 47
ในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แม่มดคิดว่าทั่ง ๒ ฝ่ายมีทางเลือก ไม่ควรมีใครเป็นฝ่ายเรียกร้องหรือพยายามกำหนด และไม่ควรมีใครต้องเป็นฝ่ายยอมรับสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ
แม่มดถือว่าเธอก็คือเธอ ฉันก็คือฉัน หากความรู้สึกนึกคิดและความพอใจของเราสอดคล้องกันได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี
หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่เป็นไร
เราไม่สามารถบังคับใจใครแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับสิ่งที่ไม่ต้องใจเราเหมือนกัน
โลกกลมๆใบนี้มีมนุษย์ให้เราเลือกคบตั้งหลายพันล้านคนนะคะ
ถ้าเราอยากนั่งเล่นในสวนสวยของใครสักคนแต่เขาคิดแต่จะส่งเราไปล้างห้องน้ำ เราก็คงไม่เรียกร้องให้เขายอมให้เราเข้าไปในสวนดอกไม้ของเขา แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปหลบอยู่ในห้องน้ำถ้าเราไม่ต้องการ
คงมีสักบ้านหนึ่งหรอกที่เจ้าของยินดีที่จะเดินเล่นในสวนกับเรา
ทุกชีวิตมีสิทธ์เลือกและควรเลือกค่ะ แม่มดเชื่อเช่นนั้น

ความคิดเห็นที่ 47 rattiya , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 11.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

@C43

ขอบคุณพี่มากค่ะที่นำความมาขยาย (ไม่ได้คิดลึกซึ้งอย่างพี่ขยายเลยให้ค่ะ แค่นึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเลยคิดว่านั่นอาจเป็นอีกเหตุก็ได้)

สำหรับประเด็น

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของชีวิตและจิตใจของผู้อื่น ชีวิตย่อมเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต จิตใจของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครอื่นจะยึดครองหรือเรียกร้องให้เป็นไปตามที่ผู้อื่นต้องการได้"

นี้ ขอการยกตัวอย่างของสมเด็จพระสังฆราชในเรื่องการแสดงท่าทีต่อความรัก ความชื่นชม การยกย่อง จากบุคคลอื่นมาเสริมนะคะ
ท่านว่า ใจใครก็ของใคร ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ ใจเขาให้เราแค่ไหน ก็ควรพอใจแค่นั้น ไม่ควรดิ้นรนอยากได้มากกว่าที่เขาให้จนเกินงาม เหมือนการต้อนรับของเจ้าบ้าน เขาต้อนรับเราที่ไหน เราก็ควรอยู่ในที่นั้น เขาต้อนรับเราที่หน้าประตู เราก็ควรอยู่ที่หน้าประตู แอบๆอยู่อย่าให้ใครเห็น เขาต้อนรับเราในห้องรับแขก เราก็อยู่แต่ในห้องรับแขก เขาต้อนรับเราในห้องนอน เราก็อยู่ในห้องนอน และอาจช่วยดูแลความเรียบร้อยให้สมกับที่เป็นห้องนอนได้

ซึ่งการยกตัวอย่างของท่าน ก็สัมพันธ์กับหลักสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนได้แล้ว หรือ พึงมีพึงได้ตามกำลังตนอย่างงดงามค่ะ

ความคิดเห็นที่ 46 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 11.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 41
สิ่งหนึ่งที่พี่ตุ้มอาจลืมไป คือ บางครั้งเราตัดสินใครด้วยการอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเท่านั้นเอง เราไม่ได้สืบสาวตลอดสาย
ไม่เหมือนตอนเราดูหนัง ที่เราเห็นการดำเนินชีวิตของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่ในชีวิตจริงที่เราประสบ เราไม่มีวันที่จะรู้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น

ขอเรียนคุณหมอว่าแม่มดไม่ได้ลืมประเด็นนี้ แต่ผู้ที่เคยถูกทำร้ายมาก่อนมีสิทธิ์ที่จะทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆต่อไปหรือไม่
ความเข้าใจความซับซ้อนของชีวิตซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์อาจนำมาซึ่งความเข้าใจและการให้อภัยทางความรู้สึกแต่นั่นเป็นคนละประเด็นกับการรักษาระเบียบของสังคมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม
ขออนุญาตเล่าเรื่องวิธีสร้างคนแบบเยอรมันให้ฟังสักนิด
ในครอบครัวแบบไทยและในโรงเรียนไทย เด็กจะถูกป้อนความรู้ (ซึ่งมีประโยชน์หรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) จนแทบจะไม่ต้องคิดอะไรเองเลย ถ้าเด็กไม่รับผิดชอบต่อการเรียนจนสอบตก เขาก็จะได้สอบซ่อม ๑ ครั้งซึ่งรับประกันการสอบผ่านอย่างแน่นอน ได้อยู่รอดปลอดภัยแบบไทยๆไปทั้งคนเรียน คนสอน พ่อแม่เด็กเองก็โล่งใจ เด็กจะคิดอะไรเป็นมากขึ้นหรือไม่ ไม่มีใครเก็บมาเป็นประเด็น
ในโรงเรียนเยอรมัน เด็กจะถูกสอนให้รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองโดยมีพ่อแม่และครูเป็นผู้ชี้แนะ สนับสนุนและช่วยเหลือภายในขอบเขตที่เด็กจะต้องทำงานที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะด้วยตนเอง
หากเด็กซึ่งได้รับการสนับสนุนในทางที่ถูกต้องสมควรแล้วไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ครูเยอรมันจะบอกว่า ปล่อยให้เด็กสอบตกไป
ประเด็นคือทุกคนต้องเรียนรู้ว่าเราจะได้รับผลกระทบ (consequence) จากการกระทำของตนเองเสมอ
นี่เป็นวิธีง่ายๆที่จะสอนให้ผู้คนมีความรับผิดชอบต่อตนเองซึ่งจะมีผลต่อความรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

อีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อลูกป่วยและแม่มดไปโรงพยาบาลกับลูก
ได้เห็นเด็กป่วยคนหนึ่งซึ่งอาจจะกำลังเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพร้องไห้เสียงดังและทุบตีแม่ที่กำลังประคับประคองเขาอยู่ เข้าใจว่านั่นเป็นการระบายความเจ็บปวดที่เขากำลังได้รับ
คุณแม่นิ่งมาก เธอยึดมือของลูกไว้ ไม่ให้สามารถทำร้ายเธอต่อไปได้ เธอพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงสงบหนักแน่นว่า แม่เข้าใจว่าหนูกำลังไม่สบายแต่นั่นไม่ใช่ความผิดของแม่ คุณหมอกำลังพยายามรักษาลูก ขอให้ลูกอดทน
แม่มดประทับใจกับความเยือกเย็นของคุณแม่และทึ่งมากที่เธอเตือนลูกอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาว่าเขาไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้อื่นเมื่อเขามีความทุกข์

ความคิดเห็นที่ 45 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ภาษาไทย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ปล2.
ชอบความเห็น คุณลิงเขียว สุขได้ทุกขณะจิต ดีจริง ๆ


ความเห็น 42 ที่ว่าด้วย "ริษยา" เรื่องนี้สำคัญจริง ๆ ค่ะ
หลายคนริษยาผู้อื่น แต่ไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรไปก็มี ส่งผลร้ายแรงก็มาก
การบริหารความรักสำคัญมากกว่า เพื่อให้ผู้นั้นได้รู้ว่า "จงอย่าริษยาเลย" เพราะทุกสิ่งเกิดตามเหตุ-ปัจจัย ไม่มีใครกำหนดหรอก

ปล.3 ว่าแล้วหากมีโอกาสต้องดูภาพยนต์ที่มีสาระประเภทนี้ ซะหน่อย
ขอบคุณคุณหมอสมชัย ที่แนะนำค่ะ

(เมื่อกี้เขียน ปล.1 เสร็จกดส่งซะงั้น ขอเพิ่มเติมสักนิดค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 44 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ภาษาไทย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

"....ดูเรื่องนี้จบ กลับมาดูที่ตนเอง แท้ที่จริงความสุขเราสามารถหาได้ที่รอบๆตัวเรานี่เอง เพียงยอมรับและเข้าใจ ในสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น อยู่กับปัจจุบัน อนาคตยังเป็นเรื่องไกลตัว อดีตก็ล่วงไปแล้ว อย่าให้สิ่งที่ไม่เป็นจริงทั้งสองขณะมาทำลาย สิ่งที่ที่เป็นจริงในปัจจุบัน
สุขทุกข์อยู่ที่เรา ว่าจะวางท่าทีต่อมันอย่างไร ...."

สวัสดีค่ะ คุณหมอ
นานแล้วไม่ค่อยได้เข้าบล๊อกโอเคฯ บังเอิญผ่านมาหา "ความสุข" ค่ะ เลยได้รับจากบทสรุปของคุณหมอนี่เอง

ในเอ็นทรี่นี้ อ่านความเห็นที่ 1-42 ก่อน แล้วค่อยอ่านเนื้อหาที่คุณหมอเขียน
ปัญหาของจิตแพทย์ท่านนี้น่าจะเริ่มตั้งแต่ ตนเองไม่ตรงต่อหน้าที่ ไม่ใส่ใจในหน้าที่ และคนรัก
ถ้าเขาปรับตั้งแต่แรก คงไม่ได้เดินทางรอบโลกนะคะ

ชอบความเห็น อ.ณัฐรดา ที่ 10 มากค่ะ

ปล. 1

ชีวิตมีทุกข์เป็นเพื่อน
นานทีความสุขจะมาเยือนสักหน
ปรุงแต่งทุกข์ให้เป็นสุขปลอบใจตน
อุเบกขาพาพ้นทุกข์ สุข ซำบาย

ความคิดเห็นที่ 43 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 42
การกลัวความสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ในความเห็นของแม่มดแยกเป็น ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกคือ สิ่งที่มีอยู่ ในความเป็นจริง มีอะไรที่เรามีอยู่จริง สิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็นของเรา เป็นของเราจริงๆหรือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของชีวิตและจิตใจของผู้อื่น ชีวิตย่อมเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต จิตใจของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครอื่นจะยึดครองหรือเรียกร้องให้เป็นไปตามที่ผู้อื่นต้องการได้

ประเด็นความหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งที่เรายึดมั่นบ่งบอกถึงปัญหาความยึดมั่นผิดๆที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในประเด็นแรก และสะท้อนปัญหาการขาดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างชัดเจน
หากมีความเชื่อมั่นว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าผู้อื่นจะเห็นเราเป็นอย่างไรและแน่ใจว่าเราอยู่ได้ด้วยตนเอง ปัญหานี้จะลดความรุนแรงลงไป
ความหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่นั้นยังมีรายละเอียดซับซ้อนลงไปอีก
อะไรคือสิ่งที่เรามีอยู่ที่เราพยายามยึดมั่นไว้ ความรัก ความมั่นคงทางวัตถุ หรือสถานภาพทางสังคมอันเป็นหน้าตาของเรา
เรารักสามีของเราด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เรารักสามี หรือเรารักตัวเอง
มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งแต่งงานมาเกือบ ๓๐ ปีโดยที่สามีไม่เคยกลับบ้านก่อนเที่ยงคืนเลย ไม่เคยร่วมรับผิดชอบอะไรในครอบครัวแต่เธอมีทะเบียนสมรสและมีสถานภาพของผู้หญิงซึ่งผ่านบทบาทที่สังคมคาดหมายคือได้แต่งงาน ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาและแม่ ความรักคืออะไร แม่มดไม่แน่ใจว่าเธอให้ความสำคัญหรือไม่
วันหนึ่งสามีขอหย่า ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าสามีมีคนอื่นหรือไม่ แต่ที่แน่ๆก็คือเขาต้องการอิสรภาพในชีวิต ต้องการไปจากเธอ
เธอเล่าว่าเธอคุกเข่าขอร้องเขาว่าอย่าหย่าร้างเป็นทางการเลย เขาจะทำอะไรกับชีวิตเขา เธอยอมทั้งนั้น
ลูกๆเป็นฝ่ายที่บอกแม่ว่าหย่าให้พ่อไปเถอะ ชีวิตครอบครัวจะได้สงบสุขเสียที
ในที่สุดเธอยอมหย่า แต่ไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดิม เธอว่าเดี๋ยวใครๆจะรู้หมดว่าเธอล้มเหลวในชีวิตครอบครัว
ในความเห็นของแม่มด สิ่งที่มีความหมายต่อเธอไม่ใช่ความรักของสามีแน่นอน

แม่มดมีประสบการณ์ตรงที่ไม่เหมือนเรื่องจริงที่เล่าเสียทีเดียวแต่มีความคล้ายคลึงกันในบางแง่มุม บอกได้อย่างมั่นใจว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรม ความกลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ absurd (ขออภัยค่ะ คิดคำไทยที่มีความหมายตรงเป๊ะไม่ออก) อย่างที่สุด
ปุถุชนมีความหวาดกลัวเช่นนี้กันทุกคนแต่เป็นหน้าที่ของเราเองที่จะต้องมองความเป็นจริงของธรรมชาติด้วยการใช้เหตุและผลที่เป็นวิทยาศาสตร์และฝึกหัดที่จะปลดปล่อยตนเองให้หลุดพ้นจากการยึดมั่นในสิ่งที่เรายึดมั่นไม่ได้
การทำความเข้าใจ การเรียนรู้และการฝึกหัดจิตใจให้ปล่อยวางเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ความเข้มแข็ง พลังใจสูงส่งและจำต้องผ่านความเจ็บปวดที่ลึกล้ำแต่เป็นสิ่งที่คนคิดเป็นสามารถทำได้
แม่มดยังยืนยันว่าการขาดมุทิตาจิต ความริษยา ความหวาดกลัวการสูญเสียเป็นปัญหาหลักที่เกิดจากภายในจิตใจของบุคคล ปัจจัยภายนอกเป็นส่วนเสริมที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติมากมายหากบุคคลนั้นมีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์และมีความมั่นคงทางใจเพียงพอ
แน่นอน เราไม่ได้พูดถึงอารมณ์ความรู้สึกของทารกวัย ๒ ขวบ ผู้ที่อยู่ในวัยนั้น วุฒิภาวะยังอ่อนเยาว์ แต่ที่โลกวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เป็นปัญหาจากคนที่อายุของความคิดไม่สอดคล้องกับอายุจริง

ความคิดเห็นที่ 42 rattiya , ภาษาไทย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เมื่อพูดถึงเรื่องความริษยา เพิ่งนึกได้ค่ะ ว่าตอนเลี้ยงลูกเล็ก เคยอ่านตำราเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กเล่มหนึ่ง ผู้เขียนอธิบายความรู้สึกของเด็กสองขวบที่กำลังอยู่ในวัยที่มีตนเป็นศูนย์กลางของโลก หากช่วงนั้นแม่มีลูกอีกคน เขาย่อมเกิดความไม่มั่นใจในความรักของพ่อแม่ ย่อมอิจฉา ริษยาน้องใหม่เป็นธรรมดา เพราะกลัวว่าน้องจะมาแบ่งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อตนไป

ท่านยกตัวอย่างโดยชวนผู้อ่านคิดตามไปว่า สมมติว่าวันหนึ่งสามีคุณพาหญิงคนใหม่เข้ามาในบ้าน แล้วบอกคุณว่า ไม่ต้องกลัวนะ ถึงผมจะมีภรรยาอีกคน แต่ผมก็จะรักคุณเท่าเดิม คุณจะทำใจได้ไหม จะเชื่อที่สามีคุณบอกไหม ถ้าคุณไม่เชื่อ เด็กสองขวบก็ไม่เชื่อเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปตำหนิเด็กที่อิจฉาน้อง แต่ควรสร้างความมั่นใจให้เด็กว่าเป็นที่รักของพ่อแม่เสมอ

จึงมองว่า ความอิจฉาอาจมาจากอีกเหตุคือการกลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ก็ได้มังคะ

ความคิดเห็นที่ 41 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห39 แม่มดเดือนMarch ขอบคุณที่พี่มาขยายความหมาย เช่นคำว่ามุทิตา
"คนที่ไม่สามารถมีมุทิตาจิตต่อผู้อื่นได้ แท้จริงแล้วคือคนที่มีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความรู้สึกพึงพอใจในตนเอง"
ชัดเจนในตัว นี่จึงอธิบายได้ว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่มักตามอย่างฝรั่ง เพราะเรารู้สึกด้อยกว่าตลอดเวลา แต่เราไม่มั่นใจในตนเองพอที่จะก้าวให้ทัดเทียมเขา และเราก็พอใจที่จะอยู่ในสภาพแบบนี้ และก็ริษยากันอย่างนี้ ละครหลังข่าวจึงสะท้อนตัวตน

ปุชฉา ที่35 ของพี่ ทำให้ผมมีเรื่องที่จะต่อยอดออกไปได้ สิ่งหนึ่งที่พี่ตุ้มอาจลืมไป คือ บางครั้งเราตัดสินใครด้วยการอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเท่านั้นเอง เราไม่ได้สืบสาวตลอดสาย
ไม่เหมือนตอนเราดูหนัง ที่เราเห็นการดำเนินชีวิตของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่ในชีวิตจริงที่เราประสบ เราไม่มีวันที่จะรู้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น

ขอบพระคุณที่พี่มาให้ความเห็นอันเป็นประโยชน์ครับ

ความคิดเห็นที่ 40 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 05/10/2015 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห37.rattiya ถ้าเข้าใจธรรมวินัย เราจะไม่สับสน
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณ รัต ดำเนินทางกฏหมายกับคนที่ทำผิด ด้วยใจที่เป็นกลางได้หรือไม่ คือไม่โกรธ ไม่เกลียดเขา แต่เราลงโทษพฤติกรรมเขา ไม่ได้เจาะจงบุคคล

ถ้าเราไม่ดำเนินการเพราะว่ายุ่งยากเสียเวลาเรา ใจเราก็ควรวางเช่นกัน
การลงโทษวินัยคือการลงโทษทางกฏหมายเพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมอันก่อความเดือดร้อนเอาเปรียบผู้อื่น การลงโทษทางธรรมคือผลจากกฏแห่งกรรมที่คนผู้นั้นต้องได้รับ ไม่เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่ในช่วงชีวิตนี้
ดังนั้น เราจะโยนทุกอย่างให้เป็นไปตามกฏแห่งกรรมไม่ได้ โทษทางธรรมรอได้ แต่ทางวินัยเราไม่รอ

ความคิดเห็นที่ 39 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 22.49 น.

คห.38
"ดูเหมือนแม่มดจะได้เขียนอธิบายชัดเจนแล้วว่าไม่ได้โกรธที่ของหาย ถือว่าเพื่อนได้รับของแล้วด้วยใจ
แต่ประเด็นที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการอภิปรายเป็นคำถามทางปรัชญาเพื่อให้ผู้คนถามตัวเองว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำลงไปเป็นความถูกต้องแน่หรือ เพราะเมื่อผู้ที่ทำผิดโดยเจตนาไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขากระทำ เขาก็อาจจะกระทำความผิดนั้นต่อผู้อื่นอีกเรื่อยๆ
เราส่งเสริมความไม่ถูกต้องในทางอ้อมหรือเปล่า
เรามีเมตตาต่อเขาและตนเองแต่เราขาดเมตตาต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่
หากเราไม่มีความโกรธแต่เรียกร้องความถูกต้องตามหลักการและกฎหมายเพื่อรักษาระเบียบของสังคมล่ะ
อะไรคือความถูก อะไรคือความผิด คำถามเชิงปรัชญาสำคัญมากต่อสังคมไทยที่ผู้คนไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมให้มี critical mind

ประเด็นเรื่องคนบ้านเราขาดมุทิตาจิตนี่เจอกับตนเองบ่อยครั้ง เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งบอกว่าความขี้อิจฉาเป็นโรคประจำชาติไทย
แม่มดเองมองว่าเพราะวัฒนธรรมไทยไม่ส่งเสริมให้ผู้คนกล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะเป็นตัวเอง คนไทยไม่น้อยมองว่าลาภยศสรรเสริญจากภายนอกคือดัชนีวัดคุณค่าของตนเอง"


ความคิดเห็นที่ 38 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 36
ดูเหมือนแม่มดจะได้เขียนอธิบายชัดเจนแล้วว่าไม่ได้โกรธที่ของหาย ถือว่าเพื่อนได้รับของแล้วด้วยใจ
แต่ประเด็นที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการอภิปรายเป็นคำถามทางปรัชญาเพื่อให้ผู้คนถามตัวเองว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำลงไปเป็นความถูกต้องแน่หรือ เพราะเมื่อผู้ที่ทำผิดโดยเจตนาไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขากระทำ เขาก็อาจจะกระทำความผิดนั้นต่อผู้อื่นอีกเรื่อยๆ
เราส่งเสริมความไม่ถูกต้องในทางอ้อมหรือเปล่า
เรามีเมตตาต่อเขาและตนเองแต่เราขาดเมตตาต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่
หากเราไม่มีความโกรธแต่เรียกร้องความถูกต้องตามหลักการและกฎหมายเพื่อรักษาระเบียบของสังคมล่ะ
อะไรคือความถูก อะไรคือความผิด คำถามเชิงปรัชญาสำคัญมากต่อสังคมไทยที่ผู้คนไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมให้มี critical mind

ประเด็นเรื่องคนบ้านเราขาดมุทิตาจิตนี่เจอกับตนเองบ่อยครั้ง เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งบอกว่าความขี้อิจฉาเป็นโรคประจำชาติไทย
แม่มดเองมองว่าเพราะวัฒนธรรมไทยไม่ส่งเสริมให้ผู้คนกล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะเป็นตัวเอง คนไทยไม่น้อยมองว่าลาภยศสรรเสริญจากภายนอกคือดัชนีวัดคุณค่าของตนเอง จึงเกิดอาการระคายใจเมื่อผู้อื่นเก่งกว่า เด่นกว่า สวยกว่า รวยกว่า มีคนรักมากกว่า ได้รับความชื่นชมมากกว่า ฯลฯ
แต่ชาวเยอรมันจะยักไหล่ใส่เรื่องน้ำเน่าแบบนี้ เขาบอกว่า ความริษยาเป็นรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดของการยกย่อง
พูดง่ายๆคนเราอิจฉาคนที่เหนือกว่าตนเอง เราอิจฉาใครก็คือเรายอมรับโดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามว่าเราด้อยกว่าเขา คนที่ไม่สามารถมีมุทิตาจิตต่อผู้อื่นได้ แท้จริงแล้วคือคนที่มีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความรู้สึกพึงพอใจในตนเอง
แม่มดเองก็ว่ามีคนริษยาดีกว่ามีคนสมเพชเวทนา ตรงนี้ตัวเองได้ฝึกวางอุเบกขาต่ออาการทุรนทุรายของอีกฝ่ายหนึ่งไปด้วยพร้อมกัน

ความคิดเห็นที่ 37 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 19.28 น.

"จิตใจคนเราไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ ศาสนาอะไร ทุกคนจะมีสภาวะธรรม สี่อย่าง มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสังคมที่ตนเองอยู่นั้นๆ
สภาวะธรรม สี่อย่างนี้คือ เมตตา ความปรารถนาให้คนมีความสุข
กรุณา ความปรารถนาให้คนพ้นทุกข์ มุทิตา ความยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น และ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลางต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยยอมรับผลที่เกิดจากเหตุ

คนทางเอเซียโดยเฉพาะคนไทย จะมี เมตตา กรุณา ค่อนข้างมาก แต่ ความมุทิตาและอุเบกขา น้อย
อุเบกขา มีมากในคนตะวันตก เพราะอุเบกขา คือคนที่กระทำผิดต้องได้รับโทษตามที่ตนเองได้กระทำ ไม่ว่าคนนั้นจะน่าสงสารแค่ไหนก็ตาม ต้องรับโทษก่อน ส่วนจะเมตตา กรุณาต่อไปหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

อ่านเเล้วต้องกลับมานั่งคิดว่าตัวเองอยู่ตรงจุดไหน

คำตอบนี้ช่วยให้คนที่อยู่ 2 ซีกโลก ตะวันออกตะวันตก อย่างรัตติยามากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 36 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 19.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห35. แม่มดเดือนMarch คำถามกึ่งความเห็นของพี่ตุ้มต่อ เรื่องเล่าของคุณหมอวัลลภ ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าบ้าน จึงเป็นหน้าที่ผมโดยตรง ที่จะไขข้อข้องใจในประเด็นนี้
ในฐานะที่คนเขียนเอ็นทรี่ แล้วมีคนมาแสดงความเห็นมากมาย โดยเฉพาะการที่มีความแตกต่างกันนี้ ผมถือว่าเป็นเกียรติ และเป็นความปกติของประชาธิปไตยที่ต้องเห็นต่างกันได้ ขอขอบคุณมา ณ .เบื้องต้นนี้ก่อน

มาถึงประเด็น ที่คาใจ ถ้าผมจะสรุปความคาใจของพี่ตุ้ม ด้วยคำถามที่ตั้งใหม่นี้ด้วยประโยคที่ว่า

"ศาสนาพุทธ สอนให้คนหลบหลีกหนีความรับผิดชอบต่อสังคม เพียงเพื่อให้ตนมีความสบายใจเช่นนั้นหรือ?"

ขอตอบอย่างมั่นใจเลยว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะศาสนาพุทธประกอบด้วย ธรรมและวินัย ธรรมคือเรื่องเฉพาะตนเป็นเรื่องสภาวะธรรมชาติของส่วนที่เรียกว่า กายและใจ วินัยคือกฏระเบียบที่ตนเองจะต้องปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข

ทีนี้เรามามองดูสิ่งที่ปรากฏในชีวิตเรา ทุกปรากฏการณ์ที่เราประสบในชีวิต มาจาก ผลหลากหลายปัจจัยเอนก

สิ่งที่เรียกว่าผลเกิดแบบเดียวกันไม่จำเป็นต้องมาจากเหตุเดียวกัน สิ่งที่มาจากเหตุเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีผลอย่างเดียวกัน

ดังนั้น ไม่ว่า กรณีองค์ทไลลามะที่คุณหมอวัลลภยกมา หรือ กรณีพัศดุของพี่ตุ้มสูญหายระหว่างการขนส่ง ถ้าเราแยกให้ออกระหว่างส่วนที่เป็นธรรมกับส่วนที่เป็นวินัย เราจะเข้าใจทันที ขอขยายความต่อไป

แท๊กซี่โกงค่าโดยสารหลังจากที่ไปแล้วหรือโกงขณะขับรถ สมมติว่าหลังจากไปแล้ว หมอท่านนั้นดำเนินการฟ้องตำรวจ ตามจับกุมเพื่อมาลงโทษ นี่คือการดำเนินการทางวินัย และใจอาจอาฆาตโกรธเคือง สิ่งที่เราจะสอนหมอคนนั้นได้ก็คือให้เขาคลายความโกรธเคืองด้วยการพูดถึงเหตุที่ทำให้คนขับรถนั้นต้องทำการทุจริตนั้น นี่คือธรรม
เช่นกัน เพื่อนพี่บอกว่า ไม่เป็นไร ก็คือความรักและเห็นใจเพื่อนกลัวจะเสียเวลาทำงาน ไปดำเนินคดี ให้ปล่อยวางอย่าไปติดใจ ส่วนพี่จะปล่อยวางได้หรือไม่ ถ้าตามวินัยก็ต้องสืบสาวกันให้ถึงที่สุด ทั้งองค์ทไลลามะและเพื่อนพี่ตุ้ม ก็มีสภาพแบบเดียวกัน ส่วน หมอที่โกรธหรือพี่ตุ้มที่โกรธจะไปดำเนินการตามกฏหมายเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ ซึ่งย่อมไม่ใช่ว่าคนที่พูดแบบนี้ จะกลายเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อสังคม หรือเอาตนเองรอด

จิตใจคนเราไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ ศาสนาอะไร ทุกคนจะมีสภาวะธรรม สี่อย่าง มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสังคมที่ตนเองอยู่นั้นๆ
สภาวะธรรม สี่อย่างนี้คือ เมตตา ความปรารถนาให้คนมีความสุข
กรุณา ความปรารถนาให้คนพ้นทุกข์ มุทิตา ความยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น และ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลางต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยยอมรับผลที่เกิดจากเหตุ

คนทางเอเซียโดยเฉพาะคนไทย จะมี เมตตา กรุณา ค่อนข้างมาก แต่ ความมุทิตาและอุเบกขา น้อย
อุเบกขา มีมากในคนตะวันตก เพราะอุเบกขา คือคนที่กระทำผิดต้องได้รับโทษตามที่ตนเองได้กระทำ ไม่ว่าคนนั้นจะน่าสงสารแค่ไหนก็ตาม ต้องรับโทษก่อน ส่วนจะเมตตา กรุณาต่อไปหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่พี่ตุ้มสงสัยในสิ่งที่เกิด ผมไม่แปลกใจ เพราะพี่อยู่ในสังคมชาวตะวันตกมาพอสมควร
สังคมบ้านเรา ควรจะต้องมี ธรรม ที่ชื่อ อุเบกขานี้ให้มากขึ้น เพราะเรามี เมตตา กรุณา มาก แต่ มุทิตา คนบ้านเรายังขาด อีกอันหนึ่ง มิฉะนั้น จะมีคำพังเพยว่า จงทำตัวแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน พวกชาวตะวันตก เขาเด่นเรื่องมุทิตากับอุเบกขา ชาวตะวันออกเด่นเรื่อง เมตตา กรุณา

พี่คงเคยดูหนังเรื่อง Les Miserables มาแล้ว เพราะความกรุณาของบาทหลวงที่มีต่อ วิคตอร์ อูโก ทั้งๆที่อูโกขโมยเครื่องเงินในโบถส์ของท่านไป ท่านยังแก้ต่างให้อูโก จนตำรวจปล่อยตัวไป จนอูโกสามารถตั้งตัวได้ ถ้าท่านจะเล่นงานอูโกตามวินัย อูโกคงต้องอยู่ในคุก ทำไมท่านถึงไม่คิดว่า จะทำให้คนที่เป็นขโมยได้ใจ เป็นเยี่ยงอย่างคนอื่น
นี่จึงเป็นการ สรุป ที่ว่า ผลหลากหลาย ปัจจัยอเนก ดังนี้

หวังว่าคงเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับข้อสงสัยนะครับ
สุดท้ายขอบคุณพี่ตุ้มอีกครั้ง ที่ช่วยให้ผมได้บริหารสมองอีกครั้งหนึ่ง และนี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สมองไม่ฝ่อ

ความคิดเห็นที่ 35 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 33
อ่่านเรื่องที่คุณหมอวัลลภเล่าและคิดถึงประสบการณ์ตรงกับปัญหาความคิดของตนเองในประเด็นหนึ่งนะคะ
มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ตัวอย่างหนึ่งคือเคยส่งของขวัญให้เพื่อนในเมืองไทยจากเยอรมนีแล้วของไปไม่ถึงมือเพื่อน หายไปในขั้นตอนไหนของการจัดส่งก็ไม่ทราบ แม่มดเองต้องการให้มีการสอบสวนและติดตามแต่เพื่อนบอกว่า ช่างมันเถอะ ใครเอาไปก็ช่าง ถือว่าแบ่งกันใช้
เข้าใจวิธีคิดของเพื่อนนะคะ เธอปล่อยวางแล้วเธอก็สบายใจ
แม่มดเองไม่ได้เครียดที่ของหาย ถือว่าให้แล้วด้วยใจ ผู้รับก็ได้รับแล้วด้วยใจเช่นกัน
วิธีคิดแบบนี้ ทำให้ผู้รับผู้ให้สบายใจแน่นอน แต่เรากำลังส่งเสริมอะไรที่ผิดๆหรือเปล่า การไม่ให้มีการสอบสวนใดๆเป็นการสนับสนุนการทุจริตหรือเปล่า เราเห็นแก่ตัวไหมที่ไม่ใส่ใจกับหลักการของความผิดถูกเพียงเพื่อว่า เราจะได้ไม่ต้องเครียด เราเป็นคนดีที่ส่งเสริมหรือเมินเฉยกับการกระทำผิดหรือเปล่า เราเป็นคนดีหรือเราเป็นเพียงคนที่เห็นแก่ตัว

ความคิดเห็นที่ 34 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห32.dionอมยิ้ม ความสุขนี้มาจากความรักและการมีมุทิตาจิตเกิดขึ้น สภาวะแบบนี้เป็นกำลังใจในการทำงานจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 33 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห31.wullopp ที่อาจารย์วัลลภเล่ามา อ่านแล้วยังมีความสุข เมื่อเข้าใจสภาวะและเหตุที่มา จิตใจมันปลดปล่อยได้ ความสุขมันเกิดได้จริงๆครับ
ขอบพระคุณที่ช่วยเล่าเรื่องดีๆครับ

ความคิดเห็นที่ 32 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
dionอมยิ้ม from mobile วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongmonth

บางทีความสุขคือ การที่เราได้เห็นคนที่เรารักประสบความสำเร็จ หรือยิ้มได้ แม้จะเหนื่อยลำบาก ... :)

ความคิดเห็นที่ 31 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหมอฝรั่งท่านหนึ่ง
ที่ โกรธท่านดะไล ลามะมาก
ที่ ท่านไม่โกรธ คนขับแท็กซี่อินเดีย

เรื่องมีอยู่ว่า
คนขับแท็กซี่อินเดียคนหนึ่ง (ไม่ใช่ทุกคน)
โกงค่าโดยสาร

หมอคนนี้มีโอกาสเดินทางไปกับท่านดะไล ลามะ
และ โกรธมาก...
แถม ยังโกรธท่านดะไล ลามะด้วยว่า
"ทำไมไม่โกรธ..."

ท่านดะไล ลามะ บอกว่า
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ถ้า คุณอยู่ในสภาพแบบนั้น
โตมากับสังคมแบบนั้น
คุณ จะไม่เหมือนแบบที่คุณเป็นตอนนี้
(เพราะ เหตุปัจจัย เช่น อุปนิสสยปัจจัย ต่างกัน)

กว่า... หมอคนนี้จะเข้าใจ
ต้องใ้ช้เวลาเรียนรู้ใหม่นาน
ทว่า... พอเข้าใจ ก็มีความสุขขึ้นมาทันที

เป็น ความสุข จากความเข้าใจ
เป็น ความสุข จากการยอมรับความต่าง
เป็น ความสุข ที่ได้มาโดยธรรม
แล้ว หมอคนนี้... ก็เขียนหนังสือ
อธิบายวิธีคิดตามพระพุทธศาสนาแบบธิเบต

ความคิดเห็นที่ 30 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห28 rattiya ดูเรื่องสั้น ประจำวันอาทิตย์นี้นะครับ ว่าจะเป็นน้ำเน่าไหม

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
สมชัย วันที่ : 04/10/2015 เวลา : 07.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห27.Gaby ขอบพระคุณที่มาเยี่ยมและให้กำลังใจครับ ยามใดที่เราเข้าใจในทุกข์ ความสุขมันมาแอบอยู่ข้างๆแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 28 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 22.52 น.

"คห19-20 rattiya เรื่องละครไทย ผมไม่อยากกล่าวถึงหรอกครับ มันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่ชอบปากว่าตาขยิบ เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง เราสร้างละครให้ลงลึกไปกว่านี้ไม่ได้ครับ เพราะคนทุกอาชีพในประเทศนี้เป็นคนดีทั้งหมด ไปตีแผ่ความไม่ดีเป็นการหยามเกียรติกัน ดังนั้นทุกช่องหลังข่าวจึงมาแนวเดียวกันหมด คุยเรื่องอื่นดีกว่าครับ "

ตกลงตามนั้นคุณสมชัย
เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม

(อยากเล่นสำนวนไทย ถ้าเขียนผิดกรุณาเเก้ไขให้ด้วยค่ะ ถือว่าเห็นใจคนไปอยู่ต่างประเทศนานไม่ค่อยได้เขียนภาษาไทยบ่อยนัก.. ..เริ่มมาเขียนภาษาไทยก็ตอนเข้ามาสมัครสมาชิกโอเคฯนี้เเหละค่ะ )

ความคิดเห็นที่ 27 wullopp , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
Gaby วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 22.15 น.

คงไม่ต้องไปดูหนังแล้วหล่ะ ได้อ่านบทความนี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ สำหรับดิฉันแล้ว " ความสุขที่เกิดจากการเข้าใจกระบวนการธรรมชาติของชีวิต" ค่ะ ยังไม่ถึงกับบรรลุ แต่ทุกวันนี้พอใจกับทุกสิ่งที่มี ที่เป็นอยู่ มีงานที่รักทำ มีหนี้สินอยู่บ้าง มีเพื่อนพอให้คุยพอประมาณ มีครอบครัวที่เข้าใจกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้างก็เป็นธรรมดา มีความสุขแล้วค่ะ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 26 แม่หมี , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห21.แม่หมี ขอบคุณแม่หมีเช่นกันครับ

คห23.แม่มดเดือนMarch ปูเสื่อรอเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 25 ณัฐรดา , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10.ณัฐรดา

คห18 .dionอมยิ้ม ขอบพระคุณที่มาเยี่ยมครับ

คห19-20 rattiya เรื่องละครไทย ผมไม่อยากกล่าวถึงหรอกครับ มันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่ชอบปากว่าตาขยิบ เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง เราสร้างละครให้ลงลึกไปกว่านี้ไม่ได้ครับ เพราะคนทุกอาชีพในประเทศนี้เป็นคนดีทั้งหมด ไปตีแผ่ความไม่ดีเป็นการหยามเกียรติกัน ดังนั้นทุกช่องหลังข่าวจึงมาแนวเดียวกันหมด คุยเรื่องอื่นดีกว่าครับ

ความคิดเห็นที่ 24 wullopp , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ตั้งตารอคนนึงค่ะพี่ นานแค่ไหนก็จะรอนะคะ

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 12
ขอเวลาพักหนึ่งค่ะ คุณหมอ
คงหลายวันหน่อย ช่วงนี้ค่อนข้างจะว่างน้อย
พี่อ่านหนังสือชุดนี้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว จะเขียนถึง ข้อมูลต้องแม่น
ต้องอ่านใหม่ทั้งหมดค่ะ ทั้ง ๓ เล่มรวมกันมีเนื้อหาประมาณ ๘๐๐ หน้า
ถ้าทำได้ จะเขียนเอ็นทรี่ต่อยอดให้นะคะ
รอหน่อยก็แล้วกัน

ความคิดเห็นที่ 22 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 15.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 19

"สำหรับความสุขที่เป็นกามสุขนั้น ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธกามสุข ตรงข้าม ยอมรับและมองกามสุขตามความเป็นจริง คือมีคุณน้อยและโทษมาก เพราะมีผลให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่สำคัญ ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่ากามสุขอีกเป็นขั้นๆขึ้นไปประณีตจนถึงขั้นทำให้หลุดพ้นจากการเวียนวนไปได้เลยก็มี ดังนั้น จึงควรปฏิบัติต่อความสุขเป็นขั้นๆ ตามคำตรัสในเทวทหสูตรโดยการ"

ศีล 5 ข้อ ข้อหนึ่งที่ว่า
"ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา" ก็น่าจะอยู่ในข้อนี้นะค่ะ คือไม่ได้ห้ามคนเเต่งงาน เเต่อย่ามักมากในกามารมณ์ จนไม่มีสติ "ลูกเขาเมียใคร"
...........................................
ขอบคุณคุณรัตติยาค่ะ ยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่ายๆ

ความคิดเห็นที่ 21 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 13.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านเรื่องราวของหนัง

แม้กระทั่งนักจิตวิทยาก็ยังไม่รู้สึกมีความสุข ทั้งๆที่อาชีพของหมอคือทำให้คนไข้มีความสุข

นิยามความสุขของหมอHector อาจไม่ถูกต้องนัก

แต่ความสุขที่คุณหมอสมชัยเขียนเป้นเรื่องที่นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ความสุขที่เกิดจากการให้ การแบ่งปัน การให้อภัยฯลฯล้วนแล้วแต่ทำให้เราเกิดความสุข

ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันเรื่องราวดีๆ อ่านแล้วได้แง่คิด

ความคิดเห็นที่ 20 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 12.28 น.

อยู่ที่ต่างประเทศทำให้ ดูละคร ดูหนังของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ นานๆกลับมาเมืองไทยเห็นละครที่เสนอทางทีวีเมืองไทยเสนอเเล้ว.
.(ไม่รู้ว่าจะเขียนว่าอย่างไรดี ) สะท้อนให้เห็นภาพของคนในสังคมนั้น
1.มีความคิดทัศนคติอย่างไร ค่านิยม
2.ความสัมพันธ์ของคนในสังคมนั้น ที่เมืองไทยเห็นบ่อยมาก เเละเสนอบ่อยมาก เรื่องที่ดูเเล้วขัดใจรัตติยามากคือ คนที่ทำงานเเม่บ้าน(คนใช้) การใช้ภาษที่สื่อสารต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เเสดงให้เห็นว่าเรายังมีการเเบ่งชนชั้นกัน ทั้งที่เมืองไทยพยายามออกข่าวว่า เมืองไทยไม่เเบ่งชนชั้น ที่ต่างประเทศก็มีเเต่ต้องสังเกตุุจึงจะเห็นความเเตกต่าง

กลับมาดูหนังเรื่่อง Hector and the search for happiness ตามที่คุณหมอเขียนมา(ไม่ได้ดูหนัง)
ส่วนตัวคิดว่า คุณหมอจิตเเพทย์ท่านนี้หาคำตอบของชีวิตตามเเนวของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านเคยปฏิบัติมากเมื่อ 2 พันกว่าปีที่เเล้ว เเละเเนวปฏิบัตินี้ก็ยังทันสมัยใช้ได้ดีสำหรับคนทั่วไปที่ต้องการศึกษาหาความรู้จริง ไม่ใช่เเค่นักศึกษาเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 19 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 11.50 น.

จากคห.10 คุณณํฐรดา

"สำหรับความสุขที่เป็นกามสุขนั้น ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธกามสุข ตรงข้าม ยอมรับและมองกามสุขตามความเป็นจริง คือมีคุณน้อยและโทษมาก เพราะมีผลให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่สำคัญ ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่ากามสุขอีกเป็นขั้นๆขึ้นไปประณีตจนถึงขั้นทำให้หลุดพ้นจากการเวียนวนไปได้เลยก็มี ดังนั้น จึงควรปฏิบัติต่อความสุขเป็นขั้นๆ ตามคำตรัสในเทวทหสูตรโดยการ"

ศีล 5 ข้อ ข้อหนึ่งที่ว่า
"ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา" ก็น่าจะอยู่ในข้อนี้นะค่ะ คือไม่ได้ห้ามคนเเต่งงาน เเต่อย่ามักมากในกามารมณ์ จนไม่มีสติ "ลูกเขาเมียใคร"

ความคิดเห็นที่ 18 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
dionอมยิ้ม วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongmonth


ความคิดเห็นที่ 17 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9. chailasalle สุขก็คือ ทุกข์น้อย เป็นเช่นนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7.นายยั้งคิด คงเป็นอย่างนั้นครับ โลกถึงได้วุ่นวายไม่รู้จบครับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6 สิงห์นอกระบบ มันเป็นแบบนั้นละครับ แต่ปัญหาคือ เราคุมใจไม่ค่อยอยู่ มันเตลิดไปซะก่อนครับ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5. ลิงเขียว อ่านที่น้องลิงเขียนมา มันน่าอิจฉาจริงๆ คนอะไรสุขง่ายกับสิ่งที่หาได้รอบๆตัว ดีครับผมรู้จักหลายๆคนที่เป็นอย่างน้องลิงนี่แหละ ชีวิตเขารื่นรมณ์จริงๆ มีคนไม่มากหรอกครับที่ทำอย่างนี้ได้

น่าจะให้ อีตา Hector มาศึกษาการใช้ชีวิตกับน้องลิง จะได้ไม่ต้องท่องไปรอบโลก จนแทบเอาชีวิตไปทิ้งที่อาฟริกา

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3-4 rattiya "ประสบการณ์ชีวิตของเเต่ละคนในภาวะที่เเตกต่างกันจะหาคำตอบนี้ได้ดีที่สุดค่ะ"
คุณรัต สรุปตรงนี้ได้ดีครับ ทุกคนมีโจทย์ที่แตกต่างกันจริงๆ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเจออะไร การมีสติ ที่ตั้งมั่น จะพาเราให้รอดได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 แม่มดเดือนMarch , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.-คห8.แม่มดเดือนMarch ขอบพระคุณพี่ตุ้มมากมาย ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดที่มา ของหนังเรื่องนี้ ว่าสร้างมาจากหนังสือที่ขายดี เพราะผมเองดูจบ ก็มาเขียนเลย
คงเป็นธรรมดาครับ ถ้าอ่านหนังสือก่อนแล้วมาดูหนัง จะเสียอรรถรสไป เพราะหนังเองไม่อาจเก็บรายละเอียดได้เท่าหนังสือ อาจเนื่องจากข้อจำกัดของเวลา
จะเป็นการขอมากไปไหม ถ้าพี่จะสละเวลา สรุปแก่นหรือประเด็นที่ได้จากการอ่านนิยายต้นฉบับ เพื่อเป็นเวทีเสวนาย่อยๆในบ้านนี้ เป็นการเปิดกว้างทางความคิดให้หลากหลายออกไป
ครั้นจะให้ผมไปอ่าน ต้นฉบับสามเล่มที่เป็นภาษาต่างประเทศ แล้วมาตีความ คงออกทะเลแน่นอน ภาษาวรรณกรรม ไม่ใช่ภาษาทางการแพทย์ มองมุมไหนก็ไม่น่าออกมาดีได้
หนังเรื่องนี้ ตอนช่วงท้ายที่สรุปออกมา ผมก็รู้สึกว่ามันขาดๆอะไรไปบางอย่าง ต้องดูเองถึงจะรู้ ความจริงอยากหาบทวิจารณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ว่าเขาตีความกันออกมาอย่างไร
มันเป็นคำถามที่หาคำตอบที่ลงตัวได้ยากจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 11 BlueHill , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1bluehill บก ชาลี คงได้คำตอบจากในหนังนะครับ ไม่งั้นดูจบจะมีความสุขเกิดขึ้นได้ไงครับ
คนธรรมดาที่อยู่เคียงข้างเราทุกเมื่อเชื่อวัน งานที่ทำอยู่ทุกวัน เพียงเข้าใจสิ่งที่ธรรมดานี้ ความสุขอยู่ใกล้ๆนี่เอง

ความคิดเห็นที่ 10 ภาษาไทย , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 07.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความสุขที่เฮกเตอร์สรุป บางข้อก็ไม่ค่อยสอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนาสักเท่าไหร่นะคะ อย่างเช่น ความสุขคือ การไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด อันหมายถึง เพราะรู้เรื่องราวไม่ตลอดเรื่องหรือตลอดสาย จึงมีความสุขหรือเฉยอยู่ได้ ครั้นรู้ทั้งหมดก็ทำให้เกิดความทุกข์ใจ

ที่ไม่ทุกข์เพราะการไม่รู้นี้ สมเด็จพระสังฆราชตรัสอธิบายว่าคืออุเบกขาเวทนา ดังขอยกมาต่อไปนี้นะคะ

" ความรู้สึกที่เป็นกลางๆ มิใช่สุขใจ มิใช่ทุกข์ใจ หรือเรียกว่า อุเบกขาเวทนา เวทนาที่ไม่ใช้ทุกข์ไม่ใช่สุข ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่บุคคลทั่วไปในเมื่อได้รับอารมณ์คือเรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องโผฏฐัพพะ และ เรื่องของเรื่องเหล่านี้ที่เป็นกลางๆไม่พอที่จะให้เกิดความสุขใจดีใจ ไม่พอที่จะให้เกิดความทุกข์ใจเสียใจ จึงรู้สึกเป็นกลางๆเฉยๆไม่ทุกข์ใจไม่สุขใจ (หน้า ๒๔)


"ผู้ที่มิได้ปฏิบัติธรรมก็ได้อุเบกขาดั่งนี้อยู่เป็นอันมาก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าผู้มิได้ปฏิบัติธรรมคือมิได้จับอุเบกขาดั่งนี้ขึ้นมาพิจารณานั้นก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ได้ปัญญาจากอุเบกขาดังกล่าวนี้ จึงเป็นอุเบกขาที่บังเกิดขึ้นแก่คนทั่วไปตามปรกติธรรมดา มิได้บังเกิดขึ้นด้วยความรู้อะไร คือ ไม่ต้องรู้อะไรก็ได้อุเบกขาดั่งนี้ จึงเรียกว่า อัญญาณอุเบกขา อุเบกขาที่มิได้เกิดขึ้นด้วยความรู้ หรือ เรียกว่า เคหสิตะอุเบกขา และยังอาจอธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกได้ด้วยว่า นอกจากเรียกว่ามิใช่อุเบกขาที่บังเกิดด้วยความรู้แล้ว ยังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอุเบกขาที่เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้อีกด้วย คือ เพราะยังไม่รู้จึงอุเบกขาอยู่ได้ ดังเช่นสรรเสริญหรือนินทาซึ่งเป็นโลกธรรมแก่ทุกๆคน ผู้สรรเสริญผู้นินทามีให้ได้ยินก็มีอยู่เป็นอันมาก แต่เพราะมิได้ยินก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็อุเบกขาคือเฉยๆ" (หน้า ๒๕)

สำหรับความสุขที่เป็นกามสุขนั้น ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธกามสุข ตรงข้าม ยอมรับและมองกามสุขตามความเป็นจริง คือมีคุณน้อยและโทษมาก เพราะมีผลให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่สำคัญ ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่ากามสุขอีกเป็นขั้นๆขึ้นไปประณีตจนถึงขั้นทำให้หลุดพ้นจากการเวียนวนไปได้เลยก็มี ดังนั้น จึงควรปฏิบัติต่อความสุขเป็นขั้นๆ ตามคำตรัสในเทวทหสูตรโดยการ

ไม่หาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์
ไม่ทิ้งความสุขที่ชอบธรรม
แม้สุขที่ชอบธรรมก็ไม่ยอมสยบมัวเมา
เพียรหาสุขที่ประณีตยิ่งๆขึ้นไป

การปฏิบัติธรรม จึงควรปฏิบัติหน้าที่ตามสมมติสัจจะไม่ให้บกพร่อง แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้คล้อยตามปรมัตถสัจจะ จึงจะค่อยๆวางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆได้ทีละเรื่องๆ ความสงบสุขก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเรื่องที่เราละวางไปได้ สมดังคำตรัสที่ว่า ละกิเลสส่วนไหนได้ ส่วนนั้นก็ทำให้สุข

เมื่อละได้หมดในที่สุด ก็สงบอย่างถาวร สมดังคำตรัสที่ว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
chailasalle วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 03.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

พระท่านบอกโลกเราไม่ได้มีความสุข มีแต่ ทุกข์ มากหรือ ทุกข์น้อย …………^^

ความคิดเห็นที่ 8 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 03/10/2015 เวลา : 00.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 2
ขอแก้คำผิดค่ะ คุณหมอ
ไม่แน่ใจว่าจากการอ่านต้นฉบับหรืองานแปล (ที่ผู้แปลต้องแปลได้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย).....

ความคิดเห็นที่ 7 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
นายยั้งคิด วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

Life is complicated movie, sir.

ความคิดเห็นที่ 6 wullopp , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

50 ปีของชีวิต รู้สึกว่า สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจครับ

ความคิดเห็นที่ 5 ภาษาไทย , wullopp และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ลิงเขียว วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

ความสุขของ Hector. คือความสุขของลิงเขียวค่ะ
ถ้าลิงได้เดินทางไปเที่ยวดินแดนใหม่ๆจะมีความสุขมาก

ในวันหยุดไม่ว่าจะนอนดูละครที่บ้านลิงก็มีความสุข


แบกกล้องไปตะลอนถ่ายรูป ลิงก็มีความสุข


นวดลูกค้า...ลูกค้ามีความสุข. ลิงก็มีความสุข

นอนวันละ 8 ชั่วโมงลิงก็มีความสุข


ได้กินของอร่อยๆก็มีความสุข


ได้เสื้อผ้าใหม่ๆรองเท้าคู่ใหม่ก็มีความสุข

โหย...บรรยายไม่หมด

ได้คุยกับพี่น้องในครอบครัวก็มีความสุข


ความสุขหมุนรอบตัวลิงเชียวค่ะ^^

ลิงนั่งสมาธิก่อนนอนทุกวันค่ะ...ใจสงบก่อนนอน
ทำให้นอนเพลิน....มีความสุขไม่ฝันร้าย


เท่านี้....ลิงก็สุขมากๆ


ปอลิง....มาอ่านบล็อกก็มีความสุข
เม้นท์ไป ยิ้มไป

หนังน่าสนุกอะ......


....ลิง คิดเรื่องทุกข์ไม่ออก. คิดออกแต่เรื่องสุข-สุข :)

ความคิดเห็นที่ 4 wullopp , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 19.50 น.

"กลับมาดูที่ตนเอง แท้ที่จริงความสุขเราสามารถหาได้ที่รอบๆตัวเรานี่เอง เพียงยอมรับและเข้าใจ ในสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น อยู่กับปัจจุบัน อนาคตยังเป็นเรื่องไกลตัว อดีตก็ล่วงไปแล้ว อย่าให้สิ่งที่ไม่เป็นจริงทั้งสองขณะมาทำลาย สิ่งที่ที่เป็นจริงในปัจจุบัน"

ความคิดเห็นที่ 3 wullopp , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 19.42 น.

"ทั้งหมดนี้คือนิยามความสุขที่ Hector รวบรวมมาจากการท่องเที่ยวหาประสบการณ์"

คิดว่า "ประสบการณ์ชีวิตของเเต่ละคนในภาวะที่เเตกต่างกันจะหาคำตอบนี้ได้ดีที่สุดค่ะ" คือต้องประสบด้วยตัวเอง....เรียนรู้เข้าใจด้วยตัวเองกับเหตุการณ์นั้นๆ..

ปล. ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ค่ะ เขียนความคิดเห็นตามประสบการณ์ของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 2 wullopp , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดได้อ่านหนังสือชุดนี้ (ไม่แน่ใจว่ามีทั้งหมดกี่เล่ม) ซึ่งเขียนโดย Francois Lelord หลายปีแล้วที่เยอรมนี อ่านในภาคภาษาเยอรมันค่ะ เพราะความรู้ภาษาฝรั่งเศสไม่ดีพอที่จะอ่านต้นฉบับได้ ผู้แปลภาษาเยอรมันแปลได้แน่นิ่งมาก อ่านไม่สะดุดเลย
เล่มแรกที่เป็นน่าจะเป็นเค้าโครงของหนังเรื่องนี้คือ การเดินทางของเฮคเตอร์หรือการค้นหาความสุข เรื่องที่ ๒ เฮคเตอร์ค้นหาความลับของความรัก เรื่องที่ ๓ เป็นงานเขียนร่วมกันระหว่าง Francois Lelord และ Christophe Andre เป็นหนังสือวิชาการเกี่ยวกับการทำงานของจิตแพทย์กับคนไข้ อาการของเฮคเตอร์ที่หนังเล่าว่าเบื่อหน่าย หงุดหงิดใส่คนไข้ น่าจะมาจากเนื้อหาในเล่มที่ ๓ เพราะเล่มแรกนั้นเป็นหนังสือที่อ่านได้รื่นรมย์มากๆ ผู้เขียนรุ่มรวยอารมณ์ขันจริงๆ
อ่านคำวิจารณ์หนังแล้วไม่รู้สึกอยากดูค่ะ เพี้ยนไปจากหนังสือ (ที่ดีมากๆ) ไปเยอะทีเดียว
เล่าให้ฟังเพราะอยากให้คุณหมอลองหาหนังสือชุดนี้มาอ่านดู น่าจะมีภาคภาษาอังกฤษเพราะตอนที่ออกมาในปีค.ศ.2002 หนังสือเล่มแรกของชุดประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายเชียวค่ะ
ไม่แน่ใจว่าจากการอ่าน (ที่ผู้อ่านต้องแปลได้ดีเยี่ยมด้วย) คุณหมอจะวิเคราะห์ประเด็นของความสุขแตกต่างไปจากการดูหนังหรือไม่นะคะ
บอกได้แต่เพียงว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุขจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 wullopp , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
BlueHill วันที่ : 02/10/2015 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ดูหนังเรื่องเดียวกับผมเลยคุณหมอสมชัย
ถามว่าความสุขคืออะไร สำหรับผมตอบยากมาก
แต่รู้ว่าเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบแล้วผมมีความสุขครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน