*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233525
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ตุลาคม 2015 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1747 , 03:47:59 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน ยามครับ , rattiya และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

คำที่ไปไม่ถึงสวรรค์

โดย  สมตา

 

 “จีน ช่วยหยิบคีมฟันบนให้ผมหน่อย”

เสียงสามีทำให้เท้าทั้งสองของฉันที่ตรึงอยู่กับพื้นขยับเขยื้อน

ฉันไม่ชอบเวลาอย่างนี้เลย เวลาที่ผู้ช่วยทันตแพทย์ลาออกโดยไม่บอกกล่าว ทำให้ฉันที่ทำหน้าที่คอยต้อนรับคนไข้ ซักประวัติ จ่ายยา รับค่ารักษาที่หน้าเคาน์เตอร์อยู่แล้ว ต้องมาทำงานผู้ช่วยเพิ่มเป็นการทำควบสองงานอย่างในเวลานี้

“เฮ้อ น่าจะบอกกันล่วงหน้าสักนิดนะ”

ฉันบ่นในใจเมื่อนึกขึ้นถึงธิดา อดีตผู้ช่วยของสามี ที่เอ่ยปากขอจากไปทันทีหลังจากที่ได้รับเงินเดือนเดือนล่าสุด

หลังจากส่งคีมถอนฟันให้สามี ฉันก็มองคนไข้ที่นอนอยู่บนเก้าอี้ทำฟันด้วยความสงสาร ทำไมนะ ชายคนนี้ถึงไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองบ้าง ปล่อยให้อ้วนได้ขนาดนี้  แล้วฉันก็นึกสงสัย ว่าการใช้ชีวิตของเขาจะยากเย็นขนาดไหน เพราะแค่ที่เขาเดินจากที่นั่งคอยของคนไข้เข้ามาในห้องทำฟันแล้วหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ ก็ทำได้อย่างยากลำบากแล้ว

จากการที่ฉันซักประวัติทำให้ทราบว่าเขาอายุเพียงสี่สิบสี่ ผู้ชายอายุขนาดนี้น่าจะสนุกกับการสร้างฐานะของครอบครัว มีลูกที่ใกล้จะจบการศึกษา มีความสุขกับแววแห่งความรุ่งโรจน์ในอาชีพที่กำลังทอประกายออกมา หากเขาใส่ใจดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เขาน่าจะมีความสุขกับชีวิตได้มากกว่านี้

“ดูสิ ตัวใหญ่จนล้นเก้าอี้”

ฉันค่อนไป ทำงานของตนไป

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาฉันจึงปรายตาไปดูป้ายรับสมัครพนักงานที่ติดอยู่บนบานประตูกระจกหน้าร้าน ด้วยความหวังว่าจะมีหญิงสาวที่กำลังมองหางานทำสักคนเห็นและผลักประตูบานนั้นเข้ามาสอบถาม และขณะที่กำลังจ่ายยาแก้ปวดให้แก่ชายที่เพิ่งลุกจากเก่าอี้ทำฟันอย่างทุลักทุเลนั้น ฉันก็อดนึกถึงภาพอาการกลัวที่เขาแสดงออกจนอดค่อนในใจไม่ได้

“จะกลัวอะไรขนาดนั้น”

ความกลัวทำให้งานถอนฟันง่ายๆกลายเป็นงานยากเนื่องจากเขาคอยจับตาดูหมอ คอยขยับตัวหนี คอยร้องอ๊าอี๊ ทุกครั้งที่เห็นเครื่องมือถูกส่งเข้าปาก

และเพราะความกลัวของเขานี่เอง ทำให้ชีวิตใครต่อใครอีกหลายคน เป็นเรื่องยาก ในเวลาต่อมา

“จีน”

สามีฉันเรียกอย่างแผ่วเบาหลังจากมาวางหูโทรศัพท์ที่เสียงจากปลายสายระบุว่าจะพูดกับหมอลงกับแคร่

สีหน้าของเขาทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปหาและกุมมือที่ด้านเพราะการกำคีมนั้นไว้

“จีน”

อีกมือของเขาบีบสองมือที่กุมอยู่อย่างหนักหน่วง

ฉันผงกศีรษะเบาๆ มองที่ในดวงตาเขา ราวกับจะชักชวนคำพูดที่ค้างอยู่ในใจให้หลั่งไหลผ่านริมฝีปากออกมา

“เขาตายแล้ว”

ดวงตาฉันเบิกกว้าง

เขาไหน ใคร กัน

“คนไข้อ้วนๆตอนบ่าย”

สามีตอบหลังเห็นกิริยานั้นของฉัน

“กลับไปถึงบ้านได้ไม่กี่ชั่วโมง”

เขาหยุดสูดลมหายใจเข่ายาว

“ก็ตาย”

ก่อนจะระบายออกมาพร้อมกับคำพูดสั้น

“ทำไมคะ”

ฉันถาม

ขณะจูงเขาไปนั่งด้วยกันที่โซฟา

“หัวใจล้มเหลว”

“เป็นไปไม่ได้”

ฉันรีบค้าน

“ก็ตอนซักประวัติ เขาบอกว่าไม่มีโรคประจำตัวนี่คะ”

สามีฉันซุกหน้าลงกับฝ่ามือ

“เขาไม่รู้ตัว ไม่เคยเช็คสุขภาพ พอกลับไป ภรรยาเขาเห็นเขามือเขียว ชัก เลยพาส่งโรงพยาบาล ถึงได้รู้ว่าเขากล้ามเนื้อหัวใจตาย”

“แล้วเขาไม่มีอาการก่อนหน้านี้เลยหรือคะ”

ฉันสงสัย

“ผมไม่รู้ ภรรยาเขาโทรมาต่อว่าผม ว่าต่อไปนี้เขาจะอยู่ยังไง เขาเป็นแม่บ้านมาตลอด ไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เขาจะเป็นยังไง ผมทำสามีเขาช็อค จนต้องตายต่อหน้าเขาได้ยังไง”

“อะไรนะ”

ฉันร้องเสียงสูง

“มาว่าหมออย่างนี้ได้ยังไง เขาตายเพราะโรคหัวใจต่างหาก ไม่ใช่เพราะการทำงานของหมอ” 

สามีฉันโบกมือเป็นการปรามเบาๆราวกับจะบอกฉันว่าให้พยายามระงับความพลุ่งพล่าน

 “เขากลัวมากจนเครียด ผมเห็นอาการของเขาตั้งแต่ตอนจะให้ยาชา เขาอ้วนขนาดนั้น ผมน่าจะสังหรณ์ว่าต้องมีโรคประจำตัวบ้าง ทำไมนะ ผมถึงไม่เฉลียวใจ”

เขาเงยหน้าขึ้น ความหดหู่ครอบคลุมอยู่เต็มทั้งสองตา แล้วก็เริ่มอธิบายช้าๆ

“ชีวิตการทำงานในอาชีพหมอนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้าย เราไม่รู้เลยว่ามันจะขาดลงเมื่อไหร่ สังคมจะชื่นชมเรา จะยกย่องเรา ตราบเท่าที่เรายังสามารถปลดเปลื้องทุกข์ให้เขาได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่พลาด แต่สังคมจะไม่ให้อภัยกับความผิดพลาดนั้นเลย  ผิดขึ้นมาแค่ครั้งเดียว ความไว้ใจที่หมอเคยได้รับ ที่หมอสั่งสมมาตลอดก็พังทลายและยากที่จะกอบกู้ เพราะมันอาจจะหมายถึงชีวิตคนชีวิตหนึ่งที่ต้องสูญเสียไป”

ฉันจ้องลงไปในดวงตานั้นอย่างที่ต้องการจะบอกให้เขาตระหนักถึงความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง

“แล้วหมอไม่ใช่คนหรือคะ ไม่ใช่คนที่เหนื่อยล้าได้ ผิดพลาดได้หรือคะ”

ศีรษะของเขาส่ายแทนการปฏิเสธไปมา ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาไม่สามารถเพราะยอมรับความจริงที่ฉันบอกได้ หรือเพราะไม่สามารถสลัดความรู้สึกผิดออกไปจากใจได้กันแน่

ร่างคู้ค้อมจึงถูกดึงเข้ามาในอ้อมแขนเพื่อแบ่งเบาความรู้สึก

และบอกเบาๆ

“ ไม่ใช่ความผิดของหมอหรอกค่ะ”

พร้อมกับที่ใช้พวงแก้มถูไถไปกับหน้าผากที่เปียกชื้น

“ไม่ใช่ความผิดของหมอ”

...............

โทรศัพท์ในโถงต้อนรับดังขึ้นแทบจะทุกนาทีในวันต่อมา แทบทุกสายล้วนอยากได้ความจริงที่ว่า หมอทำคนไข้ตายจริงหรือไม่ ฉันอยากจะตะโกนใส่กระบอกโทรศัพท์ไปถึงคนที่อยู่อีกปลายสายว่าทำไมไม่คิดกันบ้าง แค่การถอนฟันจะทำให้คนถึงกับตายได้ไปอย่างไร คนเป็นโรคหัวใจได้ตายไปแล้ว แต่คนที่กำลังจะช้ำใจตายเพราะคำพิพากษาของพวกคุณ คือสามีฉัน คือหมอที่พวกคุณเคยไว้ใจนี่แหละ

การถามไถ่ยิ่งทำสภาพจิตใจผู้ถูกถามถึงแย่ลงกว่าเดิม แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือการชี้ชวนกันดูของหมู่คนในช่วงที่เราทั้งสองเดินออกไปนอกร้านเพื่อหาอะไรทานเป็นอาหารกลางวัน

“สังคมต่างจังหวัดมันแคบ”

ชายร่างสมส่วนที่นั่งตรงหน้าฉันเอ่ยขณะรวบช้อนส้อมหลังจากที่ตักอาหารเข้าปากได้แค่ไม่กี่คำ

“มีอะไรนิดหน่อยก็รู้กันทั่ว”

เขาวางช้อนส้อมที่ส่วนหนึ่งของจาน แล้วจึงประสานกันหลวมๆบนโต๊ะ

“ผมกลัวแต่จะทำให้คุณพลอยลำบากใจไปด้วย”

หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ฉันเอื้อมไปกุมมือที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างตั้งใจจะบอกความในใจว่า ไม่ว่าเขาจะลำบากใจด้วยเรื่องอะไร หากฉันมีส่วนร่วมในการแก้ไขด้วยไม่ได้ ฉันจะไม่มีวันเป็นอีกเหตุให้เขายิ่งลำบากใจเพราะเรื่องนั้นๆมากยิ่งขึ้น

ตลอดทางเดินในการกลับคลินิกของเรา มีแต่สายตาลอบมอง การหลบตา การหลีกทางให้ราวกับเราเป็นเชื้ออะไรสักอย่าง

ดูเถอะ ความผิดหนึ่งครั้ง ทำให้ผู้ที่ผู้คนศรัทธากลายเป็นอสูรร้ายไปแล้ว

“เฮ้ย ดูซีวะ ทำคนตายแล้วยังเดินเฉยอยู่ได้”

เสียงชวนกันดูของชายคนหนึ่งที่ลอยมากระทบหูทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าคลินิกชะงัก

ฉันขบฟันแน่นขณะคิด

“ ชายคนนี้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงต่อว่าเราด้วยความโกรธ แต่เราที่รู้ความเป็นไป ไม่ควรโกรธตอบเขา”

เป็นการสอนตัวเองในใจ

 

“นั่นน่ะซี”

อีกเสียงหนึ่งตอบ

ทันใด ความดีก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฉันหันไปพูดกับเจ้าของเสียงทั้งสองอย่างประชดประชันด้วยอาการของคนที่ข่มกลั้นความรู้สึกอย่างเต็มที่

 “ต้องให้เขาตายตามใช่มั๊ยคะ ถึงจะเรียกว่าชดใช้สาสม”

มือแข็งแรงของคนที่ยืนใกล้ๆรีบไขกุญแจบานประตูคลินิก รีบเปิด แล้วรีบลากฉันเข้าภายในอาคารก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามจนไปกันใหญ่ หลังจากที่ประตูหน้าคลินิกปิดลง มือนั้นก็บีบไหล่ฉันอย่างหนักแน่น

เนิ่นนาน

นาน

“ผมขอตัวไปพักก่อนนะ”

ก่อนจะบอกความต้องการด้วยเสียงสั่นแผ่ว

เจ้าของเสียงค่อยๆหมุนตัวไป หันหลังให้ แล้วค่อยๆเดินไปขึ้นบันไดไปสู่ชั้นบนช้าๆ

ฉันมองตามร่างสูงใหญ่จนลับเหลี่ยมบันได เวลาอย่างนี้ การได้อยู่ตามลำพังคงจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

ตลอดเวลาของช่วงบ่าย ไม่มีใครเปิดประตูคลินิกเพื่อเข้ามารับการรักษาจากหมอเลย ฉันจึงนั่งเงียบๆแต่เพียงลำพังอย่างคนที่ไฟสุมอกเพราะห่วงทั้งคนที่พักอยู่บนตัวอาคารที่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานและทั้งห่วงการเฝ้าหน้าคลินิก

เมื่อได้นั่งเงียบๆตามลำพัง จึงมีโอกาสได้นำเหตุการณ์ที่พูดกับชายสองคนที่หน้าประตูขึ้นมาหาเหตุผล ฉันรู้ดีว่าแม้จะพูดกับเขาด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่ก็เป็นการพูดประชดด้วยความโกรธ การพูดด้วยใจที่โกรธ ไม่ว่าคำพูดจะไพเราะอย่างไร ก็เรียกได้ว่าเป็นคำหยาบ คำที่อาจก่อให้เกิดเรื่องราวทะเลาะวิวาท ตัดประโยชน์ คำที่ทำให้ใจเราต้องแพ้พ่ายให้แก่ความไม่ดี

ไม่ควรเลย ฉันไม่น่าทำความคุ้นเคยกับใจอย่างนั้น การใช้วาจาอย่างนั้น และกิริยาอย่างนั้นเลย

 

จนได้เวลาเลิกงาน หลังจากที่ปิดประตุทุกบานแล้วนั่นแหละ ฉันจึงรีบขึ้นบันไดไปหาผู้ที่ฉันตัดสินใจร่วมชีวิตด้วยอย่างเร่งรีบ

แต่เมื่อจะเปิดประตูห้องนอน ฉันก็ต้องแปลกใจที่ไม่สามารถเปิดได้ในทันทีเหมือนทุกวัน

หรือผู้อยู่หลังบานประตูนั้นไม่อยากให้ใครรบกวน

“เอ”

ฉันลังเล

เมื่อคิดขึ้นได้ว่า เขาอยู่คนเดียวตั้งแต่บ่าย เจ็ดชั่วโมงดูจะนานเกินไปสำหรับการขังตัวเองอย่างเดียวดาย

“หมอคะ”

จึงเคาะประตูขณะส่งเสียงเรียก

เงียบ

“หมอคะ”

ยังไม่มีเสียงตอบแต่อย่างใด

ข้อนิ้วฉันจึงระดมใส่บานประตูไม้แรงขึ้น เสียงที่ส่งเรียกก็ดังยิ่งขึ้น

แต่ความเงียบยังคงตอบรับ

“หมอ”

เสียงที่ส่งเรียกเริ่มสั่น ใจก็พลิ้วไหวขึ้นไม่แพ้กัน

ถ้าเขายังอยู่ในสภาพปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้ยินทั้งเสียงคนเรียกทั้งเสียงเคาะไม้ที่ดังสนั่นออกอย่างนี้ ฉันควานหากุญแจห้องจากกระเป๋าถืออย่างร้อนรน ลูกกุญแจถูกสอดเข้าในช่องไขด้วยความยากลำบากเพราะมือที่จับลูกกุญแจสั่นเทาจนต้องใช้อีกมือเข้าช่วยประคอง

โอ สวรรค์ หากหลังประตูไม้บานนี้คือร่างที่เย็นเยียบเหยียดยาว หากเขาไม่ขยับแม้จะเฝ้าเขย่า หากเปลือกตาไม่เผยอขึ้นมองตอบ หากริมฝีปากผากแห้ง ไม่มีเสียงใดๆส่งออกมาล่ะ ฉันจะทำยังไง

แว่บนั้น ฉันคิดถึงภรรยาคนไข้ ความรู้สึกของเธอตอนรู้ว่าสามีตายอาจไม่ต่างจากฉันในตอนนี้

พลัน ฉันก็รู้สึกเห็นใจเธอขึ้นมาทันที

ตอนที่ฉันรับรู้คำต่อว่าของเธอฉันยังไม่ได้ใส่ใจความเดือดร้อนของเธอเท่าไรนักเพราะมัวแต่คิดถึงความเสียหายของคนใกล้เคียงตนเอง มาถึงเวลานี้ เวลาที่ต้องประสบกับเหตุการณ์คล้ายๆกันอย่างนี้ ฉันจึงคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของเธอได้ดี

 

กุญแจก็ถูกไขจนได้ ประตูไม้บานใหญ่ถูกกระชากออกอย่างแรงจนเปิดออกกว้าง ขณะที่ฉันกำลังจะถลาเข้าสู่ภายใน สายตาก็ปะทะกับร่างสูงใหญ่ที่ยืนประจันหน้า

ใบหน้านั้นซูบซีดเหมือนศพ แต่ฉันกลับบอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจที่เห็นสามีอยู่ในสภาพอย่างนี้

โอ สวรรค์ ขอบคุณที่เขายังอยู่

“ขอบคุณสวรรค์”

ฉันพูดขณะผวาเข้ากอดลำตัวนั้นไว้แน่น แนบใบหน้าลงกับกลางอกพลางระล่ำคำ

“ขอบคุณสวรรค์”

ถึงแม้จะไม่มีอาการตอบรับใดๆ แต่ฉันกลับดีใจอย่างบอกไม่ถูก จึงได้แต่พร่ำขณะเกลือกกลิ้งใบหน้าไปกับกลางอกนั้น

“ขอบคุณสวรรค์”

แล้วเราทั้งสองก็พากันเงียบราวกับจะถ่ายเทความพลุ่งพล่านและความราบเรียบเข้าสู่กันและกัน

“คุณคิดว่าผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยชีวิตใช่มั๊ย”

เสียงแผ่วๆทำลายความเงียบขึ้น

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ปล่อยหยาดน้ำให้รินไหลจากดวงตา

“ผมคงคิดอย่างนั้น หากคุณไม่เตือนสติเอาไว้ก่อน”

ฉันช้อนสายตาขึ้นมอง ดวงหน้าของเขาดูเลือนพร่าเพราะรื้นน้ำตาที่เอ่อขัง

“ถูกแล้ว ผมเป็นคนที่รู้ร้อนรู้หนาว รู้จักพลั้งเผลอ รู้จักทำผิด คำว่าหมอที่ทุกคนเรียกผมไม่ได้ทำให้ผมเป็นคนเหนือคน แต่คือคำที่คอยย้ำเตือนไม่ให้ผมลดความระมัดระวังเพื่อจะพลาดพลั้งให้น้อยที่สุด”

สองมือของเขาค่อยๆสอดลอดวงแขนที่โอบ มาโอบกอดร่างกายที่ไหวไปมาด้วยแรงสะอื้นตรงหน้า

“ผู้ชายคนนั้น ถ้าเขารู้จักดูแลตัวเองบ้าง ถ้าเขารู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ ถ้าเขาทำตามคำแนะนำของหมอ ต่อให้เครียดขนาดไหน ก็ไม่ควรจะเกิดอาการจนแก้ไขไม่ได้อย่างนั้น ส่วนผมเอง ผมคงทำงานเล็กๆน้อย งานที่ไม่สร้างความกังวล ให้เขาไปก่อน ค่อยๆทำไปเรื่อยๆจนเขาไว้ใจผม แล้วค่อยนัดมาถอนหลังจากที่เขาคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆดีแล้ว”

“ขอบคุณสวรรค์”

ฉันยังคงพร่ำ ยังคงย้ำคำเดิม

“ถ้าผมจะขอบคุณ คำคำนี้คงไปไม่ถึงสวรรค์หรอก จีน คงอยู่แค่ที่คุณ”

ฉันรู้สึกถึงอ้อมแขนของเขาที่รัดแน่นขึ้น

“เพราะคนที่ทำให้ผมคิดได้คือคุณ จีน”

พร้อมๆกับศีรษะก็ถูกกดอย่างหนักหน่วงด้วยใบหน้าของผู้ตัวสูงกว่า

“ไม่ใช่สวรรค์ที่เกือบเปิดประตูต้อนรับ”

พร้อมกับที่หูก็ได้ยินคำพร่ำซ้ำๆ

 “ไม่ใช่สวรรค์”

และอ้อมแขนที่ยิ่งรัดแน่นขึ้น  แน่นขึ้น

 “ไม่ใช่สวรรค์”

.......................

 

เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ถูกนำมาปรับแต่งบางส่วนโดยมีเค้าโครงมาจากเรื่องเดิมที่เคยลงในนิตยสาร  Variety  ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2540  ที่คุณ ณัฐรดา ตอนนั้นใช้นามปากกาว่า  “อิสริยาภรณ์” เป็นผู้เขียน

จุดหลักของเรื่องคือ การให้อภัย เพราะคนเราเกิดมาพร้อมกับความผิดพลาด  ยามที่เราเกิดปัญหาดังกล่าว เราจะยอมทิ้งชีวิต ตนเองหรือจะยอมรับและเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาดพร้อมที่จะเติบโตไปกับมัน

จุดเริ่มต้นที่จะให้อภัยนั้น ต้องมาจากความเข้าใจในธรรมชาติชีวิตของคน   สองประการคือ

1.อารมณ์ความรู้สึกของคู่กรณี   เราต้องนำตนเองเข้าไปเทียบเคียงอารมณ์ที่คู่กรณีเจ็บปวด  ว่าถ้าเราเป็นเช่นนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร  สภาวะเช่นนั้นเราไม่อยากเจอ เขาเองก็เช่นกัน   ไม่เช่นนั้นความเป็นอัตตาที่ต่างฝ่ายต่างมี มันจะเข้าโหมดการป้องกันตนเอง  การชี้นิ้วเข้าหาฝ่ายตรงข้ามย่อมเกิดขึ้น  ทำให้การแก้ปัญหาจะยุ่งยากมากขึ้น

2.เจตนาที่เขาแสดงออกมา   เจตนาของคนที่แสดงออกถ้าแยกใหญ่ๆก็ออกเป็นสอง คือ เจตนาที่ตอบสนองต่อสุขความยินดี ความสมหวังต่างๆ  และเจตนาที่ตอบสนองต่อความกลัว การป้องกันตนเอง ความอ้างว้างไร้ที่พึ่ง ความต้องการหลีกหนี ทำลาย   ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ความหวาดกลัวจึงกลายเป็นความโกรธ จนละเมิดออกมาทางวาจา   เมื่อเราเข้าใจขบวนการทำงานของธรรมชาตินี้แล้ว เราจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดออกมา  เป็นคำด่าก็ดี คำตัดพ้อก็ดี คำขู่ตะคอกก็ดี  ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขากำลังหวาดกลัวอยู่

พอเราเข้าใจในสภาวะอารมณ์เขา เข้าใจเจตนาที่แสดงออกของเขา  ความโกรธตอบหรือกระทำคืนมันไม่เกิด  แต่จะเต็มไปด้วยความเห็นใจและเข้าใจ สงสารสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา

เมื่อความเห็นใจเกิดขึ้นในจิต  การให้อภัยก็ดี การมีเมตตากรุณาก็ดี  มันตามมาเอง  ทำให้การปฏิบัติต่อกัน สามารถมองเห็นทางออก ที่ทั้งสองฝ่ายต้องมาช่วยกัน   สิ่งนี้ถ้าสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อใด  กระบวนการทางกฎหมายก็จะง่ายขึ้นมาก



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 04.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 22 / ยามครับ

เรื่องนี้เป็นไปอย่างที่ได้ฝากความเห็นไว้ค่ะ คือ การนำธรรมมาฝึกตนในแต่ละช่วงชีวิต ให่ได้ถึง "เส้นชัยในลำดับหนึ่ง ให้ได้ก้าวข้ามไปยังลำดับขั้นต่อไป" ยามใดที่สติมาทันเวลาก็ข่มได้ทันอย่างจีนที่ข่มกลั้นในตอนแรก สติมาไม่ทัน ก็มี "ชาติ" จนกล่าวกับผู้อื่นด้วยผรุสวาจา (เพราะพระพรหม คุณาภรณ์ เคยอธิบายว่าความหมายหนึ่งของอวิชชาคือปัญญามาไม่ทันสถานการณ์) ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอยู่อย่างสงบในแต่ละวัน จึงควรใช้ ธัมวิจัย ค้นหาดูว่าเราทำอะไรไปตามกิเลสหรือไม่ เมื่อพบก็อบรมตน อย่างที่จีนทำในช่วงที่นั่งเฝ้าคลินิกอยู่ตามลำพัง

ซึ่งหากเธออบรมตนได้ดีแล้ว ก็คงจะแสดงออกในแบบเดียวกับที่หมอโบกมือห้าม ไม่ให้เธอต่อว่าคนไข้ด้วยความพลุ่งพล่านในยามแรกรู้เรื่อง

แต่ละเรื่อง กว่าจะถึงเส้นชัยอย่างแท้จริง ไม่กลับไปมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ

ขอบคุณสำหรับความเห็นมากค่ะ

ป.ล. อันที่จริง ต้องขอบคุณสำหรับทุกความเห็นค่ะ ที่เป็นทั้งกำลังใจ เป็นทั้งการสะท้อนผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน ทั้งการติติงเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 30/10/2015 เวลา : 16.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

เพิ่งได้มาอ่านครับ เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และมีสีสัน ของชีวิต เต็มไปด้วยเรื่องราวของปุถุชน และคนที่..มองเห็นทางออกแล้ว

การฝึกตนนี้มีรายละเอียดมากมาย ให้เรา.. ได้ค้นพบ ได้ผ่าน ได้เห็น จริงๆครับ แม้กระทั่ง การข่ม การผ่านความรู้สึกของตัวเองก็.. เป็นเส้นชัยลำดับหนึ่งให้เราก้าวข้ามไปในระดับชั้นต่อไป

อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึง บางตอน ในหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ นะครับ ที่ หมออิม โดนพ่อ(หรือปู่) ของคนไข้ ด่า ทำนองว่า

"เป็นหมอภาษาอะไร.. รักษาโรคผิดๆ ลาออกไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั๋ง" แล้วก็ปิดประตู ใส่หน้าหมออิม

ยุ่น .. (พระเอก) เดินเข้าไปหาหมออิม ในคิวต่อไป.. หมอกำลังนั่งตกอยู่ในภวังค์... กล้องเข้าใจเล่นภาพมากๆ... คือ หมอไม่ร้องไห้ออกมาหรอก .. แต่มันร้องในออก

หมออิมมาร้องไห้จริงๆก็ตอนที่ เดินออกมาสู่อากาศภายนอกกับยุ่น.. เธอสารภาพว่า เธอวินัยฉัยผิดจริงๆ ..

ยุ่นก็พูดดีมาก.. ไม่ได้ปลอบใจ เพราะยุ่นเองก็.. เพิ่งตกงาน (จากฟรีแลนซ์ มือ รีทัซ ระดับหนึ่ง-- เขาคิดว่างั้นนะ-- ทำงานลูกค้าพัง ตกงานเลย)

เขาแลกเปลี่ยน "เบื้องลึกของความรู้สึก" แก่กันและกันว่า.. ต่อให้เก่งขนาดไหน มันก็พลาดกันได้

ความคิดเห็นที่ 21 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 27/10/2015 เวลา : 17.16 น.

จุดหลักของเรื่องคือ การให้อภัย เพราะคนเราเกิดมาพร้อมกับความผิดพลาด ยามที่เราเกิดปัญหาดังกล่าว เราจะยอมทิ้งชีวิต ตนเองหรือจะยอมรับและเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาดพร้อมที่จะเติบโตไปกับมัน

ความคิดเห็นที่ 20 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 27/10/2015 เวลา : 17.12 น.

I am not at home

ความคิดเห็นที่ 19 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 27/10/2015 เวลา : 08.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห17.ชบาตานี การทำฟัน หรือการถอนฟัน มันไม่ได้เป็นอย่างที่ครูชบาคิดทุกกรณีครับ ผมยืนยัน

ความคิดเห็นที่ 18 INDYLOVE , แม่หมี และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 27/10/2015 เวลา : 08.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห14-15แม่หมี ขอบพระคุณครับ ที่มาเยี่ยม

คห16.INDYLOVE การให้อภัยกัน สำหรับคนที่เรารัก หรือเฉยๆ อาจไม่ยาก สิ่งที่ยากคือ การให้อภัยคนที่เราเกลียด หรือเป็นศัตรูกับเรา นี่คือขันติธรรมขั้นสูง ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ

ความคิดเห็นที่ 17 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

การถอนฟัน ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับใครๆ
แต่สำหรับคนที่เกิดอาการหวาดวิตกแล้ว มันกลัวจนเกินบรรยายค่ะ
ชบาเป็นอีกคนที่ชอบทำเรื่องง่ายๆ ของหมอให้กลายเป็ฯเรื่องยาก
นั่นเพราะความกลัว ความหวาดวิตกของเราทำให้หมอทำงานยากขึ้นจริงๆ
แต่จะทำอย่างไรให้คลายวิตกได้ล่ะค่ะ...เฮ้อ มันช่างยากเย็นเสียจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 INDYLOVE , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
INDYLOVE วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะ พี่หมอ

การให้อภัย เพราะคนเราเกิดมาพร้อมกับความผิดพลาด ยามที่เราเกิดปัญหาดังกล่าว เราจะยอมทิ้งชีวิต ตนเองหรือจะยอมรับและเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาดพร้อมที่จะเติบโตไปกับมัน

...การให้อภัยถ้าเราทำได้ใจก็เป็นสุข สุขทั้งผู้ให้และผู้รับเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 15 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านเรื่องนี้ มองไปด้านข้างพลาดไปหนึ่งเรื่องเลยย้อนกลับไปอ่าน ได้แง่คิดภาษาชวนอ่านเหลือเกิน ยอดเยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเเล้วคิดตามไปด้วย

น่าเห็นใจคุณหมอไม่ว่าจะเป็นคุณหมอในเรื่องนี้ หรือคุณหมอที่กำลังทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือชีวิตคนไข้

บอกคนที่บ้านเสมอว่า ถ้าแม่เป็นอะไรไปในขณะที่หมอกำลังรักษาหรือผ่าตัด อย่ากล่าวโทษหรือเอาผิด คุณหมอทุกท่านทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว มันถึงเวลาที่แม่ต้องจากไปเอง

อ่านแล้วเข้าใจและเห็นใจคนเป็นหมอที่สุดเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10 นายยั้งคิด ขอบพระคุณครับ ที่มาเยี่ยม

คห11. ณัฐรดา ขอบคุณที่มาช่วยตอบ คุณลิงเขียว ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 26/10/2015 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห8-9 ลิงเขียว อ่านได้เข้าถึงอารมณ์เลยนะครับ ขอบพระคุณมาก
กรณีที่มีความผิดพลาดจากการรักษาทางการแพทย์ แล้วเป็นข่าวกันขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าทั้งสองฝ่ายได้เริ่มที่ขบวนการแรก คือเข้าใจอารมณ์ เข้าใจเจตนาของแต่ละฝ่าย การให้อภัยมันเกิดขึ้นได้ ส่วนค่าเสียหายอะไรในทางกฏหมายมันจะตกลงกันภายใต้จิตใจที่เป็นมิตรต่อกัน นี่คือจุดหมายของเรื่องสั้นนี้ครับ
สำหรับเรื่องการทำฟันที่ว่าน่ากลัวนั้น เหตุมาจากสิ่งที่รับรู้มา แล้วเอาสิ่งนั้นมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจ จนทำให้การรักษาที่สามารถทำได้ง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยาก
ถ้าเปลี่ยนทัศนคติใหม่ มีปัญหาอะไรรีบรักษาหรือซ่อมแซมแต่เนิ่นๆ การทำฟันนั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยครับ

ความคิดเห็นที่ 11 BlueHill , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาให้กำลังใจกันค่ะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณลิงเขียว ขอบคุณมากค่ะ ที่อุตส่าห์สละเวลามากมายฝากความเห็นที่น่าตื่นตาไว้

เคยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยจำเป็นให้หมอสมชัยเหมือนคุณจีนในเรื่องค่ะ เลยได้ทราบว่า ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ผู้ชายจะกลัวการทำฟันมากกว่าผู้หญิง แต่เก็บอาการได้ดี เคยรู้ว่าผู้ชายเป็นลมหลังการถอนฟัน แต่ไม่เคยเห็นผู้หญิงเป็นอย่างนั้นค่ะ (ที่เป็นลมเพราะระหว่างการทำงานของหมอ คนไข้ความดันสูงขึ้น แต่พอจบการทำงาน ความดันลดลงอย่างรวดเร็ว เลยเป็นลมค่ะ)

เหตุการณ์อย่างในเรื่อง เป็นเรื่องที่หยิบเอาเรื่องที่เกิดขึ้นได้มาแต่งค่ะ ดังนั้นพออ่านความเห็นของคุณลิงตรงที่ว่า ลุ้นไปด้วยตอนไขกุญแจประตู เลยแอบดีใจเล็กน้อยค่ะ ว่าเขียนให้คุณลิงเห็นภาพจนลุ้นตามได้ คงเป็นเพราะประสบการณ์ของคุณลิงเอง และเพราะเวลาที่เขียนเรื่อง จะคิดว่าตัวเองกำลังดูหนังอยู่ เห็นฉาก เห็นเหตุการณ์ต่างๆ เห็นอากัปกิริยาของผู้แสดง แล้วจึงค่อยลงมือเขียนตามหนังที่ดูมังคะ

สำหรับความเห็นที่ 9 ขอบคุณมากค่ะ ถือเป็นข้อพิจารณาในการปรับปรุงค่ะ

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
นายยั้งคิด วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เขียนเรื่องคล้ายหลวงวิจิตรวาทะการครับ คำพูดโต้ตอบเป็นสิ่งนำเรื่องครับ

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

อีกรอบนะคะคุณหมอ




ไหม " กับคำว่า " มั้ย " และ " มั๊ย "




สำหรับคำว่า " มั๊ย " นี่คงเป็นเรื่องที่ต้องจดจำว่า เป็นการเขียนผิดหลัก
การผันอักษร คือ ม.ม้า เป็นอักษรต่ำ ไม่มีสิทธิจะใช้ไม้ตรีได้เลย
เพราะอักษรต่ำผันด้วยวรรณยุกต์โท เสียงก็จะเป็นเสียงตรีอยู่แล้ว

ดังนั้น การเขียนว่า " มั้ย " จึงเป็นคำที่ถูกหลักการผันอักษร แต่คำนี้
ก็เป็นภาษาพูด ถ้าเป็นภาษาเขียน จะต้องเขียนเป็น " ไหม " ได้เพียง
คำเดียวเท่านั้น



จำเขามาบอกต่อค่ะ...^^

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ



แวะมาเจิมก่อน. แล้วมีลูกค้าค่ะ นวดเสร็จเบรค 2 ชั่วโมง
ลิงเลยแวะมาเม้าท์มอยอีกรอบ :)


อ่านเพลินจนตกใจ

คือเรื่องถอนฟันน่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะเราทุกคนมีฟัน(ตรรกะง่ายมาก)

ตอนลิงเขียวยังเด็ก ในหมู่บ้านมีชายคนหนึ่งตายจากการไปถอนฟันกราม
อืม ฟันซี่ใหญ่ๆที่อยู่ด้านในสุดอะค่ะ ไม่รู้เรียกว่าฟันกรามไหม?

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่แม้ว่าฟันจะเน่าขนาดไหนก็ไม่ยอมไปหาหมอฟัน เพราะทุกคนกลัวตาย
ทั้งๆที่การตายหลายคนก็ไม่ทราบว่า
จริงๆแล้วมันเกิดจากการถอนฟันจริงๆน่ะเหรอ?
ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนของพี่ชายคนโตของลิงเขียวค่ะ

มาถึงตอนนี้พี่ชายของลิงเป็นครูแล้ว จบการศึกษาระดับปริญญาโท
และพี่ชายมีลูกสาวซึ่งกำลังจะจบมหาวิทยาลัยอีกไม่กี่เดือนนี้
หลานสาว มีฟัน 36 ซี่
เธอบอกว่า ,[ อยากจะจัดฟัน เพราะฟันเยอะเกินไปยิ้มทีไร เห็นฟันเต็มพรืด มองแล้วไม่สวยเอาซะเลย!!]
พี่ชาย...คุณพ่อของหลานสาว ค้านหัวชนฝา
ขู่หลานสาวเอาเป็นเอาตาย. ห้ามไปจัดฟันใดๆทั้งสิ้น
พี่ชายลิงเขียว....กลัวหลานสาวจะตายถ้าไปจัดฟันค่ะ
เพราะถ้าจัดฟันต้องถอนออกหลายซี่เลยทีเดียว

แม้ลิงและหลานสาว หรือใครๆจะอธิบายถึงความปลอดภัยในคลีนิกยุคใหม่แค่ไหน
พี่ชายก็ไม่ฟังค่ะ. เขาฝังใจในเรื่องราวของเพื่อนไปซะแล้ว
พี่ชายไม่ยอมให้หลานสาวจัดฟัน
ส่วนหลานสาวก็อายุจะ 22 ปีแล้ว มีความคิดเป็นของเขาเองแล้ว. เขาก็อยากจะทำฟันค่ะคุณหมอ

หลานสาวหมายมั่นปั้นมือว่า
[ เรียนจบ ทำงานได้เงินเองจะไปทำฟันค่ะ ]

เฮ้อ....เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆจะบ้านแตกไหมนะ?

แม้จะไปทำกับคลีนิกชั้นนำและสะอาดแค่ไหนก็เถอะ

คนในหมู่บ้านเองก็ยังกลัวการถอนฟันค่ะ
เป็นความเชื่อที่หยั่งรากลึกมาก

ลิงเอง....เพิ่งกล้าไปหาหมอฟันมาไม่กี่ปีนี่เองค่ะ แอบกลัวเหมือนกัน ดีว่าฟันลิงไม่เน่ามากมาย ฮี่
กลัวไปถอนฟันแล้วม่องเท่งอ่าค่ะ ยิ่งเป็นฟันกรามใหญ่ยิ่งกลัว. แต่ทุกวันนี้ไม่กลัวแล้วค่ะ

ลิงเลยเข้าใจคนอ้วนคนนี้ที่เขาจะกลัวเครื่องมือแพทย์
เพราะเราไม่รู้ไงคะว่า
[ ก่อนหน้ามาหาคุณหมอ เขาเจอกับอะไรมา ]

อย่าคิดว่า
....เรื่องง่ายๆของคุณ จะเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากของอีกคนเซ่...คุณจีน

อย่างลิงเจอเรื่องคนถอนฟันแล้วตาย
เล่นเอาลิงหลอนจากเด็กจนถึงอายุยี่สิบปี
พี่ชายลิง.....หนักกว่ามาก.....หลอนจนถึงทุกวันนี้ที่ไม่กล้าให้ลูกสาวไปถอนฟัน

ตามที่คุณหมอบอกเลยค่ะ
[ สังคมต่างจังหวัด ไฟลามทุ่งมากมาย. ใครทำดี ทำเลวรู้กันไปหมด....ใครรักใคร ใครกิ๊กใคร รู้ไปหมด ]
ยิ่งเรื่องตาย!!...เลยเลี่ยงไม่ได้ว่าจะไม่มีการนินทากันเกิดขึ้น

หมอ..!! คือ คนที่ช่วยชีวิต ต่อลมหายใจให้กับคนไข้

หมอ..!! ไม่ใช่เทวดานะเฟ้ย....ที่รักษาคนไข้แล้วจะรอดทุกราย!

ในกรณีนี้ลิงเข้าใจคุณหมอค่ะ. เพราะดูละครเกี่ยวกับหมอมาเยอะ อิอิ


ลิงเคยแอบคิดเหมือนคุณจีนนะคะ
ที่เวลาเห็นคนอ้วนมากๆมักจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า
[ กินอะไรเข้าไปบ้างเนี่ย ?]
แต่ไม่ได้คิดในทางลบ คือ มันออกจะห่วงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาเยือนอะค่ะ โอเค. ไม่อ้วนก็อาจมีโรคได้ แต่คนอ้วนสิ่งหนึ่งที่เถียงไม่ได้แน่ๆคือ. การเดินเหินไปไหนมาไหนค่อนข้างจะลำบาก
กลายเป็นสิ่งที่ลิงจะคิดแทนซะงั้น
โดยเราเองลืมคิดไปว่า

คนอ้วนมากๆ มันยากที่จะออกกำลังกายด้วยตนเอง
ต้องพึ่งสปอร์คลับและเทรนเนอร์ ซึ่งตรงนี้เองก็มีค่าใช้จ่าย

พอๆกับ ที่จีนเธอคิดว่า. ก่อนฟันจะเน่าขนาดนี้ทำไมถึงไม่ดูแล?

เรื่องนี้ใครๆก็ทราบดี แต่ไม่ได้มีการรักษาฟรีนี่นา
ทุกอย่างต้องใช้เงินเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนเลยเก็บเงินที่จะมาทำฟันเอาไปหาของกินใส่ท้องค่ะ

บ้านเรา....ปัญหาเกี่ยวกับฟันน่าจะมีอยู่เยอะ
เพราะคนที่เข้าไม่ถึงหมอฟันมักจะคิดว่า
:::: ไม่ใช่สิ่งจำเป็น,:::
เอาเข้าจริง....ฟันเนี่ย คือ ปราการแรกเลยนะที่สร้า
ความประทับใจ หึหึ
แต่คนที่ไม่มีเงินทำฟันลิงก็เข้าใจค่ะ

ช่างเป็นคนโลกสวยนะเธอ....ยัยลิง^^

พี่ชายของลิง ถ้าบอกให้แกไปหาหมอฟันในวัยห้าสิบกว่าๆ
คงไม่ต่างกับบอกให้แกไปยืนอยู่ปากเหวหรอกค่ะ
ขาแกคงสั่นพลับๆ และอาการผวาเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ก็จะตามมา
ง่ายๆเลยนะ.....สติแตก!!!!


.....ลิงลุ้นตอนที่จีนเธอไขกุญแจจะเข้าห้องสามีมากๆ
ท้องไส้ลิงหมุนเป็นเกลียวได้ร้อยรอบและ
ึืคือ.....มันกลัวว่า คุณหมอจะคิดสั้นจริงๆ
โหย พอเปิดประตูได้เท่านั้นแหละ
ลิงขอบคุณสวรรค์ไปอีกคน ...:)


เป็นเรื่องสั้นที่อินเนอร์จัดพรึบมาก
อ่านแล้วเข้าถึงเหตุการณ์ได้ไม่ยาก อาจเพราะเคยเจอมาด้วยตนเองแหละมั้ง
ลิงเองในวันที่กล้าเข้าคลีนิกฟันในวัย20 ต้น
น้ำตาไหลพรากๆเมื่อได้รับการขัดฟันจากคุณหมอ
คือ ไม่ได้เจ็บนะคะ แค่คิดว่า. ก้าวข้ามผ่านความกลัวมาได้แล้ว
กลัวการถอนฟันมาตั้งแต่เด็ก....เวลาปวดฟันก็ทนเอา
ร้องไห้เพราะปวดฟันก็บ่อย....อีก

วันนี้ข้ามความกลัวมาแล้ว แต่กับพี่ชายไม่รู้จะพาเฮียก้าวข้ามยังไง
ความกลัวฝังรากลึกพอๆกับรากของฟันกราม ที่ไม่รู้ลึกไปถึงไหนในร่างกายเรา

เป็นเรื่องสั้นที่มองภาพได้คมชัดยิ่งกว่าระบบ HD
...เสียงนี้ไม่ได้ดังไปถึงสวรรค์ แต่แทรกซึมเข้าถึงดวงจิตขอ
ลิงเขียวไปแล้ว...อิ่ม....ปริ่มมากๆ

เป็นเรื่องสั้นที่สนุกมากเลยค่ะ.....ชอบๆ


ปอลิง.....ลิงเขียวอยากจะเลาะฟันฟรีให้กับพวกที่ว่าหมอจังเลยอะ
จีนยังคิดได้นะ ที่จะไม่เก็บคำพูดคนเหล่านั้นมาใส่ใจ
....ลิงจะคิดได้ไหมเนี่ย 5555


บะบายค่า.....See u beautiful. SunDay

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 19.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมและมาโหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 6 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3 Bluehill ใช่ครับคุณณัฐรดาเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาก่อน ผมเป็นนักเรียนฝึกหัดของเธอครับ เรียนฟรีไม่คิดค่าสอน

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2 สิงห์นอกระบบ ความเห็นใจและการให้อภัยต่อกัน จะนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูล
แต่เพราะในปัจจุบันนี้ ระบบการแพทย์ก้าวเข้าสู่ยุคของธุรกิจ การฟ้องร้อง การป้องกันตนเองของแพทย์ที่ปฏิเสธการรักษาเพราะกลัวคดีความ จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต

ความคิดเห็นที่ 4 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย from mobile วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 19.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1 ณัฐรดา ขอบคุณเค้าโครงเดิมที่นำมาต่อยอดดัดแปลงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการนำเสนอในเอ็นทรี่นี้

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เพิ่งรู้ครับว่าพี่ณัฐรดา เป็นนักเขียนฝีมือดีมาก่อน

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 08.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เคยถามหลานสาวซึ่งเป็นหมอเรื่องคนไข้ที่เสียชีวิตในขณะรักษา หลานบอกว่า ตอนadmitก็หนักมากแล้ว รักษาให้ก็เต็มที่แล้ว เมื่อไม่รอดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป เพราะคนไข้มีมาให้รักษาตลอดเวลาครับ

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 25/10/2015 เวลา : 04.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

การนำเรื่องเก่ามาปรับปรุงเพื่อให้วัตถุประสงค์ใหม่ ก็ดีเหมือนกันค่ะ ทำให้เรื่องราวที่ผ่านตาไปแล้วมีสาระมากขึ้น

ที่ “สมตา” นำเรื่องนี้มาปรับแต่งบางส่วนของเนื้อเรื่องแล้วเสนอใหม่ ก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่องเกี่ยวกับธรรมในแนวใหม่ ที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าธรรมสามารถการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ช่วงชีวิตใดๆได้อย่างไร เกิดประโยชน์แก่ชีวิตอย่างไร ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน