*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240097
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< พฤศจิกายน 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1423 , 09:42:00 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน Cat@ , คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

ก็เขาไม่ให้

โดย สมตา

“เดี๋ยวพาไปซื้อน้ำเต้าหู้ร้านป้าปิ่น”

ฉันบอกเพื่อนสาวที่มานอนค้างที่บ้านฉันเมื่อคืน

“ ป้าแกทำข้นกว่าเจ้าอื่นนะ แถมมีขนมปังปิ้งทาเนยโรยน้ำตาลขายด้วย ของโปรดของนกทั้งนั้นเลยนี่เนาะ”

หลังจากที่เธอล้างหน้าล้างตาเสร็จ   เธอชื่อนก เราสองคนเป็นคนบ้านเดียวกัน พอเรียนจบ นกก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพ ส่วนฉัน พอแต่งงานกับธนา ก็ย้ายตามสามีมาอยู่ที่บ้านเดิมของเขาที่นี่

อาทิตย์ที่แล้ว ธนากับฉันไปทำธุระในกรุงเทพ เลยมีโอกาสได้เจอนกโดยบังเอิญ ความที่เราสองคนไม่ได้เจอกันมาหลายปี พอมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง นกเลยไม่ลังเลที่จะจัดกระเป๋าเสื้อผ้า ลางาน เพื่อมานอนคุยกับฉันที่บ้านสักคืนสองคืน

บอกเพื่อนเสร็จ ก็ให้เพื่อนซ้อนมอเตอร์ไซค์คู่ใจขับออกจากบ้านตามทางที่คุ้นเคยทันที

“เดี๋ยว เดี๋ยว แวะแป๊บ อยากกินไก่ย่าง”

นกตาดีจริงๆ เหลือบเห็นเพิงขายไก่ย่างข้างทางที่เราต้องผ่านก่อนถึงที่หมาย

ฉันเลยจอดรถและติดเครื่องรอระหว่างที่นกซื้อไก่ย่างเสียบไม้ พอซื้อเสร็จ เธอก็เดินกลับมาหาฉันด้วยสีหน้าไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ และในขณะที่มอเตอร์ไซค์กำลังแล่นไปนั่นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงบ่นเล็กน้อยมาจากด้านหลัง

“ยังเช้าอยู่แท้ๆ ทำไมไก่เย็นชืดเชียว สงสัยจะย่างไว้นานแล้วแน่ๆเลย”

“ไม่เป็นไรน่า”

ฉันเอียงหน้าไปตอบ

“เดี๋ยวกลับไปอุ่นในไมโครเวฟก็ใช้ได้แล้ว”

และบอกว่าจะแก้ไขเรื่องที่ไม่น่าพอใจของนกให้

เมื่อขี่มาจอดหน้าร้านป้าปิ่น โดยปกติฉันไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ยืนเฉยๆให้ป้าเห็นแกก็รู้แล้วว่าฉันต้องการอะไร พอถึงคิวแกก็ส่งน้ำเต้าหู้สามถุงให้ทันที

ป้าปิ่นวุ่นวายกับการตักน้ำเต้าหู้ใส่ถุงให้ลูกค้าเสมอๆ แม้จะอายุมากแต่ป้าปิ่นกลับตาไวและความจำดี แกจำได้แม่นโดยที่ไม่เคยสับสนเลยว่าลูกค้าคนไหนมาก่อนมาหลัง แกตักน้ำเต้าหู้ใส่ถุงให้ถูกลำดับโดยไม่มีการแซงคิวเสมอ

แต่วันนี้ไม่ปกติ

“ป้าวันนี้ขอเพิ่มอีกถุงนะคะ”

ฉันบอกป้าเพราะวันนี้ในบ้านมีผู้ร่วมโต๊ะอาหารเพิ่มอีกหนึ่งคน

“จ้า”

ป้าปิ่นเงยหน้ามาดูฉันแล้วยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนจะสาละวนทำการค้าของแกต่อ

ฉันมองแกอย่างนับถือในความอดทน ป้าปิ่นช่างเป็นยอดหญิง ผู้หญิงตัวคนเดียวขายน้ำเต้าหู้เลี้ยงลูกสาวอีกสามมาตั้งแต่ยังสาวๆ ลูกสาวแกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือเด็กสาววัยรุ่นสามคนที่ตั้งรถเข็นขายหมูย่างข้างๆรถเข็นของแกนั่นแหละ  และระหว่างรถเข็นทั้งสองคัน ก็มีเตาถ่านสำหรับอุ่นขนมปังปิ้งเวลาลูกค้าสั่งวางคั่น

ฉันเดาว่าที่เตาปิ้งขนมปังอยู่ตรงกลางก็เพื่อที่หากลูกค้าสั่งขนมปังปิ้งทาเนยโรยน้ำตาลที่ป้าแกปิ้งเตรียมมาจากบ้านจนเรียบร้อยแล้ว ใครว่างก็จะได้ช่วยหยิบขนมปังฉาบเนยเทียมสีเหลืองอมส้มและเกร็ดน้ำตาลสีขาวที่วางเรียงกันในถาดไปอุ่นให้ร้อนบนเตานั้นได้สะดวก

และก่อนที่ฉันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นกก็ขยับตัวลงจากมอเตอร์ไซค์ เอาไก่ที่เพิ่งซื้อมาไปวางอุ่นบนตะแกรงเหนือเตาถ่านของป้าอย่างถือวิสาสะ

น้องจอย ลูกสาวคนหนึ่งของป้าคงสงสัยว่ามีอะไรแปลกตาที่ข้างเตาก็เลยหันมามอง พอเห็นนกกับไก่ของเธอเข้า จึงรีบร้องบอก

“พี่ เอาไก่ไปอุ่นบนเตาแม่แกได้ยังไง เดี๋ยวแม่แกก็ว่าเอาหรอก แกใช้อุ่นขนมปังให้ลูกค้า”

นกพลิกไก่ไปมาโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของเจ้าของเตาถ่าน

“ไม่เป็นไรหรอก”

เธอยักไหล่แล้วเล็กน้อยขณะที่ส่งเสียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็พลิกไก่ย่างของเธอต่อไป

“ป้าแกไม่ใช้แล้ว”

คงหมายถึงบนเตาถ่านขณะนั้นไม่มีของอะไรวางเพื่อปิ้งหรือย่าง

“ทำไมจะไม่เป็นไรล่ะพี่ เตานั่นแม่แกใช้อุ่นของหวาน พี่เอาของคาวไปอุ่น แล้วแม่แกจะใช้อุ่นขนมปังให้ลูกค้าต่อได้ยังไง”

พอได้ยินเสียงน้องจอยอย่างนั้น ฉันก็รู้ถึงความผิดปกติขึ้นมาทันที  ป้าแกเองก็คงอยากต่อว่าเพื่อนของฉันอยู่ แต่แกคงรู้ว่าหญิงแปลกหน้าคนนี้มากับลูกค้าประจำ ความเป็นผู้ใหญ่และความเกรงใจลูกค้าก็เลยทำให้ไม่กล้าพูดว่าอะไร

ฉันรีบเดินไปหานก จัดการหยิบไม้เสียบไก่ย่างออกจากตะแกรงอย่างทั้งเกรงใจเพื่อนและเกรงใจน้องจอย

“ขอโทษนะคะ ขอโทษนะคะ”

ก่อนจะหันไปละล่ำละลักบอกน้องจอยกับป้าโดยไม่กล้ามองหน้าคนทั้งสอง

ที่จริง ต้องบอกว่าคนทั้งสี่ถึงจะถูก ฉันหมายถึงลูกสาวป้าอีกสองคนที่เชื่อว่าคงกำลังจับจ้องเราสองคนอยู่ด้วยเป็นแน่

ป้าปิ่นคงรู้สถานการณ์ เลยรีบลัดคิว ตักน้ำเต้าหู้ใส่ถุงให้ฉันก่อน พอรับของและจ่ายเงินแล้ว ฉันก็รีบติดเครื่อง นำรถออกไปจากที่นั้นทันที

“งกจริงๆเลย ขอใช้เตาอุ่นของหน่อยก็ไม่ได้”

เสียงนกก่นว่าน้องจอยมาจากที่นั่งด้านหลัง

“ก็น้องเค้าบอกว่าเตานั่นป้าแกใช้อุ่นของหวาน นกเอาของคาวไปวาง ตะแกรงมันก็ติดน้ำมัน ติดกลิ่นเหม็น พอป้าแกเอาไปอุ่นขนมปังปิ้ง เค้าก็กลัวว่าลูกค้าจะว่าได้”

ฉันบอกขณะที่ขี่รถไปตามทางกลับบ้าน

“จะอะไรมากมายนักเชียว นิดๆหน่อยๆ เดี๋ยวไอจากถ่านก็ไล่กลิ่นไก่ไปหมดแล้ว”

 

นกยังต่อว่าด้วยความขัดเคือง

“คงเพราะไม่ซื้อหมูย่างของตัวเองละซี”

และยังไม่วายพูดเข้าข้างตน

ฉันรู้สึกว่าถ้าจะอธิบายให้นกฟัง คงต้องนั่งพูดกันยาว เลยขี่รถต่อไปเงียบๆ อีกอย่าง พูดไปในขณะนี้ก็ไม่เหมาะ

ก็... คนกำลังโกรธ มีหรือจะฟังเหตุผล

จนเข้าบ้านแล้ว จอดรถแล้วนั่นแหละ ฉันถึงได้ชี้ไปที่ชิงช้าใต้ต้นหูกวางริมรั้ว

เช้าๆอย่างนี้ เงายาวๆของต้นไม้ทอดทับที่ชิงช้า ทำให้ร่มรื่น น่านั่ง

“นั่งรับลมกันแป๊บนะ”

และชวนนกให้นั่งพักก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวบ้าน

เมื่อเราสองคนนั่งเคียงข้างกันบนชิงช้านั้นเอง ฉันสังเกตเห็นว่าสีหน้านกยังคงบึ้งตึง

“ยังโกรธอยู่หรือ”

จึงได้เอ่ยเป็นเชิงการกึ่งถาม กึ่งพูดชักนำเข้าสู่ประเด็นสนทนา

"ก็ คงงั้นมั๊ง"

นกตอบ

"แต่จะว่าไป เค้าก็ไม่น่าหวงเลยนะ ก็แค่เตาถ่านปิ้งขนมปัง"

แล้วจึงบอกความรู้สึกของตนเอง

แสดงว่าเรื่องที่ผ่านมาเมื่อครู่ ยังค้างคาอยู่ในใจแน่ๆ

"มันไม่ใช่แค่เตาถ่านซีจ๊ะ แต่มันเป็นโอกาสในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้าของเค้า นกรู้หรือเปล่า นกเพิ่งทำผิดศีลข้อสอง"

"บ้าน่า”

ดวงตานกเบิกโต

“นกไม่ได้ลักขโมยใครสักหน่อย"

แล้วจึงกล่าวแย้ง

"ขโมยซีจ๊ะ เพราะเค้าสงวนเตาไว้เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างความพอใจให้ลูกค้า ไว้อุ่นขนมปังที่เย็นแล้วให้ร้อนขึ้น กรอบขึ้น หอมขึ้น นกไปทำอย่างนั้น จะเอากลิ่นของคาวไปปนกับกลิ่นของหวานจริงอย่างที่เจ้าของเตาเค้ากล่าวหาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไม่จริงก็แล้วไป แต่ถ้าจริง ก็เท่ากับไปขโมยโอกาสที่ลูกค้าของป้าจะพอใจกลิ่นและรสขนมปังของป้าแกไปนะจ๊ะ และอาจหมายถึงโอกาสในการขายครั้งต่อไปของป้าแกด้วยถ้าหากลูกค้าคนที่ซื้อขนมปังหวานกลิ่นไก่ในคราวนี้ไม่พอใจแล้วเลยไม่ซื้ออีกต่อไปน่ะ"

"ไม่ถึงขนาดนั้นมั๊ง รินก็ คิดมาก"

 

หางเสียงของนกน่าจะแสดงถึงความลังเลนะ ฉันว่า

“รินอาจจะคิดมากอย่างที่นกว่าจริงๆก็ได้จ๊ะ แต่รินว่า คิดเอาไว้ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครจนเดือดร้อนใจไง แล้วก็จะได้เป็นการสะสมความเกรงใจคนอื่นให้มากยิ่งๆขึ้นด้วย อีกอย่าง เรื่องอย่างนี้น่ะ มันติดตัวนะจ๊ะ ยิ่งทำมากก็ยิ่งดี ยิ่งมีสิ่งดีๆมาก เอ่อ...”

ฉันรู้สึกอึดอัดที่จะพูดประโยคนี้กับเพื่อน

“แล้วก็จะยิ่งเห็นใจคนอื่น ยิ่งลดการเบียดเบียนคนอื่น”

จึงได้แต่ค้างคำพูดนั้นไว้ พูดกับตัวเองแต่เพียงในใจ ไม่กล้าปล่อยเสียงให้ลอดลำคออกมาเพราะเกรงว่าเพื่อนจะโกรธเสียก่อนจนไม่ยอมฟังสิ่งที่จะพูดต่อไป

“ทำไม”

นกหันมาเลิกคิ้วและถาม เมื่อเห็นฉันชะงักสักชั่วขณะ

พอเห็นเพื่อนแสดงท่าทีสนใจ ฉันจึงถือโอกาสพูดต่อถึงเรื่องของการผิดศีล

“ที่ว่านกผิดศีลข้อสองก็คือ ศีลข้อสองน่ะ ไม่ได้หมายความแค่การลักทรัพย์เท่านั้นนะจ๊ะ แต่หมายความรวมไปถึงการไปถือเอาอะไรๆของใครๆที่เขาไม่ได้เอ่ยปากยกให้ด้วย ถ้าไปเอาทรัพย์สินของคนอื่นก็เรียกว่าขโมย แต่บางที เราก็ไม่ได้ใช้คำว่าขโมยไปเสียทั้งหมดจ๊ะ แต่เรียกเป็นอย่างอื่นด้วย อย่างถือสิทธิ์เอาเองบ้าง อ้างว่าเป็นสิทธิ์ของเราบ้าง ถือวิสาสะบ้าง ไม่ว่าเราจะไปเอาอะไรจากใครโดยที่เขาไม่ให้ ก็คือผิดศีลข้อนี้ทั้งนั้นจ๊ะ”

คราวนี้ฉันเห็นนกกลืนน้ำลาย ไม่รู้เพราะสายตาเธอที่เลยหน้าฉันไปยังถุงไก่หรือเพราะคิดไม่ถึงว่าจะได้ฟังอะไรอย่างนี้กันแน่

“เพราะอทินนาทานแปลว่าถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ เพราะฉะนั้น ศีลข้อสองบอกว่าอทินนาทานา เวรมณี ก็คือเว้นจากการถือเอาของที่เขาไม่ให้ อย่างน้องเค้าไม่ยินดีให้เราใช้เตาถ่านของเค้า เราไม่ว่าอะไรเค้าไม่ได้ ไปใช้ของเค้าก็ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นของของเค้า เป็นสิทธิ์ของเค้า ถ้าเรายังดึงดันจะใช้ของของเค้า เราก็ไปละเมิดสิทธิ์ของเค้า ไปใช้สิทธิ์ที่เค้าไม่ให้เราใช้ พอไปทำอย่างนั้นก็ผิดศีลซีจ๊ะ” 

“ก็ แหม”

ท่าทางนกจะยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูด

“แค่นิดๆหน่อยๆเอง”

 “นิดๆหน่อยๆนี่แหละจ๊ะสำคัญนัก เพราะจะทำให้เราเคยชินกับการทำความผิดเล็กๆน้อยๆ พอชินบ่อยๆเข้าก็ไม่เห็นความสำคัญของการเป็นความผิด ของการคิดห้ามใจ จากที่ทำเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ค่อยๆขยายกลายเป็นทำเรื่องใหญ่ๆขึ้นได้ คงเพราะอย่างนี้มังจ๊ะ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสสอนว่าให้เราคอยดูใจ ให้คอยเห็นภัยแม้แต่ในเรื่องเพียงเล็กน้อยอยู่เสมอน่ะจ้ะ”

 

“แหม ถ้าอะไรๆก็ผิดไปหมดอย่างนี้นกไม่แย่เหรอ อย่างบางทีนกหยิบเอาเสื้อพี่หนูนามาใส่อย่างถือวิสาสะเพราะขอพี่เค้าไม่ทัน พี่เค้าออกไปทำงานก่อน อย่างนี้นกก็ทำผิดศีลได้ทุกวันน่ะซี”

นกพาดพิงถึงพี่สาวด้วยอาการกึ่งสงสัยกึ่งรำคาญใจ

ฉันจึงพลอยนึกถึงพี่หนูนา พี่สาวที่น่ารักของนก เธอรักน้องสาวมากจนเผื่อแผ่ความรักมาถึงฉันผู้เป็นเพื่อนของน้องตามไปด้วย

“เรื่องนี้ไม่ผิดศีลหรอกจ๊ะ เพราะพี่หนูนาเค้ายินดีแบ่งปันกับนกอยู่แล้ว แถมยังจะดีใจที่นกใช้ของของเค้าเสียอีก ก็บอกแล้วไง ว่าอทินนาทาน แปลว่าถือเอาของที่เขาไม่ให้”

 “ฮื่อ”

นกยักไหล่ ส่งเสียงออกจากจมูก

“ก็คงงั้นมั๊ง”

พร้อมกับที่พูดราวกับจะแสดงความไม่แน่ใจในความรู้สึกของตนเอง หรือไม่ ก็ในคำพูดของฉัน

ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ว่านกจะรับสิ่งที่ฉันบอกได้หรือไม่ ก็เราๆมักไม่ชอบใจกันนักหรอก หากมีใครสักคนมาบอกว่าเราทำในสิ่งที่ไม่ดี เราไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้  โดยเฉพาะในสิ่งที่เราไม่เห็นความสำคัญ หรือในสิ่งที่กระทบต่อความชื่นชม ความเชื่อมั่นในตนเองของเรา นอกจากคนคนนั้นจะมีความเห็นว่าความเห็นของผู้อื่นเป็นดุจกระจก ยอมรับมาพิจารณาเพื่อหาทางปรับปรุงตนอย่างแท้จริง

เงาดำของต้นหูกวางเริ่มสั้นลงตามดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงขึ้น ดูจากเงาแดด ก็น่าจะใกล้เวลาอาหารเช้า

“แดดไล่แล้ว”

ฉันเปรย

“เข้าไปในบ้านกันเถอะ”

ราวกับเป็นการปิดฉากสนทนา

อีกอย่าง ป่านนี้ทั้งแม่สามีและสามีของฉันคงหิวและรอทานอาหารร่วมกันอยู่

นกลุกขึ้นจากชิงช้า เดินตามหลังฉันมาอย่างว่าง่าย

จะเชื่อกันมั้ยน้อ

ฉันรำพึงอยู่เพียงในใจ

แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าเธอจะยอมรับธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตได้ง่ายๆเหมือนอย่างการยอมเดินตามฉันเข้าบ้านง่ายๆหรือไม่ แม้ว่าอาจไม่มีโอกาสได้บอก ได้อธิบายกับเธอเพิ่มเติมอีก แต่ฉันก็ยังดีใจที่อย่างน้อย เธอก็ได้รับรู้แล้วว่ามีเคยมีเรื่องเรื่องหนึ่งผ่านหู

 

แต่คนเราจะทำตามสิ่งที่ได้ฟัง ได้จำไว้ว่าเคยได้ฟังมานั้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ หากไม่นำมาคิดทบทวน มาคำนวณถึงผลดีผลเสีย แล้วตัดสินใจนำสิ่งที่ได้ฟังมาคอยระลึกว่าจะทำตามผลดีที่คิดได้ไปตลอด 

“บางที ..”.

ฉันแอบหวัง

“เมื่อเพื่อนพบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันในวันหน้า เพื่อนอาจจะระลึกถึงขึ้นมา และอาจฉุกคิดขึ้นได้ก็ได้”

อยู่ลึกๆในใจ

ถึงสิ่งดีๆที่อยากให้เกิดขึ้นในภายหน้า

 

ปล.  ศีล คือความปกติ  มีการงดเว้นเป็นปกติ  ไม่ใช่งดเว้นเพราะกลัวถูกจับได้ หรือกลัวถูกตำหนิ 

ก่อนที่จะเป็นปกติที่ออกมาจากใจ ก็ต้องฝึกต้องข่ม  บทฝึกเราจึงเรียกว่าสิกขาบท  ที่เราตั้งใจเองก็ดี หรือไปขอจากพระ เช่นการอาราธนาศีล  เรามักเข้าใจว่าไปขอศีลพระ  แท้ที่จริงศีลเป็นเรื่องที่พระให้เราไม่ได้  แต่ท่านจะให้บทฝึกมาห้าข้อ เพื่อฝึกให้เรามีปกติ ในการ เว้นการฆ่า การลัก เป็นต้น  จนตัวเรามีศีลคือมีความเป็นปกติทางกาย วาจา ใจ ขึ้นมาเอง

บทฝึกอทินนาทาน  ในสมัยพุทธกาล ซึ่งสังคมยังไม่ซับซ้อนดังเช่นปัจจุบัน  จึงเป็นเพียงการลักทรัพย์ การขโมยของ การปล้น เหล่านี้เป็นต้น  แต่การก้าวล่วงจนเป็นกรรมบถ ที่เป็น อกุศลกรรมนี้ได้  คือแสดงออกทาง กาย วาจา  ก็เพราะมาจากจิตที่เป็นอกุศลกรรม   คือ มีความเพ่งเล็งอยากได้อยากเอาเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์  ผู้อื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา 

ดังนั้นเราจึงควรตรวจสอบจิตเราอยู่เนืองๆ แม้เรื่องเพียงเล็กน้อยที่เรามองข้าม ว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันไปรบกวนให้จิตใจผู้อื่นวุ่นวายบ้างหรือไม่  เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เจ้าของไม่อนุญาต  หรืออย่างในเรื่องสั้นนี้  ที่ทำความอึดอัดใจให้กับแม่ค้า เพียงเพราะตนเองเห็นว่าสะดวก ไม่น่าเป็นอะไร แล้วพาลไปกล่าวหาผู้อื่นว่า ขี้งก หรือภาษาจีนที่เขาเรียกว่า โกวตั๊ก

โดยหลักการ ในการที่จะตัดสินว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นการละเมิดสิกขาบทหรือบทฝึก  จนทำให้เราไม่มีศีลที่บริสุทธิ์ แม้อาจไม่ครบองค์แห่งการก้าวล่วง  คือเจ้าของเห็นอยู่ ไม่ได้ลักขโมย  แต่ไปเบียดเบียนของใช้คนอื่นที่เจ้าของไม่ยินยอม  จิตใจขณะนั้นผู้ละเมิดก็รู้อยู่ ว่าไม่เป็นไปด้วยความสุขความเย็นใจ  ผู้ถูกละเมิดก็เช่นกัน  ดังนั้นความปกติที่เป็นศีลนั้นจึงด่าง จึงพร้อย ไม่ใช่ศีลที่บริสุทธิ์

พระอริยะบุคคลระดับแรก คือพระโสดาบันบุคคล จะมีอริยกันตศีล คือศีลที่บริสุทธิ์ไม่ด่างไม่พร้อย  คือสามารถมีความเป็นปกติในสิกขาบททั้ง ห้า  หรือมีศีลห้าบริสุทธิ์   เราก็คิดกันว่า เป็นโสดาบันนั้นง่ายนิดเดียว  เพราะทุกวัน เราก็ไม่ฆ่าใครไม่ฆ่าสัตว์ บางคนยังกินแต่เจ  ไม่ไปปล้นใคร  ไม่ผิดลูกเมีย ไม่โกหก  ไม่ทานเหล้า   แต่เราลืมสิ่งที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้ที่ทำให้เราไม่สามารถมีศีลที่บริสุทธิ์ได้  โดยเฉพาะเรื่องวาจา  และเรื่องอทินนาทานนี้

ดังนั้นการที่จะเป็นอริยะบุคคลเพียงแค่ระดับแรก ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเป็นกันง่ายๆ และไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาตรวจสอบกันได้เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นปัจจัจตัง ตนรู้เอง ผู้อื่นหารู้ได้ไม่

ศีลจะรู้ได้ ต้องมาอยู่และใช้ชีวิตร่วมกัน ปัญญาจะรู้จะตรวจสอบได้ ด้วยการสนทนา

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย from mobile วันที่ : 03/11/2015 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.12 แม่มดเดือนMarch มันเป็นสิ่งที่แต่ละครอบครัวควรจะอบรมดังที่พี่ว่ามา
แต่ในสภาพสังคมไทยที่บ่มเพาะมาแบบนี้ทำให้บางคนอยู่ยากหรืออึดอัดใจกับการกระทำของคนด้วยกัน ความเกรงใจที่ไม่ควรเกรงใจ ทำให้เกิดสภาพที่ไม่ปกตินี้จนกลายเป็นปกติไป
เราจึงคิดว่าศีลข้อสองเพียงไม่ขโมยของเป็นอันว่าจบ แต่ความละเอียดมันมีมากกว่านั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 03/11/2015 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดมองว่า นกอาจจะเป็นคนที่ขาดการอบรมในเรื่องของกาลเทศะและมารยาทพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆที่ครอบครัวจะให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์โดยผ่านสิ่งแวดล้อมที่ดีอันหมายถึงการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างนั่นเอง
ในทุกวัฒนธรรม การรู้ขอบเขตของสิทธิและการรู้กาลเทศะเป็นกฎเหล็กข้อหนึ่งของการอยู่ร่วมในสังคม

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6.Cat@ เนื้อหาหนักไปหรือเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.ลิงเขียว ขอบคุณความเห็นที่แสดงออกมาได้รายละเอียดดีมากๆ
ก็ขอแสดงความเห็นตอบดังนี้
การเอื้อเฟื้อเพื่อผู้อื่นนั้นดี แต่เราต้องให้เหตุผลที่เราเอื้อเฟื้อเขา และต้องตักเตือนในพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมให้เขารับรู้ มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการมีส่วนร่วมสร้างคนที่คอยเอาเปรียบสังคมโดยไม่รู้ตัว ความเมตตา กรุณา ไม่ใช่ ความหมายเดียวกับ การตามใจครับ
อ่านความเห็นที่ 7 ที่ผมตอบคุณ รัตติยา ประกอบด้วยครับ เพราะเนื้อหาใกล้เคียงกันครับ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.ณัฐรดา ขอบคุณที่ขยายความเรื่องกล้าเพียงกา
ความกล้าของคน กล้าในสิ่งที่ไม่ดี คือกล้าที่จะละเมิดผู้อื่น โดยไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น ส่วนกล้าในสิ่งที่ดี คือกล้าที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม
นี่คือความกล้าทั้งคู่ อันหนึ่งกล้าที่จะเอา อีกอัน กล้าที่จะให้

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.rattiya ที่คุณรัตติยากล่าวว่าคนไทยเกรงใจกัน ทำให้เรื่องที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ หรือมีความเมตตากรุณากันฟุ่มเฟือยนั้น

นี่คือลักษณะหนึ่งที่เราควรแก้ไขครับ เราหยิบเอาสิ่งที่พระบรมศาสดาสอนเอาไว้ มาใช้ไม่หมด หรือมาใช้ผิดกาละเทศะ

เกรงใจในเรื่องไม่ควรเกรงใจ เรามักไม่กล้าบอกตรงๆ เพราะกลัวเขาจะว่าเรา กลัวตัวเราจะเสียภาพพจน์ กลัวตัวเราจะกลายเป็นคนใจแคบ กลัวคนอื่นจะหาว่าเราเป็นคนไม่ดี ทำให้เรื่องบางเรื่องบานปลายเสียหายออกไป แล้วก็มานั่งตำหนิกันภายหลัง
ในที่ประชุม เวลาวิทยากรหรือประธานถามว่ามีอะไรจะแสดงความคิดเห็นไหม เรามักจะนั่งเงียบกัน แล้วก็ออกไปวิจารณ์กันนอกห้องประชุม นี่คือคุณลักษณะของคนไทย
อคติ สี่ที่พระองค์สอน และ ที่ผมพยายามนำเสนอพยายามเน้น คือ ลำเอียงเพราะรัก เพราะหลง เพราะโกรธ เพราะกลัว
เราไปดูที่บุคคล แทนที่จะดูที่พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา
ถ้าบุคคลที่เรารัก หรือเราอยากให้เขารัก หรืออยากมีอำนาจเหนือกว่าเขา แม้ว่าเขาจะมีพฤติกรรมที่ผิดคลองธรรม เราก็ยอม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ คือให้เขารักเราให้เขาเห็นความดีที่เราทำต่อเขา ให้เขาสยบยอมต่อเรา เผื่อว่าเราจะเรียกใช้เขาในภายหลังได้สะดวก
เหล่านี้คือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เรามองข้ามไป และก็สร้างความคุ้นชินในสังคม จนดิ้นไม่ออก คนไหนที่ตรงไปตรงมา ให้ก็ให้ ไม่ให้ก็ไม่ให้
พร้อมมีเหตุผลประกอบ คนๆนั้นก็กลายเป็นคนประหลาดในสังคมไทยไป
จิตที่เกื้อกูลอย่างบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากครับ ถ้าเราไม่หลอกตนเอง เราจะพบว่าหลายๆครั้งการเกื้กกูลของเรา ก็มีสิ่งที่คาดหวังอยู่ลึกๆเสมอไม่มากก็น้อย
เรื่องแบบนี้ต้องค่อยๆฝึกกันไป ตรวจสอบตนเองเสมอ อะไรที่คิดว่าไม่ถูกต้องหรืออาจทำให้คนที่เราช่วยเหลือเกื้อกูล ทำตนเป็นภาระหรือเอาเปรียบสังคม ก็ต้องตักเตือน แม้ว่าจะได้รับก้อนหินก็ตาม
ศาสนาพุทธ สอนให้ ตามธรรม ไม่ใช่ตามคน ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Cat@ วันที่ : 02/11/2015 เวลา : 03.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ต้องอ่านหลายรอบ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 01/11/2015 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1ยามครับ ขอบคุณในความเห็นครับ ตามที่กล่าวมาเป็นเช่นนั้นจริง พี่น้องกันอาศัยหน่วยพันธุกรรมจากพ่อแม่เดียวกันก่อเกิดมา แต่ธาตุรู้มาจากต่างที่ต่างทางกันมาสุดแท้แต่อนุสัยที่สะสมมา จึงนำพารูปที่กำเนิดมานี้ กระทำการต่างๆกันไป เราจึงพบว่า แม้เป็นพี่น้องที่มีบิดามารดาอบรมสั่งสอนเลี้ยงดู ซึ่งแน่นอนอาจมีการเหลื่อมล้ำกันไปแต่ละคน ยังมีนิสัยใจคอแตกต่างกัน
การอบรมในปัจจุบัน การขัดเกลาตนเองในปัจจุบันในชาตินี้จึงสำคัญยิ่งนัก

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 01/11/2015 เวลา : 18.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ คุณหมอ....คุณณัฐรดา. คุณพี่รัตน์...คุณยามครับ


@คุณนกในเรื่อง
อยากบอกว่า. เยอะนะเธอ!
ลิงออกจะตกใจกับการกระทำแบบนั้นของนก
ซึ่งว่าไปแล้ว. ออกจะเห็นอยู่บ่อยๆเรื่องการไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น

ครั้งตอนทำงานที่กระบี่ สปาในโรงแรมมีล็อคเกอร์ให้พนักงานทุกคนค่ะ
ลิงจะเก็บมาม่าและของกินอื่นๆเอาไว้ในนั้น
วันหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่ถือวิสาสะว่า. ลิงไม่มาทำงาน เธอเลยหยิบมาม่าของกินไปต้มกิน
วันรุ่งขึ้นมาคนมาฟ้องว่า( พี่เอ มาหยิบมาม่าลิงไปกินนะ)
ลิง......เลยไม่พอใจ เดินไปต่อว่าพี่เอตรงๆ
( พี่เอ มาเที่ยวหยิบของกินคนอื่นแบบนี้ดิ นั่นล็อคเกอร์ส่วนตัวนะ หนูเก็บข้าวของเยอะแยะเอาไว้ในนั้น
บางอย่างหนูก็ไม่อยากให้ใครมาเห็น! สำหรับมาม่า
เพื่อนๆในสปามีตุนเอาไว้ทุกคนเผื่อเวลาที่เราหิว
แล้วทำไมพี่เอ ถึงไม่ตระเตรียมเอาไว้เหมือนคนอื่นล่ะ?)

ในความเป็นจริง
ลิงไม่พอใจที่แกอยากจะหยิบของใครกินแกก็หยิบกินอะค่ะ
โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของก่อน
คนอื่นก็ไม่พอใจ แต่ไม่กล้าว่าอะไรแก ด้วยความที่แกอายุเยอะกว่ามาก ทุกคนได้แต่นินทาแกลับหลัง
ด้วยความที่ลิงเป็นคนตรง ไม่ชอบนินทาลับหลัง อิอิ
ลิงเลยต่อว่าแกไปตรงๆค่ะ และบอกให้แกซื้อของกินมาเก็บไว้ด้วย
เที่ยวจะหยิบแต่ของกินเพื่อนไปวันๆนั้นมันไม่ดีค่ะ

เรากินของเพื่อนบ้าง ให้เพื่อนกินของเราบ้าง! อันนี้จะดีที่สุด

หลายวันต่อมา พี่เอคอยแต่จะหลบหน้าหลบตาลิง
เจอกันก็ไม่สบสายตาด้วย

ลิงเลยถามตรงๆว่า เป็นไรอะพี่เอ ทำไมถึงไม่คุยกับหนู
(อันนี้ลิงชวนแกไปคุยตามลำพังในห้องค่ะ)
พี่เอสารภาพว่า:::: ละอายใจที่ไปหยิบของคนอื่นมากินแบบนั้น โดยที่เจ้าตัวเขาไม่อนุญาต!!

ลิงถึงบางอ้อครับ ลิงเลยพูดว่า
(เฮ้ย.....แค่อธิบายและบอกตรงๆในตอนนั้นก็จบแล้วนะ
ไม่ได้ขุ่นเคืองใจอะไรเลย มันก็แค่ของกินเท่านั้น
ต่อว่าพี่ไปให้คิด! ไม่ได้อะไรเล้ยยย พี่เออย่าคิดมากนะ
หนูไม่นินทาพี่ลับหลังไง เข้าใจป่ะ
โอเค....ไม่มีไรแล้ว อย่าคิดมาก!)

พี่เอ....เกือบร้องไห้
เฮ้อ.....เขาไม่รู้ตัวว่า...นิสัยเที่ยวหยิบของคนอื่นมันจะร้ายแรงอ่าค่ะ

ว่าไปแล้วพี่เอ....สนิทกับลิงนะ
มีอะไรแกจะมาปรึกษากับลิงค่ะ
.........นับตั้งแต่นั้นมา พี่เอ...ดีขึ้น


มาตอนนี้กว่า. 3 เดือนแล้ว
ที่ป้าแม่บ้านของสปาแอบจิ๊กกินขนมในล็อกเกอร์ลิงเขียวค่ะ
ลิงมีขนมตุนเอาไว้ในขวดโหลเสมอๆ
บางครั้งขนมมี 10 ชิ้น ป้าแม่บ้านฟาดไป 6 ชิ้น
แกกินมากกว่าลิงอีกอะ. ลิงกินไม่ทันแก. เพราะลิงแค่ซื้อมาเก็บไว้ตอนหิวอ่าค่ะ
แต่ป้าแม่บ้านเล่นกินทุกวัน งืมๆ
แปลกใจขึ้นมา

อะไรวะ ขนมเยอะแยะเราไม่ได้กิน ไหงมันพร่องลงๆงี้

ช็อคโกแลตในขวดโหลแกก็กินจนเกือบหมด

ใจหนึ่งลิงก็อยากจะต่อว่า....ป้าแม่บ้าน
แต่อีกใจลิงก็สงสารค่ะ เธออาจจะประหยัดเงิน
แรกๆลิงจะบ่นเหมือนหมีกินผึ้ง คือไม่ได้เสียดายขนมนะคะ
แค่รู้สึกไม่พอใจที่มีคนมาหยิบของกินโดยเราไม่อนุญาต
เหมือนกรณีแรกแหละค่ะ

มาวันหนึ่งลิงก็คิดได้

เลิกบ่นเถอะเรา ตราบใดที่เราไม่เดือดร้อน และเต็มใจให้ป้าแม่บ้านมาหยิบขนมกินก็ให้แกหยิบกินเถอะ!

ทุกวันนี้เลยซื้อขนมมาฝากแกค่ะ และลูกพลับตอนนี้ออกมาเยอะมาก ราคาถูกด้วย
ลิงก็ซื้อมาฝากแกค่ะ ฝากเพื่อนๆด้วย
ลิงชอบทำกับข้าวให้เพื่อนกิน ไม่หวังให้เพื่อนมาทำตอบแทนหรอก
สุขใจที่เห็นเพื่อนๆกินอาหารที่เราทำอย่างอร่อย^^
อยู่กับเพื่อนชาวเนปาล 3 คนค่ะ

คุณหมอว่า
ลิงทำถูกไหม ที่ไม่ต่อว่าป้าแม่บ้านในกรณีที่แกมาแอบกินขนมลิงกว่า 3 เดือน
ของคนอื่นแกไม่หยิบกินนะ ไม่รู้ทำไม. คนอื่นก็มีขนมในล็อกเกอร์ค่ะ แต่ขนมของเพื่อนๆไม่หาย

ทั้งๆที่ ลิงเป็นคนเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จา หน้าบึ้ง
คนเห็นผ่านๆไม่ชอบลิงหรอก
แต่ถ้าอยู่ด้วยนานๆจะรู้ว่า.....ลิงใจดี....นิสัยน่ารักด้วย
เอิ๊ก......ยอตัวเองแบบมึนๆอึนๆมากๆ,55555

เรื่องหยิบของใช้พี่น้องมาใช้นั้น
ลิง.......ไม่ทำเลยค่ะ
พี่สาวลิง.....บอกเอาไว้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นแล้ว
(น้อง อย่ามาหยิบเสื้อผ้าพี่ไปใส่นะ พี่ไม่ชอบ )
ลิงเลยจำเอาไว้ ไม่ไปหยิบของคนอื่นค่ะ..

.((เด็กดีเชื่อฟังคำผู้ใหญ่ประมาณนั้น ฮี่)))


เวลาลิงอ่านเรื่องราวธรรมะ
ก็จะเอามาเล่าให้เพื่อนฟังอีกทีค่ะ บางครั้งแอบคิดเช่นกับรินนะ
คือ กลัวเพื่อนจะรำคาญเอา ว่าเราบ้าธรรมะคำสั่งสอน
ซึ่งจริงๆแล้ว เราแค่เล่าให้ฟังแค่เล็กน้อยเท่านั้น!
แต่แม้จะกลัวว่าเพื่อนจะรำคาญแค่ไหน จะคงสภาพเม้าท์ธรรมะให้ฟังต่อไป ฮึบ!

ปล. หลวงปู่ชา เคยพูดเอาไว้ว่า

(( บางคนนั้น เวลาขโมยข้าวของ ของ[[คนอื่น]]
มักจะคิดว่า. ไม่ผิดหรอก. เพราะไม่มี[[คน]]เห็น
แล้วตัวเรานั่นเล่า. ไม่ใช[[่คน]]หรอกหรือ )
น่าจะมีความหมายว่า เราทำอะไรไว้ แม้ไม่มีคนเห็น แต่ตัวเราเองย่อมรู้ดีกว่าใคร

เรื่องสั้นปนธรรมะแบบนี้สนุกดีค่ะ
ลิงเขียวชอบ และเหมือนมีที่ปรึกษาด้วย
เพราะทั้งสองเรื่องลิงไม่รู้ว่า. ทำถูกหรือไม่ เพราะไม่เคยปรึกษาใครเลยค่ะ คิดเองทำเอง
มีคุณหมอ...มาเล่าเรื่องสั้นปนธรรมะแบบนี้
ลิงเลยมีที่ขอคำชี้แนะ...:)

ลิง....ไม่ขอพรพระแล้วค่ะ
แม้คุณณัฐรดาบอกว่า

สิบครั้งค่อยขอสักครั้งก็พอได้


แต่ลิงเลิกขอแล้ว
ตอนแรกลิงพะวงใจกลัวว่าจะไม่ได้ผลบุญ
พอคุณณัฐรดามาบอกว่า. บุญจะหนุนนำเอง
ลิงเลยปล่้อยไปตามผลบุญนั้นค่ะ
ลิงเลิกขอได้แล้ว......เก่งมาก::::: ยอตัวเอง:::::
อันที่จริงแล้ว. มีคนคอยแนะนำลิงต่างหากเล่า=_=;;;


ขอบคุณบล็อกดีๆค่ะ
ลิงสุขใจที่ได้แวะมาค่า ^^


Beautiful. Sunday...XD

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 01/11/2015 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ตอนเรียนบาลี มีศัพท์สมาสที่ว่า กากสูโร แปลว่า กล้าเพียงดังกา ชอบศัพท์นี้ตรงที่ท่านเอาลักษณะของกาที่จ้องขโมยอาหาร กล้าที่จะทำอย่างนั้นแม้เจ้าของจะส่งเสียงไล่ดังสุสุ ก็ไม่บินหนี ยังจ้องหาโอกาสจนกว่าจะขโมยสำเร็จ

การที่นกกล้าถือวิสาสะโดยไม่ฟังคำทัดทาน หากมองในแง่ของเจ้าของทรัพย์ ก็คือเธอละเมิดทรัพย์สินของเขา แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยค่ะ อาจเพราะเธอถือวิสาสะกับพี่สาวจนเป็นความคุ้นชิน จึงนำความเคยชินนั้นไปใช้กับผู้อื่น โดยลืมคิดไปว่าเงื่อนไขไม่เหมือนกัน พี่สาวยินยอมให้ถือวิสาสะ แต่คนอื่นไม่ใช่อย่างนั้น จึงละเมิดผู้อื่นโดยที่คิดไม่ถึง

ดังนั้น การที่เราทำอะไรจนเคยชินกับคนคนหนึ่ง อาจต้องระลึกไว้ว่าอาจนำความเคยชินอย่างนั้นไปใช้กับคนอื่นด้วยไม่ได้เพราะเงื่อนไขอาจไม่เหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 01/11/2015 เวลา : 14.27 น.

เขียนได้ดีมากค่ะ เข้าใจง่าย เป็นเรื่องที่เกิดในชีวิตประจำวัน

เพิ่งจะคุยโทรศัพท์กับน้องสาวที่เมืองไทย ครอบครัวรัตติยาตั้งเเต่รุ่นเเม่ทำมาค้าขาย(นักท่องเที่ยว) มาประมาณ 40 ปี เเล้ว น้องสาวเล่าว่าเมื่อเร็วๆนี้เจ้าหน้าที่รัฐพยายามจะไปจัดระเบียบไม่ให้ขายของบนทางเท้า เเต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคนรับเงินเเม่ค้าเเผงลอย ปล่อยให้เเม่ค้าเเผงลอยขายของบนทางเท้ามาหลายปี พอมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องการมาจัดระเบียบให้ถูกต้องกลับถูกเเม่ค้าด่าด้วยคำหยาบ น้องสาวเล่าให้ฟังเจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ด่ากลับ เเต่ไปเเจ้งความกับตำรวจ ยังไม่รู้ผลว่าจะออกมาอย่างไร
เเถวบ้านรัตติยาเกิดเรื่องทำนองนี้มาหลายปีเเล้ว เกิดเรื่องเเล้วรอสักพักเรื่องก็เงียบหายไป เเล้วก็เริ่มกลับมามีปัญหาเหมือนเดิม

-มาคิดดูทำไมเเม่ค้าคนนี้คิดว่าตัวเองมีสิทธิที่จะขายของบนทางเ้ท้าเพราะได้นำเงินไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนหรือ


ความคิดเห็นส่วนตัว
คิดว่าบางครั้งการที่คนไทยมีนิสัยอะลุ่มอะล่วยกัน เกรงใจกัน จนบางครั้งบางสิ่งบางเรื่องกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องปกติ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ยามครับ from mobile วันที่ : 01/11/2015 เวลา : 11.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

เรื่องนี้ละเอียดและลึกซึ้งมากครับ

ขนาดพี่น้อง คลานตามกันมา เลี้ยงดูเหมือนๆกัน

ระดับความเกรงใจ การวางตัว การปฏิบัติต่อผู้อื่น ยังห่างกันไกล

ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความเสมอเหมือนกันทางศีล

เรื่องสั้นเรื่องนี้จึงละเอียด และเป็นเรื่องของชีวิตครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน