*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232239
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< พฤศจิกายน 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1580 , 07:23:20 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน INDYLOVE , wullopp และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

เกิดใหม่อย่าได้เจอกัน

โดย สมตา

ทุกเช้าวันเสาร์เป็นเช้าที่การเดินทางมายังที่ทำงานของฉันทุลักทุเลน้อยที่สุด คงเป็นเพราะคนกรุงเทพส่วนหนึ่งหยุดงานในวันเสาร์หรือทั้งเสาร์และอาทิตย์ ถนนหลายๆสายในวันเสาร์อาทิตย์จึงเป็นเหมือนคนเป็นหวัดที่เริ่มหายใจคล่องเพราะจำนวนรถบนท้องถนนลดปริมาณลงไปพอสมควร การเดินทางไปทำงานของฉันเลยดูเหมือนมีสองมาตรฐาน วันธรรมดาฉันต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แต่สำหรับวันเสาร์ ฉันไม่ต้องออกจากบ้านเช้าขนาดนั้นก็ได้

ที่ทำงานของฉันมีเวลาทำการแบบสองมาตรฐานเหมือนกัน คือเปิดให้บริการลูกค้าตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ แต่ให้พนักงานทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์

อันที่จริง วันเสาร์สำหรับที่นี่แล้วอย่าเรียกว่าวันทำงานเลย จะเรียกว่าเป็นวันสะสางงานที่คั่งค้างผสมกับการสังสรรค์ของพนักงานเสียมากกว่า เพราะฉันกับเพื่อนๆใช้วันนี้ในการทำงานเล็กๆน้อยๆที่ในระหว่างจันทร์ถึงศุกร์ยังทำไม่เสร็จให้เรียบร้อยเพื่อที่จะไม่ต้องให้ต้องไปทำต่อในวันจันทร์หน้า พี่บางคนพาลูกๆเล็กๆมาแล้วปล่อยให้เด็กๆเล่นกันเองในบริเวณที่ว่างหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ  พวกผู้บริหารก็พากันถือถ้วยกาแฟกับขนมคนละชิ้นสองชิ้นหลบเข้าห้องประชุมกลุ่ม  คงไปพูดหารือเรื่องงานหรือไม่ก็พูดคุยให้ยังคงชิดเชื้อกัน

ฉันชอบวันเสาร์  เสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กๆช่วยให้บรรยากาศในบริษัทดูมีชีวิตชีวา ไม่เคร่งเครียดเหมือนทุกๆวันของสัปดาห์  ความที่ฉันไม่ค่อยมีงานค้างในระหว่างอาทิตย์ วันเสาร์สำหรับฉันจึงเป็นเหมือนวันที่ฉันมานั่งคุยนั่งเล่นกับเพื่อนร่วมงาน และเพราะเป็นวันที่ไม่มีลูกค้ามาติดต่อ พวกเราจึงแต่งตัวกันตามสบาย บางคนก็ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ บางคนคงรู้สึกผ่อนคลาย สบายมากจนถึงขนาดใส่กางเกงขาสั้นมาทำงานเสียด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ วันเสาร์ บริษัทเปิดทำการแค่ครึ่งวัน

วันนี้ นอกจากจะเป็นวันที่ฉันชอบแล้ว ยังเป็นวันที่ฉันรู้สึกดีใจเป็นพิเศษ เพราะฉันกำลังจะไปบอกบุญเพื่อนๆ สามวันก่อนพี่เพลิน ญาติห่างๆของฉันมาหาแม่กับฉันที่บ้าน เอาซองกฐินที่เธอร่วมเป็นกรรมการมาให้ ฉันเลยขอซองเธอไว้เพิ่มอีกซองเพราะอยากเอามาชวนเพื่อนๆที่ทำงานให้ร่วมกันทำบุญ ฉันขอให้พี่เพลินมารับซองในบ่ายวันนี้ที่บ้านเพราะเห็นว่าถ้าจะเที่ยวเดินบอกบุญขัดจังหวะในการทำงานของเพื่อนๆในวันอื่นๆก็คงไม่เหมาะ วันเสาร์นี่แหละ เป็นวันที่สะดวกที่สุด

บริษัทที่ฉันทำงานอยู่ตั้งอยู่อาคารที่สี่ชั้นล่างเป็นห้างสรรพสินค้า เมื่อเดินผ่านประตูเข้าห้างมา ผู้ที่ทำงานในอาคารนี้จึงต้องยืนรอลิฟท์อยู่ข้างประตูเข้าห้าง รอคิวเข้าลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ต้องการ ขณะรอลิฟท์ลงมารับตามที่กดเรียก ฉันตบกระเป๋าถือด้วยความอิ่มใจเบาๆเมื่อนึกถึงซองยาวๆสีขาวๆจำนวนหนึ่งที่แทรกอยู่ในช่องแบ่งในกระเป๋า

แล้วสายตาฉันก็เหลือบไปเห็นนภา เธอกำลังเดินผ่านประตูเข้ามาเพื่อจะขึ้นลิฟท์เหมือนฉัน

ไม่อยากเจอยายนี่เลย

ใจฟูๆพลันแฟบลงไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานคนที่ฉันไม่อยากเห็นหน้า

บันไดหนีไฟ

ฉันบอกตัวเองแล้วรีบหันกาย เดินไปยังที่หมายทันที วันนี้ฉันคงต้องขึ้นไปยังชั้นที่บริษัทตั้งอยู่ด้วยช่องทางนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง

“ดูซิ แทนที่จะได้ขึ้นบริษัทสบายๆ”

ฉันก่นกับตัวเอง

ที่จริง นภากับฉันก็ใช่ว่าจะมีเรื่องอะไรโกรธเคืองกัน แต่ที่ฉันไม่อยากเจอเธอนัก เพราะใครๆมักบอกว่าเธอกับฉันหน้าตาคล้ายๆกัน แต่เธอกลับนำหน้าฉันเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร

และนึกถึงซองกฐินในกระเป๋า

“เธออย่ามาทำบุญร่วมกับฉันเลย”

ฉันตัดสินใจ

ว่าจะบอกบุญคนทั้งบริษัทยกเว้นนภา

“ชาตินี้เธอมักทำให้ฉันเสียหน้า แล้วฉันจะอยากเกิดไปเจอเธอใหม่ให้มีคู่แข่งในชาติหน้าทำไม”

 

เมื่อตอกบัตรลงเวลาทำงานเสร็จฉันก็เดินเอากระเป๋าไปวางที่โต๊ะทำงาน พอวางกระเป๋าเสร็จต้องก็ถึงกับยืนนิ่งคิด นี่ฉันจะถือซองกฐินเที่ยวเดินไปเดินมาในบริษัทได้ยังไงโดยที่ไม่เป็นที่สังเกตของนภา ฉันไม่อยากให้เธอเห็น ไม่อยากให้เธอทำบุญร่วมด้วย ไม่อยากให้มีชื่อเธอรวมลงในรายชื่อผู้ทำบุญร่วมกับฉัน

“มีซองเอกสารว่างอยู่นี่นา”

ฉันยิ้มออก บอกตัวเองอย่างลิงโลด รีบเอาซองสีขาวเหล่านั้นซ่อนในซองเอกสารแล้วเดินไปที่ห้องเครื่องดื่มของบริษัท

หาน้ำดื่มให้ชื่นใจก่อน แล้วค่อยเดินตระเวนไปโต๊ะเพื่อนๆดีกว่า

โต๊ะทำงานของเพื่อนคนแรกที่ฉันนึกบอกบุญอยู่คนละมุมห้องกับโต๊ะของฉัน ชงกาแฟไปนั่งดื่มกับเธอก่อนก็ได้

พอกำลังจะหยิบแก้วมาชงกาแฟ นภาก็เดินเข้ามาพอดี ฉันจึงรู้สึกตึงๆที่ผิวหน้า

ไม่กินก็ได้ฟระ กาฟงกาแฟ

ฉันบอกตนเองแล้วรีบหยิบซองเอกสารที่วางไว้ก่อนการดื่มน้ำ

“สวัสดีค่า”

เธอกล่าวทัก ฉันก็เลยต้องทักด้วย หลังจากที่ปั้นหน้าคุยเรื่องสัพเพเหระกับเธอได้สักเล็กน้อย ฉันก็รีบขอตัวแยกไป

“ดู๊ จะบอกบุญใครต่อใครให้ชื่นใจซะหน่อย ยังต้องมาขุ่นใจจนได้”

ฉันนึกลงโทษนภาอยู่ในใจ

ระหว่างเดินถือซองไปมาในบริษัท ฉันรู้สึกเหมือนคนที่คอยหนีอะไรสักอย่าง ต้องคอยมองซ้ายมองขวาว่าที่ที่กำลังจะเดินไป มีหญิงคนที่ฉันไม่อยากเจออยู่ก่อนแล้วหรือไม่ หรือขณะที่กำลังบอกเพื่อนๆอยู่ ก็ต้องคอยดูว่านภาจะเดินผ่านมาบริเวณที่ฉันอยู่ไหม หรือพอนภาเฉียดมาใกล้ฉันก็พยายามเก็บอาการ ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องพูด บางทีก็ต้องรีบหาทางปิดบังซองสีขาวเพื่อเธอจะได้ไม่เห็น

กว่าจะเดินตระเวนได้ครบทุกโต๊ะ ฉันรู้สึกเหนื่อยเหมือนคนทำงานหนักมาทั้งวัน

แม้ขณะที่นั่งรถเมล์กลับบ้าน ฉันก็ไม่ชื่นบานเหมือนตอนที่ออกจากบ้านมา

“เกิดอะไรขึ้น”

ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ก็เรากำลังทำบุญด้วยการบอกบุญอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงไม่ได้สุขใจกับการทำบุญนี้เลยล่ะ”

เมื่อกลับถึงบ้านก็เห็นว่าพี่เพลินนั่งคุยกับแม่รอฉันอยู่ก่อนแล้ว หน้าตาฉันคงแย่มากจนแม่และพี่เพลินสังเกตได้

“เป็นอะไรไปลูก”

แม่ทักขึ้นทันที่ที่เห็นหน้า

“นั่นซี หน้าตาแบบคนบอกบุญไม่รับ”

พี่เพลินพลอยถามผสมโรงแบบจี้ใจดำ ความที่ขุ่นใจมาทั้งวัน ฉันจึงพูดสวนออกไปทันทีโดยที่ไม่ทันได้ยั้งคิด

“ก็เพราะเที่ยวบอกบุญน่ะซี หนูถึงได้หน้าตายังงี้”

พูดเสร็จ ทั้งพี่เพลิน ทั้งแม่ ทั้งฉัน เราทุกคนต่างก็พากันตกใจ นี่ฉันทำอะไรลงไป

 

พี่เพลินรีบเดินมาจับแขน พาไปนั่งที่โซฟา

“ใจเย็นๆ”

เธอลูบหลังเป็นการปลอบขณะที่นั่งลงขนาบข้าง

“ใจเย็นๆ”

และพูดปลอบซ้ำ

“ไหนเล่าให้พี่ฟังหน่อยซิ”

ความหลังครั้งเก่าๆระหว่างฉันกับนภาที่เราต่างก็มีอะไรคล้ายๆกัน แต่เธอกลับได้รับการสนับสนุนมากกว่าและเรื่องราวของวันนี้จึงได้พรั่งพรูออกจากปาก

พี่เพลินนั่งฟังเงียบๆ ปล่อยให้ฉันเล่าโดยไม่ขัดคำอะไรๆ  

พอฉันเล่าจบ พี่เพลินก็ชวนฉันรำลึกถึงเรื่องดีๆที่ฉันเคยทำในอดีต เธอบอกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งดีๆที่น่าภาคภูมิใจ และฉันไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับใครๆ

ฉันใจหาย ดูเถอะ พี่เพลินช่างเล่าอย่างประทับใจทั้งๆที่บางเรื่องแม้แต่ตัวฉันเองก็ยังลืมไปแล้ว

“คนเราไม่เหมือนกัน บางคนมีจุดดีอย่างนั้น บางคนมีอย่างนี้ ทั้งหมดนั่นก็เรียกว่าดีเหมือนกัน แต่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เพราะดีไม่เหมือนกันจ๊ะ”

เธอย้ำ

แล้วยังบอกอีกว่า คนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่วิธีการนำสิ่งดีๆที่เรามีออกมาใช้แล้วหาทางทำให้ดียิ่งขึ้น และพยายามแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี นภาเองก็มีสิ่งดีๆเหมือนที่ฉันมี ฉันควรสุขใจ ดีใจ ไปกับเพื่อนเมื่อได้รับรู้หรือได้เห็นผลของความดีที่ปรากฏของเพื่อน

“การดีใจไปกับเขา มีความสุขไปกับเขา ทำให้เรามั่นใจว่าหากเราทำอย่างเขาบ้างเราก็จะมีความสุขอย่างเขาด้วย ไม่ต้องอะไร แค่ได้เห็นความพยายามของตนเองก็สุขใจแล้ว ไม่ต้องพูดถึงความก้าวหน้าหรือความสำเร็จในอนาคตเลยจ๊ะ ที่สำคัญ การที่ได้เห็นว่าเขาประสบความสำเร็จเพราะเขาพยายามยังไง ทำให้เรามีแบบอย่างในการปรับปรุงตัวเรา ถึงแม้เราต้องหาหนทางของเราเอง แต่แบบอย่างที่เห็นก็ทำให้เราลดเวลาในการลองผิดลองถูกลงไป เราก็จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นนะจ๊ะ หรือหากมีอะไรไม่เข้าใจ เราก็ยังขอความเห็นจากเพื่อนได้”

ฉันนิ่ง ยิ่งฟังพี่เพลินพูด ก็ยิ่งรู้สึกถึงใจที่ค่อยๆสบายขึ้น รู้สึกถึงการหายอึดอัดใจมากยิ่งขึ้น

“การมีคู่คิด คู่เคียงน่ะ ไม่ดีกว่าการมีคู่แข่งหรอกหรือจ๊ะ”

พี่เพลินสรุป

“แหม แต่ พี่คะ อย่างเวลาผู้จัดการจะเลื่อนตำแหน่งใคร คนที่เข้าข่ายได้เลื่อนตำแหน่ง ก็เป็นคู่แข่งกันหมดไม่ใช่เหรอคะ”

ฉันอ้อมแอ้มถาม

“พี่ว่าเราคงต้องคุยกันเรื่องเหตุกับผลที่ตรงกันก่อน ถ้าเหตุคือการทำงาน ผลก็คืองานได้รับการทำ งานสำเร็จ ความสุขของเราจึงอยู่ที่การได้ทำงาน การได้เห็นงานสำเร็จ ส่วนค่าตอบแทนหรือตำแหน่งหน้าที่ เป็นอีกเรื่องที่เป็นผลตามมา ถ้าเราไปผูกใจกับตำแหน่ง ก็ใช่จ๊ะ แล้วเราก็จะกลายเป็นคนเห็นเหตุไม่ตรงกับผล ทำเหตุหนึ่งแต่อยากได้อีกผลหนึ่ง บางที เราอาจจะหาความสุขในการทำงานไม่ได้เลยก็ได้ แต่ถ้าเราผูกใจกับผลที่ตรงกับเหตุ กับความสุขในการทำงาน ความสุขในความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน จะมีใครเป็นคู่แข่งใครได้ล่ะจ๊ะ อีกอย่าง หากเราพลอยดีใจไปกับสิ่งที่เพื่อนๆสมควรรับ สนับสนุนเพื่อนๆได้ เวลาที่เราได้รับบ้าง เพื่อนๆก็จะพลอยยินดีกับเราด้วย สนับสนุนเราได้ด้วย”

ถึงฉันจะไม่เห็นหน้าตัวเอง แต่ก็รู้ว่าสีหน้าตัวเองคงค่อยๆดีขึ้น

พี่เพลินก็คงเห็น จึงลูบแก้มฉันด้วยความเอ็นดูก่อนจะถาม

“ทำไมเราถึงทำทาน มีการให้ รู้มั้ยจ๊ะ”

“จะได้ได้บุญไงคะ”

ฉันตอบ

“ใช่จ๊ะ จะได้ได้บุญ แล้วก็ได้ฝึกตัวเองให้คลายตระหนี่ ขวัญรู้มั้ย ตระหนี่แปลว่าอะไร”

“ขี้เหนียว”

ฉันตอบ แค่นี้ใครๆก็รู้

“จ๊ะ ขี้เหนียว เหนียวแน่น เพราะเหนียวแน่นเลยหวงกั้นอะไรๆของตนไว้ไม่ให้คนอื่น เลยกลายเป็นขี้เหนียว ตระหนี่ถี่เหนียว วันนี้ขวัญตระหนี่ทั้งวันเลยรู้ตัวหรือเปล่า”

ฉันมองหน้าพี่เพลินด้วยความสงสัย จะบอกว่าฉันตระหนี่ยังไง ก็วันนี้ก่อนออกจากบริษัท ฉันเพิ่งหยิบเงินตัวเองใส่ลงไปในซองซองหนึ่งนี่นา

“ตระหนี่น่ะ ไม่ใช่แค่ตระหนี่ทรัพย์สิน ตระหนี่ข้าวของจนแบ่งให้ใครไม่ได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงตระหนี่แม้แต่การกระทำที่ดีของตน ไม่ให้การกระทำที่ดีของตนแก่คนอื่นด้วย”

ฉันยังคงงง

“สมมติว่าขวัญกำลังเสียใจ ร้องไห้เพราะรู้สึกว่าทำผิดต่อพี่ พี่รู้ว่าเพียงแค่พี่มาพูดปลอบใจขวัญ พูดยกโทษให้ขวัญ ขวัญก็จะหาย แต่พี่ไม่ทำเพราะอยากเห็นขวัญเสียใจนานๆ อย่างนี้ พี่ก็ได้ชื่อว่าตระหนี่จ๊ะ เพราะว่าพี่เหนียวแน่นกับความคิดเคืองแค้นจนไม่ปล่อย พี่ตระหนี่การกระทำที่ดี เลยไม่ทำในสิ่งที่รู้ว่าควรทำ”

ดวงตาฉันค่อยๆเบิกโตขณะฟังพี่เพลินอธิบาย 

“หรือสมมติว่าพี่ทำงานบางอย่างไม่เป็น ขวัญรู้วิธีทำงาน แต่ไม่บอกพี่ เพราะกลัวว่าพอพี่ทำเป็นแล้วขวัญจะถูกแซงหน้า หรือกลัวว่าพี่จะมาแย่งรายได้ขวัญ อย่างนี้ขวัญก็เหนียวแน่นกับความรู้ กับเรื่องหรือธรรมที่ตัวศึกษาจนไม่ปล่อย ก็ได้ชื่อว่าตระหนี่เหมือนกัน ”

อะไรกันนี่

ฉันแทบจะอ้าปากค้าง

“หรือพี่รู้ว่าขวัญกำลังไม่แน่ใจว่างานที่ทำอยู่ถูกหรือผิด พี่รู้ว่าขวัญทำถูกแล้ว พอเห็นขวัญมองหาใครเหมือนจะถามเพื่อขอความมั่นใจ พี่รู้ว่าแค่พี่มองขวัญด้วยสายตาที่แสดงความเชื่อมั่นในสิ่งที่ขวัญทำอยู่ว่าถูกต้องแล้ว หรือเชื่อมั่นว่าขวัญสามารถทำได้ แต่พี่ไม่แม้แต่จะเหลือบตาดูขวัญ ทำให้ขวัญทำงานไปใจไม่ดีไป อย่างนี้ พี่ก็ตระหนี่การให้เหมือนกันจ๊ะ”

“มีอย่างนี้ด้วยเหรอ”

ฟังจบ ฉันถึงหลุดปากพูดออกไป

พูดพลางก็หันไปมองแม่พลาง เหมือนจะขอความเห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า แม่มองฉันอยู่แล้วแต่ไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าให้ฉันฟังพี่เพลินพูดไปเรื่อยๆ

 

“ลองทบทวนดูซีจ๊ะ วันนี้ขวัญตั้งใจทำบุญด้วยการไปบอกบุญ แล้วทำไมขวัญถึงไม่อิ่มใจในบุญที่ขวัญทำ ทำไมจึงรู้สึกเหมือนคนทำอะไรผิด ขวัญทำในสิ่งที่ดีแต่ทำไมต้องแอบๆซ่อนๆทำ ทำราวกับสิ่งที่ขวัญทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี”

ฉันอึ้ง

“เพราะหนูเหนียวแน่นกับความคิดของตนเองจนไม่ยอมปล่อย เลยทำให้ชวนเพื่อนอีกคนให้ร่วมทำบุญไม่ได้”

แล้วจึงก้มหน้าตอบ ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจับใจในทันที

“ความตระหนี่ถี่เหนียวน่ะ เป็นมลทินของการทาน เป็นมลทินของการให้ ขวัญตั้งใจให้สิ่งที่ดีกับเพื่อน แต่กลับยึดความขัดเคืองใจที่มีต่อเพื่อนคนนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น  สุดท้าย ขวัญทำบุญ แต่กลับไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบานเพราะการทำบุญเลย อีกอย่าง ขวัญไม่ต้องกลัวว่าทำบุญร่วมกับใครแล้ว จะทำให้เมื่อเกิดใหม่จะต้องไปเจอหรือไม่เจอใครหรอกจ๊ะ ถ้าชาติหน้ามีจริง สิ่งที่เราทำในชาตินี้อาจจะดีไม่พอที่จะทำให้เกิดใหม่แล้วไปเจอเค้าที่ทำตัวดีกว่าเราก็ได้ หรือเราอาจจะทำตัวทำใจดีกว่า จนหนีเค้าไปไกล จนชาติหน้ายังไงเค้าก็ตามไปเกิดแล้วเจอเราในที่ที่เราเกิดไม่ได้ก็ได้ การที่จะได้เกิดในถิ่นที่อยู่เดียวกัน ได้พบ ได้เกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยจ๊ะ”

ฉันเงียบ สักพัก จึงเปิดกระเป๋า หยิบซองยาวสีขาวที่ภายในใส่ธนบัตรและปิดซองเรียบร้อยแล้วส่งให้

“ขอบใจจ๊ะ”

พี่เพลินพูด

“หนูซีคะต้องขอบคุณพี่เพลิน”

ฉันแย้งเสียงอ่อย

แล้วก็ถามต่อ

“พี่ยังมีซองเหลืออีกซองมั๊ยคะ”

พี่เพลินพยักหน้า เธอคงรู้ว่าฉันขอทำไม

“จะเอาไปให้นภาใช่มั๊ย”

ก่อนจะถามด้วยแววตาสดใส

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มอายๆ

แม่ย้ายที่นั่งจากโซฟาอีกตัวมานั่งขนาบอีกข้าง หญิงสองวัยเลยพากันนั่งลูบไหล่ลูบหลังฉันด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

ฉันก็สุข เหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่ผ่านมา ฉันไม่ชอบนภาเพราะรู้สึกว่าเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันแต่กลับประสบความสำเร็จมากกว่าฉัน แต่เพียงแค่คิดอย่างที่พี่เพลินแนะเท่านั้นฉันก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะเอาเราสองคนมาเปรียบเทียบกัน  ไม่เห็นต้องอยู่ดีๆก็หาเรื่องร้อนใจมาใส่ตัว จริงอย่างพี่เพลินว่า เราสามารถเลือกได้ ว่าจะอยู่อย่างมีความสุข หรือว่าอยู่อย่างคนอมทุกข์

ก็ทุกข์เพราะตระหนี่มันเป็นยังไงน่ะ ฉันก็ได้รู้แล้ว เพียงไม่คิดอย่างตระหนี่ ฉันก็หายทุกข์ได้แล้ว แล้วจะทนทุกข์กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องอื่นๆอีกต่อไป ทำไม

………………

ปล. ในชีวิตปกติ เรามักลืมสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เรามีอยู่ ที่เรากระทำอยู่อย่างไม่รู้ตัว  เรามักคิดถึงสิ่งที่กระทำออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน  เช่น การให้ทานเป็นต้น  การทำบุญใส่บาตร หรือ ปัจจัยต่างๆ ให้แก่พระ ที่เราเรียกว่า    ทำบุญ

 แท้จริงคือการ ทำทานเป็นการ สละตะหนี่ในเรื่องปัจจัยสี่  ให้กับสมณะ  ที่เรารับรู้มาว่า มีอานิสงส์มาก  เพราะการรับรู้มาเรื่องอานิสงส์มากหรือน้อยนี่เอง    ทำให้การทำทานกลายเป็นเรื่องที่ไม่บริสุทธิ์ไป  เพราะคาดหวังผลตอบแทน

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่เราไม่ได้ใส่ใจกับ การตะหนี่ในเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ที่เป็นสิ่งละเอียดในชีวิต ที่เกิดอยู่ มีอยู่ในทุกผู้คน    เพียงเรื่องตะหนี่ ที่เราต้องพยายามขัดเกลาตนเอง สละออกไป ด้วยทานนั้น  ยังทำได้ยาก  เรื่องศีลที่บริสุทธิ์ เรื่องภาวนาจนเกิดปัญญาเห็นแจ้ง ก็ไม่ต้องกล่าวถึง

ในชีวิตคนๆหนึ่งที่เกิดมา จะไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร  หรือไม่ถูกใครทำให้เดือดร้อนนั้น  เป็นเรื่องยากมากๆ   เราเกิดมาตามแรงกรรมที่ส่งมา  ทุกผู้คนที่เราต้องพบปะ ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น  ถือได้ว่ามีการร่วมสร้างทั้งบุญทั้งบาปในชาติก่อนๆซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นชาติที่แล้ว  บางศาสนาให้สยบต่อกรรมเก่า ยอมจำนนต่อกรรมเก่า แล้วก็โทษกรรมเก่า

ศาสนาพุทธให้ไม่สยบต่อกรรมเก่า  แต่ให้สร้างกรรมใหม่ที่ดี  เพราะการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น มาเพื่อแก้ไขขัดเกลาตนเอง ให้ดียิ่งๆขึ้นไป  ดังนั้นใครที่ทำตัวให้เสื่อมเป็นอันเสียไปชาติหนึ่งโดยเปล่า เรียกว่า โมฆบุรุษ

ทุกปัญหาอุปสรรคที่เราต้องเจอะเจอ จึงเป็นแบบฝึกหัดชีวิต ให้เราพัฒนาตนเอง ให้ดียิ่งขึ้น  นี่จึงเป็นกรรมใหม่ ในความหมายพุทธศาสนา  ไม่ใช่การไปทำพิธีแก้กรรม ตามที่เป็นอยู่ในสังคมที่เราเห็นได้มากมายนี้

การพัฒนาตนเองจาก พาลปุถุชน  มาเป็น ปุถุชน  จนมาเป็น กัลยาณปุถุชน  และก้าวถึง อริยชน  นี่จึงเป็นเป้าหมายของการเป็นมนุษย์  ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และควรต้องฝึก

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 31 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 11/11/2015 เวลา : 13.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบคุณทุกท่าน ที่มาอ่าน มาโหวต มาแสดงความเห็น ครับ

ความคิดเห็นที่ 30 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 11/11/2015 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห28 rattiya ขอบคุณ คุณรัต มากครับ เป็นกำลังใจอย่างดีที่จะเขียนต่อไป ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 29 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 11/11/2015 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห27.INDYLOVE สวัสดีครับน้องติ๊ก ที่มาเยี่ยมกัน พี่อ่านเอ๋นทรี่ที่เขียนแล้ว แต่ไม่ได้เม๊นท์ เพียงตั้งใจหาโอกาสไปเปิดหูสักหน่อย

ความคิดเห็นที่ 28 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 11/11/2015 เวลา : 11.54 น.

คุณณัฐรดาไปเขียนความเห็นที่บล็อกคุณ SW19

"เข้ามาอ่านความเห็นดีๆในบ้านนี้อีกครั้ง เลยได้เห็นความเห็นที่ 49 ของคุณ rattiya

"ขนาดเข้าวัดบ่อย(บล็อกคุณสมชัย-คุณณัฐรดาบ่อย)"

"เลยอยากขออนุญาตท่านเจ้าของบล็อกคุยกับคุณรัตหน่อยนะคะ ว่า ขอขอบพระคุณคุณรัตและอีกหลายๆท่านมากๆค่ะ ที่ไปเยี่ยมเยียนกันและฝากความเห็นที่น่าสนใจไว้บ่อยๆ"

ที่จริงรัตติยาควรเเสดงความขอบคุณ คุณทั้งสองมากกว่า
หลังจากที่รัตติยาเข้ามาอ่านเรื่องของคุณทั้งสอง ทำให้รัตติยาใจเย็นขึ้น มองคนเเบบเป็นกลางมากขึ้น ถึงเเม้จะทำใจปฏิบัติไม่ได้อย่างคุณทั้งสองก็ตาม เเต่ก็ทำให้ไม่มีไฟสุ่มทรวงมากทำลายตัวเองทางอ้อม
เเละอยากให้คุณทั้งสองเขียนเรื่องต่อไป อย่างที่คุณทั้งสองเขียนใว้ เรื่องทำนองนี้(ธรรมะ)ทำใจอยากเห็นผลช้า น้อยคนที่จะทำได้ เเต่คิดว่าถ้าอ่านเเล้วทำให้หลายคนมีความคิดฉุกใจขึ้นมาบางก็ยังดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
INDYLOVE วันที่ : 11/11/2015 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะ พี่หมอ... ^___^"

พยายามทำทุกครั้งที่กลับบ้านเลยค่ะพี่หมอ
อยากให้แม่มีความสุข มีจิตใจที่สงบ ไม่ยึดติด
บางครั้งเราก็คิดแทนแม่เหมือนกันค่ะ ฮา ฮา

เรื่องสั้นของพี่หมอสอนและให้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง
การพัฒนาตนเองจาก พาลปุถุชน มาเป็น ปุถุชน
จนมาเป็น กัลยาณปุถุชน และก้าวถึง อริยชน
นี่จึงเป็นเป้าหมายของการเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้
และควรต้องฝึก ต้องฝึกจริงๆ ค่ะจะได้กลายเป็นความเคยชิน
ขอบคุณเรื่องสั้นดีๆ จากพี่หมอมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 26 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 13.07 น.

ขอบคุณค่ะ

เข้ามาอ่านไม่ทุก คห. เพราะจะต้องไปเข้าเวรเช้าค่ะ
งานของรัตติยาต่างคนต่างขับรถคนละคันไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน ทำให้ไม่ต้องเจอเพื่อนร่วมงานคนนี้ทุกวันค่ะ....ที่หงุดหงิดต่อเพื่อนร่วมงานคนนี้เพราะเธอจะบอกให้เราทำอย่างนี้นะ ทำอย่างโน้นนะ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง การทำงานพยาบาล ทำงานกับชีวิตคน ต้องมีความรับผิดชอบ ทำอะไรไปต้องมาคิดให้รอบครอบ มีผลต่อชีวิตผู้ป่วย....ไม่ใช่ว่าสักเเต่ว่าทำงานให้เสร็จไปวันๆเเล้วรอรับเงินปลายเดือน
รีบเขียนอาจห้วนๆไปหน่อย ต้องไปทำงานเเล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนา
เรียนมาด้วยความเคารพครับ...

ความคิดเห็นที่ 24 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

อยากขอยกธรรมบทเหล่านี้ฝากคุณรัตติยา ในความเห็นที่ 11 ด้วยค่ะ

การที่ใครสักคนอวดความรู้ตนว่าเหนือเรา จะห้ามเขาก็ไม่ได้ ทำได้แค่ทำใจเราไม่เอาเรื่อง ถือว่าเราทำบุญด้วยการรับฟังนิ่งๆไปจะดีไหมคะ

เขาอาจอยากได้ความสุขใจจากคำชมของผู้อื่นไว้กล่อมเกลาใจที่ต้องแบกรับทุกข์ใหญ่เอาไว้ก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ถือว่าเราให้เมตตาด้วยการให้อาการนิ่งน่ะค่ะ

มีคำตรัสกับนาลกดาบส ถึงการอยากได้สรรเสริญ หากเราไม่เพ่งพินิจให้ดี ก็จะมีการกระทำตามที่ตรัสชี้ให้ดาบสเปรียบเทียบเอาเองกับสายน้ำ

แม่น้ำน้อยไหลดังสนั่น
แม่น้ำสายใหญ่ไหลเงียบสงบ

สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง
สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นเงียบ

เอ่อ คนไม่อยู่ในสถานการณ์ ไม่เจออย่างนั้นทุกวัน ก็พูดหลักการได้นะคะ แต่ถ้าต้องเจอทุกวันอย่างคุณรัตจริงๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ว่าคนพูดจะทำได้อย่างที่พูดทุกวันหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 23 สมชัย , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณความเห็นจากทุกท่านค่ะ
และขออนุญาตเรียนอนุโมทนาคุณลิงเขียวสักเล็กน้อยนะคะ

จาก " โอเค.....ลิงไม่โกรธ

ถ้าลิงไม่มาอ่านเรื่องราวของขวัญ
สาบานได้ว่า....(ลิงบ่น ให้พี่ชายหูชาแน่ๆ)

ลิงคิดได้ว่า เราจะทำบุญนี่นา...จะบ่นเพื่อไร
อย่าเอาอย่างยัยขวัญ ฮี่ๆ

แต่สุดท้ายแล้วขวัญโชคดีที่มีพี่สาวเตือนสติ
ลิงโชคดีที่มียัยขวัญเตือนสตินะคะเนี่ย!!! "

อ่านแล้วปีติค่ะ

ความรู้สึกต่างๆซึ่งก็คือ "เวทนา" ถ้าเป็นความรู้สึกของเราเองก็เรียกว่า "เวทนาภายใน" ส่วนความรู้สึกของคนอื่น เรียกว่า "เวทนาภายนอก" พระพุทธเจ้าตรัสให้เราดูทั้งเวทนาภายในและภายนอกเลยค่ะ เพื่อให้รูัเท่า (คือเกิดอะไรเท่าใดก็รู้เท่านั้น) และรู้ทัน(คือทันเวลาที่เวทนาเกิด)

เราส่วนใหญ่รู้ไม่ค่อยจะเท่าทันเวทนาภายในค่ะ เลยต้องฝึกตั้งสติคอยตามดูอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้คุ้นชินกับการมีสติ การนำปัญญามาใช้ให้ทันสถานการณ์เพื่อไม่ให้เวทนาเป็นเหตุให้เกิดความต้องการไปในแง่ต่างๆที่ให้โทษจนคิด พูด ทำ ในทางที่ให้โทษตาม

ส่วนเวทนาภายนอก เราดูเวทนาของคนอื่นก็เพื่อจะรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดเวทนานั้น เมื่อเขาเกิดเวทนานั้นแล้ว เพราะเขารู้ไม่เท่าทันเวทนาจึงมีการกระทำที่ให้โทษแก่ตัวเขาอย่างไร พอเรารู้เหตุที่มา ผลที่ไป โทษทั้งหลายในเวทนาของเขาแล้ว เราก็จะนำมาเป็นตัวอย่างในการสอนตัวเราเองค่ะ ว่าถ้าไม่อยากได้ผลอย่างนั้น ไม่อยากได้รับโทษอย่างนั้น ก็อย่าทำอย่างที่เขาทำนั้น

ดีใจค่ะ ที่เรื่องนี้มา "ทันเวลา" พอดี และขออนุโมทนากับคุณลิงด้วยค่ะ ที่คุณลิงคอยสอดส่องใจตนอยู่เสมอ พอรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ไม่รับไว้ ทำให้ความรู้สึกนั้นหมดไป และพยายามทำให้มันเกิดขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส

สมกับเป็นผู้ปฏิบัติธรรมจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะพี่รัตน์^^

ลิงเขียว

ทั้งวันจะติดอยู่กับบทสวดนี้ค่ะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ท่องไปเรื่อยๆ. ...เท่าที่พอจะนึกได้
ลองทำดูนะคะ
คนที่พี่ไม่ค่อยชอบ. ..พี่สาวอาจจะเข้าใจในตัวตนของเขาก็ได้ค่ะ,^^

ลิง.....ทำแบบนี้แล้วใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านค่ะ


อย่าขุ่นเคืองเขาเลยเน่อ......ยิ้มๆเข้าไว้จ้า
แล้วจะอารมณ์ดีอย่างลิง...:):):)

ความคิดเห็นที่ 21 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห18.ลิงเขียว อ่านเม็นท์แล้ว รู้สึกเกิด ปิติ ในใจ ที่อย่างน้อยเรื่องสั้นนี้ ก็ให้อะไรไปบ้าง น้องลิงมีธรรมะประจำใจอยู่แล้ว ดีกว่าอีกหลายๆคน ที่ปากคาบคัมภีร์ แต่การกระทำกับสวนทางไปคนละทาง
หลับฝันดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 20 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

หลวงปู่ชา เคยพูดเล่นแบบนี้


(บางครั้ง ก็ต้องดุไปบ้าง มันจะได้ตื่นเต้น จะได้ไม่ง่วงด้วย
แม้จะดุ แต่ในส่วนลึกนั้นก็ยังมีเมตตาอยู่มาก)

ความคิดเห็นที่ 19 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10-11rattiya เป็นธรรมดาของคน ที่มีสภาวะเช่นนี้ครับ คุณรัตเป็น ผมก็เป็น ใครๆในโลกที่ยังไม่ใช่อรหันต์ ก็เป็นเช่นนี้ทุกคน เพราะนี่คือธรรมชาติที่ติดตัวเรามา มานะ คือ ชื่อของสังโยชน์นี้ มานะในภาษาธรรมไม่ใช่แปลว่าขยัน แต่ความหมายคือ สภาวะจิตที่เห็นเขาเห็นเราเป็นสัตว์บุคคล แล้วเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา เราเกิดมา เห็นตัวเราเห็นมือเห็นขาเห็นตนเอง จากการก้มดูเงาในน้ำ เราก็เกิดสงสัย แล้วเทียบเคียง เห็นคนอื่นที่คล้ายคลึงเรา ก็เทียบเคียง แม้ไม่มีคนในโลกสักคน ยกเว้นมีเพียงตัวเรา เราก็ยังเทียบเคียงกับสิ่งอื่น
มานะนี้เราเทียบเคียงในทุกๆสิ่ง เช่นเราจบปริญญาเอก เขาจบปริญญาตรี เราก็เทียบเคียงว่า เราเหนือกว่าเขา
แต่พอมาพูดคุย ทำงานร่วมกัน ปรากฏว่า เราสู้เขาไม่ได้ ก็เกิดความรู้สึกว่า เราจบสูงกว่าเขาทำไมเราด้อยกว่าเขา
แต่พอพูดคุย หรือทำงานร่วมกัน ปรากฏว่า ทำงานได้เท่าเทียมกัน เราก็รู้สึกว่า เราจบสูงกว่า ทำไมเขาเก่งเท่าเรา
แต่พอพูดคุย หรือทำงานร่วมกัน ปรากฏว่า เขาทำงานด้อยกว่าเรา เราก็กระหยิ่มว่า เห็นไหมฉันเรียนสูงกว่าเธอ จึงเป็นแบบนี้
ชีวิตเราก็เป็นแบบนี้เกือบทั้งนั้น ถ้าจะให้ชัดๆก็ตอนที่มีการเลี้ยงรุ่นระหว่างเพื่อนฝูงที่ต่างจบและทำงานมานานต่างมีครอบครัวฐานะแตกต่างกันไป ช่วงนั้นสภาวะจิตทุกคนในงาน จะมีสิ่งที่เรียกว่า มานะ นี้เต็มไปทั้งงาน
เช่น อิจฉาเธอจังได้สามีดี หรือเราโชคดีที่มีครอบครัวดีกว่าเขา
มันเป็นสิ่งประจำจิตที่ต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่ชาติถึงจะขจัดออกได้ เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมี มานะ นี้ จึงมีการแสวงหา เอาชนะธรรมชาติ มีการพัฒนาตนเอง ยกระดับตนเอง ถ้าทำด้วยความถูกต้อง ไม่เบียดเบียน ก็เป็นสิ่งที่ดีงาม
ข้อสำคัญ ยามใด ที่เป็นการเปรียบเทียบ แล้ว มีอกุศลจิตเกิด เช่น ริษยา ดูหมิ่น ขอให้รู้เท่าทัน แล้ว กำจัด อกุศลนั้นให้ทันเท่านั้น
สุดท้าย ก็มาสรุป ที่ ต้องมี สติ

ความคิดเห็นที่ 18 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะคุณหมอ


เคยทำงานอย่างขวัญค่ะ คือหยุดทุกวันอาทิตย์ แต่วันเสาร์หยุดเสาร์เว้นเสาร์ และก็เหมือนกันตรงที่เหมือนมาพักผ่อนสะสางงานก่อนวันจันทร์ เจ้านายให้แต่งตัวตามสบายขนาดนุ่งกางเกวขาสั้นได้
แต่ไม่ถึงจะเอาลูกหลานมาเที่ยวเล่นได้ขนาดนั้น

คิดไปแล้วก็รู้สึกขำกับท่าที่ของขวัญอะ
นาง.....เยอะจัง
คือ....จะบอกบุญแท้ๆแต่ดันหลบคนที่ตัวเองไม่อยากให้มาร่วมทำบุญด้วยอย่างอุตลุด....เล่นเอารู้สึกฮา
ไม่เคยมีโหมดแบบนี้เลยค่ะ หรือเพราะไม่เคยไม่ชอบใครถึงขนาดไม่อยากทำบุญร่วมชาติด้วยแหละมั้ง
เวลาจะบอกบุญแต่ละครั้งเลยไม่รู้สึกหนักใจ!

ว่าไปแล้วเห็นแต่ขวัญนะคะที่รู้สึกไม่ชอบนภา
แต่ทางฝ่ายนภาไม่เห็นจะเป็นแบบนั้น
สังเกตจากที่นภาทักทายขวัญดี
(สวัสดีค่า).....ค่า ตัวนี้สืออารมณ์คนทักทายได้ว่าอารมณ์ดีค่ะ

เพราะถ้าใช้คำว่า....สวัสดีค่ะ...รู้สึกว่ามันจะแข็งๆ

ไม่รู้สินะ.....ลิงเขียวมโนไปว่านภาทักทายขวัญด้วยใบหน้าแจ่มชื่น.....อะไรงี้

เป็นขวัญซะอีกที่ไม่อยากเสวนา

การที่เราไม่ชอบคนอื่น แต่คนอื่นไม่ได้คิดอะไร
เราเองเหมือนมีไฟอยู่ในอกนะลิงเขียวว่า
เห็นคนที่เราไม่ชอบเดินผ่านหน้าผ่านตา เราเองจะหงุดหงิดอยู่คนเดียว. แต่คนอื่นเขากลับเฉย
แบบนี้เราเองจะบ้าได้ง่ายๆ คุณขวัญเจ้าขาาาา

ลิงเขียว....ก็คิดนะคะว่า

( ถ้าเราเกลียดใคร แล้วกลัวเหลือเกินว่าชาติหน้าจะมาเจอกันอีก ในกรณีที่เราทำบุญร่วมกัน )...

ก็เพิ่งเข้าใจนี่แหละค่ะว่า

( การจะเจอคนที่เราเกลียดนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
หรือถ้าเราเป็นคนชอบทำบุญ เราอาจไปแดนนิพพานโน่น
โอะ.....เอาไว้ถ้าลิงเขียวมีเหตุให้ต้องทำบุญกับคนที่ไม่ชอบ
ลิงจะจำคำบอกเล่าของคุณหมอเอาไปใช้ค่ะ


สองสามวันก่อน....ลิงบอกให้พี่ชายไปเบิกเงินมาทำบุญกฐินของหมู่บ้านค่ะ
ลิงไม่ทราบมาก่อนว่า กฐินของหมู่บ้านจะมีขึ้นในวันไหน
แต่อยู่ดีๆลิงก็คิดอยากทำบุญ
พี่ชายรับทราบ.
ลิงโทรไปถามพี่ชายสองครั้งก็ยังไม่ไปถอนเงินเลย
กฐินมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย ที่ผ่านมาค่ะ
แล้วเมื่อคืนนี้ลิงแวะมาอ่านบล็อกก่อน.
พอมาเจอขวัญที่อยากทำบุญแต่มีอารมณ์ขุ่นเคืองนภา
เลยคิดว่า

(ถ้าโทรไปหาพี่ชายแล้วพี่ยังไม่ไปถอนเงินมาร่วมทำบุญ เราจะไม่โกรธ. เราจะไม่ขุ่นเคืองใดๆ ให้พี่ชายเอาเงินไปทำบุญวันหลังก็ได้
ทำบุญวันหลังที่ไม่ใช่วันกฐินก็ได้บุญเหมือนกัน)
(พี่ชายยังไม่ไปถอนเงินค่ะ แต่เขาเอาเงินสำรองออกให้ค่ะ)

โอเค.....ลิงไม่โกรธ

ถ้าลิงไม่มาอ่านเรื่องราวของขวัญ
สาบานได้ว่า....(ลิงบ่น ให้พี่ชายหูชาแน่ๆ)

ลิงคิดได้ว่า เราจะทำบุญนี่นา...จะบ่นเพื่อไร
อย่าเอาอย่างยัยขวัญ ฮี่ๆ

แต่สุดท้ายแล้วขวัญโชคดีที่มีพี่สาวเตือนสติ
ลิงโชคดีที่มียัยขวัญเตือนสตินะคะเนี่ย!!!


โหย....การเห็นคนอื่นเป็นทุกข์เพราะเรา
เรารับรู้ แต่ยังปล่อยให้เขาอมทุกข์
เป็นความตระหนี่ด้วยเหรอเนี่ย

ลิงเคยเป็นนะแบบนี้ แต่แค่จะแกล้งอะ
งั้นก็ไม่ดีน่ะสิ

คือ.....เมื่อก่อนรุ่นพี่ที่ทำงานจะชอบถามเรื่องทิปค่ะ
ลิงเลยแกล้งเอาเงินตัวเองใส่ในกระเป๋ากางเกง
พอนวดเสร็จรุ่นพี่ถาม

ได้ทิปเท่าไร ลิง?
ลิงจะควักแบงก์ห้าร้อยออกมาโชว์....เสมอ

รุ่นพี่.....ก็ได้แต่อิจฉา ไม่รู้มีริษยาด้วยไหม เอิ๊ก

เอาเป็นว่า.....อิจฉาแน่ๆ

แล้วลิงก็สุขใจที่ได้แกล้ง....กร๊าช :)
ทำแบบนี้ตลอดเลยค่ะ......ก็รุ่นพี่จุ้นดีนัก=_=;;;;

ก็อยากจะยุ่งเรื่องทิปของลิงไปทำไมกันเล่า
มันจะเข้าข่ายตระหนี่ได้ไหมคะ?


..ลิงเขียวชอบเรื่องสั้นแนวธรรมะแบบนี้ สนุกดี

อ่อ....ลิงไม่อิจฉาใครในเรื่องตำแหน่งงานเลยค่ะ
เพราะลิงเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
เก่งคนเดียวในตำแหน่งที่ทำ ฮ่าๆ
คือลิงทำงานในร้านอาหารค่ะ มีไม่กี่คนที่ทำงานด้วยกัน
แต่ละคนรับผิดชอบไม่เหมือนกันด้วย...เลยไม่มีใครอิจฉาใคร

แล้วลิงเปลี่ยนงานบ่อย
ส่วนมากลิงจะทำงานคนเดียว. ควบทุกตำแหน่งค่ะ
เลยไม่รู้จะไปอิจฉาใคร
คือลิงทำงานในร้านอาหารมาตลอดและทำงานผับบาร์ด้วยค่ะ
จะทำงานกับเจ้านาย. ทำกันแค่สองคนงี้
โหมด....อิจฉาใครเด่นเกินหน้าเลยไม่มี

แต่เมื่อก่อนลิงอยากทำงานในบริษัทใหญ่ๆๆๆ
พอเห็นผู้คนส่วนมากจะอิจฉาเลื่อยขาเก้าอี้ แทงข้างหลังกันเอง
ลิงเลยออกจะผวา.....

ทำงานในร้านอาหารเล็กๆสบายใจกว่าค่ะ

เอิม....เล็ก แต่เงินเดือนใช้ไม่หมดนะคร้าบบบบบ


เอวัง......นอนแล้วค่า...

ความคิดเห็นที่ 17 BlueHill , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9 BlueHill ทุกอย่างไม่มีอะไรง่ายครับ ยิ่งในเรื่องขัดเกลาตนเอง ตรวจสอบตนเอง คนเรามักโทษปัจจัยภายนอกว่าเป็นเหตุ แท้ที่จริง ใจเราต่างหากที่จะปรุงเป็นอะไร ตามใจปรารถนา
อิทธิบาทสี่ ยังเป็นองค์ธรรม ในการฝ่าฟันเรื่องยากๆได้เสมอ

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห8.กระเรียนป่า ขอบพระคุณครับ
เมื่อไร จะลง นิทานเซน อีกครับ ผมชอบอ่าน มันลุ่มลึกดี

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7.ลิงเขียว คงจะยังลงอีกพักหนึ่งครับ แต่ทุกอย่างมันไม่มีอะไรแน่ อย่างหลวงพ่อชาบอกไว้
รออ่านเมนท์อย่างใจจดจ่ออยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6.Cat@ สติ จำปรารถนาทุกประการ การมีสติที่ระลึกได้ รู้ทันอารมณ์ที่เข้ามา ปัญญาจึงมีเวลาที่จะรับมือ เป็นเช่นนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5.SW19 ขอบคุณครับ เป็น สำนวนงามๆของคุณณัฐรดาครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 10/11/2015 เวลา : 07.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.ณัฐรดา เรามักเข้าใจคำว่าทำบุญในความหมายที่คับแคบ คือการทำบุญที่วัด ซึ่งความจริงคือการทำทานสละตะหนี่ แก่สมณะ เพื่อเกื้อกูลสมณะในเรื่องปัจจัยสี่ จะได้มีเวลาศึกษาธรรมโดยไม่ต้องมาข้องแวะทางโลก เอาธรรมที่แจ้งนั้นมาสั่งสอนฆราวาส
ทาน ศีล ภาวนา เป็นสิ่งที่ต้องอบรมให้มีขึ้นมา ทานที่เป็นการสละตะหนี่ ซึ่งมีมากมาย ที่ละเอียด ดังในเรื่องสั้นนี้ เราจึงต้องมีสติ เครื่องเตือนใจ รู้อะไรที่เป็นกุศล อะไรที่เป็นอกุศล อะไรควรละ อะไรควรเจริญ ดังนี้ จึงได้ชื่อว่า ทำบุญที่กว้างขวางออกไปจาก ความหมายของการทำบุญที่คับแคบ

ความคิดเห็นที่ 11 ลิงเขียว , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 23.46 น.

หามุมสงบ.พักเรื่องการเมืองใว้ก่อน.....

เข้ามาอ่านเรื่องนี้เเล้วทำให้นึกถึงเพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันที่ทำงานร่วมกันขณะนี้

เธอไม่ได้เรียนมาทางด้านพยาบาลมา เลยทำงานได้ในตำเเหน่งเจ้าหน้าที่พยาบาล ส่วนรัตติยาเรียนมาจากเมืองไทยเทียบวุฒิที่เยอรมนีได้ตำเเหน่งผู้ช่วยพยาบาล (ที่เยอรมนีเรียนเเค่ 1 ปีก็ได้วุฒินี้)

สามีเธอเเละสามีรัตติยารู้จักกันดี สามีรัตติยาทำงานในหน้าที่ที่สูงกว่าสามีเธอ.....เธอทำงานกับศูนย์การพยาบาลมาก่อนรัตติยา เเละเธอก็ไมทราบมาก่อนว่ารัตติยาทำงานทางด้านสายการพยาบาลมาก่อน
เธอจึงคุยตลอดเรื่องที่เธอทำงานที่ศูนย์พยาบาล จนบางคนเข้าใจว่าเธอเป็นพยาบาล ต่อมารัตติยาก็เข้ามาทำงานในหน่วยงานนี้ ดูเธอตกใจมากรัตติยาไม่ได้พูดอะไร
เเต่ที่ขัดใจมากเธอพยายามที่จะเเสดงให้คนอื่นเห็น(คนที่ไม่ได้ทำงานในหน่วยงานนี้)ว่าเธอรู้ดีไปทุกอย่าง ส่วนรัตติยาไม่รูเรื่องอะไรเธอจะต้องสอนรัตติยาต่อหน้าคนอื่น เธอเป็นคนที่พูดได้ดีมาก เเต่ทำอย่างที่พูดไม่ได้(ข้อนี้สามีรัตติยาพูดเองเเละเตือนรัตติยาใว้อีกอย่างถ้ามีอะไรเช่น ซื้อรถใหม่ อะไรใหม่อย่าไปบอกเขา )
สรุปเจอหน้าเพื่อนร่วมงานคนนี้เเล้วหงุดหงิดค่ะ พยายามทำใจมานานเเล้วว่าถ้าเจอเพื่อนร่วมงานคนนี้เเล้วจะไม่ขุ่นใจ...บางวันทำได้บางวันทำไม่ได้ค่ะ......

ความคิดเห็นที่ 10 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 18.57 น.

"ทุกปัญหาอุปสรรคที่เราต้องเจอะเจอ จึงเป็นแบบฝึกหัดชีวิต ให้เราพัฒนาตนเอง ให้ดียิ่งขึ้น นี่จึงเป็นกรรมใหม่ ในความหมายพุทธศาสนา ไม่ใช่การไปทำพิธีแก้กรรม ตามที่เป็นอยู่ในสังคมที่เราเห็นได้มากมายนี้
การพัฒนาตนเองจาก พาลปุถุชน มาเป็น ปุถุชน จนมาเป็น กัลยาณปุถุชน และก้าวถึง อริยชน นี่จึงเป็นเป้าหมายของการเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และควรต้องฝึก"


ความคิดเห็นที่ 9 ลิงเขียว , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เมื่อพิจารณาจากสิ่งยั่วยวนใจในสังคมขณะนี้
การเป็น"ปุถุชน" ยังแทบลำบากเลยนะครับ
สงสัยต้องฝึกฝนมากๆ

ความคิดเห็นที่ 8 ลิงเขียว , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
กระเรียนป่า วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krareinpa

พิสูจน์ได้ชัดจากเรื่องสั้นนี้ว่า. คนเราถ้ามีพรหมวิหารสี่แล้วชีวิตจะเป็นสุข. ชื่นชมเรื่องสั้นนี้ที่ยกตัวอย่างได้เป็นจริง. ขอบคุณที่แบ่งปัน เป็นธรรมะที่เข้าใจง่าย เป็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 07.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

คือทุกวันอาทิตย์จะรอเรื่องสั้น
วันนี้เปิดหน้าแรกเข้ามาในตอนเก้าโมงที่นี่ บ้านเราก็สี่โมงเย็น
ลิงเขียวไม่เห็นเรื่องสั้นในหน้าหนึ่ง.....เลยคิดว่า

คุณหมอไม่อัพเรื่องสั้น

เข้ามาสองสามรอบก็ยังไม่มี

แล้วลิงก็มีงานจากห้าโมงเย็นจนถึงสามทุ่มค่ะ. ไม่มีเวลาเข้ามาอ่าน
ตอนนี้อ่านจบแล้วค่ะ

แต่ว่าตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว....ลิงเขียวจะสวดมนต์..มาธิจ้า

เลยจะบอกว่า

(.พรุ่งนี้ลิงจะมาแปะเม้นต์นะคะ...มันโดนใจลิงอีกแล้วอะ)

ถ้าลิงเม้นต์ตอนนี้คงอีกนานเลยค่ะ....

เพราะคุยสั้นๆไม่เป็น อิอิ:)

ที่ลิงมาอ่านดึกเพราะไปไล่อ่านเม้นต์ที่บล็อกคุณSW19 อะจ้า
คุณณัฐรดาก็ไปอ่านด้วย...ลิงเห็น.

บ๊ายบายค่า^^

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Cat@ วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

คน เรา มีหลากหลายอารมรณ์ แต่ สำคัญ สติ ให้รู้ทัน
รู้ผิด รู้ถูก รู้อภัย รู้ทัน กิเลส

สาธุ กับ เรืองดีๆ

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 06.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

“การมีคู่คิด คู่เคียงน่ะ ไม่ดีกว่าการมีคู่แข่งหรอกหรือจ๊ะ”

ชอบจัง คุณหมอเปรียบเทียบได้งดงาม

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 09/11/2015 เวลา : 05.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

บุญ มีหลายความหมาย เช่น เครื่องชำระบาป ทางไปสู่สุคติ (ความหมายหนึ่งของบาปคือทางไปสู่ทุคติ) ความสุข เป็นต้น

เพียงรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้ใจหมองไป พยายามประคองใจให้ผ่องใสโดยการตามเห็นด้วยความเป็นกลาง ก็คือได้ชำระบาป ทำทางสู่สุคติให้ตน ก็สุขใจในปัจจุบันเพราะการกระทำที่ได้ชื่อว่าบุญแล้วนะคะ

ไม่ต้องถามหาผลภายหน้าเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , redribbons07 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 08/11/2015 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1-2redribbons07 อนุโมทนาด้วย ที่ได้ขัดเกลาความขุ่นข้องหมองใจนี้

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
redribbons07 วันที่ : 08/11/2015 เวลา : 07.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

***แทบจะไม่เคยมีอารมณ์เสียอีกเลย***





ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
redribbons07 วันที่ : 08/11/2015 เวลา : 07.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

แวะมาอ่านค่ะ


ขอบคุณเรื่องราวประกอบธรรมะยามเช้า


...................................................................

สมัยเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว เวลาตื่น มาทำอาหาร

ใส่บาตรยามเช้าเคยดุและบ่น ผู้ช่วยทีทำงาน

ไม่ถูกใจ ตอนหลังมาทราบว่า การทำบุญทุกครั้ง

ต้องทำให้จิตใจเราเองดีเสียก่อน การอารมณ์เสีย

จะทำให้ไม่ได้รับผลบุญตามทีทำ

ก็เลยกลายเป็นคนที่เปลี่ยนไป แทบจะเคยมีอารมณ์

เสียอีกเลย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำบุญต้อง

ทำจิตใจของเราให้ดีสะอาดและดีก่อนเสมอค่ะ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน