*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233282
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1731 , 03:43:58 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน กระเรียนป่า , BlueHill และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

สนิมใจ

โดย สมตา

พนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ผมนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่างรู้ดีว่า กว่าผมจะปรากฏกายในบริษัทก็ใกล้เวลาสิบนาฬิกา แต่ที่เขาไม่รู้คือ ก่อนหน้าเวลานั้น ผมใช้เวลาทำอะไรอยู่ที่บ้าน ทำไมผมจึงไปเริ่มงานในแต่ละวันในเวลาสายขนาดนั้นทั้งๆที่บ้านกับที่ทำงานห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยก้าวก็ถึง

สิ่งที่เอาเวลาช่วงเช้าของผมไปมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือฝูงนกที่มักมาชุมนุมอยู่ตามกิ่งต้นละมุดสีดา กับอีกอย่างคือเจ้าวายร้ายสองตัว ที่ถ้าวันไหนผมไม่เป็นเพื่อนอาบน้ำด้วย วายร้ายตัวแรกที่ผมอุ้มโยนมาจะครบหกปีในเดือนหน้าก็จะชวนอีกตัวที่อ่อนกว่าแค่ปีเดียวเปิดคอนเสิร์ตกันลั่นบ้าน แล้ววันนั้น เรื่องกินข้าว เรื่องแต่งตัวไปโรงเรียน ที่ปกติไม่เคยมีปัญหา ก็จะกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่

ผมไม่เคยรำคาญที่ต้องอาบน้ำกับลูกชายทั้งสอง ตรงข้าม กลับมีความสุขที่ลูกให้ความสำคัญต่อตัวผมมาก และคงมีความสุขสมบูรณ์มากกว่านี้ ถ้ามีลูกสาวอีกสักคนมาออดมาอ้อน นี่ถ้าผมมีลูกสาว ลูกสาวผมคงเป็นเด็กที่หน้าตาดีเพราะแสงสุรีย์ ภรรยาของผมนั้นเป็นคนสวย โชคดีอะไรอย่างนี้ที่ผมได้เธอมาเป็นคู่ชีวิต เพราะเธอช่างงดงามทั้งกายและใจ จนบางที ผมอดคิดไปไม่ได้ว่า เธอคือนางฟ้า ส่วนผมก็เป็นผู้มีความสุขราวกับเทวดาที่อยู่ในบ้านอันเป็นราววิมานบนดิน

เวลาเช้า วิมานของผมยิ่งน่าเพลิดเพลินด้วยเสียงขับขานของฝูงนก เสียงจิ๊บจิ๊บจ๊าบจ๊าบชวนให้ผมเปิดประตูระเบียงห้องนอนออกไปหาได้เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์พร้อมๆกับที่ยืดเส้นยืดสายด้วยการบิดตัวไปมา และไม่วายวาดสายตาไปที่โคนเสาไฟฟ้าต้นเยื้องประตูบ้านอย่างที่เคยทำ

วิมานของผมดูขัดตาอยู่หน่อยก็เพราะที่ตรงโคนเสานั้น ตรงที่มีถังขยะสำหรับรับมูลฝอยจากบ้านเรือนละแวกนี้ตั้งอยู่สองใบ เวลาผมออกมายืนตรงระเบียงนี้ทีไร ผมก็นึกหวัง อยากให้เทศบาลมาย้ายพวกมันไปให้พ้นโคนเสาไฟต้นนั้น วิมานของผมจะได้ไม่ดูน่าระคายตาด้วยมูลฝอยบนโลกมนุษย์

แต่วันนี้ ผมมองที่ตรงนั้นอย่างหมดหวัง เพราะไม่ว่าผมจะหวังมานานแค่ไหน ถึงขยะสองใบนั้นก็ไม่เคยถูกย้ายที่เลย

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินวนไปวนมาแถวๆถังทั้งสองอยู่สักพักตอนที่ผมเปิดประตูห้องนอนออกมา ผมคงไม่นึกสงสัยมากไปกว่านึกว่า เธอคงมาหาใครแถวๆนี้ ถ้ารอบสุดท้าย เธอไม่วางห่อผ้าสีชมพูที่อุ้มมาด้วย วางไว้ที่โคนเสาไฟแล้วร้อนรนเดินจากไป คล้อยหลังเธอได้ไม่นาน ห่อผ้าที่เธอวางทิ้งไว้ ดูเหมือนจะขยับไหวไปมา ด้วยความอยากรู้ ผมรีบกลับเข้าไปยังห้องนอน หยิบกุญแจบ้านได้ ก็รีบไปไขเปิดประตูแล้วเดินไปดูทันที เสียงร้องของลูกมนุษย์ ลอดห่อผ้าออกมาเข้าหูก่อนที่ผมจะเดินไปถึงที่มาของเสียงเสียอีก

อะไรกันนี่ ผู้หญิงคนนั้นเอาเด็กมาทิ้งกองขยะ

 

ผมแกะห่อผ้าออกดู เด็กจริงๆ เด็กผู้หญิงเสียด้วย ตัวเล็กๆแดงๆอย่างนี้น่าเกิดได้ไม่นาน หน้าตายายหนูย่นยู่เพราะการตะเบ็งเสียง

น่ารักจริงๆ ยิ่งแขนขาแกแกว่งไหวไปมากระทบลมหนาวยิ่งน่ารักใหญ่ แกคงหนาวมากเลยแผดเสียงร้องเท่าที่มนุษย์ตัวเล็กเท่านี้จะทำได้ ผมรีบห่อตัวแกด้วยผ้าเหมือนเดิมก่อนจะรีบอุ้มขึ้นแนบอกเพื่อให้ความอบอุ่น

“โอ๋ โอ๋ อย่าร้องนะ แม่หนูไม่เลี้ยงก็ไม่เป็นไร มาเป็นลูกพ่อก็แล้วกัน”

ผมบอกกับเด็กน้อยเบาๆขณะที่อุ้มแกเข้าบ้าน

ผมรีบอุ้มลูกสาวไปหาแสงสุรีย์ที่กำลังปรุงอาหารเช้าและบอกเธอว่า บ้านเราจะมีนางฟ้าอีกองค์หนึ่งแล้ว แสงสุรีย์ดูจะตื่นเต้นมาก เธอขออุ้มลูกบ้าง ผมจึงค่อยๆปล่อยร่างเด็กน้อยเข้าสู่อ้อมแขนอุ่น

“ใครไม่รู้เอามาทิ้งไว้หน้าบ้าน น่าสงสารนะ เราเลี้ยงไว้ก็แล้วกัน อยากได้ลูกสาวอยู่แล้วนี่”

ผมบอกเธอด้วยความปีติ

“โถ”

แสงสุรีย์พินิจหน้าหนูน้อย

“หน้าตาน่าเอ็นดูออกอย่างนี้ แม่หนูทิ้งหนูลงได้ยังไง”

เธอพูดขณะเขย่าแขนตัวเองไปมาเป็นการปลอบ

“โอ๋ ไม่ร้องนะค้า”

ก่อนจะเงยหน้าขึ้น

“ลูกใครกันนี่ ไม่ใช่ลูกเมียน้อยคุณนะ”

และถามอย่างล้อเลียน

ผมจับแก้มเธอเขย่าเบาๆ

“ผมมีนางฟ้าอยู่ที่นี่แล้ว จะไปหามนุษย์ธรรมดาที่ไหนอีกทำไมกัน”

เสียงร้องของหนูน้อย ปลุกเจ้าวายร้ายสองตัวให้ตื่นมาวุ่นวาย ตะเกียกตะกายอยู่รอบๆตัวแม่จนผมต้องร้องปรามด้วยกลัวว่าแสงสุรีย์จะถูกลูกๆพัวพันจนสะดุดขาตัวเองล้ม

“ก็อ้นจะอุ้มมั่งนี่”

เจ้าตัวโตพูดหน้าหงิก

“อั้มก็จะอุ้มน้องด้วย”

“ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ ปล่อยแขนแม่ค่ะ เดี๋ยวน้องตก”

แสงสุรีย์เองก็ต้องหมุนตัวหลีกลูกไปร้องห้ามไป

ผมมองภาพการพัวพันของแม่ลูกด้วยความปลื้มใจ จนอดพูดไม่ได้

“ต่อไปนี้เราจะมีลูกสามคนนะ เราจะเลี้ยงเขาให้ดี โตขึ้นจะได้ช่วยกันแบ่งเบางานที่บริษัท”

แสงสุรีย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรได้

“สุไปมินิมาร์ทตรงปากซอยแป๊บนึงค่ะ ไปหาของใช้สำหรับเด็กอ่อน ลืมไปเลยค่ะ ป่านนี้คงหิวแย่แล้ว”

เธอรีบส่งเด็กน้อยลงสู่อ้อมแขนผมที่ยื่นออกรับ แล้วก็ผลุนผลันขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและหยิบประเป๋าสตางค์ เมื่อหายไปชั่วครู่ก็กลับมาพร้อมของใช้ต่างๆสำหรับเด็กสองถุงใหญ่ หลังจากที่ล้างและอุ่นขวดนมเรียบร้อยแล้ว เธอก็ผสมนมป้อนให้หนูน้อยทันที เสียงดูดจุกยางซิลิโคนดังจ๊วบจ๊าบ เป็นราวเสียงสวรรค์สำหรับผม

โชคดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ เจ้าสองตัวไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่งั้นต้องมีเรื่องวุ่นอีกแน่ๆ

พอเด็กแสดงอาการว่าอิ่ม แสงสุรีย์ก็ก็จับหนูน้อยพาดบ่าและลูบหลังเล็กๆนั้นเบาๆ จนมีเสียงเรอดังเอิ๊กออกมาแล้วนั่นแหละ จึงวางร่างในอ้อมแขนลงบนเบาะรองนอนอันเก่าของอั้มที่ผมไปค้นมาตอนที่เธอกำลังป้อนนม

ไม่ช้า หนูน้อยคนใหม่ของบ้านก็หลับ เมื่อกล่อมลูกจนหลับ แสงสุรีย์ก็รีบไปซักผ้าอ้อมและเสื้อผ้าเด็กที่เพิ่งซื้อมาเพราะกลัวว่าจะแห้งไม่ทันใช้

วันนี้ลูกชายทั้งสองของผมเงียบเชียบอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ละคนนอนพังพาบข้างเบาะน้อง มือก็เขี่ยบ้าง จิ้มบ้าง ไปตามร่างกายน้อยๆ ผมเลยต้องคอยร้องปรามเพราะกลัวว่าเดี๋ยวลูกสาวจะตื่นขึ้นมาแผดเสียง

“ติ๊งต่อง”

เสียงกริ่งจากบริเวณประตูรั้วหน้าบ้านดังขึ้น พอชะเง้อหน้ามองผ่านช่องหน้าต่างก็เห็นว่าผู้ที่ยืนกดกริ่งอยู่คือลุงเพิ่ม ชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ขับรถพาแม่ยายผมไปไหนต่อไหนก็รู้ว่าผู้มาเป็นใคร ผมก็รีบไปเปิดระตูให้และพาแม่ยายเข้ามาในห้องรับแขกที่ลูกๆกำลังนอนกระจัดกระจายกันอยู่ตามพื้น

ลุงเพิ่มไม่ได้ตามเข้ามา แต่เดินดูต้นไม้เล็กๆรอบบ้านผมเป็นการฆ่าเวลา

“สวัสดีคุณยายหรือยังลูก”

ผมร้องทัก เพราะกลัวแม่ยายผมจะว่าเอาได้ ว่าสอนลูกยังไง ปล่อยให้เด็กมือไม้แข็ง

“จ้า บุญรักษานะลูก”

แม่ยายผมรับไหว้หลานๆ

“เอ้า แล้วนี่เด็กที่ไหน”

ก่อนนะหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

“ผมเก็บมาจากกองขยะครับ เมื่อเช้ามีคนเอามาทิ้งไว้หน้าบ้าน เด็กผู้หญิงครับแม่”

แม่ยายผมใช้สายตาพินิจเด็กน้อยบนเบาะอย่างจริงๆจังๆจนหัวคิ้วย่น

“แล้วไปแจ้งความ แจ้งสถานสงเคราะห์แล้วหรือยังล่ะ”

สักพัก จึงเงยหน้าขึ้นมาถาม

“ยังครับ ผมตั้งใจว่าจะเลี้ยงไว้เอง เมตตาเด็กมันน่ะครับ”

“เอาไว้ทำไม หาเรื่องเปล่าๆ ไม่กลัวแม่เขามาเอาคืนเหรอ”

ผมเริ่มไม่สบายใจกับเสียงเข้มๆ

“คงไม่หรอกครับ เขาวางลูกแล้วก็ไม่หันกลับมาดูเลย อากาศหนาวอย่างนี้ ดีไม่ดีเค้าอาจจะคิดว่าเด็กตายไปแล้วก็ได้”

“ยิ่งแย่ใหญ่ แม่เค้าใจร้าย ไม่กลัวว่าอีกหน่อยเค้าจะร้ายเหมือนแม่หรือ”

 

 “อ้าว แม่”

แสงสุรีย์โผล่มาทักทาย

มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ เหมาะเลยค่ะ ณพเค้าคงอยากอวดลูกสาวอยู่พอดี”

“พาอั้มกับอ้นไปเล่นหลังบ้านก่อนไป”

ผมรีบบอกภรรยาให้พาลูกๆหลบไป เพราะคิดว่าเรื่องที่เด็กๆไม่ควรรับรู้น่าจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แสงสุรีย์หน้าเสีย รีบจูงลูกออกไปโดยเร็ว พอคล้อยหลังเธอ ผมจึงพูดต่อ

“ไม่หรอกครับแม่ เด็กจะเป็นยังไงอยู่ที่การดูแลมากกว่า”

“ก็ไม่แน่นักหรอก”

แม่ยายผมรีบบอก

ผมชักขัดใจจึงนิ่งเงียบ นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม การที่ผมจะตัดสินใจอย่างไร ก็เป็นเรื่องของผมที่เป็นหัวหน้าครอบครัว

“กะจะเลี้ยงอย่างลูกในไส้เลยรึ”

แม่ยายผมถามขึ้นหลังจากที่เห็นผมเงียบไปนาน

“ครับ ตั้งใจจะส่งให้เรียนดีๆ จบมาจะได้ช่วยงานในบริษัท”

“หมายความว่าอีกหน่อยจะให้มามีตำแหน่ง มีหุ้นในบริษัทด้วยใช่มั้ย”

“แม่ครับ เรื่องมันไกลเกินไปแล้วมังครับ”

ผมค้าน

“อรรณพ คิดดูดีๆนะลูก ถ้าอีกหน่อยลูกให้เค้ามาช่วยงานในบริษัท ก็ต้องมีตำแหน่งให้เค้า ณพเป็นเจ้าของบริษัท ก็ต้องให้ลูกทำงานตำแหน่งดีๆ เค้าเป็นผู้หญิง วันนึงก็ต้องแต่งงาน ทีนี้ เราก็ต้องให้ทุนเค้าไปตั้งตัว หรือไม่ ก็ต้องให้สามีเค้ามามีส่วนในบริษัทเรา  เงินทองน่ะ   ณพกับสุช่วยกันหามา ลำบากขนาดไหนกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ แล้วเรื่องอะไรอยู่ๆจะให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเบียดบังของของเราไปล่ะ ดีไม่ดี เกิดสามีเค้าเกเร เราไม่แย่ใหญ่รึ”

 “แม่อย่าคิดมากซีครับ เด็กผู้หญิงคนเดียว คงไม่สร้างปัญหาอะไรมากมายขนาดนั้น”

ผมเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปกติที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตครอบครัวในภายหน้า

“แม่คงไม่คิดอย่างนั้นไม่ได้    อั้มกับอ้นน่ะหลานแม่   สุก็ลูกแม่ เกิดอีกหน่อยต้องตกกระป๋องเพราะเด็กจากกองขยะคนนี้ จะให้แม่ตายตาหลับได้ยังไง”

“แม่คร๊าบ”

ผมลากเสียงเพราะรู้สึกว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

“อั้มกับอ้นนั่นก็ลูกผมเหมือนกันนะครับ ผมจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นได้ยังไง ”

 “ว่าได้รึ”

แม่ยายผมแย้ง

“เด็กผู้หญิงน่ะออเซาะเก่งจะตาย อีกหน่อยณพอาจจะรัก “ลูกสาว” มากกว่าลูกชายก็ได้”

ขณะปรายตามามองหนูน้อยบนเบาะ ผมรู้สึกว่าเธอจะเน้นคำว่าลูกสาวมากอย่างผิดปกติ

ผมส่ายศีรษะด้วยไม่คิดว่า การที่ผมจะรับเลี้ยงเด็กหญิงเพิ่มอีกสักคน จะมีปัญหามากมาย นี่ขนาดเพิ่งเริ่มต้น ยังทำให้ผมอ่อนใจได้ขนาดนี้ ถ้าผมเดินหน้าต่อไป จะไม่ยิ่งยุ่งไปกว่านี้อีกหรอกหรือ

“เชื่อแม่เถอะณพ เอาไปส่งให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเสีย แค่นี้ก็ได้บุญแล้ว เพราะถึงแม้เค้าจะอยู่ในสถานเลี้ยงเด็ก แต่อย่างน้อย เค้าก็มีชีวิตรอด ไม่นอนตายอยู่ข้างกองขยะ แล้วเราเองก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจภายหลังอีกด้วย”

นั่นน่ะซี ผมว่าผมได้เดือดร้อนจริงๆแน่ๆเพราะลองเธอไม่เห็นด้วย อีกหน่อย เธอคงได้มาบ้านผมบ่อยๆ มาดูความเรียบร้อยของครอบครัวผมตามสภาพที่เธออยากเห็น  แล้วคงมาพูดอะไรๆที่ชวนให้แสงสุรีย์คิด แล้ววันหนึ่ง ภรรยาผมก็อาจลุกขึ้นมาคิดมากเอาจริงๆก็ได้

นางฟ้าก็นางฟ้าเถอะ ยังไงนางฟ้าก็ยังมีใจ แม้ใจเธอพร้อมจะให้ความรัก แต่ใจนางจะไม่จางรัก ไม่หวั่นไหวเชียวหรือ

“ณพเลี้ยงเอาไว้ อีกหน่อยเกิดมีปัญหาขึ้นมา ณพจะเอาเค้าไปทิ้งที่ไหนได้ เด็กได้ชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเราแล้ว เป็นคนของเราแล้ว ก็ต้องทนกล้ำกลืนรับ เผลอทำเรื่องเสียหายขึ้นมา เราก็ต้องพลอยเสียหายไปด้วยทั้งๆที่ทีจริง เค้าไม่ใช่คนของเราสักหน่อย”

 

 “แม่ คงไม่เป็นอย่างนั้นไปหมดหรอกครับ ดูแต่เจ้าประชาเพื่อนผมสิ เจ้านั่นก็เป็นลูกบุญธรรมของพ่อแม่เค้า คุณลุงคุณป้ายังภูมิใจที่ตัดสินใจรับมันไว้เป็นลูก ไม่งั้นชีวิตท่านอาจไม่รุ่งเรืองถึงขนาดนี้ก็ได้”

ผมพยายามโน้มใจแม่ยายให้นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งของผม เพื่อนผมคนนี้คงไม่มีชีวิตรอด หากในวันที่สองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่กำลังจะอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาประเทศไทยบังเอิญได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่ข้างทาง ฝ่ายภรรยาตัดสินใจอุ้มเด็กน้อยขึ้นเรือไปพร้อมตน ทั้งสามชีวิตเดินทางไปตั้งต้นชีวิตใหม่บนแผ่นดินที่ยังไม่เคยไป และเพราะการเลี้ยงดูของบุคคลทั้งสอง เพื่อนผมจึงเพียบพร้อมด้วยความอดทน ความกตัญญู

ประชาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นเด็กส่งของในบริษัทค้าเหล็ก จนวันหนึ่ง ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านขายเหล็ก แล้วจากร้านเล็กๆในวันนั้นก็ค่อยๆขยับขยายจนในที่สุด กลายเป็นตึกขนาดสี่คูหาอย่างทุกวันนี้

“เอาเถอะ เอาเถอะ คนเราไม่เหมือนกัน คิดดูดีๆเถอะ คิดให้ไกล”

แปลกแฮะ แม่แกก็รู้ ว่าคนเราไม่เหมือนกัน แล้วทำไมลูกสาวคนใหม่ของผมจะต้องเหมือนกับที่เธอพยายามอยากให้ผมเห็นว่าเหมือน ด้วย

“ผมว่า อยู่ที่การเลี้ยงดู กับวาสนาเดิมของเด็กมากกว่าครับ”

แถมลูกสาวของเธอที่เป็นภรรยาผม นิสัยก็ต่างจากเธอจนแทบจะหาความเหมือนไม่เจอ

เธอสาธยายอะไรต่อมิอะไรอีกมามาย ผมไม่ได้ใส่ใจฟังเพราะมัวแต่คิดไปไกลตามที่เธอบอก ไกลไปขนาดที่ว่า หากเธอมาเยี่ยมผมบ่อยๆ วิมานของผมดีไม่ดีจะกลายเป็นนรกบนดินไปจนได้

ที่สุด ผมก็ตัดสินใจ

“ก็ได้ครับแม่ ถ้ามีปัญหามากนัก ผมก็คงไม่อยากรับเค้าเอาไว้”

จริงอย่างเธอพูด ถึงจะต้องไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ อย่างน้อย เด็กคนนี้ก็ยังมีชีวิตรอด แล้วผมก็ไม่ต้องเดือดร้อนทีหลัง

“ดีจ๊ะ”

ตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในบ้าน ผมเพิ่งได้เห็นรอยยิ้มเป็นครั้งแรกก็คราวนี้

“ที่จริง แม่ก็ว่างๆ จะให้แม่จัดการให้ก็ได้นะ เผื่อวันหยุดทั้งที ณพจะอยากมีเวลากับลูกๆที่บ้าน”

เธอรีบเสนอตัว คงกลัวผมจะเปลี่ยนใจมากกว่าเจตนาอื่น

ก็ดี ให้ทำเสียเอง จะได้แน่ใจว่าไม่มีอะไรให้ต้องหวั่นระแวงอีกจนมารบกวนผมอีก

ผมลุกไปเรียกแสงสุรีย์ออกมาจากหลังบ้าน สีหน้าภรรยาผมดูเหมือนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมด เธออุ้มเด็กทั้งเบาะอย่างระมัดระวัง มองดูเด็กน้อยที่ยังหลับอยู่ในอ้อมแขนสักครู่ ก็ค่อยๆปล่อยเบาะนั้นสู่อ้อมแขนของผู้เป็นแม่ที่รอรับอยู่

“เอาเบาะรองนอนไปด้วยเถอะค่ะแม่ ที่นี่คงไม่มีใครใช้แล้ว”

เสียงเธอเบาจนผมอดไม่ได้ที่ต้องโอบไหล่ปลอบใจ

“ก็ดีเหมือนกัน แม่จะได้ไม่ต้องอุ้มตลอดทาง งั้นแม่ไปก่อนนะ”

เธอค่อยๆลุกขึ้น แสงสุรีย์รีบไปประคองแม่ให้ลุกขึ้นยืน

“อ้อ แล้วเสื้อผ้า ขวดนม อะไรต่อมิอะไรที่ซื้อมาแล้วน่ะ ก็เอาไปด้วยก็แล้วกัน ยังไงเสีย ทางนี้ก็ไม่ได้ใช้อีกเหมือนกัน”

หญิงสูงวัยพูดอย่างหวังดีต่อเด็ก แสงสุรีย์จึงรีบไปเก็บผ้าที่ตากอยู่บนราวและของใช้ต่างๆมารวมใส่ถุงไว้ แม่ยายผมเรียกลุงเพิ่มมารับของไปใส่รถ แสงสุรีย์จึงส่งถุงทั้งหมดให้ชายวัยกลางคน

ผมแทบจะลืมหายใจในขณะที่ถุงใส่ของถูกเปลี่ยนมือ แม่ยายผมรู้ได้ยังไงว่ามีการซื้อของใช้สำหรับเด็ก ในเมื่อตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในบ้านผม ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะรู้เรื่องเหล่านี้และความไม่ปกติในบ้านผมจากที่เราคุยกันอยู่ นอกจาก เธอจะรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน

นอกเสียจาก เธอจะรู้เรื่องจากนางฟ้าของผม

“ลูกใครกันนี่ ไม่ใช่ลูกเมียน้อยณพนะ”

เสียงที่ดับไปแล้วพลันปรากฏ ให้ได้ยินในหัว

อนิจจา

“นางฟ้าเหรอ”

ผมถามตัวเองในใจอย่างไยไพ

แล้วผมก็รู้สึกตัวเบา เหมือนเรี่ยวแรงมันค่อยๆไหลออกไปจากปลายเท้าจนแทบยืนไม่อยู่ ผมลากขาไปทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้รับแขก หูผมอื้อจนแทบไม่ได้ยินเสียงแสงสุรีย์ที่บอกว่า ลูกๆกำลังดูการ์ตูนอยู่ในอีกห้อง ให้คอยกันอย่าให้ออกมาหน้าบ้านเพราะอาจจะร้องอาละวาดหากมาเห็นว่าน้องกำลังจะจากไป

ผมพยักหน้าน้อยๆ มองเธอเดินออกไปส่งมารดาด้วยสายตาหดหู่

อันที่จริง ผมควรจะรู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่แม่ยายผมปรากฏตัวขึ้นอย่างถูกเวลาแล้ว เธอเป็นราวนางมาร้ายที่จู่ๆก็ปรากฏกายขึ้นแล้วทำลายความสุขความสมบูรณ์ในชีวิตผม

ลุงเพิ่มนำรถพ้นไปจากตัวบ้านในไม่นานนัก เมื่อแสงสุรีย์ปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้ว เธอจึงกลับเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างๆผม เธอสอดแขนมาโอบรอบตัวผมแล้วพูดช้าๆ

“พรุ่งนี้ เราไปสถานสงเคราะห์ด้วยกันได้นะคะ สุอยากจะเป็นผู้อุปการะเค้า”

แล้วบอกด้วยเสียงที่สั่นเครือ

ผมค่อยๆหันหน้าไปมอง จึงเห็นว่าแววตาเธอดูหมางหมอง หม่นมัว แบบคนไร้หัวใจ

หรือไม่ ก็คนที่หัวใจสลายเพราะรู้ว่าคุณความดีของตนถูกตนทำลาย

“ช่างมีเมตตา”

ผมใช้วาจาเสียดสีเบาๆ   เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอเป็นคนใจดำ ไร้เมตตา และเพราะการไม่มีเมตตาของทั้งเธอและแม่ของเธอทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งกลายเป็นลูกกำพร้า

ไม่รู้เป็นเพราะว่าเธอรู้ความหมายในคำพูดผม หรือเพราะความละอายใจ จึงก้มหน้าลงต่ำ ซบดวงหน้าลงกับต้นแขนผม แล้วผมก็รู้สึกถึงน้ำตาของเธอค่อยๆไหลรินลงมาจนแขนเสื้อผมเปียกชื้น

หยาดน้ำเล็กๆนั้น ผมจึงได้รู้สึกตัว ผมอยู่กับเธอมานานจนพอจะรู้นิสัย เธอไม่ได้เสแสร้งแกล้งร้องไห้

พลัน ผมพลันคิดได้

ผมคิดอย่างนี้ได้ยังไง ผมโยนความผิดทั้งหมดให้หญิงสองคนนี้ได้ยังไง

ผู้หญิงสองคนนี้ ต่างก็รักตน ทำเพื่อตนคนที่ตนรัก เพียงแต่รักตนและพวกตนมากจนไม่อาจเผื่อแผ่ความรักไปให้ใครอื่นได้ ทั้งคู่ไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยเป็นเด็กที่ถูกนำมาทิ้งจริงๆหรือว่าเป็นเด็กที่ผมใช้อุบายนำลูกนอกกฎหมายเข้าบ้าน แม่ยายผมพอทราบเรื่องจากลูกสาวก็คงอาสาจัดการเรื่องราวให้

ถ้าทั้งสองสามารถเผื่อแผ่ความรักไปให้คนอื่นนอกเหนือไปจากคนที่ตนรักและผูกพันได้ ก็คงไม่ทำอย่างนี้ อย่างน้อยก็คงเห็นว่า แม้เด็กจะเป็นลูกเมียน้อยผมจริง เด็กก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกของคนที่พวกเธอรัก เป็นน้องต่างแม่ของลูก และเป็นลูกหลานร่วมตระกูลที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่ช่วยกันดูแล

แต่ผม ....

ผมมองตัวเองแล้ว อยากจะร้องไห้

ทำไมผมช่างปกป้องตัวเองอย่างเลวร้าย

..........

.....

ผมรักแต่ความสุขของตัว หวงแต่ความสุขของตัวเอง ผมยอมให้เรื่องราวจบลงอย่างนี้ ก็เพียงเพราะผมไม่อยากให้ความสุขของผมสูญสลาย ผมยอมตามความประสงค์ของแม่ยายเพียงเพราะไม่อยากให้วิมานของผมพังทลาย ผมยอมให้ชีวิตหนึ่งที่เกือบจะมีบ้าน มีพ่อแม่ มีพี่ กลายเป็นเด็กที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเพียงเพื่อรักษาความสุขของตัวเองเอาไว้เท่านั้น

เพียงเท่านั้นจริงๆ

แล้วก็กลับโยนความผิดทั้งหมดไปให้หญิงทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสูงวัยผู้นั้น ทำให้เธอกลายเป็นผู้รับบาปไว้แทบทั้งหมด ทั้งๆที่ ที่จริง เราสามคนต่างมีส่วนในการร่วมสร้างตราบาปในครั้งนี้

ผมไม่เพียงไม่เห็นสิ่งไม่ดีของตัว แต่กลับเห็นสิ่งนั้น เป็นความชั่วของคนอื่น

สงสารแสงสุรีย์  เธอคงไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือผิด แม้เธอจะไม่แน่ใจว่าเด็กเป็นใคร ไม่กล้าดูแลใกล้ชิด แต่ก็ยังมีเมตตาพอที่จะไม่ดูดายไปเสียทีเดียว ผมเสียอีก ที่พอรู้ว่าจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา ผมก็หมดเมตตาเด็กไปในทันที 

บางที ถ้าผมไมใช่เพราะผมอยากได้ลูกสาวอยู่แล้ว ผมอาจจะตัดสินใจอย่างแสงสุรีย์ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ และเมื่อส่งเด็กไปสถานสงเคราะห์แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะมีความคิดจะตามไปรับผิดชอบเด็กอย่างที่เธอตั้งใจจะทำหรือไม่

นางฟ้าเหรอ

ผมถามตัวเองด้วยหัวใจที่เหน็บหนาว

เธอยังคงเป็นนางฟ้าของผมแม้ในนาทีนี้แม้ใจดีๆจะมีสนิมเกาะกิน

เมื่อเทียบกับท่านที่มีจิตใจดีพร้อมหลายๆแล้ว ทั้งผมทั้งแสงสุรีย์นับว่ายังห่างไกลความเป็นอย่างนั้นนัก

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผม ถ้าเพียงผมเผื่อแผ่ความรักไปให้คนอื่นได้ เหมือนกับที่ผมรักตัวเอง ผมคงยืนยันที่จะรับเลี้ยงเด็กน้อยเอาไว้ ไม่สนใจว่าแม่ยายผมจะมาวุ่นวายกับครอบครัวเรายังไง หากผมทำให้พวกเธอมั่นใจในความเป็นจริงได้ วันหนึ่ง แสงสุรีย์ที่ยังไงก็ยังมีใจดีดุจนางฟ้า ก็คงรักเด็กได้อย่างจริงใจในวันหนึ่ง แล้วพวกเธอก็คงหายหวาดระแวงไปกันเอง

สองแขนผมค่อยๆโอบรอบตัวเมียรักในขณะที่น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆรินไหล

พร้อมๆกับที่เอนศีรษะลงซบกับศีรษะตรงไหล่

แล้วเราสองก็ร่วมกันร้องไห้ 

ร้อง ... ให้กับความเป็นคนมีเมตตา ความมีน้ำใจดี   

ที่ยังมีไม่พอของเราทั้งคู่

...............

ปล. เรื่องสั้นเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเรื่องเดิมชื่อ “นางฟ้า” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารชาวไทยรายสัปดาห์ ปีที่ 1 ฉบับที่48 ประจำวันที่ 16 – 22 ก.พ. 2540 เพื่อให้เป็นเรื่องที่เจาะถึงจิตใจที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ของมนุษย์ ว่าความรักที่คนเรามีต่อกันนั้น ยังอาบเจือไปด้วยสิ่งที่เราเองก็คาดไม่ถึง ตรวจสอบไม่ถึง  เพราะการที่มีตัวเราที่เรามักเข้าข้างตัวเองเข้ามาร่วมพิจารณาในสิ่งนั้น

ความมีอัตตาที่แรงกล้านี้ ทำให้เรามีข้อแก้ต่างที่รู้สึกเป็นเหตุผลที่ดีให้กับตนเองเสมอ  เราจึงสามารถโยนความผิดพลาด ความไม่ดี ให้ผู้อื่นโดยไม่รู้สึกผิด ทำให้บ่อยครั้ง นอกจากเราจะไม่เห็นกิเลสตนเองแล้ว ยังเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเราเป็นคนดีขึ้นมา จากการที่ได้ทำสิ่งดีๆ แต่ความตระหนี่ที่เป็นกิเลสที่ซ่อนเร้นในจิตมนุษย์มันมักมีอำนาจเหนือกว่าเสมอ  บางทีเรา ตระหนี่ที่อยู่บ้าง  ตระหนี่ความรู้บ้าง  ตระหนี่ตระกูลบ้าง  เป็นต้น  ดังเช่นมารดาของแสงสุรีย์ที่ตระหนี่ในหลายๆเรื่อง สิ่งนี้มีอยู่ เกิดอยู่เป็นเรื่องปกติในปุถุชน เพราะสติตามไม่ทัน  เหตุผลของกิเลสมันครอบงำเราได้เร็วกว่า

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจ สามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรกเกิดจากการที่ไม่สมหวัง หรือถูกขัดใจ ในสิ่งที่ตนเองปรารถนา  อันเรียกว่า  โทมนัสอาศัยเรือนหรือเรียกอีกชื่อว่า  เคหสิตโทมนัส  เป็นลักษณะของจิตที่เกิดขึ้นแบบหนึ่ง  อีกประเภทหนึ่งเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจจากการที่รู้ว่าตนยังไม่สามารถหลุดจากกิเลสที่ครอบงำจิตได้ คือรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดีใคร่หาทางหลุดพ้น แต่ยังทำไม่ได้  อันเรียกว่า  โทมนัสไม่อาศัยเรือน  หรือเรียกว่า เนกขัมโทมนัส  ความทุกข์ใจหรือ โทมนัส สองอย่างนี้  เนกขัมโทมนัสย่อมดีกว่า  เคหสิตโทมนัส  เพราะทุกข์จากการที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ย่อมดีกว่า ทุกข์เพราะกิเลสไม่ได้รับการตอบสนอง

อย่างไรก็ดี เมื่อจิตรู้ว่าตนมีกิเลสอะไรแล้ว ต้องมีการปฏิบัติในขั้นต่อไป คือ ไม่ยอมรับ พยายามละ พยายามทำให้เบาบางลงเรื่อยๆ นี่จึงเป็นการขัดเกลาและพัฒนาจิตใจตนเองให้สูงขึ้นตามลำดับ 

ดังตัวอย่างของเรื่องสั้นเรื่องนี้  ในช่วงแรกตัวเอกของเรื่อง ทุกข์เพราะถูกขัดใจ วิตกกังวลว่าจะมีปัญหาวุ่นวายภายหลัง จึงตัดสินเอาตัวรอด แต่ต่อมา ทุกข์เพราะเห็นความ ไม่ดีของความคิดตนเอง ที่โยนความผิดใส่ผู้อื่น หากเขาอยากแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีนั้น ความสงบสุขอย่างแท้จริงก็รออยู่ข้างหน้า

ชีวิตคนเราก็มักประสบสภาวะดังเช่นตัวเอกของเรื่องประสบบ่อยๆ เพียงแต่เราไม่ได้หยิบขึ้นมาพิจารณาเพื่อหาสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลและทางออกจากมันเท่านั้น และโดยมากเรามักปล่อยไปตามความเคยชิน  เนื่องจากคนเราทุกคนย่อมปกป้องตนเองเสมอ

เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 08/12/2015 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3 rattiya ผู้เป็นบุตรคงทำหน้าที่ต่อบิดามารดา ตามสิ่งที่ควรที่เป็น ด้วยความรักความกตัญญู กตเวที
อย่าได้เก็บเอาสิ่งที่บั่นทอนจิตใจว่าท่านรักมากรักน้อย กว่าพี่น้องคนนั้นคนนี้ มาเปรียบเทียบให้จิตใจเศร้าหมองเปล่าๆ
พ่อแม่หลายคนที่แสดงออกทางกายทางวาจา อาจไม่ตรงตามสภาวะจิตใจก็เป็นได้
เพราะบางครั้งการที่ท่านไม่ใคร่ใส่ใจเรามากเท่ากับน้อง อาจเนื่องมาจากท่านเห็นว่าเราเข้มแข็งเอาตัวรอดได้ดีกว่าน้อง จึงไม่ต้องดูแลมาก ในขณะที่จิตใจเรากลับเรียกร้องความรักความเอาใจใส่ แต่เมื่อไม่ได้รับดังใจต้องการ การเปรียบเทียบย่อมเกิดขึ้น
คนเราเป็นเช่นนี้เอง ทุกครอบครัวเหมือนกันหมดครับ ถ้ามีลูกมากกว่าหนึ่งก็จะพบปัญหาทำนองนี้คล้ายๆกัน
ปีนี้กลับมาเมืองไทยหรือยังครับ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 07/12/2015 เวลา : 19.19 น.

อ่านเรื่องนี้เเล้วทำให้นึกถึงตัวเอง เรื่่องพ่อรักลูกสาวมากกว่าลูกชาย
รัตติยาเป็นลูกสาวคนที่3 ที่สนิทกับพ่อมาก(พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตั้งเเต่รัตติยาอายุประมาณ 20 ปียังเรียนไม่จบ เเม่เสียชีวิตไปประมาณ 4 ปีที่เเล้ว) พ่อเเม่รัตติยามีปัญหาทะเลาะกันเพราะพ่อมีเมีย ตั้งเเต่รัตติยาอายุไม่ถึง สิปปี เเละมีลูกกับเมียน้อย 2 คน(เเต่พ่อเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่เเสดงอำนาจกับเเม่จนลูกน้องของพ่่อเอามาพูดว่าที่ทำงานพ่อจะดุมาก เเต่ที่บ้านจะเป็นคนอีกคนหนึ่ง)
เพราะพ่อคุยกับเเม่ได้้ไม่นานก็จะต้องทะเลาะกัน เวลาพ่อมีปัญหาอะไรจะมาคุยกับรัตติยาตลอด จนญาติพี่น้องพูดกันติดปากเลยว่า รัตติยาเป็นลูกรักของพ่อคนเดียวในจำนวนลูก ทั้ง 7 คน ซึ่งมีผลต่อความสัมพันธ์ของรัตติยากับเเม่ บางครั้งเเม่พูดประชดออกมาเลยว่า "เเม่ไม่ไปพูดกับพ่อเเกหรอก ก็ให้คนที่เป็นลูกรักไปพูดเเทนซิ" บอกตามตรงตอนเป็นเด็กลำบากใจมากกับเเม่ จนกระทั้งโตขึ้นมารัตติยาจะไม่สนิทกับเเม่นัก ประจวบกับเเม่จะรักลูกชายมากกว่าลูกสาว (อันนี้ไม่ได้คิดเองญาติพี่น้องมาพูดกับเเม่ว่ารักลูกลำเอียงรักเเต่ลูกชาย) ตอนที่เเม่เสียชีวิต รัตติยาอยู่ที่ต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นสนิมใจของรัตติยาเช่นกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 07/12/2015 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.chailasalle คงถูกส่วนหนึ่งครับ แต่หลักการเรื่องกรรมของศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนา เชน ตรงที่ เชนยอมสยบกรรมเก่า รับผลของกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ แต่ศาสนาพุทธสอนให้ทำกรรมดี ไม่สยบกรรมเก่า หรืองอมืองอเท้า สิ่งที่เกิดขึ้นมา ต้องวางท่าทีอย่างไรจึงจะเหมาะสม ตรงนี้คือสิ่งที่ศาสนาพุทธสอนเอาไว้ครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ที่มาเยี่ยมกันครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
chailasalle วันที่ : 07/12/2015 เวลา : 03.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

กรรม ที่พันผูกกันกระมัง ครับ แมวที่บ้าน ส่วนมากก็มีเหตุ ให้ได้มาเจอกัน ได้เกื้อกูลดูแล เลี้ยงดูเขา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน