*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232499
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1357 , 09:16:00 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว , wullopp และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

ไหว้ตัว

โดย สมตา

................................

เอ๊ก อี เอ๊ก เอ๊ก

.....................

เอ๊ก อี เอ๊ก เอ๊ก

..............

เอ๊ก อี เอ๊ก เอ๊ก

.....

เสียงไก่ขันจากนาฬิกาปลุกที่แว่วมา ค่อยๆดังขึ้น ปลุกผมให้ตื่นจากฝัน ผมปล่อยให้เสียงนั้นค่อยๆแผ่วหายโดยที่ไม่เอื้อมมือไปกดปุ่มเล็กๆด้านบนเพื่อหยุดเสียงปลุกเหมือนทุกครั้ง

ผมกำลังงง

งงกับความฝันของตัวเอง

นี่ขนาดในฝัน ผมยังไม่ทำอะไรที่ถ้าจะทำก็ทำได้ และถ้าผมทำจริงๆในฝันก็ไม่มีใครจับได้ ไม่มีใครว่าอะไรผมได้ด้วย เพราะไม่มีหลักฐานใดๆทั้งสิ้น

แล้วผมก็อมยิ้มกับผลของการหมั่นอบรมตนเอง

ถ้าขนาดในฝันผมยังไม่ทำผิด ในชีวิตจริงๆ ผมคงไม่แม้แต่จะคิด

ค่อยๆตะแคงหน้าไปมองคู่ชีวิต เธอคงยังอ่อนเพลียเพราะพิษไข้ก็เลยหลับแบบลืมลุก ไม่ได้ยินเสียงปลุกจากนาฬิกาทั้งๆที่ปกติเธอจะตื่นเมื่อได้ยินเสียงไก่ก่อนผมเสียอีก เธอมักปล่อยไก่ในนาฬิกาให้ส่งเสียงปลุกผมต่อ จนผมปิดเสียงปลุกนั่นแหละ เราถึงได้ลุกขึ้นเริ่มกิจกรรมของเช้าวันใหม่กัน

ก็ปล่อยให้เธอนอนต่อไป

ค่อยๆใช้แขนยันลำตัวให้ชันขึ้น นั่งบนเตียงสักพัก จึงลุกขึ้นยืน หมอบอกว่า คนที่อายุขนาดผม เมื่อจะลุกจากที่นอนไม่ควรผลุนผลันลุกขึ้น ให้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ ให้ร่างกายค่อยๆรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ไม่อย่างนั้น ความดันอาจลดฮวบฮาบ ล้มหัวฟาดพื้นเอาได้ง่ายๆ

แล้วผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ

น้ำจากก๊อกน้ำวันนี้เย็นเป็นพิเศษ ผมรู้สึกว่าอย่างนั้นขณะที่แบสองมือให้ชิดกัน รองน้ำจากก๊อกขึ้นลูบหน้า

ก็คงอย่างนั้น เพราะเมื่อคืนนี้ฝนตกหนัก

ล้างหน้าเสร็จ ผมเอื้อมมือไปหยิบแปรงสีฟันจากชั้นวางข้างกระจก เมื่อสบตากับภาพตนเองในนั้น ผมถึงกับเอื้อมมือค้างถ้าไม่ใช่เพราะผมยังอินกับความรู้สึกในฝัน  ก็อาจจะเป็นอย่างที่สายตาเห็น หรือไม่ ก็อาจจะเพราะวัยที่เพิ่มขึ้น การปรับปรุงแก้ไขตนเองที่มีมากขึ้น

เพราะในกระจกเป็นภาพของชายวัยกลางคนที่ดูสงบเสงี่ยม แววตาอ่อนโยน นี่ถ้าผมเอาภาพถ่ายตัวเองตอนยังเป็นวัยรุ่นมาเทียบอยู่ข้างๆ ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นคนละคนกันแน่ๆ

“ฝันอย่างนั้นได้ด้วยแฮะ”

ผมบอกคนในกระจก

เขายิ้มตอบ

“เป็นไปได้เนาะ เมื่อก่อน เห็นใครสวยหน่อย จีบได้เป็นจีบ  เดี๋ยวนี้ แค่คิดก็ยังไม่คิด”

ราวคนในกระจกจะชวนให้ผมนึกย้อนไปในอดีต ไปถึงช่วงที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงนั้น ผมเปลี่ยนแฟนแทบทุกสามสี่เดือน ก็หน้าตาผมก็ใช่ว่าจะขี้ริ้ว แถมคารมคมคาย อารมณ์ขันก็แพรวพราว สาวๆมีหรือจะไม่ชอบ ผมเองก็เป็นที่รู้จักราวกับเป็นดาวมหาวิทยาลัย ไปไหนใครก็อยากจะเดินด้วย

ใบหน้าเด็กสาววัยรุ่นหลายคนค่อยๆทยอยลอยมาแล้วลอยหายให้ผมเห็นในความคิด ผมยังจำได้ ที่พอไปไหนมาไหนกับพวกเธอได้สักพักผมก็เบื่อ แล้วผมก็เริ่มเห็นคนอื่นดีกว่าคนที่เดินอยู่ข้างๆ จึงเริ่มไปเดินกับคนอื่นที่เห็นว่าดีกว่านั้นให้พวกเธอเห็น  เริ่มไปหาพวกเธอน้อยลง พูดด้วยน้อยลง ถามคำตอบคำ ไม่ค่อยมีรอยยิ้มให้

ในที่สุด พวกเธอยอมรับสภาพว่าผมก็แค่คนที่เคยมาเป็นเพื่อนคุยแล้วก็กลับไปสู่ความเป็นปกติของชีวิต

ความคิดของคนวัยหนุ่มอย่างผมในตอนนั้น คิดว่าด้วยเวลาเพียงแค่นั้นคง ไม่น่าจะทำให้มีอะไรผูกพันกันมากมาย จึง ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเธอมากนัก 

แม้ว่าบางที ผมจะเห็นเธอบางคนมีน้ำตา

ตอนนั้นผมจะได้ฉายาว่าคาสโนว่า ผมแอบภูมิในกับฉายานี้อยู่ลึกๆ เพราะมันหมายถึงสิ่งดีๆที่ผมมี และการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน  และผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าการยอมรับอย่างนั้นเป็นค่านิยมที่สั่งสมกันมาผิดๆ ไม่เคยรู้เลยว่าการกระทำของผมเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น เพราะผมหาความสุขบนความทุกข์ของเขา

แต่ผมก็ยังมีความดีอยู่ที่ถ้าผมรู้ ว่าสาวไหนที่ผมเข้าไปหาเรื่องคุยด้วยมีแฟนอยู่แล้ว ต่อให้สวยขนาดไหน ให้ดีขนาดไหน ให้ผมอยากคบด้วยขนาดไหน ผมก็ยอมตัดใจไม่คิดแย่งชิงเธอมาจากแฟนของเธอ ผมถอยฉากออกมาทันทีเพราะไม่อยากให้จิตใจเธอไขว้เขว

มันคงไม่ใช่เรื่องดีถ้าเธอต้องวุ่นวายใจกับใครอีกคนจนชอบพอแฟนเธอได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม อีกอย่าง หนุ่มไหนๆก็คงไม่ชอบใจถ้ารู้ว่ามีใครมาเกะกะ เกี้ยวพาคนที่ตนกำลังคบหาดูใจกันอยู่

เคยมีเพื่อนเย้าผมว่าที่ผมถอยฉากเพราะไม่อยากโดนแฟนเค้าชก ผมก็แค่ยิ้มรับ ไม่ว่าอะไร ไม่พูดตอบกลับ

ใครจะคิดยังไงก็คิดไป เพราะจะให้ผมพูดถึงความดีในเรื่องนี้ของตัวเองให้เพื่อนฟังก็ดูจะเกินไปหน่อย เพื่อนจะว่าแกล้งทำ แกล้งหาเหตุผลมากลบเกลื่อนเอาเสียเปล่าๆ

เอ้า ก็ใครล่ะจะเชื่อเล่า ว่าความคิดอย่างนี้จะออกจากปากคาสโนว่าได้น่ะ

“จะว่าไปแล้ว เราก็เกือบจะได้ชื่อว่าไม่ประพฤติผิดศีลข้อ กาเมสุ มิจฉาจารา ตั้งแต่วัยรุ่นเชียวนะ”

ผมบอกกับคนในกระจกยิ้มๆ

 

คนในกระจกยิ้มตอบอย่างขมขื่น เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงคำพูดปลอบใจกับความผิดที่แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะแม้ผมไม่ล่วงละเมิดคนรักของคนอื่น แต่กับเด็กสาวหลายๆคนที่ผมคบหาด้วย ผมเบียดเบียนพวกเธอด้วยการทำให้พวกเธอมีใจให้ แล้วผมก็นอกใจพวกเธอ ผมให้เหตุผลที่ทำให้ผมสบายใจว่า ด้วยเวลาสั้นๆ เธอเหล่านั้นคงแค่สนใจ แต่ยังไม่ทันได้รักผม เมื่อไม่มีใครรักผม เป็นเพียงเพื่อนเดินไปไหนมาไหนด้วย ผมจึงไม่ได้นอกใจใคร

ความเห็นผิดเป็นภัยกับใจได้ถึงขนาดนี้

นี่ยังดี ที่ไม่มีเรื่องราวใหญ่โตตามมาเพราะการกระทำของผม

จนมาเจอเธอ ที่ต่อมาผมรู้ว่าชื่อดวงตา ผมเดินกับเธอนานเป็นพิเศษ แถมนานจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้

คงเป็นเพราะเธอไม่เคยถามเวลาที่เห็นผมทำทีไปเดินกับคนอื่น ไม่เซ้าซี้เหมือนที่ผมเคยเจอ จนทำให้ผมสงสัยว่าทำไมเธอจึงไม่สงสัย พอถามเธอในวันหนึ่งว่าคิดยังไงที่เห็นผมไปเดินกับใครอีกคน คำตอบของเธอถึงกับทำให้ผมอึ้ง

“พงศ์คงเห็นน้ำตาผู้หญิงจนชิน    ผู้หญิงที่มีน้ำตารินอยู่แต่ในใจก็มีนะ พงศ์เปลี่ยนคนควงบ่อย คงเห็นว่าไม่มีใครดีพอสำหรับพงศ์ แล้วตัวพงศ์เองล่ะ คิดว่าดีพอสำหรับใครแล้วเหรอ”

ผมอึ้ง จริงซีนะ ผมดีพอสำหรับใครแล้วหรือ

จึงเริ่มตั้งใจศึกษาเธอมากขึ้น  มากขึ้น จนรักเธอในที่สุด

พอรักแล้ว ก็อยากทำตัวดีๆ ให้สมกับเป็นคนที่เธอรัก คงเพราะอย่างนี้ละมัง ถึงมีคำพูดว่ารักสร้างโลก

 

และตั้งแต่นั้น ผมก็ไม่เคยผิดศีลข้อนี้อีกเลย ไม่ว่าจะด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ แล้วก็พลอยไม่ผิดในศีลข้ออื่นๆด้วย นึกแล้วก็น่าภูมิใจไม่น้อย

เมื่อผมกับคนในกระจกร่วมกันทบทวนความฝันที่เพิ่งจากไป ผมมองลึกลงไปในดวงตาของเขา เมื่อเห็นถึงความจริงในแววตานั้น ผมถึงกับยกมือไหว้

จึงเป็นราวกับว่า เราต่างไหว้ซึ่งกันและกัน

ไหว้ให้กับการที่เราต่างค่อยพาตัวไกลออกมาจากการหลงระเริงในความผูกพันหลวมๆที่เกิดจากการไม่จริงใจเพราะหวังเพียงการยกย่องในทางที่ผิดจากกลุ่มเพื่อนชาย หรือจากความสัมพันธ์ที่สามารถใช้เงินซื้อหาได้ชั่วครั้งอย่างที่ชายส่วนใหญ่สามารถทำได้โดยที่แทบไม่มีใครบอกว่าผิด มาสู่การที่ยินดีแต่กับคู่ชีวิต ที่ไม่ประพฤตินอกใจแม้แต่จะคิด

ขอบคุณน้ำหวานด้วย

เราต่างบอกซึ่งกันและกัน

น้ำหวาน หญิงอาชีพพิเศษที่ผมพบเป็นคนสุดท้าย เธอเยือกเย็นเหมือนน้ำ สวยหวานสมชื่อ เมื่อเรานอนคุยกันไปคุยกันมา เธอก็เล่าว่าเธอมีสามีแล้ว สามีเธอย้ายไปทำงานต่างจังหวัด เธอยังไม่สามารถย้ายตามไปได้ เธอแอบมาทำอาชีพนี้โดยที่ไม่บอกสามีเพื่อจะช่วยเขาเก็บเงินซื้อบ้าน วันใดที่เธอย้ายตามเขาไปได้เธอก็จะเลิกอาชีพนี้โดยเด็ดขาด  เธอขอร้องผมว่าหากวันหน้าเรามีโอกาสได้เจอกันอีก ผมต้องไม่รู้จักเธอ

จำได้ว่าผมช็อก รับปากเธอแบบช็อกๆ

ความภูมิใจเมื่อครู่ดูเหมือนจะลดทอนลงไปเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

ตั้งแต่วันนั้น ผมก็เลิกไปสถานที่อย่างนั้น ผมอุตส่าห์ไม่ล่วงเกินใจคนรักของใครมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่กลับมาเป็นชายชู้โดยไม่ได้ตั้งใจ อุตส่าห์ไม่ยอมผิดศีลข้อสามแบบเต็มๆมาโดยตลอด แต่ก็กลับมาเจอเข้าเต็มๆอีกเหมือนกัน

 อดทบทวนความฝันของตัวเองเมื่อตอนใกล้รุ่งไม่ได้ ในฝัน ผมและเพื่อนกลุ่มเดิมมาเจอกันโดยบังเอิญ เพื่อนคนหนึ่ง เราไม่เคยเจอเลยตั้งแต่จบ งานแต่งงานผม เพื่อนผมคนนี้ก็ไม่มาด้วย ผมเลยบอกไปว่าผมแต่งงานแล้ว มีลูกแล้วคนนึง

“ดีใจด้วยว่ะ”

เพื่อนผมพูด จับไม้จับมือผมเขย่าแล้วเขย่าอีก

แล้วพวกเราก็พากันไปทานข้าว จากนั้นก็พากันไปคุยกันต่อในร้านขายเครื่องดื่มที่มีห้องเล็กๆเรียงรายที่ชั้นบนของร้าน ให้ผู้มานั่งดื่มสามารถชวนหญิงสาวที่เจ้าของร้านให้มาช่วยเสนอเครื่องดื่มให้แวะเวียนขึ้นไปได้ แล้วเพื่อนๆผมก็ค่อยๆทยอยหายตัวไปตามบันไดขึ้นชั้นบน เมื่อเพื่อนคนสุดท้ายถามผมก่อนจะเดินหายไปอย่างเพื่อนคนก่อนๆ ผมได้แต่ตอบว่า

“ไม่ละ จะนั่งคอยอยู่ที่นี่หล่ะ อยากจิบอะไรเย็นๆมากกว่าว่ะ”

ผมบอก

เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยแบบน้ำหวาน

 

ผมจึงนั่งฟังเพลงไป จิบเครื่องดื่มไป นึกถึงดวงตาไป จนเสียงไก่ในความจริงแว่วเข้ามาให้ได้ยินถึงในฝัน จึงได้ตื่นจากฝันมาอยู่กับโลกในความเป็นจริง

ดูดู๊ ขนาดในฝัน ผมยังฝันว่าผมรักษาศีล นอกจากผมจะฝันว่าตนเองจะไม่ประพฤตินอกใจนอกกายดวงตาแล้ว ยังไม่ประพฤติในสิ่งที่อาจจะละเมิดล่วงเกินภรรยาของคนอื่นอีกด้วย

แล้วก็พลอยนึกไปถึงคำสัญญาในวันวิวาห์ ที่ให้กับเธอโดยมีผู้ไปร่วมแสดงความยินดีเป็นสักขีพยานที่ว่าจะรัก จะดูแล และจะซื่อสัตย์ต่อเธอไปตลอดชีวิต นึกแล้วผมก็ต้องอมยิ้มด้วยความอิ่มใจขึ้นมาอีกครั้ง ที่อบรมตนจนเป็นคนรักษาสัจจะ

จึงซื่อสัตย์ต่อใจตนได้แม้แต่ในฝัน 

“ดีใจด้วยนะ”

จึงพูดกับคนในกระจกเบาๆ

“ถ้าไม่เริ่มต้นเชื่อในสิ่งที่ดี ไม่อบรมตัวเองตามความเชื่อจนมีความประพฤติดีเป็นปกติ ก็คงมาไหว้กันได้ขนาดนี้”

และบอกเขาต่อด้วยความภาคภูมิ

 

………………………..

ปล.คนส่วนมากมักทำอะไรคิดอะไร เพื่อให้ผู้อื่นยกย่อง  คำสรรเสริญเหล่านั้นย่อมนำมาซึ่ง สุขเวทนา  ทำให้จิตใจรื่นเริงบันเทิง  เสียงที่มาจากภายนอกไม่ใช่สภาวธรรมที่เที่ยงแท้ เหมือนเสียงจากภายใน  ตัวเราย่อมรู้ตัวเราเองว่าสิ่งที่คิดที่ทำตรงต่อสภาวธรรมหรือไม่  เราอาจแสดงออกทางกาย วาจา ที่สามารถทำถูกใจผู้อื่น  สอดคล้องกับสิ่งที่คนทั่วไปสมมติกันขึ้นมา  ซึ่งแน่นอนย่อมได้รับการสรรเสริญจากผู้ที่มีทิฏฐิตรงกับเรา   และก็อาจได้รับคำนินทาจากผู้ที่มีทิฏฐิต่างจากเรา

นี่คือเสียงจากภายนอก เป็นโลกธรรม  แต่การตรงต่อธรรม แม้ไม่อาจทำถูกใจคนทั้งหมด  แต่สิ่งนั้นตนเองรู้เอง เห็นเองว่ามันเป็นกุศลจิต  ที่เกิดจาก การ มี หิริ มีความละอายต่อบาปอกุศล  มีโอตตัปปะ เกรงกลัวต่อผลของบาปทั้งจากผลของกรรมที่ไม่ดีและจากผลของการละเมิดต่อสังคม  นั่นจึงเป็นความปกติ ที่เรียกว่า มีศีลใน  เป็นศีลที่เรียกว่าเป็นไท เป็นอิสระจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย  ไม่อึดอัดขัดข้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้  ตนเองจึงสามารถยกมือไหว้ตนเองได้อย่างไม่เคอะเขิน  แม้แต่เทวดาก็ยังต้องสรรเสริญ  มีความแกล้วกล้าองอาจ  ไม่หวั่นเกรงในภัยเวร  ทั้งหมดนี้ก็ต้องอาศัยและเวลาในการฝึกหัดขัดเกลาตนเอง  จากการอดทนงดเว้นในสิ่งที่ควรเว้น  เบื้องต้นก็คือ สิกขาบท ห้าข้อ  ที่เราชอบเรียกกันว่า ถือศีลห้า   สิกขาบทคือข้อฝึก  ฝึกด้วยการพยายามข่ม  จนเป็นปกติ  ไม่ต้องฝืนต้องบังคับ  นั่นจึงเรียกว่า ศีล 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 16/12/2015 เวลา : 14.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห17-18กระเจี๊ยบ ขอบพระคุณมากครับกับความเห็น และรู้สึกดีใจที่สิ่งที่เขียน ได้ก่อเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ก็เป็นกำลังใจหนึ่งในการที่จะเขียนในคราวต่อๆไป แต่อาจเป็นแนวทางอื่นๆครับ

ความคิดเห็นที่ 18 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 04.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

เสาร์อาทิตย์ หากอยู่บ้าน มักจะเข้ามาอ่านค่ะ บางทีก็อ่านย้อนหลัง .... ขออนุญาติก๊อบเก็บไว้ ว่าจะเอาไปเก็บไว้ใน e-book อ่านระหว่างเดินทางอีกรอบ

คุณหมอกับคุณณัฐรดาเป็นคู่บุญกันจริง ๆ ได้เรียนรู้ปฏิบัติธรรมไปด้วยกัน...พร้อม ๆ กัน คารวะด้วยใจเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 04.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

คห. ๑๓ - ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ...รักเพราะเป็นพวกเรา ทิฐิเดียวกันกับเรา ชังเพราะทิฐิต่างกับเรา ไม่ใช่พวกเรา นี่ใช่เลย....เห็นได้..อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล รอบตัวเรานี่เอง

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

สำหรับ อาทิตย์หน้า จะเป็นการสรุปเรื่องสั้นทั้ง 12 ตอน และก็ถือเป็นการปิดฉาก การเผยแพร่ธรรม ผ่านเรื่องราวที่เป็นละคร เป็นเวลาสามเดือน
เรื่องสั้นเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องสุดท้าย
ส่วนบทความ หลังจากนั้น ก็คงดูตามความเหมาะสมว่าจะเขียนเรื่องอะไรอีก
ก็ขอฝากขอบพระคุณผู้ที่สละเวลามาอ่าน เอ็นทรี่ยาวๆ ซึ่งพยายามให้สั้น ก็ทำได้ค่อนข้างยาก มาไว้ ณ. โอกาสนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7.ณัฐรดา ขอบคุณครับ ที่มาช่วยขยายความหมายให้กว้างขวางขึ้น

คห8.Cat@

คห10.wullopp ขอบคุณครับคุรหมอวัลลภ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6.ลิงเขียว ขอบคุณครับ ที่มาเยี่ยม สำหรับผมเอง เคยเดินผ่านกระจก แล้วเผลอยกมือไหว้ เพราะคิดว่า เจอคุณลุงแก่ๆ เราควรมีสัมมาคารวะ ลืมไปว่านั่นเป็นกระจกสะท้อนเงาตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 13 กระเจี๊ยบ , BlueHill และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5.BlueHill ข้อนี้ผมตอบ บก.ชาลีด้วยหลักการกว้างๆดังนี้ว่า
ความยุติธรรม หรือ ความอยุติธรรม ในสังคม ถ้าเราตัดสินด้วยพฤติกรรม ของบุคคล ไม่ตัดสินด้วย ตัวบุคคล โดยตัดอคติ 4 ที่ประกอบด้วย
1.ฉันทาคติ
2.โทสาคติ
3.ภยาคติ
4.โมหคติ
คือ ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะกลัวภัย ลำเอียงเพราะความไม่รู้หรือเพราะหลง
สังคมเราจะอยู่อย่างยุติธรรมแท้ๆ ไม่มีคำว่าพวกกู พวกมึง ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม พวกกูที่รักทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับพวกมึงที่กูเกลียด พวกมึงที่เกลียดถ้าทำถูก ก็ต้องสรรเสริญเช่นเดียวกับพวกกูที่รัก
อคติ4 นี้เป็นสิ่งที่พระบรมศาสดาตรัสสอนเนืองๆ เพราะว่าสิ่งนี้ที่คนเราไม่ตรอง ไม่รับรู้ มันเหมือนม่านหมอกที่บังตาสัตว์โลก ในทุกๆเรื่องที่เกิดในโลกนี้ ไม่จำเพาะเพียงประเทศไทย
ถ้าเราได้พิจารณาเนืองๆ เราจะเกิดความรู้สึกเองว่า การเกิดเป็นคนนั้น ด้านหนึ่งถือว่าเป็นโชคดี ที่ได้มาขัดเกลาตนเอง อีกด้านหนึ่งถือว่าโชคร้าย ที่ต้องมาอยู่ในสภาพที่ไม่คงที่ ต้องประสบทุกข์ทั้งทางกายที่เริ่มเสื่อมถอย และทางจิตใจที่ต้องดำรงอยู่ให้ได้ในสังคม ที่นับวันจะขัดแย้งมากขึ้น โอกาสจะรวมตัวกันคงเป็นไปได้ยาก ถ้าหากทุกคน ต่างพยายาม มองหาข้อผิด ไม่มองหาข้อถูก ของอีกฝ่าย

ความคิดเห็นที่ 12 แม่หมี , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4 แม่หมี ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมกัน

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.สิงห์นอกระบบ บริหารเสน่ห์ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องจะบาปหรือไม่บาป แต่ยามที่ทำแล้วได้ผล เรายินดี และอยากคงความยินดีนั้นไว้ คืออยากรับแต่สุข สรรเสริญ ทีนี้ทุกอย่างในโลกมันไม่เที่ยง เกิดการวางเสน่ห์นั้นไม่เป็นผล เรายินร้าย เกิดทุกข์ในใจ แถมอาจลามปามไปกล่าวโทษคนที่ไม่เยินยอสรรเสริญเรา เกิดมโนทุจริต เช่น พยาบาท นั่นแหละบาปย่อมเกิดขึ้นแก่ใจ เรารู้เองเห็นเองว่ามันรุ่มร้อน ใครก็ไม่อาจรู้ได้ ถ้าเราไม่ก้าวล่วงออกมาทาง กายและวาจา ไม่ว่ายึดสุขหรือทุกข์ ลงท้ายมันก็มีแต่ทุกข์ ที่มีความหมายว่า ทุกสิ่งไม่สามารถคงสภาพเดิมครับ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กราบอนุโมทนามาด้วยความเคารพครับ....

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1-2 rattiya ลองอ่านความเห็นที่7 ของคุณณัฐรดา ผมคิดว่า น่าจะตอบคำถามคุณรัตได้

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
Cat@ วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ติดตาม

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 06.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

“พอรักแล้ว ก็อยากทำตัวดีๆ ให้สมกับเป็นคนที่เธอรัก คงเพราะอย่างนี้ละมัง ถึงมีคำพูดว่ารักสร้างโลก”
....................................................................

ขออนุญาตขยายประโยคนี้สักนิดนึงค่ะ

การพยายามทำตัวให้เป็นที่รักของคนที่เรารักนั้น ในบางเรื่อง เราต้องฝืนใจทำเพราะอาจเป็นสิ่งที่เราตรงใจเรา แต่เมื่อฝืนใจทำไปได้สักระยะ มองว่ามีทางไปสองทางค่ะ คือ

หากเราไม่เห็นคุณค่าในการกระทำนั้นๆ เราจะฝืนใจทำไปได้สักระยะ แล้วก็จะทนทำต่อไปไม่ไหว ก็ต้องเลิกทำ หรือ ขอร้องให้อีกฝ่ายปรับปรุงการกระทำ เช่น คนที่เรารักชอบการติฉินนินทา เราอยากให้คนรักพอใจ จึงพลอยผสมโรงไปกับเขาด้วยทั้งๆทีรู้ว่าใจตนไม่ชอบ ตนยิ่งทำ ตนก็ยิ่งไม่ภูมิใจในตน ก็จะเกิดความรู้สึกทั้งดีใจที่เป็นที่รัก และเสียใจที่ตนทำในสิ่งที่รู้ว่าไม่สมควร แล้ววันหนึ่ง ก็จะรับความรู้สึกทั้งสองอย่างที่เกิดต่อเนื่องเพราะเหตุการณ์เดียวกันนี้ไม่ได้

แต่หากจะถามว่า ก็รู้ว่าคนที่รักทำไม่ดี ทำไมจึงยังรักและพยายามทำตนให้เป็นที่รัก เคยอ่านพบค่ะ ทางจิตวิทยาจะอธิบายว่า เมื่อเราตกหลุมรักใครสักคน ในช่วงหกเดือนแรก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราจะเห็นดีงามตามไปหมด เรื่องไม่ดีก็กลายเป็นแค่เรื่อง “ขำๆ” จนผ่านช่วงเวลาสีชมพูไปแล้ว เราจึงค่อยๆถอยออกมาดูตามความเป็นจริง ค่อยๆอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มองคนที่รักอย่างฉันทาคติน้อยลง จนสองปีครึ่งผ่านไป เราจึงจะยืนอยุ่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างแท้จริง

แต่ ...หากเราเห็นคุณค่าในการกระทำนั้นๆ แม้ว่าเราจะฝืนใจทำตามในช่วงแรกๆ แต่เพราะคุณค่าของสิ่งดีๆนั้น จะเพ่งพินิจยังไงคุณค่าก็ไม่เปลี่ยน ใจเราจึงค่อยๆเปลี่ยนเอง น้อมเอาสิ่งดีๆนั้นมาสู่ใจเอง จนจากที่ทำโดยการฝืนข่ม ก็กลายเป็นเต็มใจ เช่น คนรักชอบใช้เวลากับการอ่านหนังสือ เราอาจไม่ใช่คนชอบอ่าน แต่เมื่อต้องใช้เวลาร่วมกัน ก็จำต้องอ่านตามบ้าง เมื่อพิจารณาประโยชน์ที่เกิดจากการอ่านจนเห็นว่ามีมากมาย เช่น ทำให้ได้ข้อมูลที่มากขึ้น ทำให้ได้พิจารณาตามอันเป็นการเพิ่มเครือข่ายใยสมอง ทำให้ทันเหตุการณ์ ทำให้เห็นคุณโทษของบางสิ่ง ทำให้รู้วิธีการทำงานของบางอย่าง ฯลฯ และเมื่อสงสัย ก็ทำให้ได้พูดจาไต่ถาม สนทนากัน อันทำให้เข้าใจในกระบวนการคิดของคนรัก ทำให้สองคนยิ่งเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นกำลังในการดำรงชีวิตอยู่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตซึ่งกันและกันได้มากขึ้น

เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้ เราก็จะเปลี่ยนแปลงตนตามคนรักอย่างถาวรค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลิงเขียว วันที่ : 14/12/2015 เวลา : 03.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

ไหว้ตัวเอง ไม่เคยทำเลยค่ะ
แต่ถ้าพูดกับกระจก มักจะทำบ่อยๆ55
แลเหมือนจะบ้า ก็บางครั้งคุยกับคนอื่นไม่ได้งี้ ก็ต้องพึ่งกระจกในห้องน้ำแหละค่ะ

พงศ์....ในวัยรุ่นแกใช้ชีวิตเฟี้ยวสุดติ่งมาก
คิดได้ในวัยกลางคนและควบคุมความฝันได้ด้วยแบบนี้ดีจัง
อยากทำได้บ้าง. ในบางครั้งลิงจะฝันร้ายมันน่ากลัวเลยอยากจะตื่นอะค่ะ
แต่มันไม่ยอมตื่น เฺฮ้อ. ก็ไม่ได้ฝันร้ายบ่อยหรอกค่ะ นานๆจะฝัน
ส่วนมากจะฝันดีสนุกสนานจนไม่อยากตื่น ซะอย่างงั้น. =_=;
....ตกใจมากที่พี่พงศ์แกมีซัมติงกับสาวงามในตู้กระจก
อันนี้ลิงทำงานกับสาวๆงามในตู้กระจกมาหลายแห่งค่ะ เลยพอเห็นกิเลสของมนุษย์ แต่ก็ดีนะคะว่า. ( หยุดตัวเองได้ )
ไม่ว่าจะเม้นต์ยังไง. ก็คิดว่าเฮียพงศ์ดีงาม

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 13/12/2015 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมไม่กล้ายกมือไหว้ตนเองครับคุณหมอ
ความเป็นไปของสังคม โดยเฉพาะเรื่องราวของความอยุติธรรม ทำให้เผลอตัวไปทุกที

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 13/12/2015 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ


ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 13/12/2015 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

บริหารเสน่ห์ก็บาปซิครับ

ความคิดเห็นที่ 2 กระเจี๊ยบ , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 13/12/2015 เวลา : 14.51 น.

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รัตติยาสนใจ

เรื่องที่บางคนพยายามทำตัวให้เป็นที่รักหรือเป็นที่ยอมรับของคนอื่น โดยพยายามปรับตัว ทำทุกอย่างจนกระทั้งไม่เป็นตัวของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่าคนเรามีขีดจำจัดในความอดทน สักวันหนึ่งจะมาถึงจุดอิ่มตัว ไม่สามารถฝืนตัวฝืนใจทำต่อไปได้ เมื่อมาถึงจุดนั้นส่วนใหญ่ชีวิตคู่จะอยู่ด้วยกันไม่เป็นสุข(คิดว่าอย่างนั้นนะค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 1 กระเจี๊ยบ , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 13/12/2015 เวลา : 14.43 น.

"ปล.คนส่วนมากมักทำอะไรคิดอะไร เพื่อให้ผู้อื่นยกย่อง คำสรรเสริญเหล่านั้นย่อมนำมาซึ่ง สุขเวทนา ทำให้จิตใจรื่นเริงบันเทิง เสียงที่มาจากภายนอกไม่ใช่สภาวธรรมที่เที่ยงแท้ เหมือนเสียงจากภายใน ตัวเราย่อมรู้ตัวเราเองว่าสิ่งที่คิดที่ทำตรงต่อสภาวธรรมหรือไม่ เราอาจแสดงออกทางกาย วาจา ที่สามารถทำถูกใจผู้อื่น สอดคล้องกับสิ่งที่คนทั่วไปสมมติกันขึ้นมา ซึ่งแน่นอนย่อมได้รับการสรรเสริญจากผู้ที่มีทิฏฐิตรงกับเรา และก็อาจได้รับคำนินทาจากผู้ที่มีทิฏฐิต่างจากเรา

นี่คือเสียงจากภายนอก เป็นโลกธรรม แต่การตรงต่อธรรม แม้ไม่อาจทำถูกใจคนทั้งหมด แต่สิ่งนั้นตนเองรู้เอง เห็นเองว่ามันเป็นกุศลจิต ที่เกิดจาก การ มี หิริ มีความละอายต่อบาปอกุศล มีโอตตัปปะ เกรงกลัวต่อผลของบาปทั้งจากผลของกรรมที่ไม่ดีและจากผลของการละเมิดต่อสังคม นั่นจึงเป็นความปกติ ที่เรียกว่า มีศีลใน เป็นศีลที่เรียกว่าเป็นไท เป็นอิสระจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่อึดอัดขัดข้อง"





ส่วนตัวคิดว่า" สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจค่ะ "
อย่างที่คุณสมชัยเขียน เราคิดอย่างไร ทำอย่างไร คนอืนไม่รู้เเต่ตัวเรารับทราบรับรู้อยู่ในใจตลอด การทำตัวเพื่อให้เป็นที่รักของคนอื่นหรือเป็นที่ยอมรับของผู้ คนที่ทำไปก็จะมีความหวาดระเเวงตลอดเวลา กลัวว่าคนอื่นจะรู้ความจริง จิตไม่สงบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน