*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233296
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม 2558
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2087 , 09:39:12 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน สันติธาตุ , แม่หมี และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

บทสรุปเรื่องสั้นวันอาทิตย์

ตั้งแต่ 27 กันยายน 2558  ถึงวันที่ 13 ธันวาคม2558  ที่สมตาทยอยลงเรื่องสั้นโดยมีจุดประสงค์ในการนำเสนอบทความทางพุทธศาสนาในรูปแบบสมมติตัวอย่างชีวิตของมนุษย์แล้วแทรกหลักธรรมลงไป อันเป็นเรื่องราวชีวิตที่เราสามารถพบเห็น ได้ยิน ได้รับรู้ข่าวสาร ได้ประสบกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน ก็เพื่อเสนอว่าเราควรหยิบเอาสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมาพิจารณาถึงเหตุที่มาผลที่ไป ว่าเหตุมาอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติตามเหตุนั้นๆด้วยตัณหา และผลจะเป็นอย่างไร หากปฏิบัติต่อเหตุนั้นๆด้วยการปฏิบัติเพื่อความดับของตัณหา

โดยเสนอให้ดูสภาวธรรมที่เกิด ดูที่ กายและใจตนเองนี้  ธรรมะที่เกิดที่กายที่ใจนี้แหละ ที่ทำให้เราปรุงได้ทั้งทุกข์ทั้งสุข

ธรรมะที่เกิดนี้มีทั้งส่วนที่เป็น กุศล ส่วนที่เป็นอกุศล ส่วนที่เป็นกลางๆ ดังที่เราได้ยินพระสวดอภิธรรม ในงานศพ ที่เริ่มตั้งต้นด้วย กุสลา ธมฺมา  อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ  เรียกว่า อารมณ์( ซึ่งไม่ใช่เป็นความหมายของคำว่า อารมณ์ในภาษาไทย แต่หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้, เครื่องยึดเหนี่ยวแห่งจิต)  แต่อารมณ์นี้เมื่อจิตรู้ จิตเข้าจับยึด โดยมี กิเลสที่เป็นรากเหง้าของมนุษย์เข้ามาประสมปรุงแต่ง จึงเกิด สิ่งที่น่ายินดี น่ายินร้าย หรือพล่าๆมัวๆตัดสินไม่ถูก ทั้งหมดนี้ ก็ถูกเก็บไว้ในจิตก่อให้เกิดกระหยิ่มบ้าง กลัดกลุ้มบ้าง ขัดเคืองโกรธแค้นบ้าง ลังเลตัดสินใจไม่ได้บ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง  อันทำให้จิตไม่อาจสงบ 

และโดยที่ถูกกำหนดกรอบวินัยหรือกฎหมาย ที่มีข้อห้ามไม่ให้ทำอะไรตามใจตนเอง  หรือเพราะกลัวการนินทาเสียภาพพจน์ตนเอง อาจอับอายขายหน้า  สิ่งที่กลุ้มรุมจิตอยู่ก็ถูกกดทับ ไม่อาจสงบได้ แม้ภายนอกคือ กิริยา วาจา ดูสงบเรียบร้อยดี แต่ภายในเร่าร้อนด้วย กิเลส ทั้งราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหาก ลับตาคนไม่มีใครเห็น  หรือสุมอกจน อกจะแตก ก็ต้องล่วงออกมาทาง กาย วาจา  อันก่อความเดือดร้อนแก่ตน และลามไปสู่ผู้อื่น

ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทุกผู้คนมีอยู่  เพียงแต่น้อยคนที่จะเฝ้าดูจิตตนเอง  เรามักสนองตอบต่อสิ่งที่เรียกร้องที่ทำให้เราเร่าร้อนจาก ราคะ จากโทสะ  จนกว่าจะได้ระบายออกเสียบ้าง  หรือ แสวงหาอารมณ์ อื่นมาสนองจนพอใจ ความเร่าร้อนก็ดับกันไปเป็นครั้งๆ น้อยคนนักที่จะดับความเร่าร้อนด้วยการดับที่ความต้องการอันเป็นตัณหา เนื่องจากความไม่รู้ หรือ มองไม่ตรงสภาวะ

เรื่องสั้นที่แต่งส่วนมากจะเป็นกิเลส ที่กลุ้มรุมจิต  มีบางเรื่องที่ก้าวล่วงออกไปทางวาจาบ้าง  ตัวละครทุกตัวก็คือคนได้ชือว่าเป็นคนดีในสังคม  แต่ทำไมยังมีทุกข์ใจ ยังไม่สามารถพบความสงบรำงับได้  ทั้งนี้เพราะไม่สืบสาวหาเหตุที่มา ที่โดยมากมาจากตนเอง มีความยึดติด ถือมั่น และเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสผู้อื่น  แทบทุกคนมองออกไปข้างนอก ไม่มองที่ตนเอง ไม่สอบสวนที่ตนเอง  เป็นภาวะจิตของคนที่มีอยู่เป็นปกติที่อยากชวนให้ตั้งใจดูและพิจารณาอย่างตรงตามธรรม ตนเองมีราคะความอยาก ก็ให้รู้   ตนเองมีจิตเบียดเบียน ก็ให้รู้  ตนเองทำอย่างหนึ่งเพื่อผลอีกอย่างที่แอบแฝงก็ให้รู้  ดังนี้เป็นต้น

 ซึ่งทั้งหมดพอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.ตอน ห่วงแม่แน่นะ  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/09/27/entry-1

 

ความที่เราทั้งหลายยังมีความไม่รู้หรือรู้ไม่ทั่ว เมื่อตั้งใจจะใช้ชีวิตให้อยู่ในทำนองคลองธรรม  ธรรมอันเป็น อกุศลจึงมักแฝงมากับกุศลธรรมโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังเช่นตัวละครในเรื่องนี้ที่ตั้งใจทำหน้าที่ลูกอย่างเต็มที่เพราะกุศลธรรมคือความกตัญญู แต่ขณะเดียวกัน นอกจากจะกตัญญูเพราะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ควรทำแล้ว ก็ยังมีอกุศลธรรมแฝงอยู่ในความต้องการทำนั้นด้วย เช่น เพราะกลัวตนจะลำบากไปมากกว่าเดิม กลัวถูกติฉินว่าไม่ทำหน้าที่ของลูก จึงทำให้ไปบีบคั้นผู้เป็นแม่ให้เป็นไปตามใจตน

แต่เพราะแม่ในเรื่องนี้ยังคงความเป็นตัวของตัวอยู่ได้ จึงไม่ทุกข์ใจกับความกตัญญูของลูก ลูกๆจึงเป็นฝ่ายทุกข์กันไปเอง

ดังนั้นเราจึงควรตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆเมื่อทำอะไรๆแม้ว่าจะทำในสิ่งที่ถูกที่ควรก็ตาม   ก็ควรที่จะตรวจสอบเนืองๆ ว่ามีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

2.ตอน แม่ไม่รู้ http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/10/04/entry-1

 

 เป็นเรื่องของอกุศลธรรมที่แฝงมาในกุสลธรรมเช่นเดียวกับเรื่องแรก เพียงแต่แม่ในเรื่องนี้ต่างจากแม่ในเรื่องแรกที่โอนอ่อนผ่อนตามลูกๆ  ทั้งๆที่ลูกๆต้องการให้แม่มีความสุข ก้าวหน้าไปในธรรม มีศีลธรรม แต่การบีบคั้นของลูกๆกลับทำให้แม่ทำผิดศีลในที่สุด แล้วทั้งแม่และลูกล้วนตกอยู่ในความทุกข์เพราะความรู้ไม่ทั่ว

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่อยากให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าการกระทำของเราเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เพราะการทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ย่อมพยายามหาทางแก้ไขอย่างนุ่มนวล ตามที่ควรจะเป็น

โดยอยากให้เราถามใจตัวเองว่า ที่เราอยากให้บุคคลอื่นได้รับสิ่งดีๆ เช่น มีสุขภาพดี มีจิตใจที่ดี อยู่ในศีลธรรม เพราะอะไร เพราะอยากให้เขาดีเพื่อความดีงาม เพื่อสุคติของตัวเขาเอง หรือ เพื่อเราจะได้เสพสิ่งดีๆจากเขาโดยที่เราไม่ระคายใจ ดังเช่นลูกๆที่เป็นตัวละครในเรื่อง ที่อยากให้แม่มีสุขภาพดี อยากให้แม่ปฏิบัติธรรม ความอยากเหล่านั้นเกิดจากอะไร หากอยากเพราะความดีงามของตัวแม่เอง ก็คงมีการโอนอ่อนแก่แม่บ้างเพื่อความสุขทางใจของแม่ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่บีบคั้นแม่ที่ยังไม่พร้อม คงทำเพียงสนับสนุนความพร้อมเท่าที่สมควรแก่สภาวะของแม่  

3.ตอน ลูกในท้องหญิงของสามี http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/10/11/entry-1

 

เรื่องนี้เน้นที่โยนิโสมนสิการ ขันติคือความข่มกลั้น  เมตตา พยายามปิดกั้นอกุศลธรรมไม่ให้ครอบงำใจตน สันโดษ และการนำธรรมต่างๆเหล่านั้นมาแก้ปัญหาในชีวิตจริงด้วยความเพียร จนเกิดความเป็นปกติในชีวิตได้จริงๆ

เมื่อเกิดความทุกข์ ความไม่เป็นไปดังที่หวังขึ้นในชีวิต การพยายามมองว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี หรือ เพราะสิ่งเหล่านั้นมีอยู่และเมื่อรวมกันเข้า จึงทำให้เกิดสิ่งนี้ตามมา ยามที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เราควรมีการยอมรับความผิดและพยายามหาทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ด้วยสันโดษ เมตตา ความไม่ผูกโกรธ เพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของทุกฝ่ายและความเจริญในกุศลธรรมของตนเอง

และ ในยามที่ตนยังหวั่นไหวเพราะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พึงข่มใจไม่แสดงออกทางกายวาจาและควรหลีกเลี่ยงผู้คน หรือ การกระทำใดที่ทำให้ใจยิ่งไหวมากขึ้น ฟุ้งซ่านมากขึ้น ดังเช่นตัวเอกของเรื่อง ที่แม้จะรู้ถึงความรักและความหวังดีของเพื่อน แต่ก็รู้ว่าเพื่อนจะกระพือความฟุ้งในใจตน จึงหลบเลี่ยงการพูดคุยในเรื่องที่ตนกำลังลำบากใจอยู่ แต่ใช้เวลาไปกับการสืบสวนต้นเค้าจนวางใจเป็นกลางแทน

ทุกข์ในใจตน ไม่สามารถดับได้อย่างถาวรด้วยการข่ม มีเพียงการตามเห็นโทษของการรักษาเหตุให้เกิดทุกข์ (เช่น ความไม่สันโดษ, ความอิจฉา, ความอยากประพฤติผิดศีล) คุณของการไม่ยอมให้อกุศลธรรมครอบงำ (เช่น ความสุขในใจตนโดยที่ไม่แปรกลับเป็นทุกข์, ความสุขของบุคคลรอบข้าง, คุณธรรมที่สูงขึ้น) และการปฏิบัติตามหนทางที่ทำให้เหตุแห่งทุกข์หมดไปเท่านั้น จึงจะพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริงได้ 

4.ตอน เจกาย ใจไม่เจ  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/10/18/entry-1

บุญบาปเกิดที่ใจ  กุศลจิตย่อมเป็นบุญ อกุศลจิต ย่อมเป็นบาป  ทุกผู้คนรู้ได้เองถ้ามีสติตามระลึก  แต่เพราะการไม่มีสติ ไปยึด บุญ ที่อยู่ภายนอก โดยไปผูกพันกับความเชื่อลัทธิกรรมต่างๆ  เมื่อไม่เป็นไปตามความเชื่อหรือสิ่งที่ตนเองไปยึดไปผูกย่อมก่อความหงุดหงิดกลัดกลุ้ม  หรือความหวาดระแวงกลัวตนจะเป็นภัย  ดังจะเห็นได้จากบุคคลที่เชื่อเถือโชคลาง  เชื่อถือฤกษ์ยาม  เมื่อไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวัง ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา  โดยลืมคำตรัสของพระบรมศาสดาว่า เมื่อเราคิดดีพูดดี ทำดี ทำเวลาไหน เวลานั้นก็คือฤกษ์ดีทั้งสิ้น  การที่บุคคลผู้พ้นจากความยึดถือในพิธีกรรม  เพียงตั้งตนในธรรมอันขาว  มีสุจริต สาม คือ กายวาจา มโน สุจริต  เพียงเท่านี้ก็เป็นเกราะป้องกันตนเองที่ดีที่สุด  ตนเองจะทำอะไรก็ปลอดโปร่ง สบายใจ  ไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องร้อยรัด ให้ติดขัด

5.ตอน   คำที่ไปไม่ถึงสวรรค์  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/10/25/entry-1

 

เป็นเรื่องที่เน้นความรอบคอบ ความไม่ประมาท หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเพราะการกระทำที่ไม่รอบคอบและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ การยอมรับข้อผิดพลาดของตนควรเป็นการยอมรับเพื่อใช้เป็นหนทางในการปฏิบัติต่อไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ไม่ใช่เพื่อจมอยู่ในความทุกข์ จมอยู่กับสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

6.ตอน ก็เขาไม่ให้  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/11/01/entry-1

 

อธิบายความหมายของศีลข้อสองในแง่มุมที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ความหมายของการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้หรืออทินนาทานา ว่าหมายความถึงอะไรบ้าง การถือวิสาสะ อย่างไรเรียกการถือวิสาสะนั้นว่าอทินนาทาน อย่างไรไม่เรียกว่าอทินนาทาน

การถือวิสาสะนั้น จะไม่ถือว่าเป็นอทินนาทานก็ต่อเมื่อเข้าข่ายองค์ประกอบเหล่านี้คือ  เจ้าของยังมีชีวิตอยู่, เป็นคนคุ้นเคยกัน, เคยออกปากอนุญาตกันไว้แล้ว, หรือ แม้จะไม่ออกปาก แต่เจ้าของจะยินดีที่ผู้ถือวิสาสะทำการถือวิสาสะนั้น

เป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นแม้โทษอันเล็กน้อย ทำให้เราไม่ค่อยระวังตัวว่าตนเองได้เบียดเบียนคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจแต่ว่าใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสินปัญหา  ถ้าหากได้นำตนเองไปยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็จะทำให้เกิดความเห็นใจ  คือเราไม่อยากให้คนอื่นทำกับเราอย่างไร เราก็อย่าทำแบบนั้นกับคนอื่น  จนถึงการกระทำนั้นแม้ว่าเราไม่ถือถ้าเราถูกกระทำ  ก็อย่าตัดสินว่าคนทุกคนจะคิดเหมือนเรา

7.ตอนเกิดใหม่อย่าได้เจอกัน http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/11/08/entry-2

 

อธิบายความหมายของตระหนี่ บุญ ผลของการผูกโกรธ การแข่งดี และการออกจากอกุศลธรรมเหล่านี้ ด้วยการการยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียของผู้อื่น เช่นเดียวกับที่เรายอมรับข้อดีข้อเสียของตนเอง การเมตตาตนจนสามารถคลายความผูกโกรธผู้อื่นและพบกับความสุขจากการดับของการผูกโกรธได้ 

สิ่งที่เรารักเราชอบ เราก็ผูกติดกับการชอบ  สิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ผูกติดกับการไม่ชอบเช่นกัน   ทั้งสองส่วนนำมาซึ่งทุกข์  ชอบก็หวั่นการพลัดพราก  ไม่ชอบก็หวั่นการที่ต้องมาเจอะเจอ เมื่อยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น ก็นำทุกข์มาสู่ตน นำความต่ำมาสู่จิตใจตนได้ไม่แพ้กัน

8.ตอน นิทานของวิทยากร  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/11/15/entry-2 

 

เรื่องนี้เน้นการคิดแบบวิภัชวาทะ อันเป็นหนึ่งในสิบวิธีคิดของโยนิโสมนสิการ

แต่ละคนมีหนทางแก้ปัญหาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกำลังศีล สมาธิ ปัญญา และความหมั่นในการใช้โยนิโสมนสิการ เราจึงควรยอมรับและเคารพความเห็นผู้อื่น  เพราะแต่ละคนย่อมยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างกันไป การยืนอยู่บนพื้นฐานประสบการณ์ การได้รับข้อมูล กระบวนการคิด การอบรมตนตามกระบวนความคิดที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้มีมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างกัน  การยอมรับฟังด้วยใจที่เข้าใจพื้นฐานนี้  จึงจะเป็นเหตุที่จะให้การตัดสินใจเป็นไปโดยไม่มีอคติ

เมื่อปราศจากอคติ หากคนในกลุ่มรู้ว่าตนยังต้องอบรมคุณธรรมข้อใดเพื่อให้เสมอกับกลุ่ม ความเสมอกันนี้นี่เอง ที่ตรัสว่าเป็นเหตุให้เกิดความสามัคคี นำสุขมาให้แก่กลุ่ม อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

9.ตอน อาหารจานทิ้ง  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/11/21/entry-1

 

เน้นผลของการยอมให้อกุศลธรรมครอบงำตนจนทุกข์ และผลของการออกจากทุกข์ด้วยโยนิโสมนสิการและการสละ

ผลของทุกข์ ที่มีสองอย่างคือ ให้หลงใหลในทุกข์ และให้ใคร่หาทางออก เมื่อมีทุกข์ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกที่จะอยู่กับผลแบบไหน หากเกิดทุกข์ขึ้นแล้วเรายอมรับทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้นไว้ ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ทำให้เหตุแห่งทุกข์นั้นเกิดขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ก็มีผลให้เราเป็นทุกข์ ให้เราหลงใหล จมอยู่ในทุกข์ตลอดไป แต่หากเราไม่ยอมรับทั้งทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้นเพราะรู้ว่าเป็นอกุศลธรรม เราก็จะใคร่หาทางออก

ก็จะเห็นความสำคัญของโยนิโสมนสิการ การสละ การแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับปัจจุบันธรรมอันนำสุขมาให้แก่ทุกฝ่าย

10.ตอน ไฟแดงที่เพิ่งผ่านเลย  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/11/21/entry-1

 

 เน้น การใช้โยนิโสมนนิการ การนำข้อผิดพลาดมาใช้เป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหา การไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และ ความหมายของสติสัมปชัญญะ ที่ครอบคลุมทั้งปัญญาในการวางแผนล่วงหน้า และสติที่อยู่กับการกระทำตามแผนในปัจจุบันตามที่ได้วางไว้แล้วล่วงหน้า

การ “รู้ก็สักว่ารู้” หรือ “เห็นก็สักแต่ว่าเห็น” เป็นต้น จึงไม่ใช่รู้เห็นก็ผ่านตาผ่านใจไปโดยไม่มีเหตุผล สักแต่ว่าผ่านๆไป แต่เป็นการผ่านตาผ่านใจไปเพราะรู้ว่าขณะนั้นกำลังอยู่ในขณะใด ของขณะที่ต่อเนื่องกันเป็นสายจนเป็นไปตามทำนองคลองธรรมหรือหนทางที่กำหนดไว้ จนทำให้หากมีปัจจัยที่ไม่พึงประสงค์มากระทบ ก็สามารถวินิจฉัยด้วยวิมังสาได้ และแก้ไขไม่ให้ผลร้ายเกิดขึ้น

11.ตอน สนิมใจ  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/12/06/entry-1

 

เน้น การฝึกตนให้มองให้ตรงสภาวะ เพื่อที่จะไม่เห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น ดังเช่นตัวเอกของเรื่องที่ในช่วงแรก ไม่เห็นกิเลสคือโมหะ ความยึดมั่นในความสุขของตนจนขาดเมตตา แต่กลับเห็นการไม่มีเมตตาของตนเป็นการไม่มีเมตตาของคนอื่นจนโยนความผิดให้ผู้อื่น แต่เมื่อรู้ตรงสภาวะ เกิดความเสียใจที่ตนยังเป็นคนดีไม่พอ

เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นเมตตาที่เป็นประมาณของหญิงทั้งสองที่ยังไม่สามารถอบรมให้เป็นเมตตาที่ไม่เป็นประมาณได้ ซึ่งก็เป็นปกติของจิตปุถุชน ที่ยังหวงกั้น ที่เรียกว่าตระหนี่ กลัวสิ่งที่ตนมี ตนรักจะเสียไป

และอีกจุดหนึ่ง ที่แสดงความละเอียดของจิตคนเราในเรื่อง ของเวทนา ที่แปลว่าความรู้สึก โดยเวทนาหรือความรู้สึกที่หยาบ ยังต้องยึดโยงกับเรื่องทางโลก เช่น ขัดเคืองสิ่งที่อยากได้ แต่กลับไม่ได้ เกิด ทุกขเวทนา  ทุกขเวทนานี้มีชื่อเรียกว่า เคหสิตตะโทมนัส  ดังเช่นตัวเอกที่อยากได้เด็กเอาไว้ แต่ถูกขัดขวางจากภรรยาและแม่ยาย   แต่ต่อมากลับได้สติเกิดการเห็นแจ้งในกิเลสตน เองแต่ไปกล่าวโทษผู้อื่น เกิดความทุกข์ใจที่ตนเองทำไมยังไม่สามารถละกิเลสได้  เมื่อไหร่ตนจึงจะละสิ่งที่เลวที่ไม่ประณีตพวกนี้  ก็เกิด ทุกข์ที่อยากให้พ้นจากเรื่องทางโลก ทางเรือน  เราเรียกว่า  เนกขัมมะสิตะโทมนัส

นี่คือสภาพจิตที่สูงขึ้นมาอีกขั้น หากได้มีการอบรมให้สามารถเกิดขึ้น  รักษา และอบรมให้ประณีตขึ้นอยู่เนืองๆ จิตย่อมไม่ตกไปสู่ที่ต่ำที่ต้องไปยึดโยงกับสิ่งล่ออีก

12.ตอน ไหว้ตัว  http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/12/13/entry-1

เน้น ฆราวาสธรรมสำหรับการครองเรือน ศีลในหรือศีลที่ใจ ที่เกิดจากการบ่มเพาะเมตตา การมีหิริ โอตตัปปะ ไม่ใช่ควบคุมแต่กายวาจาแต่ร้อนรุ่มอยู่ในใจเพราะการยอมรับอกุศลธรรมที่ทำให้อยากผิดศีลหรืออยากละเมิดเอาไว้จนมีศีลอย่างแท้จริงไม่ได้ จนเมื่อใจเป็นปกติได้อย่างแท้จริง เมื่อระลึกถึงศีลที่ตนมี หรือ สีลานุสสติ ก็ภูมิใจจนถึงกับไหว้ตัวเองได้

เราควรฝึกตนตั้งแต่มีศีลนอก จนถึงมีศีลในใจ และ ให้บริสุทธิ์ในทั้งสามส่วน คือ ตนไม่ละเมิด ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นละเมิด และ สรรเสริญการไม่ละเมิด เพื่อความเป็นปกติอย่างแท้จริงของตนและสังคม 

นี่คือข้อสรุปทั้งหมดของเรื่องสั้นทั้งสิบสองตอน   ซึ่งทั้งผมและคุณณัฐรดาให้น้ำหนักคือความชอบเป็นการส่วนตัว  ในเรื่องที่ สิบเอ็ดคือเรื่อง  “สนิมใจ”  มากที่สุด   แม้ว่าเรื่องนี้จะมีการตอบรับน้อยที่สุด  อาจเป็นเพราะเรื่องค่อนข้างยาวเนื่องจากมีความพยายามในการโน้มน้าวผู้อ่านให้เห็นภาพตัวละครเอกที่เห็นกิเลสของผู้อื่นก่อน  ค่อนข้างมาก

เพราะกว่าที่ตัวละครเอกจะมาคิดได้ ว่าแท้ที่จริง กิเลสตนนั้น ตนนอกจากจะไม่เห็นแล้ว ยังเห็นว่าเป็นกิเลสของผู้อื่นไปเสียอีก จึงทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาวมาก และ ความยาวของเนื้อเรื่องนี่เอง ทำให้เป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ชวนอ่านที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่เราสองคนเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่มีแสดงถึงสภาวะที่ยากจะรู้เห็นได้ตรงของใจมากที่สุด เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆตรงที่  ตัวละครในเรื่องอื่นมักได้รับรู้ กิเลสตนจากการ ชี้ให้เห็นโดยบุคคลอื่น  แต่ตัวเอกในเรื่องสนิมใจนั้น  ตนรู้กิเลสตนด้วยตนเอง เห็นโทษของกิเลส และมุ่งหาทางที่จะพ้นจากกิเลสนั้นด้วยตนเอง   ความทุกข์ที่เกิดต่างกรรมต่างวาระจึงสะท้อนถึงการใคร่ที่จะยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น  ดังเช่นความโทมนัสที่ตนเองต้องสูญเสียสิ่งที่ตนอยากได้ เพราะถูกขัดและกลัวความยุ่งยากภายหลังจึงตัดใจในสิ่งที่ถูกขัดนั้น  แต่มารู้สภาวะจิตตนเอง ก็เลย โทมนัสอีกครั้งที่ทำไมตนเองไม่สามารถขจัดกิเลสที่ทำให้ตนเห็นแก่ตัวแล้วโทษผู้อื่น   จึงเป็นโทมนัสจากที่อาศัยเรือนหรือเครื่องยึดติด ยกระดับจิตมาเป็นโทมนัสที่ออกจากเรือนหรือเครื่องยึดติด  นี่คือสิ่งที่ควรจะมีการอบรมขึ้นมาให้มาก เพื่อการบรรเทากิเลส

ธรรมะจึงอยู่ที่กายและใจนี้ เพียงน้อมเข้ามา ให้รู้ให้เห็น  มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีความตรงต่อสภาวะ และหาทางอบรมจิตตนเองค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อนหวังผล   เพียงแต่ไม่ถอยหลังในการปฏิบัติ    ความสงบสุขแห่งชีวิตย่อมเป็นผลจากความเพียรนี้

ขอความสงบสุข จงมีแก่ทุกๆท่านด้วยเทอญ

  



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย from mobile วันที่ : 23/12/2015 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห13-14 แม่หมี และ สันติธาตุ
ขอบพระคุณครับที่มาเยี่ยมชม คงจะเขียนอีกครับ แต่อาจเปลี่ยนแนว ขอเวลาอีกสักพักครับ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สันติธาตุ วันที่ : 22/12/2015 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ReligiousPeace

สาธุธรรมครับผม

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 22/12/2015 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณที่คุณหมอเขียนเรื่องราวดีๆให้อ่าน ให้แง่คิด

คราวนี้มาสรุปให้อีก

อยากให้เขียนต่ออีกค่ะ มีประโยชน์และได้ความรู้ดีมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 21.25 น.

" สิ่งที่เกิดทุกขณะที่ตื่น ที่ทำงาน ที่บ้าน ที่สาธารณะ คือแบบฝึกหัดที่จริงที่สอนเราได้ดีที่สุด การมีสติ ตามระลึกรู้กับความเพียร ที่ต้องหมั่นฝึกนานๆ ในสนามจริง มันจะค่อยๆหล่อหลอมไปเอง ฝืนบังคับหรือคิดเอาไม่ได้ครับ "


ความคิดเห็นที่ 11 สันติธาตุ , BlueHill และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 09.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6.BlueHill บก.ชาลี จิตคนเรานี้วิจิตร มีจินตนาการกว้างไกลเหลือเกิน ทำให้คนเรามีสิ่งก่อสร้าง ศิลป ดนตรี เราจึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ ร้องไห้ หัวเราะ หลั่งน้ำตา อิจฉา ตาร้อน ส่อเสียด เมตตา กรุณา สารพัดร้อยแปด ดังนั้น บางครั้งสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากๆ เรามักไม่รู้ตัวว่ามันมีอยู่แฝงอยู่ การมีสติที่ต้องฝึกตามให้ทัน สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ได้รับรส ได้กลิ่นได้สัมผัส ได้คิด อยู่บ่อยๆ เราจะเริ่มละเอียดขึ้นมาได้เอง พอรู้เรา ก็เริ่มรู้เขา และก็รู้ความธรรมดาที่มันมีประจำของสัตวโลก การยึดมั่นในอัตตามันจะคลายไปเองทีละน้อย เป็นไปตามธรรมชาติ เราเองก็ไม่รู้ตัว แต่คนที่อยู่ใกล้ย่อมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เอง
ไม่ใช่การไปหลบ5 วัน7วันเข้าครอส ออกมาเผชิญกับโลกแห่งความจริง ก็รั่วไหลเหมือนเดิม ใช้กายกับใจนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม สิ่งที่เกิดทุกขณะที่ตื่น ที่ทำงาน ที่บ้าน ที่สาธารณะ คือแบบฝึกหัดที่จริงที่สอนเราได้ดีที่สุด การมีสติ ตามระลึกรู้กับความเพียร ที่ต้องหมั่นฝึกนานๆ ในสนามจริง มันจะค่อยๆหล่อหลอมไปเอง ฝืนบังคับหรือคิดเอาไม่ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5.สิงห์นอกระบบ ขอบพระคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.แม่มดเดือนMarch พี่ตุ้มครับช่วงหลัง ผมไม่ค่อยได้เก็บเคสในงานที่ทำเท่าไหร่ เลยไม่ได้เขียนเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้ามีโอกาสคุยกับคนไข้ ก็มักเป็นเรื่องราวในชีวิต ที่ไม่เกี่ยวกับฟัน แต่เป็นเรื่องชีวิตที่บางครั้งเขาพบความยุ่งยาก ผมเลยทำหน้าที่เป็นจิตแพทย์ในบางครั้งครับ
สำหรับเรื่องสั้นที่นำเสนอมา ส่วนมากเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เพียงแต่ตัวบุคคลสมมติขึ้นมา และที่ผม ปล.ลงท้ายสรุปทุกเรื่องนี้ เป็นการขมวดเข้าหาหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา เพียงแต่เลี่ยงคำศัพท์เฉพาะ เพราะผู้ที่มิได้เรียนมันกลายเป็นวิชาการ ลำพังการเขียนเผยแพร่หลักธรรม ก็เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายอยู่แล้ว ก็เลยเปลี่ยนแนวนำเสนอ ส่วนการเปิดโอกาสแสดงความเห็นคิดต่างนั้น
ผมเปิดกว้างเสมอ เพราะบางครั้งถ้าเรายึดหลักทางโลกมันมีข้อคิดที่วิจิตรออกไปมากมาย ตัดสินไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก
ซึ่งการเปลี่ยนแนวเสนอเรื่องหลักธรรมนี้ ผมเห็นว่าคงพอในระดับที่เหมาะสม ไม่ลึกหรือตื้นมาก มีชีวิตของบุคคลมาเทียบเคียง
สิบสองตอน สิบสองสัปดาห์ ก็คงคิดว่าผมคงสื่ออะไรบางอย่างที่อยากสื่อออกไปบ้าง หลักการก็คือ การดูจิตที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ให้เรารู้ให้เร็ว หาเหตุหาผล หมั่นปฏิบัติเช่นนี้ ก็ทำให้เรามีสติที่มั่นคงได้ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องถึงกับหลุดพ้นอะไรทำนองนั้น
เรื่องที่จะเป็นซีรี่ยาวๆแบบนี้ ผมอาจเขียนเรื่องการปฏิบัติธรรมกับการรักษาสุขภาพ ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่วางเอาไว้ในอนาคตครับ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2. ณัฐรดา สาธุ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.ยามครับ เพียงลืมตาตื่นขึ้นมา ธรรมะก็อยู่กับเรา กุศล อกุศล กลางๆ มันก็ทำงานของมัน ตามแต่อารมณ์ ที่รับเข้ามาทางทวารทั้งหก เพียงแต่เราไม่รู้ตัวเอง เพราะไปไล่จับของที่อยู่ข้างนอก กาย กิริยา ที่แสดงออกทางกาย ตามวิสัยที่พึงมีต่อโลก ก็ทำหน้าที่ไป แต่ตัวสติเท่านั้น ที่รู้เท่าทัน สิ่งที่เกิดขึ้น เราจึงไม่ถูกกระแสโลกพัดซวนเซ แม้ว่าจะต้องอยู่กับมันก็ตาม รู้ทันดีกว่า รู้ทีหลัง รู้ทีหลังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ถ้านำลงอีก หรือคุณหมอเขียนนำเสนออีก ผมก็จะตามอ่านนะครับ
ขอสารภาพว่าบางทีก็ไมค่อยเข้าใจในบางแง่มุมมากนัก โดยเฉพาะในมุมที่ละเอียดอ่อนของจิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายเหมือนท้องทะเลในฤดูกาลต่างๆครับ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 15.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อนุโมทนาครับ อ่านสนุกและได้ธรรมสาระครับ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 15.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ต้องขอเรียนเพิ่มเติมความหมายของคำว่า "ประมาท" ในความเห็นที่สองสักเล็กน้อยค่ะ

ความหมายที่สมเด็จพระสังฆราชทรงอธิบายที่ยกมานั้น ทรงอธิบายความหมายของความไม่ประมาทในพุทธพจน์สุดท้าย แต่เนื่องจากความหมายใกล้เคียงกับอรรถที่อรรถกถาจารย์ไขไว้ จึงนำมาแทรกเป็นการขยายความส่วนของคำว่า "ประมาท" ในพระคาถาดังกล่าวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

จะมีการเขียนบันทึกของหมอฟันอีกไหมคะ
แม่มดไม่ได้สนใจเรื่องการทำฟันแต่วิธีคิดที่คุณหมอมีต่อคนไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ด้อยโอกาส เป็นบทเรียนธรรมะที่น่าศึกษา น่าวิเคราะห์ ในบางกรณี น่าเก็บรับมาประยุกต์ใช้ ในความเห็นของแม่มดนะคะ
ชอบอ่านเรื่องเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆโดยไม่มีการตีความและไม่มีบทสรุป
ชอบที่ผู้อ่านมีโอกาสที่จะพิจารณาความเป็นไปของสรรพสิ่งด้วยตนเองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณยามครับคะ

เป็นอย่างนั้นจริงๆนะคะ ลำพังการทรงจำธรรมไว้ แต่ไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต ที่ทรงจำไว้ก็ไม่มีประโยชน์

มีพระตาถาหนึ่ง แสดงผลของภาวะนี้ได้เป็นอย่างดีค่ะ นั่นคือ

นรชนใด เป็นผู้ประพฤติรีบด่วน*เป็นผู้ประมาท**
เพียงรู้แต่สุภาษิตอันเป็นสาระ
และได้สดับสมาธิอันเป็นสาระในธรรมที่รู้เท่านั้น
ปัญญาและสุตะ ย่อมไม่เจริญแก่นรชนนั้นเลย***

*ประพฤติรีบด่วน ในที่นี้หมายถึง ไม่พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ จึงตกไปในอำนาจของกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๒/๑๕๐)

**ประมาท "ธรรมคือความไม่ประมาท ก็ได้แก่ การเป็นผู้ไม่ปราศจากสติคือความระลึกได้ พร้อมทั้งสัมปชัญญะคือความรู้ตัว มีสติรักษาตน เป็นสติเนปกะ ที่แปลว่ามีสติรักษาตนอยู่เสมอ ผู้ไม่ประมาทย่อมเป็นผู้ขวนขวายปฏิบัติในสิ่งที่ควรละ ทำในสิ่งที่ควรทำ หรือกล่าวได้ว่า เป็นผู้ขวนขวายปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง" (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ.๒๕๕๘ หน้า๕๔๖-๕๔๗)

*** ความหมายในพระคาถานี้ คือ นรชนผู้ถูกราะคะ เป็นต้น ครอบงำ ไม่พิจารณาไตร่ตรอง ประมาท ไม่บำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับโอวาท ฟังสุภาษิตมากมายก็ตาม แต่ปัญญาของเขาก็ไม่เจริญ เพราะไม่รู้ความหมาย และสุตะก็ไม่เจริญ เพราะไม่มีการปฏิบัติตาม (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๒/๑๕๐)

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ยามครับ วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

อนุโมทนาสาธุ ที่นำเสนอเรื่องสั้น ที่ทำให้ ง่าย ต่อการเข้าใจถึง สภาวะอันยุ่งเหยิงของจิต ได้เป็นอย่างดี

การอ่าน ทำความเข้าใจ คำยากๆ จิต สมาธิ ภาวนา ฌาณ สติปัฐฐาน ฯลฯ ทำให้เหมือนว่า ผมมีภูมิรู้บ้าง แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่ ทำให้เรา "รู้" ว่า ตัวเอง "รู้" หรือ "ไม่รู้" หรือ "รู้เท่าทันตัวเอง" นั่นก็คือ การเฝ้ามองตัวเอง ครับ


โดยสรุป การเรียน ท่อง บ่น โดยไม่ปฏิบัติ ไม่เฝ้าใคร่ครวญ ใจของตัวเอง จึงหลงลืมและไม่ได้ผล

เหมือนที่ ฝรั่งเขาสรุปว่า จะเรียนให้ได้ผล 100% คือ เรียน โดยการทำจริงๆ

แต่การทำจริงๆ นั้นมีเรื่องน่าเบื่อคือ คืบหน้าช้า เห็นผลช้า และต้องใช้ความเพียรอย่างยิ่ง

เพียรขนาดไหนหรือ? ก็ขนาดที่พุทธองค์ เคยตั้งใจว่า ถ้าหากไม่บรรลุธรรม ก็จะนั่งให้ร่างกายแตกดับอยู่ตรงนั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน