*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240099
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< เมษายน 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1540 , 20:11:08 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน SW19 , ni_gul และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เวียนกันมาอีกครั้ง มีวันสำคัญที่แทรกอยู่ในช่วงนี้ สองวันด้วยกัน คือ วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว ทั้งสูงอายุและครอบครัวเป็นสิ่งปกติของมนุษยชาติ เพราะทุกคนย่อมต้องผ่านวัยต่างๆมาจนถึงวัยสูงอายุ และไม่ว่าผู้ใดก็ต้องมีครอบครัว คำว่าครอบครัวไม่ได้หมายเพียงถึงคู่ที่ต้องมาแต่งงานอยู่ด้วยกันจนมีลูกหลานไว้สืบสกุลเท่านั้น แต่หมายถึงทุกผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม มีความผูกพันกัน บางคนอาจอยู่เป็นโสด ไม่มีคู่ แล้วหมายคิดว่าตนเองไม่มีครอบครัว ความจริงครอบครัวมีกันทุกคน ที่ทำงานที่เดียวกัน ลูกค้าประจำที่มาอุดหนุนสินค้า ชุมชนเดียวกัน คนจังหวัดเดียวกัน ประเทศเดียวกัน

บางคนอาจคิดไม่ถึงว่า คนประเทศเดียวกันจะนับเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร ลองนึกภาพดูว่า ยามที่เราต้องอยู่ประเทศอื่น สีผิวสีผมที่แตกต่างจากผู้คนแวดล้อม เมื่อมาพบเชื้อชาติที่ใกล้เคียงกัน จะรู้สึกอย่างไร พบคนที่พูดภาษาเดียวกันจะรู้สึกอย่างไร คนที่ติดเกาะกลางทะเลคนเดียวแล้วได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นคนเหมือนตนเอง จะรู้สึกอย่างไร  นี่แหละความรู้สึกของคำว่าครอบครัว มันกินความกว้างเช่นนี้  เราต้องรู้จักตนเองก่อน แล้วรู้จักคนที่ใกล้ชิด จากนั้นขยายต่อๆออกให้กว้างไกลออกไป ความหมายของคำว่าครอบครัวมันจึงขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ

การมีจิตใจที่ไม่คับแคบเป็นจุดที่จะช่วยทำให้ความหมายของครอบครัวกว้างออกไป  เรารักตนเองมากเช่นไร ทุกคนก็รักตัวเขาเช่นกัน เราไม่อยากประสบสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ผู้อื่นก็เช่นกัน สภาพจิตที่พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะช่วยให้ความหมายครอบครัวของเราเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงครอบครัวที่เป็นมนุษยชาติ ถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพยายามฝึกตนเองวันละเล็กละน้อย ค่อยๆสะสม

มาพูดถึงประเด็นวันผู้สูงอายุก่อน เราทุกท่านคงเคยได้ยินได้อ่านได้ฟัง เรื่องเหล่านี้มาบ้าง เขาว่าไว้ดังนี้

0 ปีเปิดฉากชีวิต

10-20 ปี สนุกสนานเติบโต ค้นหาตนเอง

30-40 ปี  เป้าหมายชีวิตมุ่งสู่ความสำเร็จ

50 ปี ฐานะมั่นคง

60 -70 ปี แก่แล้วอยู่บ้านดูแลลูกหลาน

80 ปี นั่งๆนอนๆ

90 ปี รับแขกบนเตียง

100 ปี มีเพียงรูปแขวนไว้ข้างฝา

นี่คือความเป็นจริงของชีวิตที่ทุกคนพออ่านเข้าก็เข้าใจว่า ภารกิจแต่ละช่วงของชีวิตมันเป็นเช่นนี้ สิ่งนี้ดูเป็นของใหม่ที่แต่ละคนต้องมาเรียนรู้กันใหม่ทุกครั้ง พอได้อ่านก็เข้าใจแล้วก็ลืมในเวลาต่อมา ทั้งที่เป็นสภาวะที่เป็นธรรมดา ที่ทุกคนมองข้าม พอฉุกใจก็กลับมาคิดแล้วก็ทิ้งก็ลืมวนเวียนอยู่เช่นนี้

ที่ยกคำกล่าวนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า คนที่อยู่ในวัยต้นๆ ยังไม่เคยผ่านวัยชรามา ย่อมไม่มีประสบการณ์การเป็นคนวัยชรา ดังนั้นการที่จะมีสภาพจิตใจในการที่จะปล่อยวางบางสิ่งอย่างคนแก่เฒ่า ที่ผ่านโลกมามากเห็นความแปรปรวนมามาก ย่อมเป็นไปได้ยาก  อาจจะมีคนจำนวนน้อยนิดจริงๆ ที่อยู่ในวัยเยาว์แต่กลับเข้าใจชีวิตก่อนวัย เห็นซึ่งความบีบคั้นของชีวิต จนสละโลกวัตถุไปสู่ ธรรมในวัยต้นๆ

และก็มีคนจำนวนไม่มากเช่นกัน ที่แม้อายุจะมากจนเข้าสู่วัยชราปลายๆ ก็ยังยินดีติดอยู่ในโลกทางวัตถุ ในกาม จนไม่ยอมปล่อยวาง กลับหาทางเสพยึดจนเป็นที่ครหาของคนในสังคม

คนสองกลุ่มนี้มีไม่มาก ส่วนมากก็พัฒนาไปตามวัยของชีวิตดังที่เราได้รับรู้มา

เข้าใจชีวิตแต่อย่ากำหนดชีวิตผู้อื่น

คำพังเพยที่ว่า” อาบน้ำร้อนมาก่อน” ถ้าเข้าใจความหมายเพียงผิวเผิน แล้วผู้สูงอายุนำสิ่งนี้มากำหนดวิถีชีวิตผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวาย การรู้สภาวะน้ำร้อนที่อาบไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องรู้สึกอย่างเดียวกัน และทุกคนต้องมาอาบน้ำร้อนเช่นกัน คนสูงวัยที่สั่งสมประสบการณ์ควรใช้สิ่งนั้นเป็นบทเรียนให้คนรุ่นใหม่พึงระวังสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเจอสภาวะนั้น แต่อย่าเอาตนเองไปตัดสินวิถีชีวิตผู้อื่น อย่าเอาประสบการณ์เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนที่ตนเองเผชิญมา มาสรุปผลว่าต้องเป็นอย่างที่คิด โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมากบริบทของสังคมคนรุ่นใหม่ มันต่างกับอดีต เรื่องทางโลกมันไม่เป็น อกาลิโก มันเปลี่ยนไปตามกาล มีแต่สภาวธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสเพื่อความหลุดพ้นเท่านั้นที่เป็น อกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลเวลา อดีตกี่แสนปี จนปัจจุบัน สภาวะ โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา เกิดแก่ผู้ใด ก็เป็นสภาวะนั้น ยามเมื่อจิตปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น สภาวะจิตใจ เป็นอย่างไร ผู้รู้ผู้ถึงก็ต้องประสบรสอย่างนั้น นี่จึงเป็นอกาลิโก

ผู้สูงวัยควรนำสิ่งที่ตนเองเคยรับรู้มา  เป็นข้อมูลให้คนรุ่นใหม่ใช้ในการตัดสินใจ รวมทั้งเป็นการรู้ตนเองว่า กาลใดควรสอนกาลใดควรนิ่งเฉย อย่าไปกำหนดวิธีการหรือเป้าหมายชีวิตของผู้อื่น ตนเองเข้าสู่วัยปล่อยวางไม่เอาอะไร การจะไปสอนคนวัยหนุ่มสาวให้ปล่อยวางไม่เอาอะไรย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก

ผู้สูงวัยควรมีจิตที่กว้างขวาง ไม่คับแคบ ไม่โกรธเคืองยามที่ตนเองกล่าวเตือนอะไรแล้วคนอื่นไม่เชื่อฟัง ควรเปิดโอกาสและพื้นที่ทางความคิดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตนเอง ตนเพียงทำหน้าที่ให้คำแนะนำบางเรื่องราวที่อาจเป็นปัจจัยที่มากระทบได้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ ได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เรียกว่า เหลียวหลังก็เห็นที่มา  มองไปข้างหน้าก็รู้ที่ไป

การแนะนำผู้อื่นนั้นก็ต้องนำหลักที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะนำไว้เช่น

เรื่องจริง มีประโยชน์ ผู้ฟังพร้อมที่จะรับ  หาเวลาที่เหมาะสม แล้วจึงสอน

เรื่องจริง มีประโยชน์ ผู้ฟังยังไม่พร้อม เวลาเหมาะหรือไม่เหมาะ  ก็ต้องนิ่งเงียบ

เรื่องไม่จริง ไม่มีประโยชน์ ผู้ฟังพร้อมฟัง ก็ไม่ต้องพูด เพราะไร้สาระเลื่อนลอย 

ดั่งนี้

ผู้สูงวัยนอกจากสั่งสอนผู้อื่นตามควรแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการฟัง การฟังคู่กับการพูด นักฟังที่ดี มีโอกาสเป็นนักพูดที่ดี  นักอ่านที่ดี มีโอกาสเป็นนักเขียนที่ดี เป็นต้น

เรื่องการพูดและการฟังนี้ จะได้คุยกันในหัวข้อต่อไป

ครอบครัวนั้นเริ่มที่ตนเอง

มีคนกล่าวไว้ว่า คนสองคนที่เลือกมาใช้ชีวิตร่วมกันนั้น ส่วนหนึ่งมาจากชอบความเหมือนหรือเคมีที่ลงตัวกัน อีกส่วนมาจากความต่าง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ชอบเหมือนกันลักษณะนิสัยคล้ายกัน แล้วมาอยู่ด้วยกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่แปลกตรงที่ความแตกต่างแล้วมาอยู่ด้วยกันได้ นักจิตวิทยาท่านว่า มาจากความอยากในสิ่งที่ตนเองไม่มี ที่ตนไม่สามารถทำได้ แต่อีกคนมีสิ่งนี้ จึงนำสิ่งที่อยากได้ แต่ทำไม่ได้ของอีกคนมาทดแทน

รวมความถ้าว่ากันทางพุทธ ก็คือ ตัณหาความอยาก อยากมีอยากเป็น  อยากเป็นที่เหมือนกันก็ไปด้วยกัน อยากมีที่อีกคนมีให้ ก็ไปด้วยกัน ลงความเป็นฉะนี้

ลองดูตัวอย่างที่พอสังเกตได้ เช่น ภรรยาพูดเก่ง สามีเงียบขรึมพูดไม่เก่ง ภรรยาเคร่งครัด สามีเป็นคนตลกมีอารมณ์ขันฟุ่มเฟือย ภรรยาทะเยอทะยานเป้าหมายชีวิตสูงลิ่ว สามีอาจเป็นคนสมถะเหมือนคนไม่เอางาน

ทีนี้ถ้าคนสองคนที่มีทั้งความเหมือนและความต่างมาใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วมีจิตใจกว้างขวาง มองคู่ชีวิตอย่างที่เขาเป็น ไม่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น ก็ไม่สู้มีปัญหามากนัก ต่างคนต่างเคารพในความต่าง

แต่ส่วนมากมักไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เคยยอมรับได้ ก็มักแปรเปลี่ยนไป ตามเวลาและปัจจัย การยอมรับกลับกลายเป็นความอดทนอดกลั้น และกลายเป็นภาระทางจิตใจขึ้นมา

เป้าหมายชีวิตทางโลก เป็นสิ่งที่แปรปรวนไม่แน่นอน เราเรียกว่า ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง  หรือ ภาษาพระเรียกว่า สังขตธรรม  ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งนี้ มันเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และดับสลายในเบื้องปลาย เป็นเช่นนี้

เป้าหมายชีวิตที่เคยร่วมกำหนดกันมา พอถึงเวลาหนึ่ง มันย่อมแปรปรวน อาจเปลี่ยนแปรไปเป็นอื่น ที่เคยชอบเหมือนกันในอดีต อาจไม่ใช่ในปัจจุบัน

ดังนั้นชีวิตคู่  ที่มีบุตรหรือไม่มีบุตร สิ่งที่สำคัญที่จะประคองให้อยู่รอดตลอดคือ ความสามารถที่จะอยู่กับความต่างให้ได้  ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝน  จนกว่าใครคนหนึ่งหรือมากกว่านั้น จะเข้าใจสัจธรรมของชีวิตแล้วฝึกตนจากการที่ต้องอยู่กับธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไปสู่สิ่งที่พ้นจากการปรุงแต่ง นั่นคือนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แน่นอน เป็นเรื่องโลกุตรธรรม ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง

ฟังอย่างเปิดใจกว้างส่งผลทั้งกายวาจาที่กว้างด้วย

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมตามเขาไป เพราะเหตุนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น”

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว”

นี่เป็นพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ ว่าทุกอย่างสำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ จึงเป็นเจตนาที่ก่อให้เกิด กายกรรมและวจีกรรมตามมา  ผู้ที่มีจิตใจกว้างขวาง อัตตาจะเล็กลง อ่อนน้อมถ่อมตน แต่กายวาจาจะกว้างขวางเผื่อแผ่กว้างไกล

ผู้ที่จิตใจคับแคบ อัตตาจะยิ่งใหญ่เติบใหญ่ ความกระด้างจะเข้ามาแทนที่ กายวาจาจะเบียดเสียดคับแคบ

ดังนั้นเราจำเป็นต้องฝึกใจด้วยการฝึกการฟังผู้อื่น โดยพยายามวางอคติไว้ข้างๆก่อน

อคติสี่ ที่ประกอบด้วย ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ ทำให้การฟังการอ่านสิ่งที่ได้ยินได้เห็น เหมือนผ่านหูฟังหรือแว่นสี  เห็นด้วยเพราะรัก ไม่เห็นด้วยเพราะชัง เห็นด้วยเพราะกลัวภัยต่อตนเอง เห็นด้วยไม่เห็นด้วยแล้วตัดสินโดยไม่สืบสาวความจริง ทั้งหลายเหล่านี้นำมาสู่ความวุ่นวายในสังคม

มีการแยกแยะการฟังและการสนทนาตั้งแต่สองคนจนถึงการประชุม ออกมาเป็น สี่ระดับ

ระดับที่หนึ่ง เป็นการพูดคุยทั่วไปกว้างๆสงวนท่าที ต่างรักษามรรยาท ไม่กล้าเสนอความเห็น ว่าตนเองคิดอย่างไร การพูดคุยลักษณะนี้ไม่ค่อยได้สาระอะไรมาก ยกตัวอย่าง ประธานที่ประชุมมีความเป็นเผด็จการสูง อัตตาแรง การประชุมเช่นนี้ ส่วนมากสมาชิกเลือกที่จะสงวนความคิดเห็นมากกว่า ทุกคนประกอบด้วย ภยาคติ  คู่ชีวิตที่มีความแตกต่างทางฐานะครอบครัวและระดับการศึกษา คนที่มีอัตตาสูง มักข่มคู่ของตน ซึ่งมักจะเก็บงำความในใจเอาไว้ รอวันปะทุ

ระดับที่สอง  เป็นการพูดคุยที่คู่สนทนาเริ่มกล้าออกความคิดเห็นของตนออกมา แต่ยังติดในกรอบที่ตนเองวางไว้ อัตตายังสูงอยู่ ดูเหมือนจะดีกว่าระดับแรก แต่ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างยืนในมุมของตน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสภาวะการเมืองที่ผ่านมาในอดีต มีประชาธิปไตยในการแสดงออกเต็มที่แต่ต่างไม่ยอมกัน ผลก็คือความแตกแยกจนนำไปสู่ความรุนแรง ในระดับนี้ประกอบด้วย ฉันทาคติ โทสาคติและโมหาคติ แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งสี  ในระดับนี้ถ้าไม่สามารถพัฒนาต่อไปเป็นระดับที่สูงขึ้นได้ สังคมจะอ่อนล้ามากจนต้องกลับไปตั้งต้นที่ระดับที่หนึ่งใหม่ วนเวียนเช่นนี้  ในชีวิตคู่ก็เปรียบดัง ต่างคนต่างเก่งด้วยกัน ไม่มีใครฟังใคร สุดท้ายอาจจบที่การแยกทาง หรือต่างคนต่างอยู่ไปวันๆ ต่างคนต่างไม่อยากพูด ทุกคนยึดหลัก เอาที่สบายใจก็แล้วกัน ฉันไม่ยุ่งกับเธอ เธอก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ทำนองนี้

ระดับที่สาม เป็นการพูดคุยที่คู่สนทนา เริ่มก้าวเข้าไปหากัน ต่างเปิดใจในการที่จะมองสิ่งที่แตกต่างกัน และพร้อมที่จะพิจารณาถึงเนื้อหารายละเอียดที่อีกฝ่ายพูดหรือกระทำ เป็นการใช้โยนิโสมนสิการในการแก้ไขข้อแตกต่าง แล้วหาทางหลอมรวมสิ่งที่แตกต่างกันนั้นให้เกิดเป็นวิธีการใหม่ที่ต่างคนต่างยอมรับ ทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ในความต่าง นี่จึงเป็นวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ระดับที่สี่ เป็นระดับที่สูงจากระดับที่สาม ถึงขั้นสลายอัตตาความเป็นตัวตน สิ่งที่ฟังที่พูด เป็นเพียงชุดข้อเท็จจริง เป็นสภาวธรรม ที่ไม่มีสัตว์บุคคลเป็นหมายกำหนด ตนอาจได้ยินผู้อื่นพูดสิ่งที่ตนคิด สิ่งที่ตนเองพูดอาจเป็นสิ่งที่ผู้อื่นกำลังคิด ที่พูดเป็นเนื้อหาที่รับฟังกันอย่างเปิดใจ ใครก็ได้ที่แม้จะด้อยทั้งตำแหน่งชื่อเสียงพูด ก็มีคุณค่ารับฟังเช่นเดียวกับผู้พูดที่มีทั้งตำแหน่งฐานะ การพูดการฟังเช่นนี้เป็นอุดมคติ เพราะเป็นไปด้วยจิตที่เป็นพรหมวิหาร อันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครบถ้วน สิ่งที่ได้จากการพูดการฟังเช่นนี้ เมื่อนำมาสู่การปฏิบัติที่เป็นแผนงานหรือกฎหมายต่างๆ ย่อมเป็นความเสมอภาคและยุติธรรมอย่างแท้จริง

น่าเสียดายที่สถานะของประเทศไทยโดยเฉพาะการปกครองที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนี้ เรายังพูดและฟังกันอยู่ใน สองระดับข้างต้น จากหนึ่งมาเป็นสอง แล้วก็วนกลับไปเป็นระดับหนึ่งอีก ไม่สามารถยกพ้นจากระดับสองมาเป็นระดับสามได้  ส่วนระดับที่สี่ไม่ต้องใฝ่หา ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

หันกลับมาในระดับปัจเจกของชีวิตคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กหรือใหญ่ รวมทั้งองค์กร ถ้าเราฝึกทั้งการฟังที่ดี ฟังเนื้อหาสาระที่คนอื่นพูดโดยเอาหัวใจเข้าร่วมด้วย เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด ฝึกการยืนในมุมที่เขายืนอยู่บ้าง เราอาจเห็นอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไป ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก พยายามเลี่ยงการยึดบุคคล เพื่อขจัดอคติ สี่ ให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อนั้นความเป็นครอบครัวจะสามารถผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคไปได้ด้วยดี

สรุปในวันผู้สูงอายุและวันครอบครัวนี้ ขอให้ตั้งต้นที่ตนเองเป็นเบื้องแรก ว่าเราจะเปิดใจให้กว้าง ฝึกการฟังการพูดให้เป็น รู้จังหวะเวลาในการพูด เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์มีสาระ ฟังผู้อื่นด้วยการมีอคติให้น้อยที่สุด คือฟังเพราะ รัก เพราะชัง เพราะกลัว เพราะหลง ให้มีสติรู้ทั่วตัวพร้อมในเรื่องเหล่านี้ มีจิตพรหมวิหาร ซึ่งเป็นจิตที่กว้างขวาง ทำให้การเห็นปัญหาและทางแก้ไขกว้างขวางออกไปด้วย ชีวิตคู่ที่ต้องฝึกให้อยู่กับความต่างได้ ก็กลายเป็นความเหมือนโดยไม่ต้องฝืนใจ เป็นไปตามครรลองของสภาพจิตที่เป็นเช่นนั้นเอง

ขอให้ทุกคน มีความสุขกับวันครอบครัวของตนเองและขยายเป็นครอบครัวที่กว้างไกลออกไปสู่สังคมเพื่อนมนุษย์ด้วยครับ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 17/04/2016 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5.SW19 ขออวยพรเช่นกันครับ ให้สุขสมหวังในสิ่งที่สมปรารถนาทุกประการครับ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 17/04/2016 เวลา : 08.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.nune ขอบพระคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 17/04/2016 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.Sleepypanda ขอบพระคุณครับที่มาเยี่ยมชมกัน การมีสตินั้นสำคัญที่สุด ในการดำเนินชีวิตครับ

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 17/04/2016 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1 คห3 rattiya ขอบพระคุณครับ ขออวยพรความสุขสวัสดีแด่คุณ รัตเช่นกันครับ


ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 17/04/2016 เวลา : 02.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

.. ขอให้ทุกคน มีความสุขกับวันครอบครัวของตนเองและขยายเป็นครอบครัวที่กว้างไกลออกไปสู่สังคมเพื่อนมนุษย์ด้วยครับ ..

ขอสวัสดีปีใหม่ไทย คุณหมอและคุณณัฐรดา และขอให้พรท่อนหลังเป็นไปได้จริงในสังคมไทยด้วย

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
nune วันที่ : 16/04/2016 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nune

ชอบจังค่ะ อ่านแล้วได้ข้อคิดหลายอย่าง
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 16/04/2016 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ลืม"สวัสดีปีใหม่ไทยคุณสมชัย+คุณณัฐรดาค่ะ"

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Sleepypanda from mobile วันที่ : 15/04/2016 เวลา : 23.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sleepypanda

อ่านเพลินเลยค่ะคุณสมชัย อ่านไปคิดตามไปด้วยก็เห็นด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ บางทีใช้ชีวิตไปตามบริบทรอบตัว มีสติบ้าง ลืมใช้สติบ้าง ใช้อคติตัดสินคนอื่นก็ไม่น้อย พูดไปแล้ว สงสัยตัวเองจะบ่นลูกมากเกินไปแล้ว
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/04/2016 เวลา : 03.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ชอบการเเบ่งช่วงเวลาอายุค่ะ

0 ปีเปิดฉากชีวิต

10-20 ปี สนุกสนานเติบโต ค้นหาตนเอง

30-40 ปี เป้าหมายชีวิตมุ่งสู่ความสำเร็จ

50 ปี ฐานะมั่นคง

60 -70 ปี แก่แล้วอยู่บ้านดูแลลูกหลาน

80 ปี นั่งๆนอนๆ

90 ปี รับแขกบนเตียง

100 ปี มีเพียงรูปแขวนไว้ข้างฝา

บางคนก็อาจข้ามขั้นก็มีคือ อาจจะรับเเขกบนเตียงเมื่ออายุ 50 ปี หรือมีรูปเเขวนใว้ข้างฝาเมื่ออายุ 40 ปี

"หันกลับมาในระดับปัจเจกของชีวิตคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กหรือใหญ่ รวมทั้งองค์กร ถ้าเราฝึกทั้งการฟังที่ดี ฟังเนื้อหาสาระที่คนอื่นพูดโดยเอาหัวใจเข้าร่วมด้วย เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด ฝึกการยืนในมุมที่เขายืนอยู่บ้าง เราอาจเห็นอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไป ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก พยายามเลี่ยงการยึดบุคคล เพื่อขจัดอคติ สี่ ให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อนั้นความเป็นครอบครัวจะสามารถผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคไปได้ด้วยดี"


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน