*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232954
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 4118 , 15:04:20 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน ภาษาไทย , สำรวจฟ้า และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

จากตอนที่แล้ว ที่กล่าวถึงการดูแลสุขภาพว่า สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่อาหาร มากกว่าการออกกำลังกาย ผมมีคนไข้วัยกลางคนที่เข้ามาทำฟันกับผม จำนวนกว่า80% ที่มีภาวะระดับน้ำตาลเกินในเลือด และภาวะไขมันสูง เกือบทุกคน ทุกคนไปหาหมอ ได้รับยามากินเพื่อควบคุมไม่ให้เป็นมากกว่าเดิม ผมลองเลียบเคียงถามเขาดูว่า หมอที่รักษาให้คำแนะนำอย่างไร ส่วนมากก็ตอบว่า ให้ไปออกกำลังกาย หลายคนก็ทำตาม เช่นไปเดินบ้าง แกว่งแขนบ้าง บางคนก็นั่งตบมือซ้ายทีขวาที ตามที่แชร์กันในเน็ท บางคนก็กินผลไม้ที่เขาว่าแก้โรคนั้นบ้างโรคนี้บ้าง เต็มไปด้วยความคิดเห็นมากมาย หมอบางท่านก็บอกว่าให้ควบคุมอาหาร คนไข้เหล่านั้นก็เข้าใจกันผิด พากันอดอาหาร ทานให้น้อยลงบ้าง

คนที่เป็นหมอสอนคนอื่นให้ออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบห้าหมู่ แต่ผมเห็นหมอคนที่สอนคนอื่นนั้น บางคนแขนขาลีบเล็ก มีแต่รอบเอวที่ดูอิ่มกว่าบริเวณอื่น บางคราคนไข้มากจนกระทั่งไม่มีเวลาทานอาหาร ต้องพึ่งบะหมี่สำเร็จรูปแทน แบบนี้ก็มี นี่คือลักษณะที่ว่า พูดง่ายแต่ทำยาก

การทานอาหารให้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ยากที่สุด ยากยิ่งกว่าการบังคับให้คนไปออกกำลังกายเสียอีก

 

อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต้องหาเองทำเองเท่านั้น ยากที่จะแสวงหาได้จากนอกบ้าน เป็นเรื่องที่ต้องฝึกให้เคยชิน ต้องใช้เวลา ต้องผ่านการเอาร่างกายตนเองเข้าทดลองเท่านั้น

ร่างกายต้องการอาหารอย่างไร?

สารอาหารหลักๆที่เราต้องการคือ คาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน เกลือแร่และวิตามิน

คาร์โบไฮเดรท ต่อไปนี้ผมขอเรียกชื่อเป็น คาร์บ เฉยๆคืออาหารกลุ่มแป้งที่เป็นพลังงานสายตรงที่ร่างกายนำมาใช้ได้ทันที เช่นข้าวขาว ข้าวกล้อง ขนมปัง มันแปลงเป็นน้ำตาล ซึ่งให้พลังงาน  เราต้องการวันละประมาณ 40-60%  ของแคลอรี่ที่เราต้องใช้ในแต่ละวัน เช่น ในหนึ่งวัน เราต้องมีค่าใช้จ่าย คือTDEE (พลังงานที่เป็นต้นทุนวิถีชีวิต) สมมติเท่ากับ 2000 แคลอรี่  เราต้องได้รับคาร์บ ประมาณ 1000 แคลอรี่

คาร์บ 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่  ดังนั้นเราต้องการคาร์บต่อวันเท่ากับ 250 กรัม  ถ้าเป็นข้าวสวยก็ประมาณ วันละสามทัพพี นั่นคือมื้อละหนึ่งทัพพี

โปรตีน มีความจำเป็นต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เพิ่มพูนมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มพูนค่าเผาผลาญ (BMR)  เราควรได้รับโปรตีนอย่างน้อยที่สุด 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล เช่น หนัก 50 กิโล ควรได้รับโปรตีนอย่างน้อย 50 กรัม ต่อวัน  แต่สำหรับคนที่ออกกำลังกาย ควรได้รับในปริมาณที่เพิ่มขึ้น เช่น 1.2 - 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล โดยเฉพาะผู้ที่เล่นเวทเพื่อเพิ่มอัตราเผาผลาญ

เช่นคนที่เล่นเวท เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ อีกนัยคือการเพิ่มค่า BMR สมมติว่าหนัก 50 กิโลกรัม ต้องการโปรตีน 50 คูณ 2 เท่ากับ ต้องการวันละ 100 กรัม

โปรตีนคุณภาพดี มาจาก ปลา ปู อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ขาว ถั่วต่างๆ  ในเนื้อไก่ที่เป็นอก 100 กรัมจะมีโปรตีนเพียง 20-30 กรัมเท่านั้น  ดังนั้นหากเราได้โปรตีนจากอกไก่เพียงอย่างเดียว เราต้องทานเนื้ออกไก่ 500 กรัม จึงจะได้โปรตีนครบ 100 กรัม

หรือหากเราได้โปรตีนจากไข่ขาวเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้ไข่ขาวจำนวน 25 ฟอง  เพราะไข่ขาวหนึ่งฟองให้โปรตีนประมาณ 5 - 6 กรัม

คนที่เล่นเวทหนักๆจะขาดโปรตีนไม่ได้  และการทานแต่ละครั้ง ต้องแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ เพราะการดูดซึมโปรตีน ไม่สามารถทำได้ครั้งละมากๆ ร่างกายเราดูดซึมโปรตีนได้เพียงไม่เกิน 30 กรัมต่อครั้ง

ส่วนคนที่ไม่ได้เล่นเวท ก็คำนวณความต้องการ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลเป็นเกณฑ์

จากค่าเหล่านี้ คนไทยมักทานปริมาณโปรตีนไม่ถึง แทบทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีความคิดว่า ทานโปรตีนมากจะทำให้ตัวใหญ่

ไขมัน เป็นแหล่งพลังงานที่ให้พลังงานมากที่สุดในสารอาหารทุกชนิด มีความจำเป็นเพราะเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอโมนท์ที่จำเป็นต่อร่างกาย เราควรได้รับในปริมาณ 20-30% ของแคลอรี่ที่เราต้องใช้ในแต่ละวัน สมมติเราต้องการพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน เท่ากับ 2000  แคลอรี่ เราต้องรับพลังงานจากไขมันประมาณ 400  แคลอรี่ 

 ไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 9 แคลอรี่  ดังนั้นเราต้องการไขมันวันละ 45 กรัมโดยประมาณ จำง่ายๆวันละประมาณ 50 กรัม

เห็นตัวเลขเหล่านี้ ผู้อ่านอาจเวียนหัว อยากได้อะไรที่เป็นรูปธรรมเห็นชัดๆง่ายๆ ลองดูรูปนี้ครับ

 

ในจานอาหารหรือชามอาหาร ขอให้มีสัดส่วนดังกล่าว เป็นอันใช้ได้  ถ้าให้ชัดขึ้นไปอีก ผมแนะนำว่ามีข้าวหรือสิ่งทดแทนข้าวเช่นขนมปัง ปริมาณ หนึ่งกำปั้น  มีเนื้อที่ไม่ติดมัน เช่น อกไก่ สันในไก่ เนื้อปลา หนึ่งฝ่ามือ (ไม่นับส่วนของนิ้วมือ)  มีผักผลไม้ครบห้าสีปริมาณเอาสองฝ่ามือช้อนผักขึ้นมา เนื้อนั้นควรเป็นเนื้ออบ เนื้อนึ่ง ไม่ควรทอด หรือถ้าทอดให้ใช้น้ำมันน้อยๆ 

ถามว่าแล้วไขมันได้จากไหน ตอบว่าก็อยู่ในเนื้อชิ้นนั้น แม้เป็นอกไก่ที่เวลาเคี้ยวแสนจะฝืด แต่ภายในเนื้อนั้นก็มีไขมันแทรกอยู่ เราได้รับในปริมาณที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว

 

มีข้อเท็จจริงที่ควรรู้ ในอกไก่หนึ่งชิ้น เราอาจเห็นว่าชิ้นใหญ่ แต่ปริมาณโปรตีนที่มีอยู่ในอกไก่ชิ้นนั้น มีเพียง 20% เท่านั้น หมายความว่าถ้าอกไก่ชิ้นนั้นหนัก 100 กรัม ก็มีโปรตีนเพียง 20 กรัมเท่านั้น  ยิ่งถ้าเป็นส่วนอื่นเช่นสะโพก ปีก น่องไก่ โปรตีนยิ่งน้อย ไขมันยิ่งเยอะ เราจึงได้สารอาหารไม่ครบแต่ได้แคลอรี่เกิน

 

นี่คืออาหารที่ผมกินเป็นหลัก มีเนื้อปลาลวกหรือนึ่งแหล่งโปรตีนและไขมันโอเมก้า3และ6  มีมันเทศแหล่งคาร์บ  มีผักหลากสี  จานนี้สารอาหารครบ ไม่มีของทอด แต่ผมไม่ขาดไขมัน เพราะไขมันมีในเนื้อปลาแล้ว ไม่ใส่น้ำตาลเพราะได้น้ำตาลจากคาร์บคือหัวมันเทศ  ไม่มีน้ำปลาเพราะผมได้เกลือแร่จากปลาแล้ว ได้วิตามินแร่ธาตุจากผักหลากสี  จานนี้ให้พลังงานไม่เกิน 350 แคลอรี่

   

นี่คือตัวอย่างอาหารสองจาน ที่ผมนำมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เพื่อเป็นแนวทางการวิเคราะห์เรื่องพลังงานคือแคลอรี่ และสารอาหาร

จานซ้ายมือ เป็นปลาทูน่ากระป๋อง กับขนมปังโฮลวีทเกรนละเอียดหนึ่งแผ่น ให้พลังงาน 250 แคลอรี่ ได้โปรตีนจากเนื้อปลา 28 กรัม 

จานขวามือ ราดหน้าเส้นใหญ่ มีเนื้อหมูปนมันมาสี่ห้าชิ้น ผมให้เครดิตโปรตีน 10 กรัม จริงๆอาจไม่ถึงด้วยซ้ำ  ที่เหลือก็เป็นเส้นใหญ่ที่เป็นคาร์บแป้งขัดขาว ผักนิดหน่อย น้ำปลาและน้ำตาลผงชูรสที่อยู่ในน้ำที่ราด มีปริมาณแคลอรี่ 400 แคลอรี่

สมมติว่าในวันหนึ่งร่างกายจำเป็นต้องได้รับโปรตีน 50 กรัม ต่อวัน ถ้าผมทานราดหน้า ผมต้องทานทั้งหมด 5 ชามต่อวัน จึงจะได้สารอาหารคือโปรตีน 50 กรัม  ราดหน้า 5 ชาม มีแคลอรี่รวมกัน 2000 แคลอรี่  คนที่หนัก 50 กิโล ความต้องการของพลังงานอย่างมากไม่น่าเกิน 1500-1600 แคลอรี่  ดังนั้นคนๆนี้จะได้รับแคลอรี่เกินไปประมาณ 500 แคลอรี่  เมื่อเกินสะสมจนครบ 7000 แคลอรี่  น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมา 1 กิโล

ในขณะที่คนที่ทานอาหารจานซ้าย ต้องการเพียงสองจานเท่านั้น ก็ได้โปรตีนตามต้องการ แคลอรี่ก็เพียง 500 แคลอรี่   และถ้าต้องทานถึง 5 จาน แคลอรี่ก็เพียง 1250 แคลอรี่ ยังต่ำกว่าเป้าหมาย ที่ต้องการคือ1500

ทุกๆแคลอรี่ ที่รับต่ำกว่าเป้า คือ 1500 - 1250 เท่ากับ 250 แคลอรี่  สะสมส่วนขาดจนถึง 7000แคลอรี่ น้ำหนักก็ลดมา 1 กิโล

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งไม่ต้องอดอาหาร น้ำหนักยังลดได้ ลดอย่างมีคุณภาพ ลดอย่างไม่ขาดสารอาหาร

ดูๆไปก็ง่ายดี แต่ทำไมทำกันไม่ค่อยได้?

ดูรูปเหล่านี้ ก็พอรู้คำตอบนะครับ

   

 

 ถ้ามีอาหารวางอยู่ 4 จาน อย่างที่เห็น ผมเชื่อว่ามีไม่ถึง 1% ที่เดินไปหยิบจานขวามือล่างสุด ที่ไม่ได้ปรุงรสอะไรเลย เป็นเพียงปลาที่นึ่งกับผักผลไม้หลากสี

ทำไมคนจำนวนมากถึงไม่เลือกจานขวามือล่างสุด เพราะว่า มันไม่มีการปรุงรส มันขาดรส หวาน มัน เค็ม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเราเลือกอาหารจากรสชาติ ไม่ได้เลือกจากสารอาหารและแคลอรี่

กรมอนามัยเขาให้เกณฑ์ ในการบริโภค ส่วนของหวาน มัน เค็ม ดังนี้

 

 

 น้ำตาลเขากำหนดไม่ให้เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัมต่อวัน เกลือยิ่งแล้วใหญ่กำหนดไม่ให้เกินวันละ หนึ่งช้อนชา

ท่านผู้อ่านลองคิดในใจแล้วตอบตัวเองดู ว่าแต่ละวันที่เราทานอาหารเข้าไปเครื่องปรุงแต่ง หวาน มัน เค็ม มันเกินหรือขาด ผมตอบให้ได้เลยครับว่า เกินทุกคน  เกินมากเกินน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

นี่คือประโยคที่ผมยกมาตอนต้นๆ

“การทานอาหารให้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ยากที่สุด ยากยิ่งกว่าการบังคับให้คนไปออกกำลังกายเสียอีก

 

ดูรูปก๋วยเตี๋ยวน้ำชามนี้นะครับ ตอนเด็กๆผมจำครูสอนสุขศึกษาสอนผมว่า ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่ครบ ห้าหมู่  ซึ่งเป็นเรื่องจริง  หนึ่งมีเส้นที่เป็นตัวแทนคาร์บ  สองมีเนื้อหมู ตัวแทนโปรตีน  สามมีน้ำมันเจียวหอม ตัวแทนไขมัน  สี่มีน้ำซุปรสเค็ม ตัวแทนเกลือแร่ ห้า มีผักตัวแทนวิตามิน

เราได้อาหารครบ 5 หมู่แล้ว  ก็จัดแจงเติมน้ำตาล น้ำปลา พริก เข้าไป อร่อยมาก จนอดไม่ได้ต้องสั่งเบิ้ลอีกชาม สำหรับผมเมื่อก่อน ต้องมีสามชามให้เห็นพร้อมเครื่องปรุงเต็มพิกัด

ตอนนี้เรามีความรู้ที่ลึกกว่าเมื่อก่อน เรามาทานก๋วยเตี๋ยวชามนี้อย่างวิเคราะห์ดู

เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นแป้งขาว ที่ผ่านกรรมวิธี เป็นคาร์บที่แปลงเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว แต่อันที่จริงเราควรทานคาร์บที่เป็นเชิงซ้อน เช่นข้าวกล้อง มันเทศ แทนข้าวขาว แทนก๋วยเตี๋ยว

เนื้อที่ใส่มา มีไม่กี่ชิ้น แปลงเป็นโปรตีนอย่างมากก็ได้แค่ 3-4 กรัม ถ้าร่างกายเราหนัก 50 กิโล เราต้องการโปรตีน 50 กรัม  เราต้องทานก๋วยเตี๋ยวกี่ชามถึงจะมีโปรตีนเพียงพอในการซ่อมบำรุงร่างกาย

ไขมันที่ได้จากการเจียว ก็เป็นไขมันอิ่มตัว ทานมากๆ ก็ไปอุดตันเส้นเลือด

น้ำซุปที่ใส่มา แม่ค้าก็เอาน้ำปลาทั้งขวดเทลงในหม้อต้ม  พอยกมาเสริฟ เรายังเติมน้ำปลาเข้าไปอีก ร่างกายเราต้องการเกลือแค่วันละหนึ่งช้อนชานะครับ ที่พูดมานี้ก็เกินแล้ว เพียงก๋วยเตี๋ยวชามเดียว

ชามนี้เราได้พลังงานจากมันประมาณ 350-400 แคลอรี่  แต่สารอาหารไม่เพียงพอ

ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า วิถีชีวิตการกินของเราส่วนมาก ขาดในสิ่งที่จำเป็น แต่เกินในสิ่งที่ไม่จำเป็น 

สิ่งที่ร่างกายต้องการเราไม่ให้มัน แต่เราให้ในสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ จึงเป็นภาระที่ร่างกายต้องบริหารตนเอง ตามที่เราให้มัน  และภาระในการกำจัดของเสียของที่เกินความต้องการ ซึ่งภาระในการซ่อมแซม ในการกำจัดทำลาย ก็อาศัยช่วงที่ร่างกายหลับนอนสนิท ขบวนการของฮอโมนท์ต่างๆมันจะออกมาทำหน้าที่  แต่คนบางคนก็อดหลับอดนอน ถ้ามาจากการงานก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่บางคนอดนอนเพราะมัวเสพสิ่งบันเทิงต่างๆ ของเสียที่ร่างกายต้องคอยจัดการออกตอนนอนก็ทำไม่ได้ ก็ต้องปล่อยค้างคาสะสมเอาไว้ มากขึ้นเรื่อยๆ

ชีวิตที่ปล่อยตามใจเช่นนี้ ก็ค่อยๆเสื่อมทรามลงทีละนิด พอถึงวัยหนึ่งที่เกินขีดที่ร่างกายจะทนไหว นั่นคือความเจ็บป่วยมาเยือน มองให้ลึกๆที่จริงแล้วความเจ็บป่วยมันมาเยือนเราอยู่ตลอดเวลา มันมาจากวิธีการใช้ชีวิต อย่าไปคิดว่า การออกกำลังกายอย่างเดียวคือสูตรสำเร็จ ถ้าตนเองไม่ควบคุมเรื่องการบริโภคอาหาร วันหนึ่งตนเองก็ต้องมีปัญหา เราออกกำลังกายทุกวันไม่ได้  แต่อาหารเราต้องทานทุกวัน

 

ดูวิถีชีวิตชาวโอกินาวา ที่มีคนอายุยืนมากที่สุดแห่งหนึ่ง เขาต้องไปเข้าฟิตเนสหรือไม่ เขาก็ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เนือยนิ่ง ไม่เครียดจนนอนไม่หลับ ไม่อดนอนเพราะต้องมานั่งเล่นไลน์เล่นเฟสเหมือนอย่างเราๆ อาหารของเขาก็เป็นธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งไม่มาก การรับประทานสารอาหารที่ครบถ้วนทานอะไรที่ซ้ำๆ สม่ำเสมอ จนร่างกายปรับภาวะสมดุลของมันเอง รับแคลอรี่ที่พอดีพอเหมาะกับวิถีชีวิตของเขา

หากเราจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละนิดนะครับ จะได้ค่อยๆคุ้น ค่อยๆชิน  ถ้าทานก๋วยเตี๋ยว เราก็เริ่มจากปรุงให้น้อยกว่าเดิมก่อน จนกระทั่งเริ่มชินก็ไม่ต้องปรุงเลย พอถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้สึกเองว่า แม้กระทั่งไม่ปรุง รสชาติก็ยังจัด แสบลิ้น นั่นแสดงว่าเราเคยชินกับรสจืดๆ เคยชินกับรสที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น เพราะอาหารธรรมชาติมันมีรสชาติของมันอยู่ ข้าวที่ค่อยๆเคี้ยวก็หวานขึ้นมาได้

การปรุงอาหารในครัวเรือนก็พยายามพึ่งพิงเครื่องปรุงรสทั้งหลายให้น้อยลง ฝึกกันได้ครับของแบบนี้ มันเป็นคุณกับร่างกายเราเอง

พูดถึงเรื่องโปรตีนที่เรามักบริโภคน้อยเกินไป การบริโภคนี้ต้องสัมพันธ์กับกิจกรรมด้วย

ขอทวนอีกครั้ง น้ำหนักตัว หนึ่งกิโล ต่อ โปรตีนหนึ่งกรัม สำหรับคนธรรมดา

ส่วนคนที่กำลังเพิ่มกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอัตราเผาผลาญ น้ำหนักตัว หนึ่งกิโลต่อ โปรตีน สองกรัม

เนื้อไร้ไขมันเช่นอกไก่ สันในไก่  100 กรัม  มีโปรตีน 20 กรัม

เนื้อส่วนอื่นที่ปนมัน เช่นน่อง สะโพก โปรตีนก็น้อยลง ไขมันมากขึ้นตามสัดส่วน

การดูดซึมโปรตีนได้ครั้งละ ไม่เกิน 30 กรัม

ตอนนี้คงได้คำตอบนะครับว่า ไปทานบุฟเฟ่หมูหรือไก่หรือเนื้อกระทะ แล้วกะว่าจะจัดหนัก เพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย มันไม่เกิดประโยชน์ เพราะส่วนที่เหลือ ร่างกายขับทิ้งหมด สร้างภาระให้ไตเปล่าๆ

การทานโปรตีนมากๆโดยที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ เช่นคนที่ไม่เล่นเวท ไตต้องขับทิ้ง ค่า BUN และครีเอตินิน อาจสูงขึ้นได้ เวลาไปตรวจเลือด แต่ถ้าอยู่ในค่าปกติก็โอเคครับ

เราควรทานตามสัดส่วนในชีวิตที่เป็นปกติของเรา อย่าให้มากหรือให้น้อยเกินไป

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบบ่อยและเป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง คือ ส่วนมากกลัวการทานเนื้อสัตว์ เห็นเนื้อก็กลัวว่า ทานมากเดี๋ยวจะไปทำให้แขนมีเนื้อทำให้แขนใหญ่ไม่สวย อาหารแต่ละมื้อก็ทานน้อยๆ ตักแต่ผักและผลไม้  ทานแก้วมังกร เพราะได้รับรู้มาว่า ช่วยลดน้ำหนัก อาหารมื้อหลักๆพยายามทานไม่มาก แล้วไปตอดเล็กตอดน้อยกับขนม เช่น เค้ก ขนมไทยๆ  ลักษณะการทานอาหารเช่นนี้ ถ้ารู้ที่มาของสารอาหารและแคลอรี่ เราจะไม่ทำเช่นนี้เด็ดขาด

  

รูปทั้งสองนี้ คือของชอบ ของหลายๆคน ดูจำนวนแคลอรี่ของแต่ละชนิด มันมากมายนักเมื่อเทียบกับคุณค่าของสารอาหารที่มีเพียงแป้ง น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว ที่พร้อมที่จะไปสะสมตามเส้นเลือด ตามอวัยวะภายใน ผู้หญิงกลัวทานเนื้อ กลัวทานของมัน แต่ไม่กลัวของหวาน โดยหารู้ไม่ว่า ร่างกายเก็บน้ำตาลที่สะสมมากๆในรูปของไขมัน  ผู้หญิงที่เริ่มมีอายุ ต่อให้เล่นเวท มากแค่ไหน ถ้ายังยินดีอาหารในกลุ่มนี้ ไม่มีทางที่จะสลายไขมันที่เกาะตามสะโพก ต้นขา ต้นแขนได้เลย

ตอนต่อไป ผมจะมาพูดถึงภัยร้ายของน้ำตาล และความเชื่อบางอย่างของคนเรา ในการทำบุญเลี้ยงพระ ทำให้พระสงฆ์ ป่วยมากที่สุด

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห13 bene ตอบเรื่องการออกกำลังกายตอนเช้า และเรื่องการทานกาแฟกับกล้วยหอม

การออกกำลังตอนเช้าก่อนทานอาหาร ดีกว่าหรือไม่ ผมขอตอบดังนี้ครับ
มันมีความแตกต่างไม่มาก ต้องเป็นคนที่เอาเป็นเอาตายกับเรื่องแคลอรี่และการใช้แหล่งพลังงาน คือถ้าคนสองคนมีวิถีชีวิตการกิน การออกกำลังกาย เหมือนกัน ความแตกต่างตรงนี้มีผลขึ้นมาบ้าง เพราะเราหวังให้ร่างกายใช้พลังงานจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ได้จากน้ำตาลในกระแสเลือด ทีนี้ถ้าเป็นคนที่ไม่พิถีพิถันการกิน คือไม่เคร่งครัดเรื่องสารอาหารและแคลอรี่ แล้วมายึดติดเรื่องที่ว่า ตอนเช้าไม่กินอะไรแล้วไปออกกำลังกาย เพื่อที่จะลดน้ำหนัก ผมอยากเตือนว่ามันไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะถ้ายังกินไม่เลือก เหนื่อยเปล่าครับ ส่วนเรื่องการทานกล้วย ก่อนออกกำลังกายนั้น ผมก็ทานอยู่ เพื่อเป็นพลังงานที่ผมเอามาใช้ได้ทันท่วงที ส่วนกาแฟมีผลบ้าง ก็ให้ประสิทธิภาพเพิ่มนิดหน่อย ของพวกนี้ต้องเป็นประเภทเอาจริงเอาจัง ผมขอแนะนำว่า ทานอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ และอย่าเนือยนิ่ง มีการออกกำลังกายบ้างเมื่อมีโอกาส จึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำมากกว่า สูตรต่างๆดังที่ว่ามาครับ

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bene วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 01.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

มีคนที่เขาออกกำลังกายตอนเช้า(ก่อนอาหาร)ยืนยันว่าการออกกำลังแล้วไปทานอาหารดีกว่า ทานอาหารแล้ว(รอ)ไปออกกำลังค่ะ อย่างแรกการเผาพลาญดี...น้ำหนักลดเร็ว

และนักปั่นจักรยานเขาคุยๆกันว่า ดื่มกาแฟดำก่อนปั่นกับกล้วยหอมลูกนึง..ปั่นได้อึด ถึก มากๆค่ะ
(ดื่มกาแฟดำ..อันนี้ลองด้วยตัวเองก็เห็นว่าจริงค่ะ ทำโยคะได้อึดขึ้นนิดหน่อย)

อันนี้ก็น่าจะเป็นเคล็ด-ทางลัดในการเผาพลาญไขมัน-พุงกะทิที่มีอยู่ได้ไวขึ้นนะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10 แม่หมี

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9.wullopp คุณหมอมาช่วยเติมเต็มในข้อมูล ผมกราบขอบพระคุณมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , bene และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ชอบตรงนี้มาก...

"การทานอาหารให้ถูกต้อง
เป็นสิ่งที่ยากที่สุด
ยากยิ่งกว่าการบังคับให้คนไปออกกำลังกายเสียอีก"

ในเรื่องโปรตีน (เนื้อ ถั่ว ไข่ ไก่ นม ปลา เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ)

(1). ดูดซึมได้ไม่เกิน 30 กรัม/มื้อ (จากในเรื่อง)

ถ้าเป็นไปได้...
น่าจะแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อ

(2). ถ้าเป็นไปได้...
กินหลังออกแรง-ออกกำลัง
30-60 นาที
ช่วงนี้ น้ำตาลกับโปรตีน (กรดอะมิโน)
จะเข้าเซลล์กล้ามเนื้อได้ดีที่สุด
ทำให้ การเสริมสร้าง-ซ่อมแซมกล้ามเนื้อดีขึ้นมาก

เรียนมาด้วยความเคารพ
และขอขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4-5 bene เกือบทุกคน บริโภคน้ำตาลเกินทั้งนั้น เกินไม่มากร่างกายก็รับไหว เกินมากๆก็เอาไม่อยู่ อาหารเป็นเครื่องยังชีพ ผู้ประกอบอาชีพขายอาหาร เขาก็ต้องใช้วิธีการสร้างความสุขให้ผู้บริโภคเป็นธรรมดาของโลก เพียงเราผู้บริโภค รู้ และดำเนินชีวิตพอสมควร รู้ยิ่งรู้หย่อนในแต่ละวันที่ผ่านไป ค่อยๆปรับไป อย่าให้เคร่งจนผูกมัดตนเองที่ยังไม่พร้อมหรือ ทำให้ผู้ที่อยู่ด้วยอึดอัด อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็จริง แต่ยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพด้วย เพียงแค่รู้ในเรื่องการกิน ก็นับว่าเราก้าวมาขั้นหนึ่งแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.สิงห์นอกระบบ เรื่องกินเรื่องใหญ่จริงๆ แล้วแก้ไขยากที่สุดด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.rattiya ที่แท้รอดเพราะแบบนี้เอง

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
bene วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 01.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

ไม่แปลกเลย ที่คนทุกวันนี้เป็นเบาหวาน-ความดันกันเยอะ
เพราะทั้งชีวิตเราไม่เคยทานอาหารอย่างถูกต้องเลย ก็ว่าได้

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
bene วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 01.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

ติดหวาน

แม้จะกินกาแฟดำ แต่ ทานผลไม้หวานๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ
มิน่า พุงไม่ยุบ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 14/07/2016 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ติดนิสัย"เรื่องกินเรื่องใหญ่" กำลังพยายามแก้ไขมากว่าปีแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
เฟื่อง วันที่ : 14/07/2016 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld


ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 14/07/2016 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ขอบคุณค่ะ

อ่านจนจบ ....ใช่เเล้วค่ะ ชอบรูปสุดทายค่ะ
บังเอิญเเถวบ้านไม่มีขาย..รัตติยารอดตัวไป

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน