*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 236066
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 3155 , 17:53:18 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน นรอง , ภาษาไทย และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

จากตอนที่แล้ว ผมทิ้งท้ายในเรื่องภัยร้ายของน้ำตาล ตอนนี้จะมาเจาะลึกถึงตัวการร้ายที่ทำให้เราแก่เร็ว และตายเร็ว หรือยังไม่ตายก็ต้องทนทุกข์กับโรคที่มาจากสาเหตุของน้ำตาลนี้

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานตรง ที่ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที ในสมัยโบราณอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่มีน้ำตาลที่มากมายจนล้นอย่างทุกวันนี้ เรามีดัชนีค่าหนึ่งที่ควรรู้ คือค่า GI  INDEX ( glycemic index ) เรียกชื่อไทยว่า ดัชนีน้ำตาล 

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะพวกแป้ง พวกข้าว พวกก๋วยเตี๋ยว เมื่อมีการย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลกลูโคลส เราจะวัดระดับน้ำตาลนี้ในกระแสเลือดว่าสามารถขึ้นถึงระดับสูงสุดในเวลาเท่าไหร่ ยิ่งเร็วยิ่งมีค่าดัชนีนี้สูง  โดยเปรียบเทียบกับกลูโคลสเป็นมาตรฐานที่ 100  เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ระดับน้ำตาลที่ขึ้นเต็มที่ในเวลากี่ชั่วโมง ก็จะปรากฏเป็นค่าต่างๆลดหลั่นกันไปตามแต่อาหารแต่ละชนิด

เมื่อระดับน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมาเก็บกวาดน้ำตาลเพื่อนำไปเป็นเสบียง บางส่วนก็นำไปใช้ในกิจกรรมทันที

ผมขอเปรียบเทียบระดับน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดว่า เป็นเหมือนเงินสด ที่พรั่งพรูเข้ามาในบ้าน อินซูลินเหมือนเจ้าของบ้าน พอเงินสดทะลักเข้ามามากๆ ใช้ตอนนั้นไม่ทัน ก็ต้องรีบนำไปเก็บไว้ในลิ้นชัก นำไปซื้อเป็นทอง นำไปลงทุนในหุ้น เอาไปซื้อที่ดิน  กลไกเป็นแบบนี้ครับ

แต่แล้ว วันแล้ววันเล่า เงินสดทะลักเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนคนเก็บเงินทำงานไม่ไหว และก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่ต้องไปสะสมอีก เพราะเดี๋ยวก็มา ไม่กี่ชั่วโมงก็มาอีกแล้ว คนเก็บเงินเลยเลิกทำงาน หรือเริ่มขี้เกียจ  ผลก็คือ เงินสดท่วมบ้าน

ระดับน้ำตาลที่สูงในเลือดเป็นระยะเวลานานๆ เพราะเกิดภาวะดื้อ อินซูลินไม่ยอมออกมาทำหน้าที่ ตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินเหนื่อยจนหมดสภาพ นี่คือ ภาวะของโรคเบาหวาน  ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโดยเฉพาะเส้นเลือดเล็กๆ ที่เริ่มเสื่อมสภาพ เป็นที่ตา ก็ตาเริ่มบอด เป็นที่ไต ก็เริ่มเข้าภาวะไตวาย ติดเชื้อง่าย เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อม ระบบหลอดเลือดทำงานไม่ปกติ ก็ไม่มีแรง การที่จะมาสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อหาตัวช่วยมาช่วยผลาญเงินสดที่ล่องลอยในกระแสเลือด ก็ทำไม่ไหว  คนปกติจะมาเพิ่มกล้ามเนื้อเพื่อช่วยผลาญน้ำตาลผลาญแคลอรี่ที่เกิน ยังจัดว่ายาก คนที่เริ่มมีภาวะเบาหวานด้วยแล้วยิ่งยากเป็นทวีคูณ

ดังนั้นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ควรเป็นอาหารที่มี ดัชนีน้ำตาลต่ำๆ ผมยกตัวอย่าง

ถ้าเราทานอาหารที่หวานมากๆ มีระดับดัชนีน้ำตาลสูง พอเข้าสู่ร่างกาย มันจะขึ้นเร็วมากในเวลาไม่กี่นาที ร่างกายก็หลั่งอินซูลินออกมามากเพื่อเอาไปเก็บทันที ระดับน้ำตาลที่สูงพรวดพราดก็จะหล่นพรวดพราดเช่นกัน  ผลก็คือ หิวบ่อย เมื่อหิวบ่อยก็กินอีก พอเดาผลสุดท้ายได้นะครับ

ถ้าเราทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เมื่อทานเข้าไป ระดับน้ำตาลมันจะขึ้นช้าๆ ค่อยๆปล่อยออกมา สภาพเช่นนี้ ร่างกายไม่ตื่นเต้นมาก เหมือนมีเงินสดเข้ามาทีละนิด ก็ไม่ต้องมาเก็บสะสม ก็ใช้จ่ายไปตามกิจกรรมปกติ อินซูลินก็หลั่งออกมาทีละน้อย ตับอ่อนก็ไม่เหนื่อย ทำให้เราอิ่มนาน อิ่มนานก็ไม่ทำให้เราต้องไปกินอะไรเพิ่มเติมอีก (ถือหลักไม่หิวแสดงว่าร่างกายไม่ต้องการ ก็อย่าไปกิน แม้จะมีอาหารมายั่วก็ตาม ใช้ดูสัญญาณจากร่างกายเอา) แป้งคืออาหารหลัก ที่เราต้องทาน เช่นข้าว ผมแนะนำ ข้าวกล้อง ไม่แนะนำข้าวขาว ขนมปังก็ควรเป็นโฮลวีท ไม่แนะนำขนมปังขาว  เพราะข้าวขาว ขนมปังขาว มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงมาก

 

รูปนี้ แสดงถึงข้อเปรียบเทียบของการทานข้าวขาวกับข้าวกล้อง

ทานข้าวขาวร่างกายใช้พลังงานจากข้าวขาวในการย่อยเลย เพราะมันมีดัชนีน้ำตาลสูง ร่างกายใช้พลังงานตรงนั้นโดยตรง  ส่วนทานข้าวกล้อง ที่ย่อยช้า ระดับน้ำตาลที่ได้ไม่พอใช้ในการย่อย ร่างกายจึงต้องดึงพลังงานสำรองที่เก็บในรูปไขมันมาใช้ในการย่อย

ค่าดัชนีน้ำตาลนี้ เราสามารถค้นหาได้ว่าอาหารแต่ละชนิดมีค่าดัชนีน้ำตาลเท่าไหร่ได้ไม่ยาก แต่หลักกว้างๆที่จะให้ไว้คือ ดัชนีน้ำตาลที่ต่ำจะให้ความเสี่ยงต่อร่างกายต่ำไปด้วย ลองดูย้อนไปตอนบทต้นๆที่ผมเกริ่นไว้ว่า ระบบทำงานร่างกายเราไม่เคยเปลี่ยนมานับหมื่นๆปี หลายหมื่นปีที่แล้วเราไม่เคยรู้จักข้าว รู้จักอ้อย รู้จักขนม นมเนย มันเป็นของใหม่ ที่มันนำพาความสุขและความทุกข์ให้เราพร้อมกัน

“ความหวาน คือ ความสุข “ เป็นโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในสื่อทีวี เพราะความหวานคือความสุขนี้เองจึงทำให้ พ.ร.บ.การจัดเก็บภาษีอาหารและเครื่องดื่มตามจำนวนน้ำตาลที่เติมเข้าไป ต้องถูกยกเลิกไป เหตุผลคืออาจเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล

การรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ เรื่องเด็กไทยไม่กินหวาน ดูแล้วก็น่าสงสารและเหนื่อยเปล่า มีใครให้ความร่วมมือกันบ้าง รัฐบาลยังไม่กล้าแตะต้องธุรกิจเหล่านี้ คนไทยจึงยังต้องตายเพราะความเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องที่สุด เพียงเพราะกระทบกระเทือนการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

เอาละผมขอข้ามเรื่องนี้ไป เพราะไม่ประสงค์ที่จะเขียนเรื่องที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก

ผมจะมาเข้าเรื่องที่ว่า ความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับการทำบุญของคนไทยนั้น ทำให้พระสงฆ์อาพาธด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขข้อเสื่อม มากมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เวลาจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานบวช หรืออะไรก็แล้วแต่ในพิธีการศาสนา แม้กระทั่งการใส่บาตรตอนเช้า เรามีความเชื่อในเรื่องอาหารที่ใส่ว่าต้องมีชื่อเป็นมงคล เพื่อบุญที่เราทำจะได้ผลตอบแทนคืนมาตามชื่ออาหาร  (แค่ความเชื่อเรื่องการขอผลตอบแทนกลับ ก็ผิดหลักในการทำทานแล้ว การถวายปัจจัยให้พระเพื่อละคลายความตระหนี่ ไม่ใช่ขอผลตอบแทนคืน)

  

 

 

 

 นี่คืออาหารเก้าชนิด ที่ถือเป็นมงคล ที่จำเป็นต้องมีในการทำบุญเลี้ยงพระ เพราะชื่อเป็นมงคล ผมไล่เรียงให้ดูแต่ละชนิดตามลำดับ

1.ทองหยิบ    สื่อถึงความร่ำรวย หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด

2.ทองหยอด  สื่อถึงการมีเงินใช้ไม่ขาดสาย

3.ฝอยทอง    สื่อถึงการมีชีวิตยืนยาว

4.เม็ดขนุน    สื่อถึงการมีคนค้ำจุนสนับสนุน

5.เสน่ห์จันทร์ สื่อถึงการมีเสน่ห์คนรักใคร่เอ็นดู

6.ทองเอก     สื่อถึงความเป็นที่หนึ่งและที่สุด

7.จ่ามงกุฎ    สื่อถึงความเพียบพร้อมด้วยเกียรติยศ

8.ขนมชั้น     สื่อถึงความก้าวหน้า เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์

9.ขนมฟู      สื่อถึงความเจริญก้าวหน้าเฟื่องฟู

สิ่งที่เราจัดถวายพระเพื่อสนองความอยากของเราโดยอาศัยชื่อที่เป็นสมมติตั้งกันขึ้นมา แล้วไปย้อมติดสิ่งเหล่านี้ว่าจะให้ผลดีแก่เรา แต่ไม่สนใจโทษที่ให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะพระ เพศที่ไม่มีทางเลือกในการฉันอาหารพระที่รับนิมนต์ เพียงฉันแค่อย่างละชิ้น แคลอรี่ก็ทะลุไม่รู้ไปถึงไหน ค่าดัชนีน้ำตาลของขนมกลุ่มนี้สูงมาก นอกจากนี้อาหารอื่นๆอีก เช่นแกงเขียวหวานที่อุดมไปด้วยกะทิ เป็นต้น  ถ้าท่านต้องรับกิจนิมนต์บ้านนั้นบ้านนี้ทุกวัน คงคาดเดาสุขภาพของท่านได้ คนที่ถวายก็รับประทานของพวกนี้เช่นกัน สุดท้ายของที่เราเรียกว่าของมงคล ก็กลายเป็นอัปมงคล เพราะช่วยบั่นทอนชีวิตทั้งพระและเราให้สั้นลงไปอีก ดูอย่างชื่อฝอยทอง ทำให้ชีวิตยืนยาว ลองทานทุกมื้อทุกวันสิครับ ดูว่าอายุจะสั้นลงจนเหลือเท่าไหร่

มีอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลที่น่าสนใจและเป็นเรื่องที่คนส่วนมากมองข้าม นั่นคือ การบริโภคนม เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้กับเด็ก หรือนมที่ 0% fat เป็นต้น

นมกล่องหรือนมขวดที่วางขายกัน เรามักซื้อดื่มโดยไม่เคยดูฉลากข้างขวดว่า เขาให้พลังงานกี่แคลอรี่ต่อหนึ่งเสิร์ฟ เขามีโปรตีน ไขมัน น้ำตาลปริมาณเท่าไหร่

ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านตะหนักว่า ต่อไปนี้เวลาเราซื้อสิ่งที่เราจะนำเข้าสู่ร่างกายเรา ควรที่จะต้องพิถีพิถันพอสมควรว่า วันนี้เราขาดอะไรเกินอะไร เราเติมที่ขาด ลดที่เกิน ขอให้ดูที่พลังงานที่ได้รับ  ดูโปรตีนที่ได้ ดูน้ำตาลที่แฝงมา ผมมีตัวอย่างหลายชุดจะนำเสนอให้ดู

 

ดูดีนะครับ น้ำตาลน้อยกว่า 27%  ทีนี้มาดูที่ข้างกล่องกัน  พลังงาน140 แคลอรี่ (กิโลแคลอรี่ ความหมายเดียวกัน) จากไขมัน 20 แคลอรี่ นับว่าใช้ได้  ได้โปรตีน 4 กรัม แต่ดูที่น้ำตาลครับ 16 กรัม ต่อหนึ่งกล่อง

คงจำได้ กรมอนามัยกำหนดให้เรารับประทานน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน หนึ่งช้อนชา มีค่าเท่ากับ 4 กรัม  เครื่องดื่มกล่องนี้กล่องเดียว เราได้น้ำตาลไป 4 ช้อนชาเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้นับมื้ออาหารอื่นๆอีก

 วิตามินเพียบเลยครับ เมื่อดูที่หน้ากล่อง ลองมาดูข้างกล่องกัน พลังงาน 210 แคลอรี่ ให้โปรตีน 8 กรัม แต่น้ำตาลให้ถึง 22 กรัม เกือบ 6 ช้อนชา ดื่มกล่องนี้กล่องเดียว วันทั้งวันก็ทานน้ำตาลเข้าไปไม่ได้แล้ว

 

หน้ากล่องบอกเลยว่าน้ำตาลต่ำ โปรตีนเยอะเสียด้วยตั้ง 9 กรัม แต่ขนาดสูตรโลว์ชูการ์ น้ำตาลยังปาเข้าไป 15 กรัม  วันหนึ่งกินสองกล่อง ก็เกินเกณฑ์มาตรฐานแล้ว  แต่ก็ถือว่าคุ้มกว่าสองตัวอย่างแรก

 

ถ้าผมต้องออกนอกบ้าน ผมจะเลือกเครื่องดื่มตัวนี้ครับ จัดว่าเป็นมิตรต่อสุขภาพที่สุด และไม่อร่อยที่สุด พลังงานให้110 แคลอรี่ ให้โปรตีน 9 กรัม  น้ำตาล 2 กรัม  ทั้งแคลอรี่ทั้งคุณค่าสารอาหาร และระดับน้ำตาลที่ต่ำจริงๆ น่าจะเป็นทางเลือกในโครงการนมโรงเรียน เพื่อที่เด็กไทยจะคุ้นชินกับการไม่กินหวาน  ทานมากกว่าหนึ่งกล่องได้ แคลอรี่ก็ไม่เกิน น้ำตาลก็ไม่เกิน แถมเด็กยังได้โปรตีนที่มากกว่าตัวอื่นด้วย

 

น้ำเต้าหู้ตัวนี้น่าสนใจ รสจืดสนิท เพราะไม่มีน้ำตาลเลย มีโปรตีนถึง 8 กรัมต่อหนึ่งแก้ว พลังงานต่อหนึ่งแก้วเท่ากับ100 แคลอรี่

 

มาดูน้ำผลไม้คั้นหรือน้ำผักคั้นกันบ้าง มีน้ำตาล 16 กรัมต่อหนึ่งแก้ว ผมไม่แนะนำเลยเครื่องดื่มพวกนี้ เราแทบไม่ได้สารอาหารจากมัน นอกจากน้ำตาลอย่างเดียว เพราะผักผลไม้มีคุณค่าต้องทานสด ไม่ใช่ทำใส่กล่องครับ

  

 

 นี่เป็นอีกหลายๆตัวอย่าง ที่นำมาแสดง ให้ดูข้อเท็จจริง และท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณไตร่ตรองเอง เหล่านี้คือสาเหตุที่คนไทยหรืออีกจำนวนเกือบทั้งหมดของโลก ไม่มีใครขาดน้ำตาล มีแต่เกิน และเกินมากๆ จนนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บที่นับวันโรคเหล่านี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆและปรากฏในคนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ผมพบคนที่เป็นเบาหวานบางคนอายุ 30 กว่าก็เป็นกันแล้ว ทั้งๆที่สมัยก่อนมักพบในคนแก่เพราะว่าค่อยๆสะสมมาทีละนิด แต่ปัจจุบัน อาหารที่ออกมาขายบวกแรงโฆษณาที่โหมกระหน่ำ การใช้ชีวิตที่เนือยนิ่ง ความเครียด การนอนไม่พอ ปัจจัยเหล่านี้มันต่างเสริมแรงซึ่งกันและกัน

 ชีวิตคนที่ต้องทำงานนอกบ้าน การพึ่งพิงอาหารที่ผู้อื่นทำให้เรารับประทานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ก็อย่ารับประทานมากเกินไปนัก วันไหนที่ผมไม่สามารถทำอาหารทานเอง คือต้องออกนอกบ้าน ผมก็เลือกทานพอสมควร แล้วหาทางเติมส่วนที่ขาดให้ครบ เช่นโปรตีนคุณภาพดี วิตามินจากผักห้าสี ที่เราขาดกันแทบทุกคน  การที่จะทานให้ได้สารอาหารครบถ้วนจริงๆทำได้ยาก นอกจากทำเองที่บ้าน

ดังนั้นผมเองจึงต้องอาศัยอาหารเสริมบางตัว เช่นโปรตีนและวิตามิน เพื่อชดเชยตัวที่มักจะขาด เพราะการทานโปรตีนและผักห้าสีเพื่อให้สมดุลกับกิจกรรมแต่ละวัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนเรื่องน้ำตาลและไขมัน ทานเกินกันทุกคน จึงพยายามหลีกเลี่ยง

 

 อาหารเหล่านี้ พอเรามีความรู้เรื่องสารอาหารและพลังงานมากขึ้น เราจะแตะต้องมันน้อยลง ทานได้แต่อย่าบ่อย เราได้พลังงานส่วนเกินมากมาย แต่พอมองเข้าไปสารอาหาร จะพบว่า บางอย่างขาดมาก บางอย่างเกินมาก ส่วนที่ขาดก็ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ส่วนที่เกินก็ก่อโรคในภายหลัง 

ในรูปขวามือ แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราทานอาหารด้วยการตามใจปาก การออกกำลังกายนั้นสูญเปล่า เพราะกินง่ายเอาพลังงานเข้ามันง่าย แต่ตอนเอาออกนั่นคือปัญหา มันเหนื่อยจริงๆ พอเหนื่อยเราเลิกออกกำลังกาย แต่เราไม่เลิกกิน นี่คือวัฏจักรที่เวียนสะสมมากขึ้นทุกวัน

      

 

นี่คือโปรตีนที่เราสามารถหาได้ในชีวิตประจำวัน รูปข้างบนเป็นไข่ขาวที่ทำขายเป็นขวด ในหนึ่งขวดแบ่งเป็นสองเสิร์ฟ คือครึ่งขวดมีโปรตีนจากไข่ขาวล้วนๆ 26 กรัม เทียบกับไข่ไก่ประมาณ 7 ฟอง เราอาจทำเองก็ได้ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 ตอกทั้งหมด 7 ใบ ตักไข่แดงทิ้ง เอามาเจียวน้ำหรือใช้สเปรย์น้ำมันนิดหน่อย กินเปล่าๆ แรกๆอาจเหยาะซ๊อสหรือน้ำปลานิดเดียว ทานกับข้าวกล้อง และผักสดหรือผลไม้ที่ไม่หวานนัก มื้อนี้มื้อเดียวเราก็ได้โปรตีนเกือบครึ่งของทั้งวันแล้ว (คนที่น้ำหนักตัว50กิโล) แถมแคลอรี่ก็ต่ำอีก ทำเผื่อเป็นอาหารกลางวันที่ทำงานอีกมื้อก็ได้ 

อีกกรณีที่ต้องทานอาหารนอกบ้าน ก็ทานที่เขาขายกันก๋วยเตี๋ยวหรือข้าว จากนั้นเติมเนื้ออกไก่จากร้านสะดวกซื้อ มีโปรตีน 17 กรัมในหนึ่งแพค แคลอรี่แค่ 80 เอง เป็นการกินที่คุมแคลอรี่ไม่ให้เกิน แถมยังไม่ขาดสารอาหารอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างทางเลือกที่ใช้พิจารณาในการเลือกทานอาหาร

สำหรับผม ที่เล่นเวทออกกำลังกายทุกวัน สารอาหารจึงต้องการมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย จึงต้องทานหลายมื้อ และแต่ละมื้อก็มาก อาหารที่มากก็จริงแต่แคลอรี่สมดุลกับที่ใช้ออกไป น้ำหนักจึงคงที่ตลอดเวลา บางวันก็ไม่สามารถทานตามเกณฑ์ได้ จึงต้องใช้อาหารเสริมที่มีคุณภาพสูงเข้าช่วย

ก็มาถึงบทสุดท้ายก่อนที่จะก้าวไปพูดถึง การเอาแคลอรี่ออก ขอสรุปตั้งแต่บทที่ 1 เป็นต้นมา ดังนี้

1.เราสามารถทำให้ร่างกายเราแข็งแรงย้อนวัยได้จริง

2.การออกกำลังกายไม่ใช่การลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก

3.อาหารที่ถูกต้อง จึงเป็นปัจจัยในการลดความอ้วนและน้ำหนัก

4.ต้องรู้พลังงานที่เราต้องใช้ก่อน นั่นคือต้องรู้เราก่อน จึงรู้เขาต่อไปในขั้นต่อไป

5.การรู้เราคือต้องรู้  BMR และTDEE  การรู้เขาคือการรู้แคลอรี่และสารอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน

6.ทุกแคลอรี่ที่รับเข้ามา แต่ต้องมีสารอาหารครบ ถ้าน้อยกว่าค่าTDEE   น้ำหนักจะค่อยๆลดลง

7.ให้ความสำคัญของสัดส่วนร่างกายมากกว่าน้ำหนัก เพราะในน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันกินที่มากกว่ากล้ามเนื้อ ดังนั้นบางคนน้ำหนักไม่ลดแถมยังเพิ่มขึ้นอีก แต่รูปร่างกลับเพรียวลง ให้รู้ว่านั่นคือกล้ามเนื้อเพิ่มแต่ไขมันลด  นี่คือสิ่งที่พึงประสงค์

8.ศึกษาค่าแคลอรี่ในอาหารต่างๆจากข้อมูลของกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการอาหารที่รับเข้าในแต่ละวัน

9.อย่าลดค่าแคลอรี่ของอาหารจนต่ำกว่าค่าBMR  โดยเด็ดขาด

10.เราต้องการโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ถ้าคนออกกำลังกายหรือเล่นเวท ก็ต้องเพิ่มตามสัดส่วน

11.ไม่ควรทานน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ดังนั้นทุกครั้งที่จะซื้อน้ำดื่มที่ขายให้ดูข้างฉลากเสมอว่า มีน้ำตาลกี่กรัม

12.น้ำตาลที่เกินเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาโบลิคอีกหลายๆโรค

13.พยายามทานอาหารที่มีรสจืดเข้าไว้ ปรุงแต่งอาหารให้น้อยที่สุด

14.อาหารหนึ่งมื้อ ควรประกอบด้วยข้าวกล้อง หนึ่งกำมือ เนื้อไม่ติดมันหนึ่งฝ่ามือไม่นับนิ้วมือ ผักสองมือกอบ ให้เป็นผักหลากสียิ่งดี

15.ดื่มน้ำให้มากๆ วันละ2-3ลิตร

16.นอนให้เพียงพอ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะในช่วง เที่ยงคืนถึง ตี2 คือนาทีทองที่ร่างกายออกมาซ่อมแซมความเสียหายของร่างกายในแต่ละวัน

17.ทำจิตใจให้ผ่องใส ปัญหาไหนแก้ได้ ก็ไม่ต้องไปกังวล ปัญหาไหนแก้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมันแก้ไม่ได้ในขณะนั้น บางครั้งเวลาจังหวะเหมาะๆมันอาจคลี่คลายไปได้

18.ชีวิตเรา มาคนเดียว เวลาจะไปเราไปคนเดียว แข็งแรงก็เรา อ่อนแอก็เรา ป่วยก็เรา ผู้อื่นผู้ใดจะมาทดแทนย่อมไม่ได้ เราดำเนินชีวิตอย่างไร ใส่อะไรเข้าไป ผลก็ออกมาตามที่เราใส่

อย่าเพิ่งเชื่อที่ผมเขียนมา ลองวัดค่าต่างๆของการตรวจเลือดตรวจปัสสาวะ จากนั้นลองใช้วิธีการที่ผมเขียนมาตั้งแต่ตอนที่1 จนถึงตอนนี้ อดทนสักสามถึงสี่เดือน แล้วไปตรวจใหม่อีกครั้ง นั่นคือคำตอบครับ แต่มีข้อแม้ว่า ความอดทนและความสม่ำเสมอเท่านั้นจึงนำไปสู่ผลที่ดี

ในบทต่อไป จะเป็นเรื่องการออกกำลังกาย คือการเอาแคลอรี่ออก ซึ่งมีความสำคัญเพียง 30% เมื่อเทียบกับเรื่อง การเอาเข้าคือเรื่องอาหารที่สำคัญถึง70%

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
นรอง วันที่ : 21/07/2016 เวลา : 16.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nrong

ขอบคุณค่ะพี่หมอ

ความคิดเห็นที่ 19 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พี่ก๊วย วันที่ : 20/07/2016 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

เยี่ยมเลยค่ะ ทำใ้เห็นภาพชัดเจน ส่งไปให้หลานอวบอ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สมชัย วันที่ : 20/07/2016 เวลา : 08.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห17.SW19 ขอกราบงามๆหนึ่งครั้งกับความคิดเห็นที่เป็นเนื้อหาสาระที่มาช่วยเติมเต็ม ตัว HFCS – high fructose corn syrup ผมเตรียมเขียนเหมือนกัน โดยเฉพาะกลไกการดูดซึมของมันที่เป็นเหตุให้ไขมันพอกตับ แต่มันเข้าเนื้อหาวิชาการที่หนักเกินไป ผมเลยคัดออก
ขอยกประโยคที่แสดงความเห็นมา

"ดีที่สุด อย่ากิน processed food ทำกินเองให้มาก หากต้องกินข้างนอก ซึ่งมันต้องมี และบางครั้งมันเลี่ยงไม่ได้หรอก ก็แค่ be aware อย่าไปกินหวาน กินมากก็เท่านั้น "

นี่เป็นวิถีปฏิบัติ ที่เป็นจริง ผมก็ใช้ชีวิตเช่นนี้ครับ

พูดถึงเรื่องการกินเค็มอีกเรื่อง คนไทยเป็นโรคไตกันมาก เหตุหนึ่งมาจากการทานอาหารเค็มจัด ทีนี้ความที่ไม่รู้ ก็คิดว่าการกินเค็ม คือการกินเกลือ โดยหารู้ไม่ว่ามันมาจากธาตุ โซเดียมเป็นเหตุ เกลือคือโซเดียมคลอไรด์ ทีนี้เราไม่กินเค็มแล้ว แต่เรายังชอบผงชูรส เคยเห็นคนสั่งส้มตำ แล้วบอกแม่ค้าว่าอย่าเค็มนัก แม่ค้าก็ใส่น้ำปลาไม่มาก ทีนี้ตอนที่แม่ค้าตักผงชูรสใส่เป็นช้อนๆ คนซื้อยืนดูเฉยๆ กลับไม่ว่าอะไร ผงชูรสคือโซเดียมกลูตาเมท ก็ยังเป็นโซเดียมอยู่ดี
กินเข้าไปทุกวัน ก็เหมือนกินเกลือเข้าไปทุกวันเช่นกัน สารประกอบตัวนี้แทบแทรกอยู่ในเครื่องปรุงรสทั้งหลายเฉกเช่นเดียวกับ ฟรุคโต๊สนั่นแหละครับ
ในบทความผมถึงเน้นเสมอตรงที่กินสิ่งที่เป็นธรรมชาติดีที่สุด ลดเครื่องปรุงแต่ง พยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป แต่ยังไม่วายต้องมาเจอกับ สารเคมีจากการเกษตรอีก

ความคิดเห็นที่ 17 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 19/07/2016 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ดีใจที่มีคนเขียนกระตุกการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ขอบคุณคุณหมอเลย

เคยไปซื้อชาเย็นที่กรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อนในเวลาที่ยังไม่เลิกกินน้ำตาลเด็ดขาดเวลากลับเมืองไทย (เพราะอยู่ที่นี่ ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแบบที่เมืองไทย แต่เดี๋ยวนี้กลับเมืองไทยก็เลิกขาดแล้ว) เขาถามว่าใส่น้ำตาลเบอร์ไหน ก็งง เขาบอกมีหวานมากน้อย ตั้งแต่ ๔-๕ ช้อน ถามเขากลับว่าแล้วแล้วส่วนมากเขาสั่งกันเท่าไหร่ คนขายตอบว่า ๑๕ ช้อนก็มีครับ - รู้สึกหายอยากทันทีเลย
ล่าสุดปีก่อน สั่งชาเย็น ไม่เอานมข้น หรือน้ำตาลเลย คนขายมองหน้าแล้วบอกว่า ผมลดให้ห้าบาท กินอย่างคุณ ไม่มีอะไรเลย

ส่วนตัวนะคุณหมอ น้ำตาลที่เห็นชัดๆ น่ะก็ยังดีกว่าน้ำตาลที่อันตรายมากกว่าที่อยู่ในอาหารสำเร็จรูป และซอสปรุงรสต่างๆ ที่เป็น HFCS – high fructose corn syrup (ที่เคยเอามาเขียน) ข้างขวดซอสพริกศรีราชา น้ำมันหอย มีเพียบทั้งนั้น
ที่ไม่กินผงชูรสกัน แต่หากใช้ซีอิ๊วขาวก็มีส่วนผสมของผงชูรส ถั่วปรุงรส มันฝรั่งแผ่นกรอบ (crisps) มี MSG ทั้งนั้น และโดยเฉพาะอาหารที่ลดเค็ม ต้องมีการเติมหวานเพิ่ม อาหารบางประเภทต้องใช้ความหวานรักษาความกรอบ เช่น พวก cereals
ดีที่สุด อย่ากิน processed food ทำกินเองให้มาก หากต้องกินข้างนอก ซึ่งมันต้องมี และบางครั้งมันเลี่ยงไม่ได้หรอก ก็แค่ be aware อย่าไปกินหวาน กินมากก็เท่านั้น

ตัว HFCS เป็นภัยมืดมาก คนไทยเอง ไม่ได้กินหวานแค่อาหารหวาน อาหารคาวก็หวานขึ้นอย่างน่าตระหนก และอิงซอสปรุงรสที่รสจัดมาก
คห.๑ ที่พูดถึง Sugar Tax ของ UK (ไม่ใช่อังกฤษประเทศเดียว) กฎหมายยังไม่ออก แต่ผ่านสภาแล้ว เป็นข่าวดี คนที่รณรงค์อย่างมากมายเป็นเชฟดังที่ขึ้นภาษีด้วยตัวเอง โดยการขายน้ำหวาน น้ำอัดลมที่ร้านของเขาในราคา +20% สำเร็จรูป และบอกคนมากินตรงๆ เลย ว่าเขาจะคิดแบบนี้เพราะสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์
แต่การจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายยังต้องใช้เวลาให้ผู้ผลิตปรับตัวได้ เพราะในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย (ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไปเข้าข้างผู้ผลิต) การออกกฎหมายนี้ต้องดูปริมาณบรรจุ เทียบกับปริมาณน้ำตาล เทียบกับจุดขาย ผู้ผลิตน้ำอัดลมที่ต่อรอง (ที่พูดไม่ได้เข้าข้างน้ำอัดลม แต่เห็นว่ามีเหตุผล และควรคุมทั้งหมดแหละ) เขาเทียบกับร้านกาแฟ กับนมหวาน นม shake กับพวกเครื่องดื่มนม ครีม ปั่น ตามร้านกาแฟไอ้บัก และอื่นๆ เพราะพอเป็นอาหารนม ก็มี category แตกต่างไป ขออนุญาตเล่ายาว เพราะหากประเทศไหนจะเอาไปทำ มันมีบทเรียนให้ทำให้รัดกุมได้ (Mexico ทำแล้ว ทั้งที่การเมืองแย่พอประมาณ กับเป็นตลาดน้ำอัดลมอันดับต้นๆ ของโลก)

ความคิดเห็นที่ 16 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย from mobile วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห15rattiya อย่าเพิ่งหักดิบครับ ค่อยๆให้ลิ้นปรับตัว เคยเติมหนึ่งช้อนชาก็ให้เหลือสัก สามส่วนสี่ ค่อยๆลดวันละนิด เดี๋ยวก็คุ้นครับ เรื่องอาหารก็เช่นกัน ต้องใช้เวลานานพอควร ใจร้อนจัง

ความคิดเห็นที่ 15 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

คุณสมชัย รัตติยากำลังดื่มกาเเฟไม่ใส่น้ำตาลตามที่บอก.... ไม่อร่อยเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 08.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห11.bene ขอบคุณครับ ผมตั้งใจในเรื่องนี้จริงๆ เพราะที่ผ่านมา มีแต่ความรู้ที่มาเป็นท่อนๆไม่เกี่ยวโยงกัน เลยตั้งใจจะเขียนเป็นซีรี่ยาวๆออกมา ก็ดีใจครับที่มีคนอ่านคนสนใจพอสมควร และจะดีใจมากยิ่งขึ้นที่หากมีผู้ปฏิบัติจนเห็นผลและบอกต่อกันไป ก็นับเป็นบุญกุศล
ตอนต่อๆไปจะเป็นเรื่องการออกกำลังกาย คงมีหลายตอนเช่นเคย ตามประสาคนที่เขียนเรื่องสั้นๆไม่เป็น

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห10.สิงห์นอกระบบ ทำเป็นแบบอย่าง คือคำสอนที่ทรงพลังที่สุดครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 18/07/2016 เวลา : 08.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9.แม่มดเดือนMarch เรื่องการใช้สารเคมี ผมจนปัญญาจริงๆ มันเป็นปัญหาที่ผู้บริหารระดับประเทศต้องตะหนัก เราต้องดิ้นรนกันเองครับ ผักผลไม้ ก่อนรับประทานต้องสะอาดจริง ล้างแช่กันหลายรอบ หลีกเลี่ยงการทานนอกบ้านเท่าที่จะทำได้ ผมทานอาหารเสริมที่ใช้ทดแทนผักห้าสี เพราะไม่สามารถหาทานได้ทุกวัน ปฏิบัติที่ตนเองก่อนเพื่อเป็นแบบอย่าง เราไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราเองได้ บทเรียนที่ดีที่สุดคือการทำให้ดูครับ สำหรับพี่ พี่ใช้ชีวิตที่ถูกต้องที่สุดแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bene วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 21.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

คุณหมอตั้งใจเขียนบทความนี้ได้ดีจังเลยค่ะ ขออนุโมทนาบุญด้วย

(เอาไปลงในเฟซบุ๊คตัวเองเผื่อเพื่อนผ้องด้วย)
..........................

วันนี้เค็มเกิน เพราะเมนู ...ข้าวต้มปลาเค็ม
หวานก็น่าจะเกิน เพราะ....แคนตาลูบครึ่งผล
ขาดโปรตีนและผัก จะอัพในมื้อเย็น
เมนูแตงกวาแนมกุ้งแห้งจะพอเติมโปรตีนได้มั้ยคะคุณหมอ

..........
สิ่งที่คุณแม่มดพูดมา ไทยเราเกินแกงแล้วจริงๆค่ะ
(ไม้แก่แล้วดัดยาก กินยาก เผาถ่านอย่างเดียว)
เท่าที่รู้-เห็น จากคนใกล้ตัว

หนึ่งคือ คนไทยหาความรู้ผ่านการอ่านยังไม่ดีพอ(เกิน 50เปอร์เซ็นต์เลยก้ว่าได้ ...โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด ฟังการเล่าปากต่อปาก ทีวีก้หามีดีๆไม่ เห็นแต่ข่าวกับละคร วิทยุคนเขาไม่ฟังกันแล้วค่ะ)

สองคือ พอแก่ตัวมาฟันฟางก็หามีดีไม่..ระบบการย่อยแย่ อย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรดีๆจากสิ่งที่กินเข้าไป

สาม ของดีมีคุณภาพจริงๆ หายได้ยากมากขึ้น ผักหญ้าในชุมชนเองก็ใช่ว่าปลอดสารเคมี สภาพอากาศบ้านเราเอื้อแก่การเกิดของแมลง การปลูกผักที่ไม่ใช่ฤดูกาลก็ย่อมต้องใช้สารเคมี และฤดูกาลบ้านเราก็ดูเหมือนจะฤดูหนาวจะหายไปจากปฏิทินซะแล้ว ฤดูหนาว-อากาศเย็นๆ ผักจะงาม-และน่ากินกว่าช่วงอื่นๆ
ผักที่ขายๆในตลาด โดยเเฉพาะผักฝรั่ง (ผักสลัด-แครอท-มะเขือเทศสีดา-กะหล่ำ-ผักกาดขาว ฯลฯ ) ไม่เคยคิดว่ามันจะปลอดสารเลย เพราะไม่ใช่ผักพื้นบ้านเราที่จะมีได้ทุกฤดูมันมาจากไหนใครปลูกก็ไม่รู้ ที่บอกว่า "ผักปลอดสาร" นี่ก็ยังเชื่อครึ่งๆ เองค่ะ

เมืองฝรั่งที่เขามีการควบคุณคุณภาพสินค้าที่วางขายในซุปเปอร์ฯ เขาก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงพอควรนะคะในการแลกมาซึ่งของมีคุณภาพ (ทำให้ชีวิตคนจรเครียดพอควร) แต่ก็ดีสำหรับคนที่ช่างเลือก
ซึ่งบ้านเราไม่ค่อยมีให้เลือก



ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 21.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ชัดเจนแจ่มแจ้ง กล่อมลูกเรื่องลดความหวานตลอดเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 6
ผมจึงสรุปว่าคนเราจะป่วยหรือแข็งแรง ปัจจัยจากอาหารสำคัญที่สุด

นั่นซิคะ ก็เมื่อเกือบทุกอย่างที่เรากินเข้าไปเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตราย แล้วเราจะกินดีได้อย่างไร ต่อให้ไม่กินหวาน ไม่กินเค็ม ไม่กินมันแล้วก็ตาม
ขอเรียนว่า แม่มดแช่และล้างผักผลไม้อย่างดีมาก (ด้วยผงฟูเจือจางในน้ำสะอาด) ไปทานอาหารร้านไหน ก็จะสั่งว่าไม่ใส่ผงชูรสซึ่งเขาก็ไม่ค่อยสนใจ ตักอาหารเข้าปากคำแรกก็รู้แล้วว่าเขาใส่ผงชูรสมา เวลาซื้ออาหารแปรรูป ก็อ่านสลากอย่างละเอียดว่าเขาใส่อะไรบ้าง หมดอายุเมื่อไร เก็บรักษาอย่างไร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำมาจนเป็นนิสัย จนกลายเป็นธรรมชาติที่ ๒ ไม่เครียดเลย
แต่สิ่งที่ทำได้ด้วยตัวเองนี้มีผลน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับอันตรายจากการใช้สารเคมีอย่างไร้ขอบเขตของผู้คนที่ผลิตอาหารทั้งสดและแปรรูปในบ้านเรา
บ้านแม่มดอยู่ใกล้กับตลาดขายส่งด้านเกษตรที่ใหญ่โตราวกับเมืองๆหนึ่ง มีเพื่อนบ้านเป็นผู้ค้าส่งพืชผล เนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ข้อมูลจากเพื่อนบ้านทำให้มืดมน ทำให้รู้สึกว่าการรักษาวินัยการกินอยู่ของตัวเองเหมือนการดิ้นอยู่กับที่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนในบ้านเมืองนี้จึงเป็นมะเร็งกันมากมายนัก

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห5.พล.ท.นันทเดช ท่านนายพลลองปรับสัดส่วนของอาหารแต่ละมื้อให้มีความพอเพียงกับสิ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ กับลดสิ่งที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ลง เท่านี้สุขภาพก็ดีขึ้นมาได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.rattiya เชียร์เต็มที่ครับคุณรัต กาแฟแบ๊ค ไม่มีครีมไม่มีน้ำตาล หนึ่งแก้ว 8 -10 แคลอรี่ ผมดื่มวันละสอง แค่งดการเติมน้ำตาลเท่านั้นครับ ร่างกายมันดีขึ้นมา ชีวิตเราไม่เคยขาดน้ำตาลครับ เพียงทานข้าวทานขนมปัง มันก็เป็นน้ำตาลแล้ว เหลือใช้แล้วครับ ไม่ต้องไปเติมอีก

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.แม่มดเดือนMarch ชีวิตของพี่ตุ้มเท่าที่เล่ามา ก็เหมือนวิถีชีวิตชาวโอกินาวา ทานจืดเป็นหลัก ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่จมอยู่กับหน้าจอมาก ความหวานก็ได้จากสารอาหารธรรมชาติ แต่มาเสียท่าตรงที่อยู่ในประเทศที่ยังมองไม่เห็นภัยเงียบที่ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณมหาศาลในการรักษาโรคที่คนเราหาใส่ตัวกันเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการ

ส่วนเรื่องการดูแลสุขภาพอย่างไรในสังคมที่มีการใช้สารเคมีที่ไร้การควบคุม เป็นเรื่องที่มีปัจจัยตัวแปรมากเหลือเกิน ผมยังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้นัก ส่วนเรื่องอาหารและการออกกำลังกายนี้ ผมได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ทดสอบกับตนเอง เป็นช่วงๆ เช่นทานแบบไม่เลือก เจาะเลือดดู ทานแบบเคร่งครัดทั้งสารอาหารและแคลอรี่ ชนิดเก็บข้อมูลวันต่อวัน แล้วเจาะเลือดดู มันมีค่าที่แตกต่างกัน ผมจึงสรุปว่าคนเราจะป่วยหรือแข็งแรง ปัจจัยจากอาหารสำคัญที่สุด

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

ขอบคุณ ในความรู้เรื่องนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.ลูกเสือหมายเลข9 นี่คือเรื่องหนึ่งที่ผมผิดหวังมาก เรื่องน้ำตาลนี่แหละ เราไม่เคยขาดน้ำตาลครับ แต่เราได้รับมากเกินความต้องการจนเป็นสาเหตุของโรคที่ไม่ติดต่อมากมาย ถ้าเหล้า บุหรี่ คือผู้ร้าย ที่ผู้ใหญ่เสพแล้วมีโทษต่อร่างกาย น้ำตาลคือผู้ร้ายที่เด็กๆดูไม่ออก แล้วค่อยๆทำลายเด็กคนนั้นช้าๆ จนถึงวัยกลางคนก็เป็นอันเสื่อมโทรมไปทั้งร่าง
ทุกรัฐบาลกลัวนายทุนครับ เป็นเรื่องที่เรารู้และต้องคุ้มครองตนเองและบอกคนที่ใกล้ชิดให้รู้ภัยของมัน

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 20.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ตั้งชื่อเรื่องไดีเฉียบขาดจริงๆค่ะ"ผู้ร้ายในคราบผู้ดี"
ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้จะเริ่มต้นด้วยดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

เพราะชื่อเอ็นทรี่ของคุณหมอคือ การดูแลสุขภาพตนเอง แม่มดเลยอนุญาตให้ตัวเองเขียนค.ห.ที่อาจจะผิดที่ผิดทางอยู่สักหน่อย
แม่มดไม่มีปัญหาเลยเรื่องการบริโภคไขมันหรือน้ำตาล ดื่มแต่นมจืด ชงไมโลหรือชา ไม่เคยเติมน้ำตาล ชาไม่ใส่นมด้วย ไม่ดื่มกาแฟ ไม่แตะน้ำอัดลม ไม่ใช้ผงชูรส ไม่ทานขนมปังขาว ทานข้าวที่ผสมข้าวกล้อง ๒ ส่วน ข้าวหอม ๑ ส่วน ไม่ชอบอาหารทอด อาหารมัน อาหารหวานโดยนิสัย นานๆทานเค้ก ๑ ชิ้นถ้าเจอเค้กสวยจริงๆ (คือกินเพราะตามากกว่าเพราะลิ้น แล้วอยู่ต่างจังหวัดนี่ หาเค้กสวยๆได้ยากมาก) ปลูกผักหลายอย่างไว้กินเอง ฯลฯ ฯลฯ การอ่านข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อหาเข้าบ้านก็เป็นความเคยชินที่ถูกฝึกโดยสังคมเยอรมันมานานหลายสิบปี ทำงานบ้านเองทุกอย่าง ชอบทำสวนดอกไม้ ชอบเดินๆๆๆเพื่อไปถ่ายภาพ
แม่มดไม่ผอม ไม่ต้องการผอม ชอบให้ตัวเองมีน้ำมีนวล แต่ในวัยนี้ (แม่มดเกิดก่อนคุณหมอ ๑ ปี) ไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลยที่สว.บ้านเรานิยมเป็นกัน ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไขมันสูง ฯลฯ มีโรคประจำตัวคือไทรอยด์ที่ทำงานแค่ ๔๐% ซึ่งเป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับวัยหรือการกินการอยู่ (คุณหมอประจำตัวทั้งที่เยอรมนีและที่เมืองไทยพูดเหมือนกัน)
ปัญหาเรื่องการดูแลสุขภาพของแม่มดที่เกิดจากการย้ายกลับมาอยู่บ้านเราที่แม่มดใบ้สนิท ไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไรในเรื่องของการกินอยู่คือเรื่องของการใช้สารเคมีของคนไทย ไม่ว่าจะซื้ออะไรมากิน ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ทั้งบกและน้ำ ไข่ ข้าว ขนมนมเนย สารพัดสารพัน ไม่มีวันที่จะเลี่ยงสารเคมีผิดประเภท ผิดขนาด ผิดเวลา (เช่นชาวสวนชาวไร่ไม่รอเวลาให้สารเคมีหมดฤทธิ์ก่อนจึงจะเก็บผลิตผลมาขาย)
การเลือกอยู่ต่างจังหวัดและในบริเวณที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตค่อนข้างดีทำให้แม่มดมีปัญหาน้อยเรื่องคุณภาพของอากาศและน้ำแต่เรื่องการใช้สารเคมีในอาหารสด อาหารแปรรูปของคนไทย แม่มดสุดปัญญาจะช่วยเหลือตัวเองได้ แม่มดปลูกผักหลายอย่างไว้ในสวนครัวเล็กๆหลังบ้านแต่มีผักอร่อยมากมายที่ต้องซื้อกิน แล้วแม่มดก็ชอบทานผลไม้เสียด้วย อยู่ที่โน่น เรามีปัญหานี้น้อยมากทั้งๆที่เยอรมนีเป็นประเทศอุตสาหกรรม
พอจบเรื่องความอ้วนความผอมแล้ว คุณหมอมีโครงการจะเขียนถึงประเด็นการดูแลสุขภาพในส่วนที่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการใช้สารเคมีอย่างไร้ขอบเขต ไร้การควบคุมบ้างไหมคะ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , bene และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 17/07/2016 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

แปลกใจ ตอนแรกที่ข่าวขึ้นภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาล(มาก) สุดท้ายไม่มี
อังกฤษเพิ่งออกกฎหมายนี้เพราะเด็กๆสุขภาพแย่
หรือบ้านเรา..กลัวนายทุนเจ๊ง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน