*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240092
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< สิงหาคม 2016 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1655 , 18:02:06 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน นายวอร์ , ni_gul และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงเข้าพรรษา  ทุกปีคอเหล้าบางคนก็ถือโอกาสนี้งดดื่มเหล้า ซึ่งถ้าจะว่าไปก็ดีนะ ร่างกายตับไตไส้พุงจะได้มีโอกาสซ่อมแซมบ้าง  แต่บางคนก็ยังดื่มเป็นปกติ  ซึ่งหลายคนที่รู้จัก ก็ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ถึงกับขาดสติประคองตัวเองไม่ได้

มีหลายคนตั้งคำถามกันว่า ดื่มเหล้านี้ บาปไหม เป็นความชั่วหรือเปล่า เพราะผิดศีลนี่  ถ้าอย่างนั้น ช่วงนี้ไปนับถือศาสนาอื่นก่อนดีไหม จะได้ไม่ผิดศีล  บางคนก็บอกว่า  ไม่บาปหรอก ถ้าบาป พวกฝรั่งคงตกนรกกันเป็นแถว โดยเฉพาะพวกเมืองหนาวต้องดื่มว๊อดก้าคลายหนาว  ก็เถียงกันไปอย่างนี้  แม้กระทั่งพระบางรูปก็บอกว่าเป็นบาป  แต่ก็ไม่สามารถอธิบายกรณีที่ไม่ใช่ชาวพุทธจะอธิบายอย่างไร   ธรรมะของพระบรมศาสดาเป็นอกาลิโก  ไม่ขึ้นกับกาล ไม่ขึ้นกับถิ่นที่อยู่ 

ผมนั้นโชคดีตรงที่เป็นคนไม่ดื่ม  ถ้าเป็นคนที่ดื่ม  คำอธิบายที่จะเสนอต่อไปนี้จะกลายเป็นคำแก้ตัวไป

ประเด็นที่ว่า บาปหรือไม่บาป มันเริ่มต้นจากคำว่า ผิดศีล  แล้ว คำว่า  ศีล มันคืออะไร  เราทั้งหลายเข้าใจตรงกันหรือยัง

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจกับคำต่างๆเหล่านี้ก่อน  เพราะมันเป็นเหตุเป็นผลในการที่จะอธิบายข้อข้องใจทั้งหมดนี้ได้  ขอเริ่ม ที่ความหมายของคำต่างๆเหล่านี้

-สิกขาบท

-วินัย

-วัตร

-ศีล

-กรรมบถ

เวลาเราไปหาพระ เพื่อขอศีล เรียกว่าสมาทานศีล  พระไม่ได้ให้ศีลเรา เพราะศีลให้กันไม่ได้  เป็นสิ่งที่ต้องทำให้มีขึ้นในตนเอง   ดังนั้น พระจึงให้ข้อฝึกมา  ที่เรียกว่า   สิกขาบท

บทฝึกนี้เราตั้งใจเองก็ได้  คือตั้งใจจะฝึกตามบทฝึกนี้  แต่ที่ไปขอพระ เพราะสังคมเราตั้งมาตรฐานเอาไว้ว่า ไปขอแสดงตนกับพระ  ให้พระเป็นพยาน ว่าเราจะเป็นคนที่มีจิตใจปกติที่ดีงาม   พระจึงกล่าวว่า  ถ้างั้นอาตมาจะให้ข้อฝึกแก่โยมนะ

เธอจงฟัง   ข้อที่1   เธอจงฝึก    การละเว้น การฆ่าสิ่งที่มีชีวิต

                ข้อที่2   เธอจงฝึก    การละเว้นที่จะลักขโมย

                ข้อที่3   เธอจงฝึก    การละเว้นที่จะไปละเมิดคู่ครองคนอื่น

                ข้อที่4.  เธอจงฝึก    การละเว้นที่จะพูดโกหก

                ข้อที่5.  เธอจงฝึก   การละเว้นที่จะดื่มของมึนเมาที่ทำให้ขาดสติ

เราเอา ข้อฝึก ที่เป็นสิกขาบทนี้  มากำหนดกรอบในการฝึกตนเอง  เรียกว่า    วินัย

การฝึกตนเองในกรอบ ของ วินัย จนเป็นปกติ สม่ำเสมอ เรียกว่า     วัตร

ความที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นปกติ ไม่รู้สึก อึดอัดขัดข้องที่ต้องทำอยู่ในกรอบ ที่กำหนดไว้ ในข้อ ฝึก จนจิตใจมีความเป็นปกติ เช่นนั้น  เรียกว่า      ศีล

พื้นจิตที่มีความเป็นปกติ  หรือสม่ำเสมอ  ย่อมแสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางใจ   เรียกว่า     กรรมบถ

เมื่อจิตใจ ที่ปกติ คือจิตใจปกติที่เป็น   กุศลศีล   การแสดง ทางกาย ทาง วาจา จึงเป็น กุศล  คือ เป็น กุศลทั้ง ทาง กาย วาจา ใจ    จึงเป็น กรรมบถ ที่เรียกว่า  กุศลกรรมบถ

 ถ้าตรงกันข้ามคือเป็นคนที่มีพื้นจิตที่ปกติแบบ   อกุศลศีล  การแสดง ทางกาย ทาง วาจา จึงอกุศล  คือ เป็นอ กุศลทั้ง ทาง กาย วาจา ใจ    จึงเป็น กรรมบถ ที่เรียกว่า  อกุศลกรรมบถ

ใน อกุศลกรรมบท10 ที่เป็นเจตนาทาง กาย วา จา ใจ ไม่มีข้อไหน ที่บอกว่า การดื่มสุรา เป็นบาป อกุศล

อกุศลกรรมบถ 10  คือทางที่ชั่ว เป็นบาป   ประกอบด้วย

1.เจตนาฆ่าสัตว์มีชีวิต

2.เจตนาลักทรัพย์ที่เจ้าของหวง

3.เจตนาละเมิดคู่ครองคนอื่น

4.เจตนาพูดโกหก

5.เจตนาพูดส่อเสียดผู้อื่น

6.เจตนาพูดหยาบคาย ด่าทอผู้อื่น

7. เจตนาพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีสาระ หาประโยชน์ไม่ได้

8. เจตนาอาฆาตมาดร้าย

9. เจตนาเบียดเบียนผู้อื่น

10. มีความเห็นผิด นำไปสู่ทางเสื่อมข้อต่างๆ

 

แต่ทำไมพระพุทธเจ้า จึงบัญญัติ ไว้ใน ข้อฝึก (สิกขาบท  ที่เราชอบเรียกกันนักหนาว่า ไปขอศีล  รักษาศีล )  เพราะการดื่มสุรานี้ อาจทำให้ เกิดการละเมิด จนเป็นเหตุให้ทำบาป อกุศลได้

เพราะในยามที่ปกติ คนเราถูกควบคุมด้วยกฏเกณฑ์ทางสังคม  สมองส่วนที่ควบคุมจริยธรรม  มันคอยควบคุมการกระทำของเราอยู่  แต่สุรา ทำให้เราสูญเสียการควบคุมสิ่งนี้  อกุศลกรรมทางใจ ที่เราพยายามปิดบังไว้  ตลอดเวลา ที่เรายังมีสติดีอยู่(สติในที่นี้ ไม่ใช่ สติปัฏฐาน )  จึงก้าวล่วงออกมา จนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ในสมัยพุทธกาล มีพระอรหันต์สาวกพระพุทธเจ้า ไปบิณฑบาต ในเมือง ชาวบ้านนำเอา สุราชั้นเลิศสีแดงดุจขานกพิราบมาถวาย  สาวกพระพุทธเจ้าหลังจากฉัน สุรานั้น  เมาจนนอนสลบคาถนน  ทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดู แก่ผู้ที่พบเห็น 

ถามว่า พระสาวกที่เป็นอรหันต์เวลาเมา ท่านจะก้าวล่วงจนก่อกุศลกรรมหรือไม่  ตอบได้เลยว่า ไม่ เพราะจิตใจท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีอะไรที่ต้องซ่อนเร้น อย่างเช่นปุถุชน ที่ต้องซ่อนความต้องการที่เป็นอกุศลกรรมในใจตนเอง แล้วแสดงออกทาง กาย วาจา ให้ดูดี ในสายตาคนอื่น  แต่พอ สุราเข้าปาก สันดานเดิมก็เผยกำพืดออกมา

แต่ฤทธิ์ของสุรา ไม่เข้าใครออกใคร  ต่อให้พระอรหันต์ ดื่มเข้าไปก็ต้องเมา การควบคุมบังคับทางกายจึงเป็นปัญหา จึงเกิดภาพที่ไม่งามดังกล่าว

พระพุทธองค์จึงบัญญัติ ข้อฝึกนี้ขึ้นมาให้ทั้งฆราวาสและนักบวชมีบทฝึกข้อนี้  และ ให้พยายามฝึกให้มีวินัย จนไม่ดื่มสุราเป็นปกติ เพราะพระแต่ละรูป ปุถุชนแต่ละคน เราไม่สามารถล่วงรู้สภาพจิตใจว่า แต่ละคน เป็นอย่างไร การที่เปิดโอกาส ให้ดื่มสุราได้  อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา

ดังนั้น การดื่มสุรา ไม่เป็นบาป  แต่ ผลของสุรา อาจทำให้ก่อบาปขึ้นมา

ทั้งหมดนี้ อย่าเข้าใจผิดคิดว่า เชียร์ให้ดื่มสุรา  แต่เป็นการให้ข้อคิดว่า ที่เราดื่มเพราะอะไร ไม่ดื่มเพราะอะไร

ไม่ใช่พอเข้าพรรษา ก็งดดื่มเหล้า แล้วคิดว่าได้บุญ   ตนงดดื่มเหล้า แต่ล่วงละเมิด อกุศลกรรม10 ก็ไม่มีประโยชน์

ลักษณะที่เด่นที่สุดจุดหนึ่งในพุทธศาสนา คือ การคิดแบบ   วิภัชชวาทะ    คือการคิดวิเคราะห์แบบแยกแยะ ไม่ฟันธงตรงไปที่เดียว แต่แยกองค์ประกอบ

 สิกขาบท   กับ ศีล กับ  กรรมบถ เราเอามาปนกัน     จนบางครั้งเราอธิบายปรากฏการณ์หลายอย่างไม่ได้  เราเอาสามความหมายนี้ มา  พูดย่อๆเป็นเพียง   ศีล   คำเดียว  จึงเกิดการถือศีลแบบ สีลพตปรามาส

ผมขอยกตัวอย่างที่คิดว่า น่าจะเป็นรูปธรรมที่ดีที่สุด เท่าที่จะคิดได้

1.ผมขับรถไม่เป็น  ผมจึงไปหาคนที่สอนขับรถ  (ผมอยากเป็นคนที่เป็นปกติทางกายวาจาใจ  ผมจึงไปขอวิธีที่จะให้บรรลุสิ่งนั้น ในสังคมชาวพุทธ แต่งตั้งให้พระที่นุ่งห่มจีวรว่าเป็นคนที่ปกติ ทางกายวาจาใจ)

2.คนที่สอนขับรถ จึงบอกวิธีการขับว่าอะไร ควรทำ ไม่ควรทำ ( พระที่ถูกแต่งตั้ง จะให้ข้อฝึก ที่เรียกว่า สิกขาบท ที่เราชอบเรียกกันนักหนาว่า พระให้ศีล  ศีลไม่ใช่สิ่งที่ให้กันได้)

3.คนเอาข้อฝึกนั้น มาปฏิบัติ ตามกรอบ ตามแนวทางอย่างสม่ำเสมอ ฝึกขับอยู่บ่อยๆ ( มีวินัย มีวัตร)

4.การที่ทำอย่างสม่ำเสมอ จากที่ต้องคอยระวังว่าอะไรควรทำ อะไร ไม่ควรทำ จนไม่ต้องมาท่องหรือลำดับว่า จะเหยียบคันเร่ง หมุนพวงมาลัยอย่างไร  เป็นปกติที่เกิดขึ้น  จากขับรถไม่เป็น จนขับรถเป็น  เป็นจนปกติ ( ความปกติจึงเกิดทางกายวาจาใจ นี่คือ ศีล  เหมือนเช่นการขับรถเป็น จะเอาการขับรถเป็นไปมอบให้คนอื่นไม่ได้  พระจึงให้ศีลที่เป็นปกตินี้แก่ใครไม่ได้)

5.ยามใดที่เป็นปกติอย่างนี้  ย่อมไม่ก่อภัยเวร  เพราะมีสติรู้ทั่วตัวพร้อม  พระอริยะเจ้าทั้งหลาย จึงเป็นบุคคลที่เป็นปกติอย่างนี้จริงๆ  เป็นศีลที่เป็นอริยกันตศีล  เรียกว่าถ้าเป็นนักขับรถ ก็เป็นประเภทที่ชำนาญมากๆ   ส่วนปุถุชนหรือพระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์ทั้งหลาย จึงจำเป็นต้องคอยฝึก เพราะยังไม่เป็นปกติ  ดังนั้นในข้อฝึกข้อห้า จึงบอกให้ระวัง สุรายาเมา เพราะอาจเป็นเหตุให้ เกิดความผิดปกติขึ้น

6.ความที่ผิดไปจากปกติ ย่อมก่อโทษ เกิด อกุศล นี่คือการก่อ อกุศลกรรมบถ มีบาป  อาจไม่ใช่จากสุรายาเมา อาจมาจากเหตุอื่น ก็ได้

 

ดังนั้นเราต้องแยกทุกเหตุการณ์ให้ออกมาเป็นขั้นเป็นตอน  คนที่กินเหล้า แล้วขาดสติ ถือมีดทำร้ายคนอื่น กับ คนที่กินเหล้า วิ่งเข้าไปช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ในกองเพลิงโดยไม่กลัวตาย   สองกรณีนี้เราจะกล่าวอย่างไร  คนหนึ่ง บาป คนหนึ่ง บุญ   อย่างนั้นหรือ

เหล้าที่ถูกกลืนผ่านท้องของทั้งสองคน ไม่บาป    แต่คนหนึ่ง กินแล้วไปทำบาป   อีกคน กินแล้วไปทำบุญ

คนหนึ่งนั่งกินเหล้า สนุกสนานมีคนมาขอบริจาคช่วยสงเคราะห์เด็กกำพร้า เขาไม่อิดออด ช่วยเหลือเต็มที่

อีกคนกินเหล้า สนุกสนาน มีคนมาขอบริจาคเช่นกัน กลับถูกไล่ทำร้ายร่างกาย

ถ้าเราเอาสิ่งที่ถูกกินเข้าไป กับสิ่งที่กระทำล่วงออกมาทางกายและวาจา มาปนกัน  สุดท้ายเถียงกันไม่จบสิ้น คนที่ไม่กินก็บอกอย่างหนึ่ง คนที่กินก็บอกอย่างหนึ่ง

ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก  ไม่ขึ้นกับเวลา สถานที่ เพราะเป็นธรรมชาติ ทุกคนในโลกเป็นไปตามนี้   จึงตอบข้อสงสัยที่ถามกันมาในตอนต้นได้ทั้งหมด  

สุดท้ายนี้  คนที่ชอบกิน ก็ไม่ต้องอ้างเหตุนี้ในการดื่มให้มากขึ้น  เพราะการดื่มนั้นให้ความสนุกสนานตอนแรก แต่ให้ทุกข์แก่ตนและแก่ผู้อื่นภายหลัง  การขาดสติเนื่องจากการดื่มย่อมก่อให้เกิดความประมาทตามมา  สิ่งที่เคยมีจิตปกติที่เป็นกุศลศีล ก็กลายเป็น จิตที่เป็น อกุศลศีล  เพราะเราทุกคนล้วนแต่มี อกุศลจิตอันเนื่องมาจากกิเลสที่ถูกกดข่มไว้ เพื่อรักษาภาพพจน์ทางสังคม  ยามที่ดื่มจนเมา สิ่งที่กดข่มไว้ย่อมปรากฏ  การกระทำทางกายวาจาที่เป็น อกุศล  จึงนำความเดือดร้อนมาสู่ตนและผู้อื่นอย่างง่ายดาย

  



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สันติธาตุ วันที่ : 12/08/2017 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ReligiousPeace

กระผมขออภัยที่จะต้องขอแสดงความเห็นแย้งนะครับคุณหมอ..เพื่อสัมมาทิฏฐินั้น..
หากการดื่มสุรา ไม่เป็นบาป..เช่นนั้นแล้ว การฆ่าสัตว์ก็ไม่เป็นบาป การลักทรัพย์ก็ไม่เป็นบาป กระนั้นหรือ
ตกลงว่าบาปนั้นอยู่ที่กิริยาการกระทำ คือมโนกรรม วจีกรรม หรือกายกรรม หรือ อยู่ที่วัตถุภายนอก ที่เป็นสุรา ที่เป็นมีด เป็นดาบ..ดังนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 17.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9-10 ni_gul คนเรามีทั้งจิตที่เป็นกุศลและอกุศลปะปนกันอยู่ ยามใดที่จิตเป็นกุศล อกุศลย่อมไม่เกิด แม้กระทั่งยามที่เกิดอกุศลจิต แต่เนื่องจากยังมีสติดีอยู่ ก็ยังสามารถยับยั้งบรรเทาได้ระดับหนึ่ง โดยที่ไม่ล่วงละเมิดออกมา

พระพุทธองค์เปรียบ สติ เป็นเครื่องกั้น ปัญญาเป็นเครื่องห้าม ถ้าถนนที่ตัดทางรถไฟ มีไม้กั้นที่เป็นสติ การมีไม้กั้นอย่างน้อยก็ลดการชนกันของรถไฟและรถยนต์ได้ในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งคนบางคนที่สติหลุด ทนไม่ไหว ก็ชนไม้กั้น จนอาจไปปะทะกับรถไฟก็ได้
คนที่ดื่มสุราจนเมามายขาดสติ ก็เหมือนทางตัดของถนนกับรางรถไฟที่ปราศจากไม้กั้น โอกาสที่จะเกิดเรื่องราวจึงมีมากกว่าคนที่ไม่ดื่มสุรา ดังนั้น ในข้อฝึก ที่ทำให้ตนเองเป็นปกติสุขในชีวิต พระองค์จึงทรงให้ข้อฝึก การละเว้นการดื่มดังกล่าว ซึ่งก็เหมือนให้มีไม้กั้นระหว่างจุดตัดของถนนและทางรถไฟ เพื่อลดการปะทะดังกล่าว

ความคิดเห็นที่ 11 rattiya , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7-8 rattiya เพื่อนๆผมที่ทานกันก็ไม่มีปัญหาอะไร คงเพราะพื้นจิตที่ดีงาม แม้ยามที่ขาดสติ ก็ไม่ก่อบาปอกุศล เพียงแต่ไปติดในรสชาติและความรู้สึกหลังดื่มที่ให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ซึ่งก็คือการย้อมติดอย่างหนึ่ง มันเลยกลายเป็นปัจจัย ที่ต้องมีขึ้นในการกล่อมให้จิตมีสุข คือต้องพึ่งพิงมัน ซึ่งหลักการสำคัญในพุทธศาสนาสอนให้เราหวังพึ่งสิ่งเสพให้น้อยลงเรื่อย จนไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งเสพ นั่นคือการเป็น ไท แก่ตนเองครับ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

เมื่อ ผิดศีล เรารู้ตัวก็ ปรับศีล ใหม่
สติจึงช่วยยับยั้งความประมาท

ไม่มีชั่ว ไม่มีบาป ให้ต้องว่ากล่าวกัน
เราแค่กำลังฝึก
เจตนาฝึก ดีแล้ว

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ความประมาทต่างหากคือบาป
เราพึงรู้ว่าความประมาทมันมีเหตุ
เหล้าคือเหตุหนึ่ง
"การดื่มสุรา ไม่เป็นบาป แต่ ผลของสุรา อาจทำให้ก่อบาปขึ้นมา"
เมื่อรู้เหตุ ก็ทำเหตุให้เกิดศีล เป็นวัตรปกติ มีอานิสงส์
เมื่อมีอานิสงส์ ก็เน้นเรื่องอานิสงส์

"บาป" คำนี้ พูดแล้วมีแต่แสลงใจกัน
แม้ไม่ตั้งใจก็อาจเป็นมุสาวาจาได้ ทำให้ผิดใจกัน น้อยใจกัน
ความน้อยใจนี่ทำให้คนทำชั่วได้เหมือนกันนะ (ต้องดูเปาบุ้นจิ้น มีตัวอย่างเยอะ)

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

"พ่อเเกไม่เคยพูดคำหยาบกับเเม่เลย"

ความคิดเห็นที่ 7 สมชัย , นายวอร์ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

อ่านเรื่องนี้ทำให้รัตติยาคิดถึงพ่อค่ะ เพราะพ่อเป็นคนดื่มเหล้า ชอบสังสรรค์กับเพื่อน ชอบทำอาหารเลี้ยงลูกน้อง+เหล้า(พ่อเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่ต่างจังหวัด) เเต่พ่อรัตติยาชอบทำบูญ มีงานวัดเมื่อไรพ่อจะเข้าไปช่วยงานวัด ชอบไปช่วยคนอื่นสร้างบ้านฟรี(จนเเม่บ่น..ไปทำบ้านให้คนอื่นฟรีทั้งๆที่เราไม่รวย)
ตอนเด็กๆพ่อรัตติยาจะเอารัตติยานั่งท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปด้วย ถ้าพบเพื่อนดื่มเหล้าพ่อจะเข้าไปดื่มด้วยเเต่พ่อจะรู้ตัวขอตัวกลับก่อน เเล้วบอกกับเพื่อนว่า ต้องพาลูกกลับไปนอน พรุ่งนี้ต้องไปเรียนเเต่เช้า
ต่อให้พ่อเมามากเเค่ไหน รัตติยาไม่เคยได้ยินคำหยาบจากปากพ่อที่พูดกับเเม่เเละลูก.(เเต่กลับลูกน้อง..พ่อด่าไฟเเลบค่ะ พ่อรัตติยาจัดว่าเป็นนักเลงต่างจังหวัดค่ะ.) หลังจากที่พ่อเสียชีวิตไปเเล้ว เเม่ก็ยังพูดถึงพ่อว่า..อยู่กินกับพ่อเป็นสามีภรรยามานานหลายสิบปี "พ่อเเกไม่เคยพูดกับหยาบกับเเม่เลย"....สรุปเเม่ยังรักพ่อมากค่ะ..
อาจเพราะรัตติยาเห็นพ่อเป็นอย่างนี้ทำให้รัตติยาจะไม่ตัดสินว่าคนที่ดื่มเหล้าเป็นคนไม่ดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.สิงห์นอกระบบ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.บาง...เยื่อเคย ขออนุญาตตอบข้อสงสัยครับ
การดื่ม การกินอาหาร คือกิริยา ที่เรารับสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย แต่การดื่มเหล้าผลของมันทำให้ไปกดระบบประสาทที่ควบคุมร่างกาย ทำให้กิริยาที่แสดงออกมาตามพื้นเพสันดานเดิม หรือเจตนาที่ถูกกดทับเอาไว้ เพราะระบบการควบคุมของสังคม เมื่อขาดสติจึงเป็นเหตุที่จะก่อ อกุศลกรรมต่างๆได้
พื้นจิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีพื้นจิตที่ดีที่เป็นกุศล แม้ว่าจะดื่มเข้าไป ก็ไม่เคยก่ออกุศลกรรมต่างๆ
บางคนที่พื้นจิตที่ไม่ดี แม้จะเป็นคนที่ดูดียามปกติ แต่พอขาดสติเนื่องจากฤทธิ์ของเหล้า ก็กระทำ อกุศลกรรมบทได้
เราทุกคน ที่ยังไม่บรรลุสภาวะความบริสุทธิ์ของจิตใจ ยังมีตะกอนมากน้อยที่นอนก้นในจิตใจ สิ่งที่ควบคุมเราไม่ให้ไปก่อ อกุศลกรรม ก็คือ การรู้สึกตัว ดังนั้นคนที่ตั้งใจจะสมาทานศีล คือต้องการให้ตนเองเป็นปกติ ไม่ก่ออกุศลกรรม จึงต้องรับบทฝึก ซึ่งในบทฝึกนี้ จึงมีข้อที่ควรฝึกการละเว้นการเสพของมึนเมาอยู่ด้วย

คนบางคนก็ไม่ต้องการที่จะฝึกบทฝึกนี้ ก็ไม่เป็นไร เพราะการสมาทานเหมือนการรับปาก เมื่อรับปากแล้ว ไปละเมิด ย่อมเสียสัจจะ นอกจากนี้ยังโกหกตนเอง โกหกผู้อื่น

ทีนี้การดื่มหรือไม่ดื่ม มันเป็นเรื่องเจตนาของเรา เราเท่านั้นที่รู้
ถ้าเราดื่ม เพื่อที่จะได้กล้าทำอะไร โดยที่ภาวะปกติไม่กล้า เช่นดื่มก่อนเพื่อที่จะได้กล้าฆ่าผู้อื่น ละเมิดลูกเมียคนอื่น กล้าด่าคนอื่น ประมาณนี้ การดื่มเช่นนี้ย่อมเป็นโทษเพราะต้องการผลคือการทำชั่ว
ถ้าดื่มเพราะ เป็นความสนุกสนาน จะได้ทำอะไรที่ยามปกติไม่กล้าทำ แต่ไม่เป็นการประกอบอกุศลกรรม ก็ย่อมไม่บาป เพราะไม่ได้ทำชั่ว เพื่อนๆที่อยู่ด้วยชอบเสียอีก คือคนอื่นไม่เดือดร้อน แต่ตนเองก็ย้อมติดในราคะคือความยินดี ที่ได้รื่นเริง ได้ทำให้เพื่อนสนุก ตนเองก็ดูมีคุณค่าขึ้นมา ตนเองจึงต้องอาศัยการดื่มนี้เป็นปัจจัยนำไปสู่สิ่งที่ตนเองต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้นานๆเข้า ร่างกายย่อมทรุดโทรมเพราะเสพมากเกินไป
คนบางคนดื่มเพราะเป็นเครื่องบำรุงคือเป็นยา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อความบันเทิงหรือเป็นเครื่องย้อมใจให้ทำอกุศล คนเหล่านี้ย่อมได้ประโยชน์จากการดื่มนี้ ดื่มแล้วก็ไม่ได้ไปก่ออกุศลกรรมใดๆ ตนเองสงบผู้อื่นก็สงบ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องสมาทานศีล ซึ่งก็คือบทฝึก
แต่คนที่ดื่มแบบนี้มีน้อยมาก
บางคนดื่มตามสังคม ไม่ได้ยินดีในการดื่ม แต่เพราะไม่ต้องการแปลกแยก ทำตนให้ดูดีว่า ตนเองเป็นคนดีมีศีล ไม่ขอแตะต้องสิ่งเหล่านี้ การดื่มนี้จึงเป็นการรักษาผู้อื่น ให้ไม่รู้สึกอึดอัดใจ

ดังนั้น เวลาเราจะดื่ม เราดูเจตนาของเรา เจตนาของเราไม่มีผู้ใดรู้ ดังนั้นผมจึงบอกว่าอย่าตัดสินใครเพียงแค่การดื่มหรือไม่ดื่ม
เพียงแต่ยามที่เราไปขอสิกขาบทพระ ข้อที่ให้ฝึกการละเว้นการดื่มจึงต้องมี เพราะว่า เราไม่รู้ว่าทั้งพระทั้งฆราวาส พื้นจิตเป็นอย่างไร พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติไว้ ในข้อฝึก เป็นการลดความไม่ประมาท

เราดื่มทำไม เจตนาอย่างไร เราตอบตนเองได้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเราครับ

ความคิดเห็นที่ 4 rattiya , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 08.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.แม่มดเดือนMarch ใช่แล้วครับ การที่ไปตัดสินใครดีใครเลวเพียงแค่เรื่องดื่มหรือไม่ดื่มเป็นตรรกะที่เบาบางมาก

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/08/2016 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ชอบและถูกต้องครับ...ศีลอยู่ที่ใจ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
บาง...เยื่อเคย วันที่ : 06/08/2016 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samwa


ในศีล(ข้อพึงละเว้น)มีข้อเดียวที่มีพุทธบัญ
ญัติที่มีข้อแม้ว่า"ทำให้ประมาท"...แล้วถ้า
ดื่ม..แล้วไม่ขาดสติ(ไม่ประมาทล่ะ).......ขอ
ท่านประธานวินิจฉัย...

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 06/08/2016 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

รับแอลกอฮอล์ไม่ได้ทั้ง oral และ local ค่ะ
แต่ไม่เคยมองประเด็นนี้ว่าเป็นปัญหาศีลธรรม
เป็นปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความปลอดภัย.......
ไม่เคยมองว่าคนดื่มหรือไม่ดื่ม ใครเลว ใครดี
ไม่คิดว่าจะใช้สิ่งนี้เป็นตัวตัดสินระดับศีลธรรมของใครได้
จำได้ว่าพ่อดื่มนิดนึงเวลาทานอาหารเย็นทุกวัน สัก ๓๐ มล.กระมังคะ ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ในช่วงเข้าพรรษา พ่อไม่เคยบวชด้วยค่ะ แต่ยืนยันได้เลยว่าพ่อเป็นคนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะปัจเจกบุคคล สามี บิดา หรือคนทำงาน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน