*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 264856
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< สิงหาคม 2016 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1666 , 09:22:14 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน คิม_นพวรรณ , usakanay และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

ในชีวิตปกติของคนเรา นอกจากมีความทุกข์ประจำ คือทุกข์กาย ต้องแก่ต้องชรา ต้องคอยเปลี่ยนอิริยาบถเพราะความเมื่อยขบ ต้องหลบเลี่ยงอากาศที่หนาวไปบ้าง ร้อนไปบ้าง ต้องหิวเกิน ต้องอิ่มเกินจนแน่นท้อง และอื่นๆอีกสารพัด

เพราะกายนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง คือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่เรียกว่า อนิจจัง กระบวนการเปลี่ยนแปลงคือการที่ไม่สามารถอยู่สภาพเดิม คือ ทุกขัง  และทั้งหมดนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่สามารถเป็นเจ้าของหรือไปบังคับได้ คือ อนัตตา   เช่น ถ้าโซเดียมบวกกับคลอรีน ก็กลายเป็นเกลือแกง เราไปบังคับให้กลายเป็นสารประกอบอื่นไม่ได้ เป็นต้น

นอกจากทุกข์กายแล้ว ทุกข์ใจก็เป็นสิ่งที่เกิดกับคนทุกคนไม่ว่า จะรวยจะจน จะมียศ ฐานะ ตำแหน่งใด ก็หลีกหนีไม่พ้น และโดยมาก ทุกข์ทางใจก็มักมาจากเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่นภายในครอบครัว ในที่ทำงาน เจ้านายกับลูกน้อง และ ในกลุ่มเพื่อน เป็นต้น

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งที่เราต้องรับรู้ประการแรก คือ การรู้จักตนเอง ก่อนที่จะรู้จักผู้อื่น

การรู้จักตนเองที่สำคัญคือ การรู้ภายในตัวเอง โดยมีบริบทสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งเรามองตัวเรา อีกฝ่ายเรารู้ว่ากำลังถูกมอง การที่เรามองตนเองอย่างเข้าใจตนเองจริงๆ รู้ว่าเรามีอะไรที่เป็นส่วนดี รู้ว่าอะไรที่เป็นส่วนด้อย แล้วสร้างเสริมส่วนดี แก้ไขส่วนด้อย ค่อยๆปฏิบัติตนเองไป นี่คือความเข้าใจและยอมรับตนเอง คนที่เป็นเช่นนี้ย่อมมองผู้อื่นเฉกเช่นกัน และก็ไม่หวั่นใจต่อการที่ผู้อื่นมองดูเรา นี่คือการเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น

ยามใดที่เราไม่รู้ตนเองที่แท้จริง ดูตนเองด้วยตัณหาความทะยานอยาก ชอบไปทุกข์กับสิ่งที่ตนเองไม่มี แต่ไม่หวนมาดูสิ่งที่ตนเองมี นี่คือการหาทุกข์ใจมาใส่ตน เพราะจะเกิดภาวะการไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้ตนเอง คนเหล่านี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีอุปสรรคมาขัดขวาง เช่น

 

ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น  คนที่เห็นคนอื่นแล้วชอบไปเปรียบเทียบกับเขา นั่นแสดงว่าตนเองนั่นแหละยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ จิตใจยังไม่นิ่งเพียงพอ การที่เห็นตนเองแล้วบอกว่าเข้าใจตนเองนั้น จึงยังเป็นความเข้าใจที่เป็นเปลือกของชีวิต ยังไม่เข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริง

เพราะเมื่อไปเปรียบคนอื่นแล้วคนอื่นด้อยกว่า เราก็กลายเป็นคนทะนงตน จิตใจก็ฟูเป็นฟองสบู่

ถ้าไปเปรียบกับคนอื่นแล้วคนอื่นเหนือกว่า เราก็รู้สึกต่ำต้อย และรู้สึกอ่อนแอ จิตใจก็แฟบ ยอมโอนอ่อนไม่กล้าแข็งขืนหรือพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า

ถ้าเปรียบกับคนอื่นแล้วเสมอกัน บางครั้งก็ร้อนรุ่มกลัวจะด้อยกว่า การแข่งขันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้เป็นการเหนื่อยเปล่า เสียพลังงานในการคิด จิตใจต้องทุกข์ร้อนโดยไม่จำเป็น

เรามักพบสภาวะนี้บ่อยๆ เช่นการพบปะในงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ทำงาน งานเลี้ยงรุ่น เป็นต้น ก็จะมีการเปรียบเทียบกันไปมา ทั้งระดับการศึกษา รูปร่างหน้าตา ฐานะทางครอบครัว สถานะภาพของแต่ละคน

การเปรียบเทียบก็แบ่งย่อยๆออกไปเป็นประการต่างๆมากมาย ทั้ง การรวบถือ  และแยกถือ  เช่น ฉันรูปร่างดีกว่าเธอ แต่เสียดายที่จมูกฉันไม่โด่งเท่าเธอ  นี่เป็นการรวบถือก่อน แล้วเหนือกว่า  พอมาแยกถือก็กลายเป็นด้อยกว่า  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่ยังไม่บรรลุสัจธรรมที่แท้จริง ทุกคนต้องมีภาวะเช่นนี้ 

ซึ่งบางคนอาจแย้งว่า ฉันไม่เป็นอย่างที่ว่ามา ก็ขอบอกว่าเนื่องจากยังไม่ได้รับอารมณ์ที่ถึงจุดที่จะกวนจิตใจขึ้นมาได้  เลยรู้สึกว่าเฉยๆ ปล่อยวางได้  การที่เรามีสติ ที่ละเอียดและมีจิตใจที่เรียกว่า ตรงต่อสภาวธรรม เราจะไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ เพียงยอมรับว่ามีจิตที่คิดเปรียบเทียบ บางครั้งเกิด อิจฉาริษยาขึ้นมา ก็ให้รู้ และให้ละวาง สิ่งที่เป็นอกุศลนั้น  แต่โดยมากเมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ เราจะไม่ยอมรับ และหาเหตุคือกิเลสตัวใหม่เข้ามาให้เหตุผลเพื่อปลอบประโลมหรือสร้างกำแพงให้ตนเอง  สุดท้ายเราก็กลายเป็นทาสความคิดตนเอง แล้วมองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น

เมื่อยังไม่นิ่งในคุณค่าตนเอง ก็เกิดการเปรียบเทียบ  ที่ภาษาพระเรียกว่าเกิด มานะ  ก็อาจแสดงออกได้ดังนี้

 

( ภาพนี้ได้จาก  บล็อกเกอร์ คุณชาย สามหยด สวยงามมาก ใช้สื่อความหมายดี )

1.การลดคุณค่าในตนเอง แล้วพยายามปิดบังด้วยการสร้างพฤติกรรมที่สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง ด้วยการอ้างถึงว่า มันเป็นเอกลักษณ์ตนเอง ตนเองเป็นคนแบบนี้ ไม่ชอบเป็นผู้ตามใคร และพยายามที่จะแสดงออกมาอย่างสุดขั้วเพื่อปิดบังความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจตนเอง เช่นเด็กแว้น นักเรียนนักเลงที่ชอบยกพวกตีกันหรือบางคนก็หันไปดื่มสุราเมาหัวราน้ำ แสดงความเป็นชายชาตรีที่ผู้ชายต้องดื่มเก่งเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ   เป็นต้น

มีตัวอย่างที่ชัดเจนในภาพยนตร์ซีรี่ดังของอังกฤษ เรื่อง Game of  thrones

 

 (ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)

มีตัวละครหนึ่งที่ชื่อว่าธีออน เกร์จอย ถูกครอบครัวตระกูลสตาร์คนำไปเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ตนเองรู้สึกถึงปมด้อยที่ต่ำชั้นกว่าลูกแท้ๆของตระกูลสตาร์ค   ธีออนเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง และไม่ยอมรับสภาวะที่เป็นจริง แทนที่จะมามองตนเองว่าควรพัฒนาตนเองอย่างไรเพื่อสร้างคุณค่าที่สังคมยอมรับ กลับทำตัวสุดโต่งไปอีกทางว่าตนเองเข้มแข็งด้วยการทำตนเป็นคนอำมหิต ฆ่าล้างครอบครัวตระกูลสตาร์ค ที่ตนเองเปรียบแล้วรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าตนเอง

 

หันมาดูตัวละครอีกคน คือ จอร์น สโนท์  เป็นบุตรนอกสมรส ที่ถูกเลี้ยงดูในครอบครัวสตาร์คเช่นเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมก็เกิดแก่ จอร์น สโนท์ เฉกเช่นเดียวกับ ธีออน เกร์จอย แต่จอร์นกลับยอมรับในสภาวะที่เป็นจริงนั้น ไม่ดูถูกตนเองเพียงเพราะเป็นคนนอก แต่พยายามพัฒนาตนเองด้วยการเดินทางไปเป็นอาสาสมัครในหน่วยลาดตะเวนที่ป้อมปราการเขตชายแดน จนในที่สุดได้เป็นผู้บัญชาการหน่วยที่นั่น และในที่สุดได้กลับมากู้คืนปราสาทของตระกูลสตาร์คคืนกลับมา

 

คนสองคนถูกเลี้ยงดูโดยตระกูลสตาร์ค คนหนึ่งเข้าใจตนเองว่าอยู่ในฐานะอะไร แล้วพยายามมองหาจุดดีในตนเองแล้วพัฒนาต่อไป กับอีกคนที่ คิดแต่จุดด้อยในตนเองคิดแบบหักคะแนน แทนที่จะหาจุดดีแล้วพัฒนาไปตามศักยภาพโดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น กลับทำตนให้สุดโต่งด้วยการสร้างเอกลักษณ์ผิดๆ เพื่อกลบเกลื่อนปมด้อย  นี่คือการเปรียบเทียบที่มีในคนทุกคน เพียงแต่ว่าเปรียบเทียบแล้ว จะทำตนอย่างไรต่างหาก

2.ความรู้สึกผิดและโทษตนเองตลอดเวลา ด้วยการทำตนไม่เปิดใจตนเอง คอยหลบเลี่ยงปิดบัง ไม่กล้าสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น กลัวผู้อื่นจะมารู้ความจริงที่ตนเองคิดเองเออเองว่าน่าละอาย ทั้งที่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนอาจประสบพบเจอไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติหรืออย่างไร คนเหล่านี้มักจะใฝ่หาความสมบูรณ์แบบในชีวิต เมื่อไม่ได้ดังหวังก็พยายามปิดบังความผิดหวังนั้น โดยแสร้งเป็นว่าตนไม่ชอบไม่สนใจ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กัดกร่อนจิตใจตนเอง  เป็นคนที่ชอบวิจารณ์ผู้อื่นแต่พยายามปิดบังหรือซ่อนตนเองไว้

 

ตัวอย่างที่ยกแสดงที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ หนังเรื่อง Good will  hunting ที่ตัวเอกมีปมคือถูกทารุณกรรมตั้งแต่เด็กจากพ่อเลี้ยง แต่เขาเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ มาสมัครเป็นภารโรงในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แล้วแอบไปแก้สมการคณิตศาสตร์ที่โปรเฟสเซอร์ได้ตั้งโจทย์ที่กระดานดำในวิทยาลัยเพื่อดูว่ามีนักศึกษาคนไหนสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้  วิลเป็นคนที่มีความสามารถแต่เมื่อใครก็ตามที่เริ่มก้าวล้ำเข้ามาเพื่อจะรู้จักเขามากขึ้น เขาจะเริ่มปิดประตูใจและเริ่มหนี ด้วยการทำตัวหยาบคาย อันธพาลเพื่อให้คนอื่นถอยห่างจากตัวเขา

การเข้าใจตนเองและยอมรับตนเองนั้น มันแตกต่างจากความเชื่อมั่นในตนเองและความพยายามที่จะชอบตนเอง

ความหมายนี้อาจเข้าใจยาก ผมขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

ผมเป็นคนที่ หัวล้าน มันเป็นไม่ได้เลยที่ผมจะเป็นคนที่มั่นใจในตนเอง เวลาที่ต้องใส่หมวกและต้องถอดหมวก เวลาที่คนมาทักเรื่องเส้นผมบนศีรษะ และก็เป็นไปไม่ได้ที่ตัวผมจะพยายามชอบการที่เป็นคนหัวล้าน

สภาวะเช่นนี้มันเกิดกับจิตใจอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเรายอมรับความจริงของธรรมชาติแม้ว่าจะมีวิธีการที่สามารถฟื้นฟูก็ตาม แต่ตัวผมก็ยอมรับมันไปแล้วและก็ดูสิ่งดีๆที่ตนเองมีอยู่ ที่ตนเองสามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาได้ เมื่อเราพัฒนาตนเองขึ้นมา ความมั่นใจที่แท้จริงและความชอบที่แท้จริงจึงสามารถเกิดขึ้นโดยไม่ต้องฝืนทนเสแสร้ง

ความเข้าใจในตนเองการยอมรับตนเอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่พัฒนาไปสู่ความเข้าใจในผู้อื่น ซึ่งจะถึงขั้นต่อไปคือความเมตตาต่อสรรพสิ่ง  เหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราชอบสิ่งใดไม่ชอบสิ่งใด เขาหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ไม่ต่างกันมาก

เมื่อเราเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น(เพราะเราก็เคยรู้สึกเช่นนี้) เราก็เข้าใจต่อไปถึง เจตนาของเขา เจตนาของคนเราก็ประกอบด้วย สอง อย่างคือ  เจตนาอยากรู้สึกยินดีอยากมีอยากได้ ทำให้เพลิดเพลินเข้าหา นี่คือการยึดอย่างหนึ่ง  กับเจตนาอยากหลีกหนีหลีกเลี่ยงจากสภาวะความไม่สบายกายสบายใจที่เรียกว่าอยากหนีทุกข์ ก็แสดงออกซึ่งความโกรธขัดเคือง หงุดหงิด นี่ก็เป็นการยึดอย่างหนึ่ง

อย่างหนึ่งยึดเพราะความอยาก  อีกอย่างหนึ่งยึดเพราะความไม่อยาก

คนเราก็วนเวียนกันไปมาอยู่กับความอยากสองอย่างนี้ เมื่อเราเข้าใจตัวเราและยอมรับทั้งข้อดีข้อด้อยของเรา และพยายามปรับปรุงตนเอง เราก็จะมองผู้อื่นอย่างเข้าใจเฉกเช่นกัน ไม่ตัดสินผู้อื่น เคารพความคิดเห็นที่ต่าง  มีการฟังผู้อื่นมากขึ้น

 

การรู้จักตนเองในระดับสูงสุด ในทางพุทธศาสนานั้นหมายถึงการไม่มีตนเองให้ยึดถือ คือเข้าใจตัวตนจนพ้นจากการยึดถือตัวตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไกลเกินกว่าที่จะเข้าใจในสำนวนของภาษา เพราะต้องมาจากการปฏิบัติเท่านั้น 

ในแง่การปฏิบัติหรือทางปฏิบัติของการรู้จักตนก็คือ การมีสติตื่นรู้ ใน กาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ที่ร่างกายเรานี้ รู้ชัดใน นามและรูป จนถึงการรู้ใน อริยสัจสี่ นั่นคือการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ที่ไม่มีตนให้ยึดอีก

หนทางสูงสุดนั้นยังไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพราะความอยากได้อยากเป็น เพียงรักษาตนเองให้ดี หมั่นพัฒนาตนเอง เมื่ออดเปรียบเทียบผู้อื่นไม่ได้ ก็ให้รู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้

และโดยสภาวะความจริง คำว่า ตัวตนเอง  หรือตัวเองนั้น ดูผิวเผินทางภาษาก็เข้าใจว่าคือตัวเราเท่านั้น แต่ในสรรพสิ่ง ตัวเอง ก็อยู่ใน ระบบของทั้งหมด

ดังเช่น เม็ดเลือดแดงหนึ่งเม็ด    เป็น ตัว  ในความหมายของ  ตัวเอง

                                              และ  เอง  ก็เป็นส่วนที่สัมพันธ์กับเม็ดเลือดอื่นๆ รวมทั้งระบบของเหลวที่หล่อเลี้ยงเม็ดเลือด

คนเรา ก็มี ตัวเอง  โดย  ตัว  คือ  ตนเอง   และ  เอง  คือความเกี่ยวข้องกับสังคมกับผู้อื่น

ฟังดูอาจสับสนและงงงวย ว่าผู้เขียนสื่อถึงอะไร 

ลองจินตนาการถึง ว่า  ถ้าเรา อยู่คนเดียวในโลก  คือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นคน  ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้  เราจำเป็น ต้อง นิยามคำว่า   ตัวเอง   หรือไม่

ดังนั้น  คำว่า  ตัวเอง  จึงมีความหมายว่า มีตนเป็นที่ฝึกให้เป็นตนที่ดี เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข มีความเมตตาปรารถนาที่ดีต่อกัน

ยามที่เราเข้าใจตนเองมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ความทุกข์ใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็อาจบรรเทาเบาบางลงไปได้

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สมชัย วันที่ : 24/08/2016 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห11.ชบาตานี

ความคิดเห็นที่ 11 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 24/08/2016 เวลา : 05.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ความสุขแห่งชีวิตหาได้ไม่ยาก
แค่การได้รู้จักใจตัวเอง
ขอบคุณเรื่องราวดีๆเช่นนี้ค่ะคุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา , BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย from mobile วันที่ : 23/08/2016 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.9bluehill ครับคงรอ ซีซั่นต่อไปเดือนเมษา 60 ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 22/08/2016 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ตัวละครจาก Game of thrones
ถือว่ามีทุกบุคลิกครบรสชาติ เดินเรื่องเข้มข้น
ชวนให้ติดตามมากๆ

จิตมนุษย์ยากหยั่งถึงจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 22/08/2016 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7. สิงห์นอกระบบ เอ็นทรี่นี้ ผมไม่ได้เชิญชวนให้คนมาหัวล้านนะครับ อย่าเข้าใจผิด

"ฝ่ายหนึ่งเรามองตัวเรา อีกฝ่ายเรารู้ว่ากำลังถูกมอง" เรารู้ว่าเราถูกมองโดยคนที่รักเรา และห่วงใยเรา แม้ว้าถ้าว่ากันตาม ธรรมที่แท้จริงนั้น ทั้งลูกเมีย ที่เขาห้าม เพราะความกังวลในตัวตนต่างหาก กลัวตนเองจะอับอาย ที่พ่อตนเอง หัวล้านเลี่ยน อายเพื่อนตนเอง

เรารู้สภาวะเช่นนี้ เราเมตตาเข้าใจเขา เพื่อไม่ให้ลูกเมียเกิดความไม่สบายใจ เราก็อย่าไปทำ ก็เป็นอยู่ คือ อย่างเดิม อย่าไปอึดอัดจัดทรงผมเลยครับ ผมผ่านตรงนี้มาแล้วครับ แต่ตัวผมเองค่อยๆให้เป็นไปทีละน้อย ให้คนในครอบครัวเกิดความเคยชิน จนแน่ใจว่าเขาไม่อับอายที่พ่อตนเอง ไม่มีเส้นผม ถึงตอนนี้ถ้าเกิดผมไป ปลูกเส้นผมขึ้นมา สงสัยจะรับกันไม่ได้อีก นี่ไงครับ คนเรา ยิ่งยึดติดอะไรมาก ก็ยิ่งมีเรื่องทุกข์ใจมาก เรารู้อย่างนี้เราก็เข้าใจคนอื่น เราจึงอย่าไปทำอะไรให้ใครต้องมาไม่สบายใจกับเรา โดยเฉพาะคนในครอบครัวครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 22/08/2016 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ปัญหาเดียวกับพี่หมอเลยครับ

ผมบาง หัวใกล้จะล้าน ตอนนี้น่าจะเเก้าแสนได้แล้ว อยากโกนแบบพี่หมอ แต่ภรรยาและลูกชายไม่เห็นด้วยครับ

ทุกวันนี้รู้สึกรำคาญใจในการจัดการผมที่มีอยู่นิดเดียวมากกว่าขาดความมั่นใจครับ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

@ประหารกิเลส

@การยึดในความไม่อยากก็ตรงข้ามกับการยึดในความอยากค่ะ อย่างเช่น การที่เรารักสุข เราจึงอยากให้ชีวิตราบรื่น ไม่มีอุปสรรคไม่อยากให้ชีวิตเราพบความทุกข์ ก็คือการยึดในการได้สุขจนยึดการไม่อยากพบกับความทุกข์ ความยากลำบาก ความไม่สบายใจต่างๆ
**************


วันนี้ได้อ่าน entry ของคุณหมอ และ คำตอบทั้ง2ท่าน ทำให้รู้วิธี ที่จะสำรวจตัวตน ของตัวเรามากขึ้นครับ

ขอขอบคุณ คุณณัฐรดา และ คุณหมอสมชัยอีกครั้งนะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

@ อยากที่จะ "ไม่อยาก"

@ ดังนั้น คนเราจึงข้องติดอยู่กับ ความอยาก " ที่อยาก" เพราะยินดี
และข้องติดกับความอยาก "ที่อยากไปให้พ้นภาวะนั้น ซึ่งคือไม่อยาก" เพราะยินร้าย

@แค่นี้ผมก็ว่าเลิศหรูแล้วครับ แต่ส่วนมาก พอกิเลสเกิด ก็วิ่งตามมันเสียมากกว่า ...

ขอคารวะ ครับคุณหมอสมชัย ถึงบางอ้อ..ละครับ

ขอคุณคุณหมอ สมชัยมากๆ ครับผม

ความคิดเห็นที่ 4 BlueHill , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 13.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออนุญาตเจ้าของบล็อก แจมเกี่ยวกับคำถามของคุณ february26 ด้วยคนค่ะ

เรื่องการยึดด้วยการไม่อยากนั้น ก็คือวิภวตัณหา คืออยากในความดับ ความไม่มี ความไม่เป็น มีตัวอย่างให้เห็นหลายกรณีค่ะ

เช่น เรารู้ว่าการมีชีวิตบนโลก ช่างน่าเหนื่อย ไหนจะต้องคอยประคองใจไม่ให้ไหลลงสู่ที่ต่ำ ไหนจะต้องคอยประหารกิเลสที่มีอยู่แล้ว ไหนจะต้องคอยระวังไม่ให้เกิดกิเลสใหม่ เรามาสู่โลก ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากบนโลก ก็เพราะมีการเกิด เราเลยอยากที่จะไม่ต้องเกิด เลยยึดการไม่เกิดด้วยความไม่อยาก ซึ่งอันที่จริง เราจะเกิดหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่อยากหรือไม่อยากค่ะ หากเราปฏิบัติตนจนผุดผ่องพอ เราก็จะมาสู่โลกน้อยครั้งลง จนถึงไม่มาสู่โลกเลย

บางที การยึดในความไม่อยากก็ตรงข้ามกับการยึดในความอยากค่ะ อย่างเช่น การที่เรารักสุข เราจึงอยากให้ชีวิตราบรื่น ไม่มีอุปสรรคไม่อยากให้ชีวิตเราพบความทุกข์ ก็คือการยึดในการได้สุขจนยึดการไม่อยากพบกับความทุกข์ ความยากลำบาก ความไม่สบายใจต่างๆ

หรือการที่เราเกลียดใครสักคน เราก็อาจเกิดการไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ร่วม ไม่อยากรับรู้ข่าวสารของเขา ก็คือเรายึดการไม่อยากรับรู้ ไม่อยากได้การเห็นเขาและสิ่งที่เนื่องด้วยเขา

หรือแม้แต่การที่เรามีใจรักให้ใครโดยที่รู้ว่าผิดธรรม เราก็อาจเกิดการไม่อยากการรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาที่ที่เนื่องด้วยกับเขาได้เช่นกันค่ะ เพราะกลัวว่าใจตนจะหวั่นไหวไปเมื่อตา หู เป็นต้นได้การรับรู้ หรืออาจเกิดความไม่อยากให้ใจเรายังคงมีเขาอยู่ ซึ่งก็คือยึดในการไม่อยากให้ใจเรายังมีเขาอยู่ การไม่อยากตรงนี้ก็เหมือนการไม่อยากเกิดค่ะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอยากหรือไม่อยาก แต่อยู่ที่เรามีการปฏิบัติต่อเหตุที่ทำให้เกิดความอยากอย่างไร มีการพิจารณาให้เห็นโทษ ให้วางใจเป็นกลางกับเขาได้มากน้อยแค่ไหน (คงจำการแก้ไขอกุศลวิตกที่เคยบันทึกไว้ในเอนทรี่เรื่อวรักๆ หนักใจมั้ย ในสองบทสุดท้ายได้มังคะ)

ขอแจมมาอย่างนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , february26 และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ชอบข้อความนี้มากคะ

-"การรู้จักตนเองที่สำคัญคือ การรู้ภายในตัวเอง โดยมีบริบทสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งเรามองตัวเรา อีกฝ่ายเรารู้ว่ากำลังถูกมอง การที่เรามองตนเองอย่างเข้าใจตนเองจริงๆ รู้ว่าเรามีอะไรที่เป็นส่วนดี รู้ว่าอะไรที่เป็นส่วนด้อย แล้วสร้างเสริมส่วนดี แก้ไขส่วนด้อย ค่อยๆปฏิบัติตนเองไป นี่คือความเข้าใจและยอมรับตนเอง คนที่เป็นเช่นนี้ย่อมมองผู้อื่นเฉกเช่นกัน และก็ไม่หวั่นใจต่อการที่ผู้อื่นมองดูเรา นี่คือการเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น

ยามใดที่เราไม่รู้ตนเองที่แท้จริง ดูตนเองด้วยตัณหาความทะยานอยาก ชอบไปทุกข์กับสิ่งที่ตนเองไม่มี แต่ไม่หวนมาดูสิ่งที่ตนเองมี นี่คือการหาทุกข์ใจมาใส่ตน เพราะจะเกิดภาวะการไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้ตนเอง คนเหล่านี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีอุปสรรคมาขัดขวาง"


-"เมื่อเราเข้าใจตัวเราและยอมรับทั้งข้อดีข้อด้อยของเรา และพยายามปรับปรุงตนเอง เราก็จะมองผู้อื่นอย่างเข้าใจเฉกเช่นกัน ไม่ตัดสินผู้อื่น เคารพความคิดเห็นที่ต่าง มีการฟังผู้อื่นมากขึ้น"


หนังเรื่อง Good will hunting รัตติยาชอบดูหนังเรื่องนี้มาก ดูจากโรงหนัง เเล้วมาดูในทีวีที่เยอรมนีอีกครั้ง เเต่ไม่ได้คิดลึ้กซึ่งมากอย่างที่คุณสมชัยคิด...รู้เเต่ว่าสงสารพระเอกมากที่ถูกทารุณกรรมตั้งแต่เด็กจากพ่อเลี้ยง.ซึ่งส่งผลให้เขามีพฤติกรม..เเปลกๆ.ดูเเล้วลุ้นมากอยากให้พระเอกลืมความหลังตอนเด็กคะ..

ความคิดเห็นที่ 2 february26 , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.february26 ขอบคุณมากที่ตั้งข้อสนทนาขึ้นมา ซึ่งเป็นประโยชน์ ผมขอเริ่มข้อที่ 1. ก่อนครับ ในเรื่องการยึด

ที่น้องสงสัยมา ก็ตรงที่ ความอยากความยึด อันนี้พอเป็นที่เข้าใจ ทุกคนเข้าใจได้ แต่ทำไมความไม่อยาก ถึงเป็นความยึดอีก

ลองถามตนเองนะ "เราไม่อยากเจอ" "เราไม่อยากเป็น" เป็นความอยากชนิดหนึ่ง คือ อยากที่จะ "ไม่อยาก" นั่นเอง

ตัณหาของคน มีอยู่สามลักษณะ ตัณหาคือความอยาก
อยากเสพ อยากได้ โดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นตัวรับ สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ได้คิดคำนึง แล้วก็ข้องติดสิ่งเหล่านี้ เราเรียกว่า กามตัณหา

อยากมี อยากเป็น อันนี้ อาศัย ใจ ที่คิดคำนึง วาดฝัน แล้วติดข้อง เราเรียกว่า ภวตัณหา

สองสิ่งดังกล่าว เป็นการข้องติด ในลักษณะของการยินดี มาจากกิเลส กองราคะ โลภะ เป็นใหญ่

ทีนี้ การข้องติดนานๆ ก็เริ่มเบื่อ หรือการข้องติดนั้นก็เริ่มเป็นความทุกข์ใจ ก็เกิดความอยากอีกแบบขึ้นมา คืออยากที่จะหนีจากสิ่งนั้น ภาวะนั้น มีลักษณะขัดเคือง ขุ่นมัว ความอยากหนีอยากห่างไกล อยากทำลาย ความอยากนี้คือ วิภวตัณหา มีกิเลสกองโทสะเป็นมูล

ดังนั้น คนเราจึงข้องติดอยู่กับ ความอยาก " ที่อยาก" เพราะยินดี
และข้องติดกับความอยาก "ที่อยากไปให้พ้นภาวะนั้น ซึ่งคือไม่อยาก" เพราะยินร้าย
ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงมีจิตใจที่ไม่ข้องติด ในความอยากทั้งสอง ยินดีก็ไม่หลงเตลิดแล้วตกเป็นทาส ยินร้ายก็ไม่ฟูมฟายคิดฆ่าทำลาย
คนที่ฆ่าตัวตาย ก็เพราะกิเลสกองโทสะ ที่อยากหนีจากสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น เมื่อหนีไม่ได้ รับไม่ได้ ก็ทำลายร่างกายนี้ ซึ่งร่างกายมันเป็นธรรมชาติ มิได้มีความผิดใดๆ เพียงแต่จิตใจนั้นมืดบอดไปเอง การฆ่าตัวตายมีบาปหนักเช่นเดียวกับการฆ่าร่างกายผู้อื่น

มาถึงข้อสนทนาที่ สอง การเปรียบเทียบมีทุกคนครับ ยกเว้นอริยบุคคลระดับอรหันต์เท่านั้น ซึ่งเราคงไม่ต้องไปค้นหาหรือพยายามทำให้ถึง เพราะกิเลสเรามีเท่ากองภูเขา
แต่การกระทำที่น้องว่ามา ก็คือการกระทำเช่นเดียวกับ จอร์น สโนท์นั่นเอง เพราะท้อแท้ แต่พัฒนาตน ทั้งหมดในเอ็นทรี่นี้ที่ผมเขียนมา ต้องการผลลัพธ์คือตรงนี้ครับ ไม่ได้ต้องการการบรรลุธรรม การปฏิบัติเพื่อเห็นแจ้งเป็นสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆทุกลมหายใจที่เรามีสติทัน ซึ่งก็ยาก เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ชาติภพ ขอให้ทุกขณะมีความซื่อตรงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต รู้ว่านี่กิเลสนะ มันมีขึ้นแล้ว พยายามขัดเกลาพยายามห้ามปราม แค่นี้ผมก็ว่าเลิศหรูแล้วครับ แต่ส่วนมาก พอกิเลสเกิด ก็วิ่งตามมันเสียมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณหมอ สมชัย

เมื่อเราเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น(เพราะเราก็เคยรู้สึกเช่นนี้) เราก็เข้าใจต่อไปถึง เจตนาของเขา เจตนาของคนเราก็ประกอบด้วย สอง อย่างคือ เจตนาอยากรู้สึกยินดีอยากมีอยากได้ ทำให้เพลิดเพลินเข้าหา นี่คือการยึดอย่างหนึ่ง กับเจตนาอยากหลีกหนีหลีกเลี่ยงจากสภาวะความไม่สบายกายสบายใจที่เรียกว่าอยากหนีทุกข์ ก็แสดงออกซึ่งความโกรธขัดเคือง หงุดหงิด นี่ก็เป็นการยึดอย่างหนึ่ง

อย่างหนึ่งยึดเพราะความอยาก อีกอย่างหนึ่งยึดเพราะความไม่อยาก
************
ตรงนี้ ที่คุณหมอบอก ยึดเพราะ ความอยาก หมายถึง เห็นเขามี ก็อยากมีอยากมีอยากได้ ใช่ไหมครับ

ส่วนยึด เพราะความไม่อยก คือการหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจ ตรงนี้ ผมพยายามนึกภาพ ครับ เข้าใจยาก นิดนึงผม เด๋วรอ คุณหมอว่าง อธิบายอีกทีครับ ขอบคุณครับ
------------------
*ถ้าไปเปรียบกับคนอื่นแล้วคนอื่นเหนือกว่า เราก็รู้สึกต่ำต้อย และรู้สึกอ่อนแอ จิตใจก็แฟบ ยอมโอนอ่อนไม่กล้าแข็งขืนหรือพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า

ตรงนี้ ถ้าเกิดผมคิด ไม่เหมือนกับคุณหมอ ผมหมายถึง เวลาที่ เห็นอื่น เหนือกว่า ทำให้ตัวเราต้องพยายามขึ้น หาความรู้ให้มากขึ้น ถ้าอ่อนแอทางกาย ก็ออกออกกำลังกาย แบบนี้เป็นต้นครับ** ถ้ามองทางธรรม ผมเป็นแบบไหนครับ

ผมชอบการเปรียบเทียบ ของคุณหมอ สมชัย มากๆ ครับ ทำให้เห็นภาพ โดยเฉพาะ ภาพยนต์ที่คุณหมอนำมาเปรียบ

ขอบคุณ คุณหมอ สมชัยมากครับผม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน