*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 233437
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กันยายน 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1251 , 15:02:52 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ณัฐรดา , ni_gul และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

คำว่า อุเบกขา ที่เรามักได้ยินจากนักปฏิบัติธรรม ที่เขาแปลกันว่า เป็นกลาง มีอารมณ์เป็นกลาง เป็นการปล่อยวาง ไม่ยึดอะไรไว้ให้ทุกข์ร้อน รู้สึกเหมือนตนได้บรรลุธรรมขั้นสูง บางคนก็ไปเปรียบกับชีวิตที่สโลด์ไลฟ์ สบายๆไม่ทุกข์ร้อน

ในภาษาธรรม คำว่าอุเบกขา ถ้าเป็นอุเบกขาที่เป็นความหมายของปัญญา จัดเป็นอุเบกขาที่แท้จริง เป็นสภาวะจิตขั้นสูง ที่จิตรู้ในสัจจะความเป็นจริง ไม่หวั่นไหวทั้งอารมณ์ที่น่ายินดีและน่ายินร้าย

แต่อุเบกขาที่เรามักเอามาพูดกันว่าตนเอง ไม่ยึดมั่นอะไร  อะไรๆก็ไม่สามารถมาโยกคลอนตนเองได้ เป็นอุเบกขาที่จัดเป็น  อุเบกขาที่เป็นเวทนา  เวทนานี้ไม่ใช่ความหมายในภาษาไทย ที่แปลความว่า น่าสงสาร  แต่เวทนานี้ แปลว่า ความรู้สึก  ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรู้อารมณ์ที่ผ่านทาง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายและใจ

เมื่ออารมณ์ใดที่เรารู้สึกสบาย ก็เป็น สุขเวทนา เช่นลมโชยเย็นๆ เสียงเพลงเบาๆนุ่มๆ แสงนุ่มนวลเย็นตา

เมื่ออารมณ์ใดที่เรารู้สึกไม่สบาย ก็เป็นทุกขเวทนา เช่นลมพัดตัวร้อนผ่าว เสียงเสียดแก้วหู เสียงที่ไม่น่ารื่นรมย์ แสงที่แสบตาเคืองตา เป็นต้น

สุขเวทนา ทุกขเวทนา ย่อมเป็นปัจจัยให้เราปรุงแต่งทางจิตต่อไป  ที่ภาษาพระเรียกว่า สังขาร คือการปรุงแต่ง  ได้สิ่งที่สุขเวทนา บางคนก็เกิดความสุขใจอยากเป็นเช่นนั้น ความอยากได้เช่นนั้นคือการปรุงแต่งจิตเป็นจิตที่เกิดราคะ การย้อมติด   ยามใดที่ได้ทุกขเวทนาบางคนก็เกิดความอยากผลักไส ให้พ้นตัวออกไป จิตจึง ปรุงแต่งที่เรียกว่าสังขาร ในความไม่อยากเป็นจิตที่ประกอบด้วย โทสะ

ทั้งสุขเวทนา และทุกขเวทนา เป็นการรับรู้ของกาย แต่จิตใจเราต่างหากที่จะไปแปรสิ่งที่รับรู้เข้ามานี้เป็นความอยากหรือความไม่อยาก

ชาวนาที่ยืนตากฝน เม็ดฝนที่เย็นฉ่ำ ปะทะผิวกายของเขา(สุขเวทนา)  เขาเต็มไปด้วยความสุข เพราะจิตใจปรุงนึกไปถึงต้นข้าวที่กำลังเติบโต

ชาวกรุงที่ยืนตากฝน เม็ดฝนที่เย็นฉ่ำ ปะทะผิวกายของเขา(สุขเวทนา)  เขาเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม เพราะต้องไปทำงานในชุดที่เปียก

การรับรู้ทางกายของคนทั้งสองไม่แตกต่างกัน น้ำฝนให้ความเย็นฉ่ำทั้งคู่ แต่สภาพจิตใจต่างหากที่ไปกันคนละขั้ว

คมมีดที่กรีดแหวกผิวตามข้อมือ ย่อมยังความเจ็บปวดทางกาย เป็นทุกขเวทนา คนที่กรีดถ้าเป็นคนที่ตกอยู่ในภาวะมีอาการทางจิตที่อยากทำร้ายตนเอง จิตก็ปรุงแต่งไปทางมีความสุข ได้สาแก่ใจที่ได้ทำร้ายร่างกายตนเอง หรือได้ประชดชีวิต

คมมีดที่กรีดแหวกผิวตามข้อมือ ย่อมยังความเจ็บปวดทางกาย เป็นทุกขเวทนา คนที่กรีด ถ้ามีจิตใจปกติย่อมเป็นทุกข์และพยายามดิ้นรนขัดขืน หลีกเลี่ยง

การรับรู้ทางกายของคนทั้งสองไม่แตกต่างกัน คือเจ็บทั้งคู่ แต่คนหนึ่งปรุงจิตให้สุข อีกคนปรุงจิตเป็นทุกข์

 

จิตคนเรานี้ ทุกคนก็มีกิเลสที่นอนเนื่องติดตัวมากันทุกคน ถ้าไม่มีก็คงไม่ได้มาเกิด กิเลสที่นอนเนื่องนี้ เรียกว่า อนุสัย ประกอบด้วย  ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสกอง ราคะ โทสะ โมหะ

ในรูปถ้ายังไม่มีอะไรไปกวนมันให้ฟุ้งขึ้นมา จิตที่เปรียบดังน้ำในแก้ว ก็ยังใสกระจ่าง ช้อนที่กวนแก้วเปรียบดังอารมณ์คือเวทนา ที่ผ่านมาจาก การเห็น การได้ยิน ฯลฯ

ทุกคนตื่นขึ้นมา เราก็ถูกช้อนอันนี้กวนทันที  กวนด้วยสุขเวทนา กวนด้วยทุกขเวทนา ถ้าการกวนสองอย่างนี้แรงพอ ตะกอนที่เป็นอนุสัยก็จะฟุ้งขึ้นมาเป็นกิเลส ที่เป็นความอยากได้ อยากเป็น อยากหนี อยากผลักไส

ถ้ากวนไม่แรงพอ แต่ก็กวนอยู่ จิตเรายังใสอยู่ ยังไม่ขุ่นด้วยตะกอน ตรงนี้แหละที่ทำให้เราเข้าใจว่าตนเองบรรลุธรรม ไม่มีกิเลส นี่คือ อุเบกขาเวทนา คืออารมณ์ที่เข้ามายังไม่แรงพอให้ตะกอนฟุ้ง ยังไม่แรงพอให้ใจกระเพื่อม

 

ขอยกตัวอย่าง คนที่รวยมากมายมหาศาล ไปเดินดูงานแสดงรถ ไม่มีรถคันไหนที่ทำให้ตนเองอยากได้ เพราะได้มาหมดแล้ว เลยคิดว่าตนเองปล่อยวาง เห็นแล้วเฉยๆ นี่คือ อุเบกขาเวทนา

คนที่หลบหลีกผู้คน ครอบครัว เพื่อหนีความยุ่งยากวุ่นวายหรือหนีความรับผิดชอบ ก็เหมือนปิดตา ปิดหู เหลือแต่ใจที่ยังวุ่นวาย พอได้วิธีปฏิบัติสมาธิจากพระ ก็เหมือนช้อนที่คนแก้ว ที่คนเบาๆ ตะกอนไม่ฟุ้งก็คิดว่าตนเองบรรลุธรรม พอออกมาใช้ชีวิตปกติ ก็อยู่ไม่ไหว เพราะทนแรงเสียดทานไม่ได้ ตะกอนที่มีอยู่ยังไม่ได้เบาบางลงเลย ที่สงบอยู่ได้ เพราะปัจจัยเอื้อต่างหาก ไม่ใช่เพราะเห็นแจ้งจากปัญญาจริง คนเหล่านี้จึงต้องคอยหาทางไปหลบอยู่เนืองๆ  ความสงบจิตที่ตนเองได้นี้ ก็เป็นอุเบกขาเวทนาอย่างหนึ่ง

ขบวนการที่กล่าวมานี้เป็นการพยายามอธิบายตามเนื้อหา โดยสื่อออกมาทางรูปภาพที่ใช้อธิบาย แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ที่เราเรียกว่า การปฏิบัติสติปัฏฐาน จิตก็ไม่มีทางรู้จริง ที่รู้เป็นเพียงชั้นของความเข้าใจเท่านั้น

เพราะการที่เราได้เห็นได้ยินอะไร เราปรุงเป็นสังขารทันที คือตัดสินในทางชอบหรือไม่ชอบ การกระตุ้นไม่พอก็เฉยๆ เฉยๆแบบนี้แหละคือ อุเบกขาเวทนา ที่หลอกเราว่า เราเป็นคนปล่อยวาง เราเป็นคนบรรลุธรรม ไม่มีอะไรมาโยกคลอนเราได้

มีเรื่องเล่าในอรรถกถา ที่กล่าวถึงนางคนหนึ่ง ร่ำรวย มีบริวารคอยปรนนิบัติรับใช้ นางแทบจะไม่ต้องทำอะไร ทุกอย่างเป็นดังใจทั้งสิ้น ทำให้นางคิดว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นสูง ไม่คิดอยากได้อะไร วันๆก็จิตใจปลอดโปร่ง ชิวๆทั้งวัน

มาวันหนึ่งสาวใช้ตัวแสบ อยากจะทดลองเจ้านายตนบรรลุธรรมจริงหรือไม่ เลยแกล้งตื่นนอนสายๆ ลุกขึ้นมาทำงานไม่ทัน ดังนั้นเรื่องที่เคยเป็นปกติ ก็กลายเป็นไม่ปกติ สำหรับเจ้านาย อะไรก็ติดขัดไปหมด เธอเลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าว่าสาวใช้อย่างกราดเกรี้ยว

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการเกริ่นนำ ในเรื่องของ อุเบกขา ตอนนี้ผมมีเรื่องจะเล่าเกี่ยวกับอุเบกขานี้หลายเรื่อง ทั้งที่เกี่ยวกับตัวผม และผู้อื่น

 

ทุกครั้งเวลาที่ผมจะเดินทางไปไหนมาไหน ผมต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ มีการเผื่อเวลามากพอสมควร นั่นทำให้การขับรถของผมไม่ต้องเร่งรีบ ผมจึงขับรถด้วยความราบรื่น จิตใจค่อนข้างสงบ และมักพอใจในการมองสิ่งรอบๆตัว แล้วปล่อยวาง ใครจะขอแซงขอแทรก ก็เกื้อกูลไม่หวงกั้น ทำให้ตนเองคิดว่ากิเลสกองโทสะหรือราคะตนเองเบาบางมากรู้สึกตนเองมีอุเบกขา  แต่แล้วมีอยู่คราหนึ่ง มีรถเบียดเข้ามาอย่างกระชั้นชิดโดยไม่ทันระวัง  ผมเกือบหลุดปากออกไปเป็นภาษาที่มีความหมายถึงสัตว์เลื้อยคลานสี่เท้า

จุดนี่เองที่มันมากระตุกตนเองว่า ที่ตนเองรู้สึกอุเบกขานั้น ความจริงมันเกิดจากอารมณ์ที่ล่วงเข้ามายังไม่ถึงจุดที่จะก่อตัวให้เกิดความอยากคือกองราคะ หรือความไม่อยากคือกองโทสะต่างหาก

เพราะผมขับรถด้วยการเคารพกฎจราจร ถ้าขับช้าจะชิดซ้ายเสมอ เพื่อไม่กีดขวางทางผู้อื่นที่เขาจะรีบไป เมื่อจะแซงก็รีบแซงแล้วเข้าชิดซ้ายทันที ไม่มีการแช่ขวา ทั้งนี้เพราะเผื่อเวลาไว้เยอะ  เลยกลับมาคิดดูว่าถ้าตนเองต้องรีบด่วนเพราะไม่ทันเวลา ตนเองจะยอมให้คนอื่นแทรกหรือไม่ ตนเองจะยอมขับภายใต้ความเร็วตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ หรือตนชอบขับแช่ขวาสบายๆ ใครที่ตามหลังจะด่าอย่างไรตนก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าคันที่แซงซ้ายเพราะทนการขวางทางของเราไม่ได้ เมื่อแซงแล้วขับปาดหน้าเรา จิตใจเราจะยังอุเบกขาอยู่หรือไม่   สภาพการณ์แบบนี้แหละมันคือบททดสอบอย่างดี  พอดีครูแบบนี้เป็นแบบที่ผมไม่มีโอกาสได้ทดสอบ เพราะผมไม่นิยมขับรถด้วยวิธีการดังกล่าว

ดังนั้น ความรู้สึกว่าตนเองมี อุเบกขานั้น ความจริงเกิดจากการวางแผนล่วงหน้าในการเดินทางเพื่อให้เกิดอุปสรรคน้อยที่สุด จึงทำให้ไม่มีโอกาสที่จะเกิดอารมณ์ที่จะถึงจุดที่จะก่อให้เกิดทุกเวทนาได้

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เคยเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมมาก ท่านเดินจงกลมในห้องแอร์ 4-5 ชั่วโมง จิตใจสงบเยือกเย็น รู้สึกว่าตนเอง มีอุเบกขา คือจิตใจสงบเป็นกลาง ไม่หวั่นไหว ไม่ตื่นเต้น มีความเฉยอยู่

หลังจากนั้น ก็เดินออกจากห้องจะกลับบ้าน พอเดินไปที่รถ เจอรถใครก็ไม่รู้จอดขวางทางรถตนเอง  ออกไม่ได้ โมโหมาก ด่ากราดไปทั่ว อุเบกขาที่ตนเองคิดว่ามีอยู่ มันหายไปไหนในขณะนั้น

ชีวิตเราตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เรารับอารมณ์ที่เข้ามาทาง ทวารทั้งหกตลอดเวลา เราไม่สามารถเลือกได้ว่าเพียงต้องการสิ่งที่น่ายินดี ไม่ต้องการสิ่งที่ไม่น่ายินดี และก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเลือกเพียงสภาพแวดล้อมที่สงบเช่นในห้องแอร์เงียบๆ ในวัดเงียบๆ เพื่อให้ไม่มีอะไรมากวนจิตใจ

สิ่งที่เราทำได้ก็เพียงรู้ รู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา รู้สภาวะจิตใจในขณะนั้น แต่เพียงรู้ ไม่ต้องไปวิ่งตามความรู้สึกนั้น 

มีผู้หนึ่งถามหลวงปู่ดุลว่า อยากให้หลวงปู่สอนวิธีกำจัดความโกรธ หลวงปู่ตอบว่า กำจัดไม่ได้หรอกความโกรธ  เพียงแค่รู้ทันมัน เฝ้าดูมันเฉยๆ อย่าไปตามมัน เดี๋ยวมันก็ดับ

ตามที่หลวงปู่ว่ามา ก็คือการมีสติรู้ทั่วตัวพร้อม มีอะไรมากวนตะกอนให้ฟุ้ง ก็รู้ว่าตะกอนนั้นกำลังฟุ้ง มันฟุ้งก็ต้องปล่อยมันฟุ้งไปก่อน ไม่ต้องไปพยายามกดการฟุ้ง การพยายามก็เหมือนการไปกวนซ้ำเข้าไปอีก เพียงเฝ้าดูเหมือนเราเฝ้าดูตะกอนที่เรากวนขึ้นมาแล้วเราหยุดกวน เฝ้าดูเฉยๆ ก็จะเห็นตะกอนที่เริ่มนอนก้น นั่นแหละเรารู้ตัวว่าเรายังมีตะกอนอีกมากมายที่ต้องค่อยๆกำจัดออก นั่นคือยามที่เราโกรธ เราอยาก เราต้องมีสติรู้ทัน รู้ความโกรธความอยาก รู้จากอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนผ่าว กระสับกระส่าย ดูไม่ออกก็ดูที่กายเรานี้ นิ้วมือเกร็งไหม หายใจถี่ขึ้นไหม หน้าแดงหน้าซีดไหม ดูที่ตัวเรานี้ ไม่ต้องไปดูคนอื่น การเฝ้าดูซื่อๆเช่นนี้เราจะค่อยๆมีความชำนาญในการเห็นสิ่งที่เกิดสิ่งที่ดับ การฝึกที่สม่ำเสมอเช่นนี้จะทำให้เรารับมือได้ทันเวลามากขึ้น โอกาสที่จะเกิดปรี๊ดแตกก็ยาก เรื่องเหล่านี้ต้องฝึก ไม่ใช่จากการอ่าน

แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นบุคคลโดยทั่วไป เกิดตะกอนก็ยังไม่รู้ว่าจิตตนเองเกิดตะกอนขุ่นมัว  โกรธใครก็ต้องหาที่ระบายความโกรธ รักใครก็ต้องหาวิธีที่จะให้ได้มา ผิดธรรมก็ยังทำ ขอให้บรรลุผลเท่านั้น

อาจารย์เซนท่านหนึ่งกล่าวว่า ยามที่เราลืมตาตื่นขึ้นมา ครูทั้งหกก็มายืนเฝ้าเธอที่ข้างเตียงแล้ว ครูทั้งหก ก็คือ  ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ที่รับอารมณ์ ที่เป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และการนึกคิด 

ดังนั้นใช้สถานที่ฝึกตนเองก็ที่ กายและใจเรานี่แหละ ไม่ต้องไปที่ไหน มีสติรู้เท่าทันมันเท่านั้น แต่ส่วนมากเราไม่ทัน คือรู้ไม่ทัน วิ่งตามมันไปเสียแล้ว เพราะว่า สติเรายังไม่ตั้งมั่น  การฝึกสติปัฏฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกกันทุกวันทุกคืน เพราะถ้ายังไม่นอนหรือยังไม่ตาย  ครูทั้งหกก็เข้ามาทดสอบเราตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นอายุขัย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 สมชัย , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 14/09/2016 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ ni_gul คะ

สมาธินั้น มีคำแปลหลากหลายค่ะ เป็นต้นว่า ความตั้งมั่น ความตั้งมั่นด้วยด้วยของจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความสำรวมใจให้แน่วแน่ การตั้งจิตไว้ด้วยดีในอารมณ์เดียว ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ความที่จิตแน่วแน่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งโดยเฉพาะ ความที่จิตเพ่งอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

ดังนั้น หากเราสามารถเพ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่วอกแวกไปที่ไหน ก็เรียกว่าเป็นสมาธิได้ จึงนิ่งอย่างที่คุณ ni_gul ว่าค่ะ ไม่ว่าจะนิ่งในชีวิตประจำวัน หรือ นิ่งในสมาธิ แต่ว่าเป็นนิ่งเฉยอยู่เพราะรู้ความเป็นไป รู้ความเป็นจริง (อุเบกขา) ไม่ใช่นิ่งเฉยด้วยเฉยไม่รู้ เฉยไม่เอาเรื่องราว เฉยเพราะอารมณ์นั้นยังไม่รุนแรงพอที่จะทำให้จิตไหวได้ คือมีความขัดใจหรือพึงพอใจอยู่ แต่น้อยมากจนเราไม่รู้ จึงนึกว่าเฉยได้ (อัญญานุเบกขา หรือ อุเบกขาเวทนาอย่างที่หมอสมชัยเธอเล่าถึงในเอนทรี่นี้ค่ะ)

ส่วนการฝึกสติตามระลึก ก็นอกจากจะให้รู้ได้ไวอย่างที่คุณ ni_gul บอกแล้ว ยังเพื่อให้จิตคุ้นชิน จนสติที่ก็เป็นธรรมหนึ่งที่เป็นอนัตตาคือเป็นไปตามเหตุปัจจัย (ซึ่งในที่นี้ก็คือการตั้งใจไว้หรืออธิษฐานธรรมและการฝึกเป็นต้น)เช่นเดียวกับธรรมอื่นๆ ปรากฏขึ้นระลึกรู้สภาวะได้เองโดยที่ไม่ต้องตามระลึก เพราะสติได้เลื่อนชั้นจากสติปัฏฐาน เป็นสติสัมโพชฌงค์แล้ว

เมื่อระลึกได้ด้วยสติ (สติสัมโพชฌงค์)แล้ว มีการรู้ว่าธรรมใดปรากฏขึ้นแล้ว (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ก็ขึ้นอยู่กับความเพียรในการพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการด้วยปัญญาที่มี จึงจะเป็นเหตุให้ปัญญาเจริญขึ้นเรื่อยๆ เช่นแผ่กว้าง (ปัญญาประดุจแผ่นดิน) หรือทำให้มองได้ทั่วถึงขึ้น เหมือนยืนบนยอดปราสาทแล้วมองลงมาจนเห็นทั่ว (ปัญญาดุจดังปราสาท)องค์ธรมอื่นๆในโพชฌงค์จึงจะตามมา ดังที่ตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณื โพชฌงค์ ๗ ก็สมบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ สมบูรณื วิชชา วิมุตติ ก็สมบูรณ์

คงเพราะอย่างนี้นะคะ สติปัฏฐานจึงจำเป็นสำหรับทุกคน และการหมั่นหยิบเวทนาที่ “เฉยๆ” มาพิจารณาด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าที่เฉยนั้น จริงๆแล้ว เราเฉยแบบไหนกันแน่นะคะ

ขอบคุณมากนะคะ ที่คุยแลกเปลี่ยนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 14/09/2016 เวลา : 07.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

คุณณัฐรดาอธิบายไว้งดงามจัง ฝึกสมาธิให้นิ่ง ก็ได้ฝึกสติให้ไว และช่วยปัญญาหลักแหลมมีโยนิโสมนสิการได้คล่องขึ้น ถูกไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 11 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 14/09/2016 เวลา : 07.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

"สิ่งที่ต้องระวังคือ การชาชินกับ การวางเฉยหรือปล่อยวาง มันต่างกัน"
เป็นคำเตือนใจที่ดีมากเลยค่ะ

ในส่วน c8 ที่ได้อธิบายตอบคุณรัตเรื่องนอนสมาธิไว้ ดีจริงๆ เลยค่ะ
คุณหมอได้ให้ภาพของสมาธิกับวิปัสสนาพร้อมคุณค่าของมัน

"ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนและที่สำคัญ คือความเพียรในการปฏิบัติ"

"ของอย่างนี้ไม่ได้ดอกผลเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นผลในระยะยาว เมื่อถึงเวลานั้น คนที่ยังไม่เคยฝึกมาก่อน มาเริ่มตอนนั้นมันยากไปเสียแล้ว"

การเพียรฝึกไว้นั้นดีต่อผู้ฝึก เพราะยามแก่เฒ่า หรือยามต้องอยู่กับร่างกายที่เสื่อมสภาพ จะช่วยให้อยู่ได้ ใจสงบสุข ดำเนินชีวิตไปได้ อย่างอุเบกขา ไม่ทุรนทุราย

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 14/09/2016 เวลา : 05.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออนุญาตแจมเกี่ยวกับเรื่องการทำสมาธิ (ในความเห็นที่ ๖) นะคะ

สมาธินั้นหมายถึงความที่จิตเสมอในเรื่องทั้งปวงที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกกระทบ คือพอถูกกระทบแล้วก็ไม่เอนเอียงไปในทางยินดียินร้ายจนหวั่นไหวไปต่างๆ จึงอยู่สงบในชีวิตประจำวัน หรือเมื่อถูกกระทบด้วยเรื่องใดที่ชวนให้หวั่นไหว ก็ใช้ประสบการณ์การละ ไม่เอา ทำให้สิ้นไป ที่เคยฝึกในขณะฝึกสมาธิในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ไม่ว่าจะในขณะนั่งสมาธิ นอนสมาธิ เดินจงกรม มาจัดการ จนจิตสามารถวางใจเสมอในเรื่องนั้นๆได้ ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ

ดังนั้นการฝึกในขณะนั่งเป็นต้น จึงเหมือนการฝึกว่ายน้ำในสระที่ไม่มีคลื่นลม คุมปัจจัยต่างๆได้ เพื่อนำประสบการณ์นั้นๆไปใช้ในชีวิตจริง ที่เปรียบเหมือนการว่ายน้ำในทะเลที่เราควบคุมอะไรไม่ได้

โดยการนั่งสมาธิเป็นต้น มักมีการทำงานทางใจอยู่สามช่วง คือ การละอกุศลวิตก (๑) การควบคุมจิตให้คิดในเรื่องที่ต้องการ จนจิตพบความสงบ ได้ปีติ สุข จากภายในตน ไม่ต้องพึ่งพิงอาหารคือปีติ สุข จากภายนอก จนสามารถสงบได้ (๒) จากนั้นเรื่องที่เป็นปัญหาคาใจ ก็จะถูกเสนอโดยสติแก่จิต ให้ได้ในจิตที่สงบ ที่ควรแก่การทำงานทางใจนั้น ได้พิจารณาเพื่อหาทางออกอันนำไปสู่ความสงบอย่างแท้จริง (๓) ในส่วนที่สามนี้เองค่ะ ทีมีเพิ่มเข้ามาในพุทธศาสนา เพราะมีเพียงพุทธศาสนาเท่านั้นที่บอกว่าภาวะที่แท้คือความเป็นสภาพเกิดดับ ไม่มีตนถาวร

เมื่อเริ่มทำสมาธิ จึงมักเริ่มจากการกำหนดดูลมหายใจเข้าออก โดยกำหนดจุดต้นและปลายของทางเดินลมหายใจไว้ที่ปลายจมูกกับสะดือ กำหนดสติให้คอยตามดูอยู่อย่างนี้ ไม่ให้จิตวอกแวกไปคิดเรื่องไหนๆ หากสติระลึกได้ว่าจิตท่องเที่ยวไปที่อื่นนอกจากที่ที่กำหนด ก็จะดึงกลับมาไว้ที่เดิม หากทำได้เรื่อยๆ จิตอยู่กับทางเดินของลมหายใจได้ตลอดเวลา ทางเดินของลมหายใจจะค่อยๆสั้นเข้า สั้นเข้า ลมหายใจจะแผ่วเบายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด จะทั้งสั้น ทั้งเบา จนอยู่เพียงแค่ปลายจมูก

เมื่อทำงานใดๆสำเร็จ จะเกิดปีติ สุข ขึ้น แต่ความที่ปีตินั้นพลุ่งพล่าน บดบังสุข เราจึงไม่รู้สึกถึงสุข จนกว่าปีติจะดับ จึงรู้สึกได้ และในที่สุด สุขจะดับ จิตพบจึงจะพบกับอุเบกขา

บางท่านเมื่อลมหายใจสั้นเพียงแค่ปลายจมูก ก็ไม่หยุดการทำงานเพียงเท่านั้นค่ะ แต่สร้างนิมิต (สิ่งที่จิตกำหนด) ใหม่ขึ้นแทนที่นิมิตเดิมคือลมหายใจ เพื่อจะสามารถทิ้งลมหายใจไปได้ เมื่อการปฏิบัติสูงขึ้น โดยกำหนดแสงสว่างที่ปลายจมูก ควบคุมจิตให้สร้างจุดสว่างนั้นให้แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คงสภาพอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อทำได้ ก็จะเกิดปีติ สุข ตามกระบวนการเดิมจนได้อุเบกขา

เมื่อจิตได้อุเบกขา คำตอบของปัญหาที่คาใจ ที่เราเคยใช้โยนิโสมนสิการอยู่บ่อยๆในขณะที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ จะโพล่งออกมาเป็นบทสรุปให้จิตได้รับรู้ แต่ถ้าเรายังไม่เคยใช้โยนิโสมนสิการกับเรื่องนั้นๆมาก่อนเลย ก็สามารถระลึกถึงและนำมาพิจารณาในขณะที่จิตสงบ ปราศจากอคติใดๆนี้ พิจารณาได้ หากเป็นเรื่องที่ไม่เกินกำลังศีล สมาธิ ปัญญา ของเราเอง ก็จะสามารถพิจารณา น้อมจิตให้ลงสู่ความว่างได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกินกำลังเราในขณะนั้น การน้อมไปในขณะที่จิตมีสมาธิ จะช่วยให้จิตค่อยๆคล้อยตามทีละนิด จนสามารถแจ้งด้วยจิตเองในวันข้างหน้า

แล้วเราก็เอาประสบการณ์การควบคุมจิตคือ ละ ไม่เอาอกุศลธรรม (คือดึงจิตที่ท่องเที่ยวไปที่อื่นกลับมี่ลมหายใจ) การควบคุมจิตให้คิดแต่เรื่องที่ควรคิด การเปลี่ยนนิมิต (การเปลี่ยนจากเรื่องที่จิตคิดไปด้วยฟุ้งซ่านมาเป็นนิมิตคือลมหายใจ เป็นต้น) การพิจารณาให้จิตสงบ เหล่านี้เองค่ะ มาใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ตา หู เราต้องพบกับอะไรต่อมิอะไรมากมาย การตอบสนองของเราต่อสิ่งต่างๆเหล่านั้นจึงค่อยๆเปลี่ยนไป เป้นค่อยๆตอบสนองด้วยความสงบขึ้น ตามกำลังของการฝึก

แต่ส่วนใหญ่ เรามักลืมกำหนดสติติดตามเรื่องใดเรื่องหนึ่งในกาย เวทนา จิต ธรรม ในชีวิตประจำวันค่ะ เลยมักเอาประสบการณ์ในขณะฝึกสมาธิมาใช้กันไม่ค่อยทัน พบเห็นอะไรก็มักตอบสนองไปตามที่ใจผูกพันในลักษณะเดิมๆ สมาธิที่อุตส่าห์ฝึกมาเพื่อแก้ปัญหา เพื่อให้อยู่สบาย จึงนำมาใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างในชีวิตจริงค่ะ ผู้มีชื่อเสียงในการเผยแผ่ธรรมท่านหนึ่งเคยบอกว่า วันหนึ่งๆ เราสามารถมีสติอยู่กับสิ่งที่ตั้งไว้ (สติปัฏฐาน) จริงๆ แค่สองนาที ก็นับว่าเก่งแล้ว

ที่เราทำได้คือ ค่อยๆฝึกกันไป ไม่หวังผลในการฝึก เท่านั้นเองนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห7.ni_gul ขอบคุณมากครับที่เข้ามาคุยกัน
คนที่หมั่นพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตบ่อยๆ โอกาสที่จะถูกโลกธรรมกระหน่ำก็น้อยลง การยึดติดเป็นปราการแรกที่ทำให้เราตกในโลกธรรม ถ้าเราไม่เคยได้ลาภ การเสียลาภจะมาจากไหน ถ้าไม่เคยได้ยศ การเสื่อมจากยศจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ยามได้ใจก็ไม่ต้องฟูมาก ยามเสียก็ไม่ต้องแฟบมาก
สิ่งที่ต้องระวังคือ การชาชินกับ การวางเฉยหรือปล่อยวาง มันต่างกัน เพราะบางคนได้จนเบื่อเลยเฉยๆ บางคนเสียจนชินชา ก็เฉยๆเหมือนกัน
การปล่อยวางคือการที่สามารถอยู่กับมันโดยไม่รู้สึกเบื่อหรือรู้สึกอยากครอบครอง คือไม่เกิดทั้งราคะทั้งโทสะ แต่ก็ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นตามปัจจัยที่เหมาะสมในขณะนั้นๆ

ความคิดเห็นที่ 8 ni_gul , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.6 rattiya คุณรัตกลับเข้ามาอีกครั้ง ต้องขอบคุณไว้ ณ.ที่นี้
คำถามคือ เราจะนอนสมาธิได้ไหม?
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจในเรื่องของสมาธิก่อน ผมสมมติว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็น งูหกตัวที่ออกไปรับสิ่งเร้าหรืออารมณ์ สติเราเปรียบดังเหยี่ยวที่คอยจับ งู เหยี่ยวที่ไม่ได้ฝึกนี้ ย่อมหัวปั่น วิ่งวุ่นไม่รู้จะไปจับงูตัวไหน นี่แหละสมาธิที่เกิดยาก เราจะหลงตามงูทั้งหก การให้เกิดสมาธิก็คือการกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แล้วตั้งสติจับจ้องอารมณ์นั้น วิธีการเหล่านี้ จึงเหมือนเหยี่ยวเลือกเอางูเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น การจับจึงง่ายขึ้น
การกำหนดที่ลมหายใจ ก็คือการกำหนดที่กาย กำหนดการกระทบของลม นี่คือเราเลือก งูที่ทำหน้าที่กายในการหายใจ ตามไปเรื่อยๆ งูที่ทำหน้าที่หู ก็ไม่ต้องไปสนใจ การกำหนดอารมณ์เดียวอย่างนั้น สมาธิย่อมเกิด คือความสงบ อันความสงบกับความง่วงมันอยู่ใกล้กันมาก ก็เลยทำให้หลับสบายไป ก็เป็นวิธีที่ทางตะวันตกเริ่มใช้ในการบำบัดคนที่นอนไม่ค่อยหลับวิธีหนึ่ง
การทำสมาธินี้ เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณกาล พระพุทธเจ้าได้นำสิ่งนี้มาเป็นเครื่องช่วยการเจริญปัญญา ที่เรียกว่า วิปัสสนา การทำสมาธิอย่างเดียวมันได้ความสงบความสบาย ชาวพุทธจำนวนมากก็เลยไปติดตรงนี้ แต่การวิปัสสนานั้นก็ต้องอาศัยสมาธินั่นแหละเป็นบาทฐาน ซึ่งก็คือการฝึกจิตที่หนักแน่น สามารถอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน ไม่แส่ส่ายไปไหน ส่วนการวิปัสสนานั้น ยามสมาธิที่ตั้งมั่นแล้ว อารมณ์ใดๆที่จรเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเสียง เป็นกลิ่น หรือที่ลืมตาเห็น ก็เพียงแค่รู้ แต่ใจไม่วิ่งตาม ซึ่งมันต่างกับสมาธินอกพุทธศาสนา สมาธิแบบนั้นเป็นการปิดการรับรู้ เหมือนหลบอยู่ในซอกหลืบ สุขสงบ ไม่มีอะไรวุ่นวายใจ
แต่ทั้งนี้ ทุกคนก็ต้องฝึกให้รู้จักรสของการเป็นสมาธิขึ้นมาเป็นเบื้องต้น มิฉะนั้น การที่จะเห็นอะไร ได้ยินอะไร แล้วใจไม่แล่นตามเป็นเรื่องที่ยาก ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนและที่สำคัญ คือความเพียรในการปฏิบัติ
ดังนั้นคำถามที่ว่า นอนทำสมาธิได้หรือไม่ จึงตอบว่า ได้ทั้งนั้น ในทุกอิริยาบท
คุณค่าของการที่เราสามารถฝึกจิตให้มั่นคงนี้เป็นอานิสงค์อย่างยิ่ง คนเราส่วนมาก ถ้าต้องอยู่เฉยๆโดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องมือหย่อนใจเช่นมือถือ หนังสือ เสียงเพลง ถ้าไม่หลับเสียก่อน เราจะพบว่าแต่ละคนจะเบื่อหน่ายในสภาพนี้กันทุกคน แต่บุคคลที่เคยฝึกการทำสมาธิมาจนชำนาญ เขาสามารถอยู่ในภาวะนี้ได้อย่างสบาย เพียงตามลมหายใจ หรือตาลืมดูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เสียงใดเสียงหนึ่ง ยามที่สมาธิเกิด เขาจะอยู่อย่างนั้นได้อย่างสบายๆ
ลองนึกถึงยามที่เราแก่เฒ่า ร่างกายไปไหนไม่ได้ ตาก็ฝ้าฝาง กินอะไรก็ไม่ได้รส หูก็ไม่ได้ยิน แล้วต้องนอนอยู่บนเตียง ปีแล้วปีเล่า เราจะอยู่อย่างไร ทุกข์แท้ๆ แต่คนผ่านการฝึกมา เขาอยู่อย่างนั้นได้โดยใจไม่รู้สึกทุรนทุราย
คุณรัตทำไปเถิดครับ ของอย่างนี้ไม่ได้ดอกผลเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นผลในระยะยาว เมื่อถึงเวลานั้น คนที่ยังไม่เคยฝึกมาก่อน มาเริ่มตอนนั้นมันยากไปเสียแล้ว

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 12.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ถ้าทำใจไม่เป็นเดี๋ยวโลกธรรมก็กระทำต่อเราเอง
โลกธรรมที่เราบังคับไม่ได้ ทั้งที่ดีกระเพื่อมและเสื่อมทราม
ล้วน ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้
ตอนแรกเจอก็ฟาดฟันกับมันไป หรือดิ้นรนตะเกียกตะกายหนีบ้าง
พอเจอโลกธรรมกระหน่ำบ่อยๆ ใจก็ยอม อุเบกขาก็จะค่อยๆ มาเอง ค่อยเป็นค่อยไป
บางคนอาจอยู่รอรู้ธรรมชาติของโลกธรรมไม่ทัน...เท่านั้นเอง
จึงต้องเกิดใหม่ มาเรียนใหม่ จนกว่าจะเป็น
...
งั้นไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

คุณสมชัย รัตติยามีคำถามค่ะ

นอนทำสมาธิได้ไหมค่ะ (นั้่งเเล้วเมื่อยค่ะ) ตอนนี้รัตติยาจะทำเเบบวันไหนคิดมาก กังวล ก่อนนอนก็นับ 1.2..3 เอาความคิดไปมุ่ง่ที่การหายใจเข้าออกค่ะ ไม่ได้กวนนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 06.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.2-3 ลิงเขียว ดีครับค่อยปฏิบัติไป แต่คงต้องระวังว่าการปฏิบัติจะกลายเป็นการทรมานร่างกาย ที่เป็นการสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง เวทนาทางกายมันค่อนข้างชัดเจน แต่เวทนาทางใจโดยมากเราไม่ทัน ตรงนี้สำคัญ เพราะในชีวิตประจำวันเรา พอเราเมื่อยเราก็เปลี่ยนท่าทาง เราไม่จำเป็นต้องทนทรมานเช่นนั้น แต่การฝึกปฏิบัติทางด้านอาจารย์ก็ต้องให้เราฝึกจากดูเวทนาที่กายเป็นเบื้องต้น ให้เห็นการทุกข์กาย ยามที่ต้องเมื่อยขบ ให้รู้จักตรงนี้
สิ่งที่ฝึกฝนในวัดก็ตามถ้าเอามาใช้ในชีวิตไม่ได้ก็สูญเปล่า
เวทนาทางใจนี้สำคัญ ดูได้จากที่ ลิงเขียวดูละครแล้วไปวิ่งตาม สิ่งที่เกิดขึ้น ตรงนั้นคือเราขาดสติ ตาที่เห็นแสงที่ออกมาจากจอภาพ ซึ่งประมวลเป็นภาพที่เราเห็นว่าเป็นคน แล้วปรุงแต่งว่าเป็นพระเอกนางเอก แล้วเราก็พลอยโกรธพลอยรักไปกับ แสงที่เราเห็น
มีคนถามพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรม เวลาดูหนังดูละคร จะต้องเฉยๆหรืออย่างไร ท่านตอบว่า ก็รู้สึกไปตามสิ่งที่เห็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จิตใจจะไม่ค่อยกระพือมาก ดังนั้นดูกีฬาแพ้ชนะ ก็มีจิตใจไม่รักมากโกรธมากดังเดิม ดูละครก็เข้าใจสิ่งที่เห็น ไม่ถูกตัวละครดึงเข้าไปมากนัก


ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 13/09/2016 เวลา : 06.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.rattiya ถ้าเราโกรธในเรื่องอะไร หรืออยากได้ในเรื่องอะไร และเรื่องราวเหล่านั้นมันจรเข้ามา ถ้ามันทำให้เรายังโกรธเช่นเดิม ยังอยากได้เช่นเดิม เพียงแต่โอกาสยังไม่อำนวย แสดงว่า ตะกอนนั้นมันยังคงนอนเนื่องอยู่ในจิตใจเราไม่ไปไหน รอวันปะทุขึ้นมา
ตัวอย่างเช่น สามีที่ถูกภรรยาทิ้ง เวลาผ่านไปเพื่อนถามก็ตอบว่า ปล่อยวางแล้ว แต่บททดสอบยามที่เห็นอดีตภรรยาตนเองเดินกับชายคนใหม่ ถ้าเกิดความโกรธหรือน้อยเนื้อต่ำใจ หรืออิจฉา นั่นคือตะกอนที่นอนก้นแล้วถูกกวนขึ้นมาอีกครั้ง มันไม่ใช่ความเป็นกลางที่แท้จริง
เหตุการณ์ใดๆในชีวิตที่ผ่านมา เป็นครูเราทั้งสิ้น เป็นแบบฝึกหัดชีวิตได้เป็นอย่างดี หยิบจับด้วยสติให้ทัน ตะกอนมันจะค่อยๆน้อยลงไปเรื่อยๆครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ลิงเขียว วันที่ : 12/09/2016 เวลา : 23.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

เม้นท์ยังไม่จบ ลูกค้าเข้าร้านค่ะ
ไปนวดมา 2 ชั่วโมงเลย


ขำที่แม่นางคนหนึ่ง เธอคิดว่า เธอไม่ต้องการอะไรแล้ว
บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว วันหนึ่งสาวใช้ลองใจ นอนตื่นสายไม่ไปรับใช้ตามเวลาเดิม
นางปรี๊ดแตกกกกกกก
ฮาอะ


คนเรา ถ้าไม่ฝึกตัวเองอยู่กับการภาวนา
การมีคนรองมือรองเท้า การมีเงินทองมากมาย
ไม่ได้ช่วยให้บรรลุธรรมหรอกค่ะ เวลาเจอเรื่องที่ไม่ได้อย่างใจ

แต่ถ้าคนฝึกภาวนาบ้าง
อันนี้ ถ้ามีเรื่องมากระทบ ยังจะพอควบคุมสติได้

เวลามีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ต้องตามให้ทัน


ลิงเขียว พยายามอยู่กับ พุท โธ ทั้งวัน
หรือเท่าที่จะระลึกได้ค่ะ
โชคดีหน่อย ลิงทำงานนวด
บางครั้งนวดไป กำหนดลมหายใจไปค่ะ
พอฟุ้งทีไร ก็ดึงกลับมาเท่าที่ระลึกขึ้นมาได้
บางครั้งมันก็เพลินดีนะคะ

นอนก็ท่องพุทโธจ้ะ

รู้สึกตัวตอนไหน ก็กำหนดตอนนั้นเลย
แรกๆมันรู้สึกหน่วงๆหนักในหัวนะคะ
แบบว่า จะกำหนดอะไรมากมาย แต่ตอนนี้มันชินแล้วค่ะ


เวลานอนพลิกตัว พอรู้สึกตัวก็กำหนด พุทโธ เลย
ให้จิตอยู่กับการบริกรรมแบบนี้
คุณหมอว่า ลิงเขียวฝึกเยอะไปไหมคะ



เดินจงกรม ตอนแรกลิงทำนะคะ
ตอนนี้ไม่ได้ทำละค่ะ
ลิงเอาที่ตัวเองถูกจริตดีกว่า
คือ การกำหนดลมหายใจ
แม้ลิงนั่งฟังเพื่อนคุย ลิงก็นั่งภาวนานะคะ
ทีละสองหรือสามนาทีก็ยังดีเนาะ
ทำแบบนี้ทั้งวันเลย มันก็รู้สึกสงบดีนะ


ไม่ว่าจะเดิน จะนั่ง จะวิ่ง จะนอน
ให้มีสติเสมอ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ในขณะนั้น
คนส่วนมาก อาบน้ำก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังอาบน้ำ เพราะสติคิดไปถึงเรื่องอื่น


ลิงบ่อยมาก เดินเลยบ้าน หาบ้านตัวเองไม่เจอค่ะ
รู้ตัวอีกที อ้าว เดินเลยบ้าน
เป็นเอามาก อันนี้ตอนอยู่ต่างประเทศนะคะ
ไม่มีสติอ่า

555
เพราะมัวแต่คิดเรื่องอื่น แต่ตอนนี้พอมีสติแล้วล่ะ



เรื่องโกรธใครนั้น ลิงเขียวไม่มีเลยค่ะ
ลิงเขียวเคยโกรธอยู่ไม่กี่ครั้งหรอก
อาจจะไม่ถึง 10 ครั้งด้วยซ้ำตั้งแต่เกิดมา

อ่อ จะโกรธมากๆก็อิตอนดูละครนี่แหละ
แบบพระเอก นางเอกไม่ได้ดั่งใจ
ลิงมักจะเผลอตัวโกรธ
555
อินกับละครเกินไปอ่าค่ะ ออกทางไร้สาระ
ก๊ากกก


หลวงปู่ดุล ลิงเขียวยังไม่เคยแวะเข้าไปศึกษาโอวาทธรรมเลยแฮะ
เอาไว้จะลองเข้าไปอ่านปฎิปทาของท่านนะคะ


สาธุค่ะ




ลิงมาสายของหลวงปู่มั่นค่ะ
วนภาวนา วนอ่านเรื่องราวโอวาทธรรมของหลวงปู่ทั้งวันเลยค่ะ
และของบรรดาลูกศิษย์ อย่างหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว
หลวงปู่ชอบ หลวงปูู่หลุย หลวงปู่ตื้อ หลวงปูู่แหวน
หลวงตามหาบัว หลวงปู่ชา
และอีกมากมายเลยค่ะ


ลิงเขียวเวลาได้อ่านโอวาทธรรม แล้วสนุกมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ลิงเขียว วันที่ : 12/09/2016 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


ลิงเขียวหายไปนานเลย คุณหมอสบายดีไหมคะ


ต้นปี และกลางปี ลิงเขียวไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวันมาค่ะ
ไปทีก็ 7 วัน ค่ะ ไปคนเดียว เพราะไม่มีเพื่อนไปด้วย งืม
แต่ลิงชอบนะคะ อยากไปคนเดียว ไม่อยากพูดเพ้อเจ้อกับใครช่วงเวลาอยู่วัดค่ะ
เราต้องสำรวมตัวเองเนาะ


เวทนา 5555
เห็นมาแล้วค่ะ ตอนเดินจงกรม
เอาแขนไขว้ไว้ข้างหลัง มันปวดมากๆ ปวดเป็นริ้วๆขึ้นมา
แค่คลายแขนลงมันก็พ้นเวทนาแล้ว
แต่เราจะไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกิเลสค่ะ เราต้องสู้กับกิเลสให้ได้
พระอาจารย์จะให้เดินจงกรม 45 -50 นาที และต่อด้วยนั่งสมาธิ 45-50 นาที เช่นกันค่ะ ทำสลับกันไปมา


เวลานั่งสมาธิ เวทนาจะเกิดขึ้นเมื่อพ้น 20 นาที ขึ้นไป
ชาเริ่มชา อยากจะคลายจากการนั่งขัดสมาธิก็หลายรอบ
แต่ว่าไม่ยอมแพ้กิเลสค่ะ เราต้องสู้กับมัน
โหย กว่าลิงเขียวจะทำได้ทั้งการเดินจงกรมและนั่งสมาธิให้ครบเวลาที่พระอาจารย์กำหนดเนี่ย ก็ปาเข้าไป วันที่ 5 ค่ะ


สองสามวันแรก ลิงเขียวแพ้กิเลสค่ะ มันรุกหนักมาก
ลิงเขียวเลยยอมแพ้
วันหลังๆมา ยอมตายเลยค่ะ
ฮึบบบบ ในที่สุดลิงเขียวก็ชนะ ฮี่ๆ



ลิง

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , ni_gul และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
rattiya วันที่ : 12/09/2016 เวลา : 17.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

"ชีวิตเราตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เรารับอารมณ์ที่เข้ามาทาง ทวารทั้งหกตลอดเวลา เราไม่สามารถเลือกได้ว่าเพียงต้องการสิ่งที่น่ายินดี ไม่ต้องการสิ่งที่ไม่น่ายินดี และก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเลือกเพียงสภาพแวดล้อมที่สงบเช่นในห้องแอร์เงียบๆ ในวัดเงียบๆ เพื่อให้ไม่มีอะไรมากวนจิตใจ"

ขอเพียงวันๆหนึ่งไม่ต้องโกรธใครมากก็พอค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน