*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240095
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กันยายน 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2884 , 11:25:42 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สันติธาตุ , february26 และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

วันหนึ่งเพื่อนผมส่งข้อความมาถามว่า คนไข้ของเขาคนหนึ่งที่สนิทกัน ช่วงนี้ทุกข์ใจมาก ที่หมาตัวโปรดตายไป เขาเลยไปทำสังฆทานให้กับหมาที่ตาย  เพื่อนเขาสงสัยว่า หมาไม่ศาสนา แล้วจะได้รับอานิสงส์นี้หรือ  ผมจึงชี้แจงเรื่องดังกล่าวดังนี้

ที่เรากำหนดว่า ศาสนานั้นศาสนานี้ เป็นสิ่งสมมติที่เรียกขึ้นมา เราทุกคนมีศาสนาประจำอยู่แล้ว ก็คือทิฏฐิความคิดเห็นในการดำรงชีวิต ศาสดาแรกเริ่มที่เราเชื่อก็คือ พ่อแม่ของเรา ต่อมาคือครูอาจารย์  และเมื่อเราเติบโตขึ้น มีกระบวนความคิดประสบการณ์ที่ผ่านการเห็น ได้ยิน ได้อ่าน ได้ประสบกับตนเอง เราจึงมีแนวทางการดำเนินชีวิตของเราเอง ถ้าแนวทางการดำเนินชีวิตของเราสามารถนำพาให้เราเป็นสุข ปราศจากทุกข์ทางใจ และมีผู้ที่ปฏิบัติตามเรา แลเห็นผลว่าจริงดังที่ว่า เราก็ตั้งตนเป็นศาสดาได้ ส่วนการที่บอกว่าเรานับถือพุทธหรือคริสต์ก็ตาม นี่เป็นสมมติที่สังคมกำหนดให้คนมีศาสนา คือต้องเลือกขึ้นมาสักหนึ่งศาสนา

คนไทยหลายคนอาจกล่าวได้ว่าจำนวนมาก ก็ไม่มีศาสนาหลักๆของตน มีเพียงชื่อเท่านั้นว่านับถืออะไร มีเพียงทิฏฐิความเห็นของตนที่ศรัทธาในเรื่องใด คนที่ยังไม่มั่นคง ยังหวั่นไหว ก็ต้องหาที่พึ่งที่ฝากใจ ที่ต้องสยบยอมและให้การถวายของเซ่นไหว้ต่างๆ เพื่อให้ตนปลอดภัย ให้ตนร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ บางคนที่ศรัทธาในสิ่งที่เป็นเทคโนโลยี่การจัดการบริหารเพื่อให้ได้มาของทรัพย์สิน นี่ก็เป็นศาสนาหนึ่งของเขา เราจึงพบคนเป็นจำนวนมากที่ทั้งกราบพระ ไหว้เจ้า ขูดเลข ขอหวย เข้าทรง ดูหมอ คละเคล้ากันไปหมด อะไรที่ทำให้เขาสบายใจ มีความหวัง ก็เอาทั้งหมด

หมาเองมันก็มีวิถีชีวิตของมัน มันก็ดำเนินไปตามธรรมชาติของมัน คนก็เช่นกันมีวิถีตามที่ตนเห็นว่าถูกต้อง ความกลัว ความรัก ความปรารถนา ความโกรธความเศร้าโศก มีในคนอย่างไร ในหมาก็มีเช่นกัน เพียงแต่คนมีวิธีการที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ซับซ้อนกว่าหมา คนที่เสียสิ่งที่รัก คือหมาตัวโปรด ก็ เกิดความโศกเศร้า เขาก็หาวิธีการ  ซึ่งวิธีการหนึ่งเช่น  วิธีการถวายสังฆทานที่เพื่อนเชื่อและยึดถือ ก็เป็นทางที่จะลดโศก ลองกลับกัน ถ้าคนที่ตายเป็นเจ้าของหมา   เจ้าหมานั่นแม้จะเศร้าแค่ไหน คงได้แค่นั่งเฝ้านั่งดมเจ้านายตนเอง

ดังนั้นคนเราเมื่อทุกข์ จึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่คลายทุกข์ เพราะเรายังไม่บรรลุจิตอรหันต์  วิธีการที่เจ้าของหมาทำคือ   พิธีกรรม เพื่อให้ตนเองสบายใจ   นี่คืออธิบายส่วนที่ว่า ก็หมามันไม่มีศาสนา

 

มาถึงเรื่องสังฆทาน  โดยแท้จริงแล้ว สังฆทานมาจากสมัยพุทธกาล ที่ชาวบ้านเลื่อมใสในจริยวัตรของเหล่าสาวกของศากยบุตร จึงได้มีจิตกรุณาถวายปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพแก่เหล่า สมมติสงฆ์ (พระสงฆ์ที่ห่มผ้าเหลืองๆเราเรียกว่า สมมติสงฆ์  ไม่ใช่พระสงฆ์ที่เราสวดกันในพระรัตนตรัย ที่ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์   พระสงฆ์ในพระรัตนตรัยหมายเอา อริยสงฆ์ คือผู้ที่บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง อาจเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ฆราวาสหรือบรรพชิตที่เป็นสมมติสงฆ์ก็ได้)

ทีนี้พอมาถึงสมัยปัจจุบัน การทำสังฆทานเลยกลายเป็น พระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์มาทำหน้าที่เป็นบุรุษไปษณีย์ส่งของให้คนตาย ให้สัตว์ตาย  โดยของที่ถวายก็ไม่ใช่เพื่อความเลื่อมใสต่อสังฆะ แต่ต้องการส่งให้ญาติหรือคนที่รักหรือหมาที่รักได้รับเอาไปใช้

การถวายสังฆทานทำให้อดกล่าวถึงเรื่องทำบุญไม่ได้ คนไทยเกือบทั้งหมด เข้าใจว่าการให้ทานคือการทำบุญ ซึ่งก็ถูกในส่วนหนึ่ง แต่ความหมายของบุญนั้นมันรวมทั้งการรักษาศีลและการภาวนาด้วย

เรามักทำบุญในรูปแบบของการทำทาน เพราะมันง่าย เพียงการซื้อของเพื่อบริจาคให้พระให้วัด ก็ได้ชื่อว่าเป็นการทำบุญ ส่วนการรักษาศีลและภาวนาที่เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เรามักไม่ใคร่ทำกัน เพราะเป็นการฝึกตน ซึ่งสร้างความอึดอัดรำคาญใจ สู้การทำทานไม่ได้

 คนโดยมากมักจะทำบุญโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเองได้รับเสวยผลในชาติหน้า เป็นการทำบุญแทนที่จะเป็นการลดตะหนี่ กลับเป็นการทำบุญเพื่อยึดติด

การทำบุญมีสองส่วน  ทำบุญส่วนเหตุ คือขณะทำบุญมีความปลาบปลื้มใจในการทำนั้น จิตใจที่ปลาบปลื้มนี้จัดเป็นกุศลจิต อีกส่วน คือบุญส่วนผล หลังทำคิดคราวใดก็ให้ยินดีแช่มชื่น นี่ก็คือกุศลจิตเช่นกัน 

การที่เรามีจิตที่เสมอกันเช่นนี้เรื่อยๆ มันเป็นความเคยชิน ยามใดที่ต้องตาย จิตสุดท้าย มันจะเป็นไปตามจิตที่เคยชิน เมื่อเป็นกุศลจิต สุคติเป็นที่หวังได้

เมื่อเข้าใจว่าการทำสังฆทานมีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงดังนี้ เจ้าของหมา  จึงเหมือนจ้างพระให้ช่วยส่งของหมา

แต่อย่าเพิ่งไปว่าเขา มาดูกันต่อ ยังมีความนัยอีก

 การกรวดน้ำ เริ่มในสมัยพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อถวายจตุปัจจัยแก่พระพุทธเจ้า คืนนั้นก็ฝันถึงญาติของพระองค์ มาร้องโหยหวน วันรุ่งขึ้นจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าความฝันให้ฟัง พระองค์จึงบอกว่าญาติของพระเจ้าพิมพิสารเกิดเป็นเปรต มาขอส่วนบุญ ขอให้ทำพิธีกรวดน้ำไปให้

ทีนี้เราต้องมาวิเคราะห์ดู เรื่องจิตใจที่ต้องการปลดปล่อยความสงสัย การกระทำบางอย่างทางวาจา ทางกายจึงจำเป็น  การกรวดน้ำจึงเป็นพิธีการ เพื่อให้เราจิตใจสงบ ว่าอ้อที่ทำไป เขาได้รับชัวร์

ในภพภูมิต่างๆ จะมีหรือไม่ ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆพิสูจน์ได้ และประสิทธิภาพของ หู ตา เรา ก็มีขีดจำกัดเท่าที่มีอยู่   ถ้าเรายึดหลักของจิตใจในการให้เกิดกุศลจิตเนืองๆ การทำบุญเพื่อผู้ตายก็ดี การกรวดน้ำก็ดี ถ้าขณะทำทำไปด้วยความยินดี ก็เป็นบุญส่วนเหตุ ดังที่กล่าวมาตอนต้น  และสมมติผู้ที่ล่วงลับไป เกิดในภพภูมิใดที่เห็นการกระทำของเรา เขาก็ยินดี ความยินดี ก็เป็นบุญที่เกิดกับเขา

ไม่ต้องดูอื่นไกล เราเห็นบางคนทำในสิ่งดีๆ เรายังพลอยปลาบปลื้มในการกระทำนั้นๆ จิตใจที่เป็นกุศลจิต เป็นบุญเป็นความสุขขึ้นมาทั้งคนทำและคนเห็น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เจ้าของหมา ก็มีใจเป็นสุขที่ได้ทำ เช่นนี้ เขาก็เกิดบุญทั้งส่วนเหตุและส่วนผลครบครัน ส่วนหมาจะได้หรือไม่ได้ นั้นเป็นเรื่องของหมา เราไม่อาจรู้ได้

อุปาทานความยึดติดเป็นที่มาแห่งทุกข์ เจ้าของหมา  รักหมามาก การยึดติดย่อมมากกว่าปกติ ยามที่ต้องพลัดพรากย่อมเศร้าโศก เขาจึงจำเป็นที่จะต้อง ยึดติดอะไรบางอย่างทดแทนเพื่อบรรเทาความเศร้าโศกนี้ สังฆทานที่เขาทำ จึงเป็นสิ่งที่เขามายึดติดเพื่อบรรเทาความทุกข์ แม้ว่าเราทราบความหมายของมัน ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดก็ตาม  แต่เราต้องเข้าใจ ยามที่คนล้ม ไม่มีแรงลุก เราจะมามัวสอนการปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น เพียงเวลาช่วงนั้นได้อย่างไร สิ่งใดที่จะทำให้เขาลุกขึ้นมาได้ ก็จำเป็นต้องทำ

ดังนั้นถ้าเข้าใจที่มาที่ไป และจุดประสงค์ ของการทำบุญ การทำสังฆทาน การกรวดน้ำ แม้ว่าจะต้องทำตามพิธีกรรม แต่เราเมื่อรู้ก็ทำไปตามประเพณีที่สืบทอดมา  เข้าใจจิตใจของคนอีกหลายคนที่ยังมีความหวั่นไหว เขายังต้องอาศัยการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอก  ก็ไม่ต้องไปคอยจับผิดเขา  คอยไปว่าเขางมงาย ไม่ปล่อยวาง  การที่เราคอยไปว่าคอยจับผิด นั่นแหละคือการข้องติดของเรา เราก็ไม่ปล่อยวางเช่นกัน

การวางใจและเข้าใจที่มาที่ไป โดยเฉพาะจิตใจที่ยังมีความยึดติดต่อสิ่งที่รัก เขายังต้องหาที่พึ่งภายนอกเช่นพิธีกรรม ก็ต้องปล่อยเขาไปตามนั้น และคนที่ยังหวั่นไหวยังต้องพึ่งพิงสิ่งภายนอก เขาก็ต้องตกอยู่ในวัฏฏะวนเวียนไปเช่นนี้ ตราบเท่าที่วันหนึ่งที่เขาสามารถคลายใจการยึดติดสิ่งต่างๆในโลกไม่ว่าจะเป็นที่รักหรือที่ชัง เมื่อนั้นเขาไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับ พิธีกรรมต่างๆแล้ว

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ณัฐรดา from mobile วันที่ : 18/09/2016 เวลา : 08.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ปัจจุบัน จุดมุ่งหมายในการทำสังฆทาน กลายเป็นทำเพื่อตนหรือเพื่อผู้ที่ตนผูกพันแทบทั้งนั้นแล้วนะคะ

เพราะกลายเป็นทำเพื่อความสบายใจของตนเอง เพื่อความหวังของตนเอง เช่น เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตา ขออภัยโทษต่อความผิดที่ทำไปแล้ว วอนขอในลาภที่หวัง

คงเพราะการหวังพึ่งปัจจัยภายนอกที่เพิ่มมากขึ้นมังคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ณัฐรดา from mobile วันที่ : 18/09/2016 เวลา : 08.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ปัจจุบัน จุดมุ่งหมายในการทำสังฆทาน กลายเป็นทำเพื่อตนหรือเพื่อผู้ที่ตนผูกพันแทบทั้งนั้นแล้วนะคะ

เพราะกลายเป็นทำเพื่อความสบายใจของตนเอง เพื่อความหวังของตนเอง เช่น เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตา ขออภัยโทษต่อความผิดที่ทำไปแล้ว วอนขอในลาภที่หวัง

คงเพราะการหวังพึ่งปัจจัยภายนอกที่เพิ่มมากขึ้นมังคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน