*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 264859
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1282 , 14:29:32 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ตามที่พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 ที่ได้ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2559  ซึ่งระหว่างนี้อยู่ในช่วงการร่างกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ

ในพระราชบัญญัตินี้มีข้อบัญญัติว่า เครื่องเอ็กซเรย์ฟันที่ทันตแพทย์คุ้นเคยกับการใช้งานมานาน เป็นวัตถุอันตราย ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสีควบคุมการใช้งาน และทันตแพทย์ไม่สามารถใช้งานเครื่องมือนี้ได้หากไม่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว  และหากทันตแพทย์มีความประสงค์จะใช้งานเครื่องมือนี้ดังเช่นปกติ ต้องไปอบรมการใช้งานเพิ่มเติม และสอบขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสี

จากบทบัญญัติดังกล่าว ส่งผลถึงประชาชนโดยรวมดังนี้

สังคมโดยรวมจะถูกขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีก็ต่อเมื่อบุคคลในสังคมต่างทำตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลัง รวมถึงการได้รับการสนับสนุนให้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่เบียดเบียนหรือก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่น

ทันตแพทย์มีหน้าที่รักษาคนไข้ ก็ควรทำหน้าที่และรับผิดชอบงานของตนให้ดีที่สุด ซึ่งการรับผิดชอบงานส่วนนี้ก็คือ การมีบทบาท ส่งเสริม  ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของคนไข้  เอ็กซเรย์ฟันเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของงานเท่านั้น และทุกคนที่จบมาก็ต้องผ่านวิชารังสีวิทยามาแล้ว  ไม่ใช่หน้าที่ของทันตแพทย์ที่จะต้องไปเรียนต่อในเรื่องนี้  การที่สำนักปรมาณูอ้างว่า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากงานทางรังสี จึงต้องให้ทันตแพทย์ไปอบรมหนึ่งถึงสองวันแล้วมีการสอบ  เพื่อที่จะได้รับอนุญาตว่าเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี  สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชนเลยว่า ใบอนุญาตที่ว่ามันจะให้ความปลอดภัยกับประชาชนอย่างไร

 ในเมื่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเห็นว่า การใช้เครื่องเอ็กซเรย์ฟันเป็นอันตราย การใช้งานเครื่องควรอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสี  และทันตแพทย์ผู้ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้จนคุ้นชินมานานไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้อีกต่อไป   ก็ควรผลิตเจ้าหน้าที่มาให้เพียงพอแก่ความต้องการใช้ คือสามารถมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ฟันได้ในทุกคลินิก ไม่ใช่มาบีบให้ทันตแพทย์ต้องมาอบรมและสอบเพื่อที่จะมาดูแลเครื่องมือนี้

และก็ไม่ใช่เปิดโอกาสให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมความปลอดภัยทางรังสีประจำการในคลินิก แล้วไม่อยู่ประจำการตามหน้าที่เพียงอาศัยใบอนุญาตมาแขวนไว้  แต่ปล่อยให้ทันตแพทย์ทำการใช้เครื่องเอ็กซเรย์เองได้ เพราะทางสำนักปรมาณูชี้แจงกับทันตแพทยสภาเองว่า กรณีที่ทันตแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี สามารถถ่ายภาพรังสีได้แต่ต้องอยู่ในการควบคุมกำกับของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี

อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติที่ยังไม่ออกกฎกระทรวงมาใช้ปฏิบัตินี้ เป็นที่น่าสงสัยว่า การสอนการใช้เครื่องเอ็กซเรย์ฟันในทบวงมหาวิทยาลัยมีความเหมาะสมแล้วหรือไม่ เหตุใด การสอนการใช้งานที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองภาคการศึกษา จึงไม่สามารถเพียงพอต่อการใช้เครื่องมือดังกล่าว จนถึงกับทำให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติต้องจัดการอบรมเพิ่มเติมแก่ทันตแพทย์อีกเป็นเวลาสองวัน เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอต่อการใช้งานเครื่องเอ็กซเรย์ฟัน

ก็ในเมื่อทางกระทรวงวิทยาศาสตร์เห็นว่าการศึกษาการใช้งานเครื่องเอ็กซเรย์ฟันของทันตแพทย์ไม่เพียงพอ เหตุใดจึงไม่มีการแก้ปัญหาที่สาเหตุ อันเป็นคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งในที่นี้ก็คือนักศึกษาทันตแพทย์ผู้ที่จะต้องใช้งานเครื่อง ให้ได้รับความรู้ที่เพียงพอด้วยการจัดการสอนร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัย อันทำให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคในอันดับต่อไป ซึ่งก็คือประชาชนได้อย่างเต็มที่ตามมา

และเป็นที่น่าสงสัยว่า หากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสีผลิตอกมาไม่พอประจำการ หากทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้เครื่องเอ็กซเรย์ฟันช่วยในการวินิจฉัย เมื่อทันตแพทย์ไม่สามารถใช้งานเครื่องได้ตามปกติ การรักษาจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ประชาชนผู้ต้องการการักษาจะเดือดร้อนอย่างไร และหากมีการฟ้องร้อง ความรับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของประชาชน ควรตกอยู่ที่ผู้ใด

หรือคณาจารย์ผู้ที่สอนการใช้เครื่องอ็กซเรย์นี้ในคณะทันตแพทย์ศาสตร์ เมื่อไม่มีความรู้ที่เพียงพอจนสามารถเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสีได้ ท่านเหล่านั้นจะยังสามารถทำการสอนนักศึกษาได้อยู่หรือไม่ หรือหากไม่สามารถทำได้จนต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยรังสีมาคอยควบคุมการใช้เครื่อง จะกระทบต่องบประมาณการจัดจ้างของทางทบวงมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งหรือไม่

และหากทันตแพทย์ไปสอบขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่รังสีเพื่อใช้งานเครื่องมือนี้ด้วยตนเอง จะเกิดการแย่งงานกันระหว่างบุคคลทั้งสองอาชีพซึ่งก็คือทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีขึ้นได้หรือไม่

ความห่วงใยประชาชนของสำนักปรมาณูเพื่อสันติอันจัดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีข้อสงสัยที่สำคัญอีกประการคือ การกำหนดว่าเพิ่มเครื่องเอ็กซเรย์ฟันที่ทันตแพทย์ใช้งานมานานว่าเป็นเครื่องมืออันตรายนั้น  ทั้งที่เครื่องมือชนิดนี้มีการแผ่รังสีในปริมาณที่ต่ำมาก   สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเคยมีข้อมูลหรือการรายงานเกี่ยวกับมีผู้ได้รับผลกระทบทางรังสีอันเนื่องมาจากถ่ายภาพเอ็กซเรย์ฟันแล้วหรือไม่   ข้อมูลเหล่านี้สำนักปรมาณูต้องตอบให้ประชาชนหายสงสัย เพื่อที่จะได้เป็นเหตุผลในการนำมากล่าวอ้างว่า เป็นวัตถุอันตรายต้องมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาคอยยืนกำกับ

 ทั้งหมดนี้คือผลกระทบไม่เพียงแต่ทันตแพทย์ทั้งหลาย ยังมีผลกระทบกับประชาชนที่เจ็บป่วยจากโรคฟัน  เพราะการที่จะลงมือรักษาให้คนไข้นั้น บางกรณีต้องอาศัยการยืนยันด้วยภาพเอ็กซเรย์

นี่คือที่มาผลกระทบอันเนื่องมาจาก พระราชบัญญัติฉบับนี้

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 11/10/2016 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.3 rattiya คุณรัตครับ ผู้ที่จะออกกฏหมาย ทุกคนเขาเอาประชาชนเป็นตัวประกันทั้งนั้นครับ
มาดูความจริงดีกว่า คุณรัตในหนึ่งปี คุณรัตต้องทำฟันกี่ครั้ง ต้องเอ็กซเรย์กี่ครั้ง
แล้ว หมอฟัน ในหนึ่งปี ทำฟันให้คนไข้กี่คน ต้องเอ็กซเรย์คนไข้กี่ครั้ง
ถ้ามันอันตรายอย่างที่ว่าจริง มีใครอยากมาประกอบอาชีพนี้
คนไข้คนหนึ่งนะครับ สมมติว่าในวันนั้นวันเดียว ต้องถูกเอ็กซเรย์ฟันจำนวน 33 ฟิล์ม จะมีอันตรายเทียบเท่ากับ การสูบบุหรี่ 1.4 มวน อยู่ในเหมืองถ่านหิน 1 ชั่วโมง อาศัยในเมืองใหญ่ที่การจราจรคับคั่งเต็มไปด้วยมลพิษเป็นเวลา 2 วัน

ตรงนี้คงเข้าใจนะครับ ทำไมไม่มีหมอฟันคนไหนกลัวเครื่องเอ็กซเรย์
คุณรัตอาจสงสัยกระมังว่าเรื่องนี้ ทำไมเกิดขึ้นได้

ไปดูคนที่จะเปิดร้านขายยาในเมืองไทยสิครับ เขาต้องมี เภสัชมาคุม หรือมาแขวนป้ายว่า ร้านนี้มีเภสัชนะ ไม่ใช่ร้านยาเถื่อน ส่วนเภสัชจะอยู่หรือไม่ อันนี้ไม่รู้

ประเทศไทยจงเจริญ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 11/10/2016 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.1-2 อดุลย์ ตอบตามประสาหัวอกเดียวกัน คือคนไทยในประเทศนี้

วิชาชีพทันตกรรมก็ไม่ได้แตกต่างกับวิชาชีพอื่นๆเช่นสัตวแพทย์ การออก พรบ.มาบังคับใช้ ไม่ได้อิงจากสภาพชีวิตจริง มีคนนั่งเทียนนั่งสุมหัวเขียนออกมาไม่กี่คน แต่ทำให้วิชาชีพและการทำงานกระทบกระเทือนไปหมด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน คนที่นั่งทำงานคลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้มานาน อยู่ดีๆวันหนึ่งกลายเป็นคนไม่มีความรู้ ต้องไปสอบ เครื่องมือที่ติดที่ใช้อยู่เคยเป็นเครื่องมือที่ไม่อันตราย วันหนึ่งกลายเป็นของอันตราย
ถ้าอันตรายจริง คนที่คลุกคลีกับมัน ป่านนี้เปลี่ยนอาชีพไปแล้วครับ
ส่วนเบื้องหลังที่เกิดเรื่องนี้ ผมไม่อยากพูดออกอากาศ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 10/10/2016 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ไม่กล้าออกความคิดเห็นค่ะ เเต่น่าสนใจว่าประเทศไทยจะพัฒนาทางด้านนี้อย่างไรค่ะ
ตัวรัตติยาเอง ปีที่เเล้วมีปัญหาเรื่องฟันต้องเอ็กซเรย์ฟัน หลายครั้งค่ะบางครั้งก็มาคิดเหมือนกันว่าจะมีผลข้างเคียงมากน้อยเเค่ไหน

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อดุลย์ วันที่ : 10/10/2016 เวลา : 20.50 น.

พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ.๒๕๕๘
ก็มาอีหรอบเดียวกันนี้
ฝรั่งเค้าเน้นเรื่องการใช้ลิง หนู ในการทดลองทางการแพทย์
ที่ออกแนวทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน
จึงออกกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อคุ้มครองสัตว์

แต่ไทยเราออกกฎหมายเรื่องสัตว์ทดลองโดยคลุมไปทุกเรื่อง
กระทั่งการทดลองทางปศุสัตว์หรือสัตว์น้ำ
ซึ่งไม่ได้ทำให้สัตว์ทรมานใดๆ
เช่น ทดลองให้สัตว์กินอาหารชนิดต่างๆเปรียบเทียบกัน, ให้วัวกินหญ้าชนิดต่าง ๆ ฯลฯ
กลับต้องมาเสียค่าใช้จ่ายยุบยับกับกฎหมายพวกนี้
เซ็ง
นี่หรือประเทศไทย 4.0

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อดุลย์ วันที่ : 10/10/2016 เวลา : 20.37 น.

ไม่เข้าใจว่า
ก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติฉบับนี้(หรือฉบับไหนๆ)
ทำไมหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ
ถึงไม่มีการทำประชาพิจารณ์
หรือสำรวจข้อคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง
หรือได้รับผลกระทบ

นึกจะออกกฎหมายอะไรก็นั่งสุมหัวเขียนๆไป
พอเอามาบังคับใช้
ทำเอาเดือดร้อนกันไปทั่ว
แย่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน