*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 264859
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< พฤศจิกายน 2016 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน 2559
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1442 , 11:20:03 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน february26 , BlueHill และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

เคยได้ยินประโยคเหล่านี้ไหมครับ

“กลัวอะไรกับความตาย ทุกคนต้องตายทั้งนั้น”

“ยังไงคนเราก็ต้องตาย ก่อนตายก็ขอตักตวงความสุขกันให้เต็มที่”

“ยังมีชีวิตอยู่ ก็ใช้ซะให้คุ้ม เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่”

“เบื่อชีวิต อยู่ไปอย่างซังกะตาย อีกหน่อยก็ต้องตาย ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น” ฯลฯ

ฟังดูเหมือนว่าทุกคนไม่กลัวความตาย เหมือนกับทุกคนปลงตกกันได้  แต่ความจริงก็คือ

เราไม่กลัวความตาย แต่เรากลัวตัวเราและคนที่เรารักตาย

คนส่วนมาก เอาความตายไปผูกกับ การมีชีวิต เหมือนการมีชีวิตคือเชือกด้านหนึ่ง ความตายเป็นเชือกอีกด้านหนึ่ง  เราจึงอยากจะมีชีวิตนานๆ ไม่อยากที่จะตาย ตราบใดที่เรายังมีความหวัง ยังสร้างความหวังได้พอพูดถึงความตายที่เราไม่อยากเจอ ก็เกิดความเสียวใจ หวั่นใจ เป็นเรื่องอัปมงคล เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เป็นเรื่องที่ต้องคอยหลีกเลี่ยง เป็นเรื่องที่ทำให้เราถูกกดดัน  ดังจะเห็นได้จาก ประเพณีหลายๆชาติ ที่วันตรุษ วันสารท ทั้งหลาย ห้ามเอ่ยถึงความตาย  เวลาไปงานศพ ก็ต้องมีน้ำมนต์ที่มีก้านทับทิม คอยปะพรม ก่อนกลับบ้าน เพราะมีความหวั่นใจว่าจะมีอะไรตามติดมาบ้าน

เวลามีการแห่โลงศพ หรือเอาศพขึ้นเมรุ ถ้าไม่ใช่คนสนิทแล้ว ทุกคนมักจะพากันหลบกันไปหมด เพราะกลัวที่คนจีนชอบเรียกกันว่า “ชง” คือความตายเข้ามาปะทะมาติดตัว  และก็เหมือนกันทุกปีพอเปลี่ยนปีใหม่ก็จะมีการแก้ปี ชงกัน

ทุกคนกลัวสิ่งเหล่านี้โดยไม่มีเหตุผล การทำพิธีแก้ชง หรือสะเดาะเคราะห์ทั้งหลาย สามารถทำให้ตน ไม่ตายได้หรือไม่ ตนเองจะหลบความตายไปไหนพ้นเล่า ไม่ตายวันนี้ก็ต้องตายวันหน้า ไม่ป่วยตายก็ต้องแก่ตายหรือเจออุบัติหตุตาย

ถ้าเราเปลี่ยนกระบวนความคิดใหม่ ว่าเชือกด้านหนึ่งคือปลายเชือกนั้นคือจุดสิ้นสุดซึ่งคือความตาย ส่วนต้นเชือกอีกด้านเป็น ความเกิด  เราจึงมี ความเกิดด้านหนึ่ง ความตายเป็นอีกด้านหนึ่ง เสมอกัน

ถ้าเรายินดีในการเกิด หรือเห็นการเกิดเป็นสิ่งธรรมดา เป็นธรรมชาติ ความตายก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน  มีจุดเริ่มต้น ก็ต้องถึงจุดสิ้นสุด  ในระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด นั้นต่างหาก คือ การมีชีวิต

 

การเกิดมาจากธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จากเซลสองเซลที่เติบใหญ่เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนถึงปลายสุด เซลเหล่านั้นก็เปลี่ยนสภาพกันอีกครั้งคืนสู่ธรรมชาติอีกครา

การตายเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่ที่เราเกิด เซลหนึ่งตายเซลหนึ่งเกิดทดแทนกันไป ถ้าเราไม่มีการตาย ปัจจุบันนี้เราก็ต้องยังเป็นเด็กเหมือนอดีต ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้ เราจึงเรียกการตายลักษณะนี้ว่า  การตายที่ปกปิด ส่วนการตายที่เรากลัวนักหนาว่า กลัวตัวเราตาย กลัวคนที่เรารักตาย นั้น เป็น  การตายที่ไม่ปกปิด

การตายที่ไม่ปกปิดนี้  เมื่อปรากฏขึ้น ก็ให้ทั้งความเศร้าใจ และดีใจได้ทั้งนั้น  คนที่เรารัก เราผูกพัน ตายไป เราก็เศร้า  คนที่เราเกลียด  ตายไป เราก็ดีใจ  ก็น่าแปลก ที่จิตใจเราสามารถปรุงแต่งไปได้อย่างวิจิตเช่นนี้ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ชีวิตหนึ่งดับลาไปเช่นกัน

การเกิด การตายจึงเป็นธรรมชาติ เราจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เหมือนโลกธรรม ๘ ที่ประกอบด้วย สุขและทุกข์  สรรเสริญและนินทา ได้ลาภและเสื่อมลาภ ได้ยศและเสื่อมยศ ดังนี้  เมื่อไม่มีการได้ลาภ จะไปหาการเสื่อมลาภจากไหน  เมื่อไม่มีการได้ยศ จะไปเสื่อมยศอย่างไร ทุกอย่างในโลกที่มีการปรุงแต่ง มันจึงเป็นของคู่  ดำและขาว บนและล่าง เป็นดังนี้

 การวางท่าทีการมีชีวิตต่างหาก ที่เราจะอยู่กับมันอย่างไรในสิ่งที่เป็นของคู่เหล่านี้ เพียงทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และพยายามใช้ชีวิตที่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยลง ในช่วงการมีชีวิตคือระหว่างเส้นเชือกที่มีต้นกับปลายจึงไม่สูญเปล่า

การใช้ชีวิตอย่างขาดสติไม่ตระหนักถึงโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ตระหนักถึงการลงทุนของธรรมชาติที่ให้กับเรา ให้เรามีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้คนเราทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

เพราะว่าเรากำหนดการมีชีวิตคู่กับการตายของเรา ทำให้เรากลัว  กลัวจะไม่มีเวลาเสพสุข กลัวกระทั่งว่าถ้าเกิดตายไป จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ไปเสพสุขอีกรอบ กลัวว่าชาติต่อไปจะไม่ได้เสพสุขอย่างนี้อีก อยากให้ชาติต่อไปดีกว่าที่เป็นอยู่ เหตุต่างๆเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการทำบุญทำทานบริจาคอย่างบ้าคลั่ง เป็นช่องทางโอกาสของบุคคลในเครื่องแบบที่วางตนเป็นนักบวช ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์รับส่งข้าวของเครื่องใช้

ศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งปัญญา กลายเป็นศาสนาแห่งความงมงาย ศาสนาแห่งความเห็นแก่ตัว ศาสนาแห่งความแก่งแย่ง ช่วงชิงวัตถุก้อนดินที่คิดว่าเป็นวัตถุมงคล โดยไม่ได้ศึกษาสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนว่า สิ่งที่เป็นมงคลนั้น ที่มีจำแนกออกมาเป็นมงคล ๓๘ ประการ มีข้อไหนบ้างที่บอกว่า ก้อนดิน ก้อนโลหะ เป็นมงคล

ความเข้าใจ ในการมีชีวิตว่า อยู่ในระหว่าง เชือกเส้นหนึ่งที่มี ต้นกับมีปลาย  ยอมรับชีวิตว่า เมื่อมีเกิด ความตายนั้นก็รอเราอยู่แล้วข้างหน้า ถ้าไม่อยากตาย ก็ต้อง ไม่มีการเกิด 

ในคติทางพุทธนั้น ตราบใดที่เรายังมีกิเลสตัณหา และการยึดติด สิ่งเหล่านี้คือเครื่องผูกสัตว์ให้ติดในโลกติดในสังสารวัฏ ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ การหมั่นขัดเกลากิเลสตนเอง การรู้จักตนเอง การสอบสวนตนเอง การเพ่งโทษตนเอง การทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ ไม่ต้องอาศัยที่พึ่งอื่นใด เป็นสิ่งที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนเอาไว้

 ยามใดที่เราเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง สอบสวนรู้จักกิเลสตนเองอย่างแท้จริง เราจะมองดูผู้อื่นในอีกมิติหนึ่ง เราจะเข้าใจเขา ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันเจริญขึ้นมาเอง ไม่จำเป็นต้องท่องจำ เราคือธรรมชาติส่วนหนึ่ง มีความอยาก มีความไม่อยาก มีความนึกคิดที่เปลี่ยนไปมาตามแต่สิ่งที่รับเข้ามาทางทวารทั้ง ๖  มีทิฏฐิความเห็นเป็นอย่างนี้  ผู้อื่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเรา ทุกคนจะรักกันอย่างไร จะเกลียดกันอย่างไร ต่างก็กำลังเดินทางไปสู่ที่หมายเดียวกันข้างหน้า สุดแต่ใครถึงก่อนถึงหลัง  

การมีชีวิตที่เดินทางไปในระหว่างทาง ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมากเกินไป แทนที่จะเดินอย่างคนที่สัมภาระน้อย ก็กลายเป็นคนที่เที่ยวแบกอะไรต่อมิอะไรเต็มตัว แถมยังต้องคอยระแวดระวัง กลัวสูญเสียกลัวสูญหายอีกด้วย  การเดินทางนั้น ถ้าเดินด้วยความเอื้ออาทรผู้อื่น ไม่เห็นผู้อื่นเป็นศัตรู รับฟังความเห็นต่าง เชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ชื่อว่า เก็บข้อมูล มากขึ้น มีแต่ผลดี ทำให้ได้แง่คิดเพิ่มขึ้น การที่มีจิตใจเช่นนี้เปรียบเหมือนการเดินทางไปสู่ความตายที่รื่นรมย์ ทุกวันก่อนเข้านอน ก็คือวันสุดท้ายที่จะอยู่บนโลกนี้ ทุกวันตอนเช้าที่ตื่นนอน ก็มีความสุข ที่จะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เช่นได้ขัดเกลาตนเองเพิ่มมาอีกหนึ่งวัน ได้มองดูความเป็นไปของชีวิตของบุคคลต่างๆ เป็นแบบฝึกหัด เป็นครูที่คอยให้การบ้านทุกวัน

การเตรียมตัวตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นการเตรียมใจให้คุ้น ให้รู้สึกว่า การเกิดการตายก็เหมือนๆกัน เกิดมาแล้วอนาคตคือความตายมันกวักมือรออยู่ มันคุ้นเคยกันขนาดนี้ จนเป็นเพื่อนกัน จึงไม่ต้องหวาดเสียว ต้องผวา ต้องทำพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ต้องประพรมน้ำมนต์ ต้องดูดวง ให้วุ่นวาย

ความเข้าใจเช่นนี้ และฝึกปฏิบัติไปเช่นนี้เรื่อยๆ สิ่งที่ได้อย่างชัดเจนคือ เบาเนื้อเบาตัว เพราะทิ้งการยึดถือหรือพิธีกรรมที่ทำให้เราต้องอึดอัดว่า ทำถูกพิธีหรือผิดพิธี แล้วก็มานั่งกังวล

มรณะสติ จึงเป็น สิ่งหนึ่ง กรรมฐานหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสสอน ในเรื่องความไม่ประมาท เพราะเราจะเป็นอะไร จะได้อะไร เราไม่รู้ แต่ที่แน่ที่สุดคือ    เราตายแน่ๆ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
BlueHill วันที่ : 09/11/2016 เวลา : 08.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

แจ่มชัดเลยครับคุณหมอสมชัย
ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 6 BlueHill , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 05/11/2016 เวลา : 15.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห.5 BlueHill คำว่า ปลง ในภาษาไทย ให้ความหมายที่กว้างขวาง
ถ้า การปลง หมายถึง ความเคยชิน เห็นจนเบื่อ เช่น สัปเหร่อ ที่ทำงานกับศพ หมอพยาธิ ที่ชันสูตรศพ แบบนี้เรียกว่าเกิดการเสพคุ้น ภาษาพระ เขาเรียกว่า เกิด อุเบกขา ที่เป็น เวทนาอุเบกขา คือรับอารมณ์เช่นนี้จนเห็นเป็นปกติ แบบนี้เรียกว่า ปลงเหมือนกัน แต่ไม่ใช่การปลงที่ประกอบด้วยปัญญา
สัปเหร่อ ที่ทำงานกับศพ จนเฉยชา แต่ถ้า ลูกเมียตนเอง ต้องตายไป แล้วตนเองเศร้าสลดเสียใจ หลุดรั่วคุมไม่อยู่ นั่นแสดงว่า ที่ตนเองปลงอยู่นั้น เป็นการปลงที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่เห็นสัจจะความจริงของชีวิต
มรณะสติ คือสติที่ตามระลึกรู้ความตายในแต่ละขณะ เริ่มจากการเฝ้าระลึกรู้ทุกขณะของลมหายใจที่เข้าออก อาจเริ่มต้นด้วยก่อนเข้านอนทุกคืน ทำจิตใจให้รู้ว่า นี่คือเวลาสุดท้ายของชีวิตนี้แล้ว หลับคราวนี้อาจไม่ตื่นมาอีก ทั้งตัวเรา และคนที่เรารัก มองดูคนที่เรารัก พรุ่งนี้เขาอาจจากไปไม่อยู่กับเราอีกต่อไป คนที่เราเกลียด คนที่เรารัก ทุกคนเหลือเวลาน้อยลงไปทุกชั่วลมหายใจ ทำเช่นนี้เมื่อนึกได้ มันเป็นการซ้อมจิตใจเอาไว้ ซ้อมจนคุ้น ถึงเวลาที่เราต้องจากคนที่เรารัก ถึงเวลาที่คนที่เรารักต้องจากไป ตอนนั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน ว่าจิตใจเราจะกระเจิง หรือสงบนิ่งได้มากเพียงไร
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราควรหมั่นฝึก เพราะว่าเราต้องเจอแน่ๆไม่วันใดวันหนึ่ง
อาจารย์ ชา สอนไว้ดี แก้วใบนี้จะใช้อย่างไร ก็มองเห็นมันว่าแตกไปแล้ว เห็นแตก ก่อนแตก ก็ใช้มันไปด้วยความระมัดระวัง เพราะมันแตกไปแล้ว พอถึงวันหนึ่งมันแตกจริง ก็เข้าใจ ไม่หวั่นไหว เพราะเราเห็นล่วงหน้าไปแล้วว่ามันแตก

ขอบคุณ บก.ชาลี ที่ปุจฉามา

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 05/11/2016 เวลา : 09.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ใช่ที่เขานิยมเรียกกันว่า "ปลง" หรือเปล่าครับคุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 05/11/2016 เวลา : 05.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.สิงห์นอกระบบ ดีครับ

ความคิดเห็นที่ 3 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 05/11/2016 เวลา : 05.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1. rattiya ต้องเตรียมตัวทุกวันครับ พอถึงวันจริง จะได้ไม่กระพือมากเกินไป
ดูแลสุขภาพด้วยครับ ทานให้พอ นอนให้พอ สองสิ่งนี้สำคัญที่สุด
กินได้ นอนหลับ นี่คือที่สุดของกายนี้ครับ ไม่ใช่เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สมบัติมากมาย เพราะสิ่งเหล่านี้คือเครื่องพันธนาการ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 04/11/2016 เวลา : 19.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ทุกวันนี้พยายามเตรียมตัวตายอย่างมีสติครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 04/11/2016 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

สวัสดีค่ะคุณสมชัย
เรื่องการกลัวตาย นี้ยากที่จะทำใจนะคะ...ตัวรัตติยาเองยังทำใจไม่ได้เลยค่ะ
ขอบคุณค่ะที่เขียนเรื่องเตือนสติ
ปล. ช่วงนี้รัตติยาเข้ามาอ่านโอเคฯน้อยลง สุขภาพไม่ค่อยดีค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน