*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232805
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< กันยายน 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2560
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2982 , 15:17:52 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ni_gul , rattiya และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สมัยนี้เราพูดกันมากว่า เราอยากได้คนดี

เราควรได้คนดีมาปกครอง เราควรได้คบคนดีๆ สังคมต้องการคนดีๆ

ปัญหาเลยเกิดขึ้นมาว่า แล้วคนดีจะเอาอะไรไปวัดไปชั่ง เพราะบางครั้งแม้กาย วาจาดี ก็ใช่ว่าใจจะดีไปด้วย กายวาจาเราเห็นกันได้ แต่ใจนี้เราไม่สามารถรู้เห็นได้

คนส่วนมากมักตีความหมายของคนดีออกมาในแง่มุมต่างๆ เช่น

คนดีคือคนที่เราถูกใจเขา

คนดีคือคนที่ทำถูกใจเรา

คนดีคือคนที่เชื่อฟังเรา

คนดีคือคนที่ไม่ขัดใจเรา

คนดีคือคนที่คิดเห็นสอดคล้องกับเรา

คนดีคือคนที่พูดจาดีๆกับเรา

คนดีคือคนที่ยกย่องสรรเสริญเรา

คนดีคือคนที่เอื้อประโยชน์แก่เรา

คนดีคือคนที่มักไม่ปฏิเสธเรา

นี่คือความหมายคนดีโดยมีเราเป็นศูนย์กลาง

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่ทุกวันนี้สังคมยังขัดแย้งไม่มีวันจบสิ้น เพราะเราทุกคนต่างมีตนเองเป็นศูนย์กลาง มีทิฏฐิเฉพาะตน

ในสมัยพุทธกาล ทีฆนขะปริพาชก หรือพราหมณ์เล็บยาว ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า บอกว่า ตนเห็นว่า อะไรก็ตามที่ไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นตน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบทั้งสิ้น อะไรที่สอดคล้อง ก็เป็นสิ่งที่ชอบที่ถูกต้องทั้งสิ้น

สมัยสองพันกว่าปี มีพราหมณ์เล็บยาว สมัยนี้ พราหมณ์เล็บยาวก็ไม่ได้สาบสูญไปไหน มีปรากฏทั่วไปมากมายในสังคม

มีผู้กราบทูลถามพระองค์ว่า คำสอนของศาสดาต่างๆมีมากมาย อะไรที่ได้ชื่อว่าการปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิบัติเยี่ยงนี้แล้ว ได้ชื่อว่าเป็นคนดี

กุศลกรรมบถ 10 คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด ไม่ว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่มีจริง เราก็เป็นสุขเป็นคนดีในปัจจุบันได้

กุศลกรรมบถ10    เป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ง่าย  เรียกได้ว่า ยากอย่างยิ่งก็ว่าได้ เป็นเรื่องละเอียด

เราตรวจสอบตนเองเนืองๆจะพบว่า เราปฏิบัติหลายเรื่องเป็น อกุศลกรรมบถ มากกว่า

พระองค์จึงตรัสให้ตนเองตรวจสอบตนเองไม่ต้องให้ผู้อื่นมาวัดมาให้คุณค่า

การทำตนเป็นคนดีที่คนอื่นมายกย่อง ไม่เท่ากับที่ตนเองตรวจสอบตนเองแล้วสามารถยกมือไหว้ตนเองได้อย่างสนิทใจ เพราะใจเราเท่านั้นที่เรารู้ ผู้อื่นหามารู้ไม่

ทีนี้มาลองทำความเข้าใจในเรื่อง กุศลกรรมบถ และ อกุศลกรรมบถ 10 จะได้เป็นเครื่องวัดตนเองได้ถูกต้อง

อกุศลกรรมบถ 10  ทางแห่งความเสื่อมทางแห่งการสิ้นจากการเป็นคนดี

กุศลกรรมบถ 10  ทางแห่งการเป็นคนดี

กุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถ เป็นเหมือนบรรทัดที่ใช้วัดว่าใครคือคนดี ใครคือคนชั่ว

เป็นมาตรฐานที่กำหนดว่า ถ้าประพฤติ กุศลกรรมบถ ทางนี้คือทางที่ไม่ผิด ไม่ว่าสวรรค์นรกจะมีจริงหรือไม่จริง ชาติหน้าจะมีหรือไม่มี ไม่สำคัญ  รู้แต่ว่า ณ.ปัจจุบัน จิตใจเราจะมีความแกล้วกล้า ไม่มีอะไรที่ต้องละอาย ไม่มีอะไรที่ต้องมาปิดบังซ่อนเร้น แม้นใส่เสื้อผ้าซอมซ่อเดินเข้าสังคมชั้นสูง ก็ไม่ฝ่อไม่ลีบ

แม้นไม่มีใครสรรเสริญ ก็ไม่ท้อแท้ มีคนนินทา ก็ไม่ไหวหวั่นหรือโกรธเคือง มีความเป็นไทแก่ตน สามารถเคารพตนเองได้

ใครเป็นคนวัด?

ตัวเรานั่นเอง เป็นคนวัดตัวเอง ผู้อื่นจะมาวัดหรือให้คุณค่าอย่างไร ก็ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเอง

ทางแห่งความดี และทางแห่งความเสื่อมนั้น แบ่งเป็นสิ่งที่มาจากใจ 3 ข้อ

( ซึ่งตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะใจเป็นอย่างไร การแสดงทางกาย วาจา เป็นเพียงเครื่องมือที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของใจเท่านั้น )

มาจากวาจา 4 ข้อ  มาจากทางกาย 3 ข้อ

การปฏิบัตินั้น เรียงจากสิ่งที่ทำได้ง่ายไปหายาก จากหยาบไปสู่ละเอียด

จากสิ่งที่ถูกควบคุมทางกฎหมาย ไปสู่การควบคุมทางสังคม จากการที่มีบทลงโทษมากไปสู่การลงโทษน้อย

โดยจัดเรียงตามลำดับดังนี้ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ

เช่นละเมิดทางกายในสิ่งที่กฎหมายห้าม ก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย

ละเมิดทางวาจาในสิ่งที่กฎหมายห้ามก็รับโทษ แต่หย่อนกว่าการกระทำทางกาย หรือการละเมิดทางวาจาบางอย่างกฎหมายก็ไม่ได้ห้าม แต่มันเป็นมลทินของตนเอง

ละเมิดทางใจ เป็นเรื่องที่ละเอียดที่สุด เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่มีใครสามารถมาบังคับความคิดตนได้ นี่คือระดับการขัดเกลาที่ยากที่สุด

เรามาพิจารณา อกุศลกรรมบถทีละข้อ  ( กุศลกรรมบถคือสิ่งที่ทำตรงข้ามกับ อกุศลกรรมบถ )

กรรมบถ เริ่มจากสิ่งที่ละเอียดก่อน คือทางใจ ทางใจนั้นมี 3 ข้อ ก็ยังเรียงลำดับจากหยาบไปสู่ละเอียดเช่นกัน

อกุศลกรรมบถ ที่มาจากใจ 3 ข้อ

-โลภหรือเพ่งเล็งอยากจะได้ อยากจะยึดครอง ที่เรียกว่า อภิชชา ซึ่งมาจากกิเลสกอง ราคะหรือโลภะ นี่คือกิเลสพื้นฐาน ที่คนเราต้องมี จึงทำให้เกิดการแสวงหา เพื่อความอยู่รอด มีพอเหมาะก็ไม่เดือดร้อนคนอื่น มีแล้วยังอยากมีอีก และหาทางเอาเปรียบผู้อื่น แบบนี้จึงเกิดการกระทบกระทั่ง เพราะจิตที่ตั้งไว้ นำไปสู่การกระทำ ทางกายและวาจา

- ขุ่นเคืองใจ (พยาบาท ) เจ้าคิดเจ้าแค้น อิจฉาริษยา ต้องการให้ผู้อื่นถึงกาลวิบัติ จะได้สมใจตนเอง   ซึ่งมาจากกิเลสกองโทสะ คำว่า พยาบาท นี้ ความหมายละเอียดกว่า ความหมายของคำว่า พยาบาท ในภาษาไทย  เพราะคำว่า พยาบาท ในภาษาไทย มีน้ำหนักรุนแรง ถึงขั้นคิดฆ่าแกงกัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากคิดว่าตนเองไม่มี  อกุศลกรรมบถข้อนี้ เพราะจิตใจตนเองดี ไม่คิดฆ่าแกงใคร อาฆาตใคร เป็นต้น

แต่ คำพยาบาท ในอกุศลกรรมบถนี้ หมายถึง สภาวะจิตที่ขัดเคืองใจ อาจจะขุ่นๆใจนิดนึง หงุดหงิดบ้าง รากของมันมาจาก ถูกขัดในสิ่งที่ตนเองต้องการหรือตั้งความหวังไว้ การแสดงออกจึงปรากฏในใจ ตั้งแต่อ่อนๆ จนถึงเข้มข้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รับเข้ามา ทางทวารต่างๆ ยิ่งยึดมั่นมาก ถ้าถูกขัด ก็ยิ่ง ขุ่นใจมาก

-มีความเห็นที่ผิดไปจากความสัตย์จริง เช่นเชื่อว่าบาปบุญไม่มีจริง จึงทำอะไรที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นโดยไม่รู้สึกผิด เชื่อว่าทุกอย่างมาจากเหตุบังเอิญ จึงไม่คิดสร้างปัจจัยหรือเหตุ เพื่อผลที่ตนต้องการ  เชื่อว่าทุกอย่างมาจากการประทานของเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้วิงวอน เซ่นไหว้ หรือยอมสยบต่ออำนาจที่เหนือกว่า   เชื่อว่าสิ่งใดพ้นจากการลงโทษทางสังคมได้ ถือว่าสิ่งนั้นถูกต้อง จึงเกิดสภาพการทุจริตเชิงนโยบาย

ทั้งหมดนี้ คือมิจฉาทิฏฐิ คือการมีความเห็นไม่ตรง มาจากกิเลสกอง โมหะ คือความหลง ซึ่งกิเลสกองนี้ คือกิเลสแม่ สามารถกลายเป็น ราคะ โทสะ ต่อไปอีก

ผู้ที่มีกุศลกรรมบถทางใจ คือผู้ที่มุ่งสู่การเห็นถูก หรือที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

พอใจเราเป็นอย่างไร มีกุศลมากกว่า อกุศล หรือมีอกุศล มากกว่า กุศล  ทั้งหมดนี้จึงปรากฏออกมาทางวาจาและทางกาย

อกุศลกรรมบถที่มาจากทางวาจา มี 4 ข้อ ดังนี้ เรียงจากหยาบไปสู่ละเอียดเช่นกัน

-การโป้ปดหรือพูดเท็จ ( มุสาวาที โหติ ) มีองค์ประกอบดังนี้

 เรื่องที่พูดนั้นไม่จริง  ตนก็รู้ว่าไม่จริง  มีเจตนาที่จะแสดงออกไป  มีคนที่เราต้องการสื่อถึงเขารับรู้สารที่สื่อออกไปและ คนๆนั้นเข้าใจเรื่องที่เราพูด

การสื่อสารออกไปนี้ อยู่ที่ช่องทางที่สื่อออกไป อาจออกมาทางวจีทวาร คือคำพูด หรือ ออกทางกายทวาร คือทำท่าทางเป็นสัญลักษณ์จนผู้อื่นเข้าใจความหมายก็ได้

จุดที่มีผู้สงสัยมากที่สุด ก็คือ ถ้าเราพูดตรงทุกเรื่อง อาจมีผู้เดือดร้อนจากการพูดนั้น เช่น หมอที่ตรวจพบโรคร้ายในผู้ป่วย ซึ่งหมอพิจารณาแล้ว บางครั้งถ้าบอกความจริงเดี๋ยวนั้น ผู้ป่วยอาจหมดกำลังใจหรือเป็นลมหมดสติไป หมอต้องพูดโกหกออกไป แบบนี้เป็นมุสาวาจาหรือไม่

ถ้าองค์ประกอบครบ ก็เป็นมุสาวาจา ทีนี้ถ้าหมอคนนั้นศึกษาอกุศลกรรมบถ ก็จะกลัวตนเองมีมลทิน เพราะไม่อยาก มุสาวาจา แต่ตนเองไม่คำนึงถึง ผู้อื่น ห่วงแต่ตนเอง แบบนี้คือความตะหนี่ มีความยึดติด เป็นโลภะ ที่อยากให้ตนบริสุทธิ์

แต่หมออีกคน รู้ตัวว่าตนเองต้องโกหก และการโกหกคืออกุศลกรรมบถ ทางไปสู่ความเสื่อม ตนยอมรับตรงนี้ โดยคำนึงถึงความสุขใจของผู้อื่น แล้วค่อยหาเวลาที่เหมาะสม พูดความจริง นี่เป็นจิตที่ประกอบด้วยความเมตตากรุณา

หรือหมออีกคน พูดโกหก แต่ที่ต้องโกหก มาจากจุดประสงค์ที่ต้องการผลประโยชน์โดยให้คนไข้ต้องรักษากับตนเอง ในโรคที่ยากแก่การรักษา จึงถ่วงเวลาในการพูดความจริงออกไป นี่คือจิตที่ประกอบด้วยราคะ ความอยากได้ โลภะ การอยากครอบครอง 

จะเห็นได้ว่า มุสาวาจา เป็นโทษ แต่ทั้งนี้ ผู้ที่มุสา เขามีจิตใจอย่างไร เป็นเรื่องที่เขารู้เอง ดังนั้น ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเท่านั้น ที่จะต้องรู้ตนเอง ผู้อื่นหารู้ด้วยไม่

ศาสนาพุทธจึงเน้นหนักที่การตรวจสอบตนเอง ไม่ต้องไปตรวจสอบผู้อื่น

สรุปคือ เรื่องบาปเรื่องบุญเป็นเรื่องลบล้างกันไม่ได้ แยกกันชัดเจน

เรามีเกณฑ์วัดกันที่ จิตใจขณะพูดนั้น มีอะไรมาประกอบเป็นสำคัญ

-การแสดงเพื่อแตกหมู่หรือประสงค์ให้เข้าใจผิด (ปิสุณวาโจ โหติ ) โดยมากแปลเป็นไทยเพียงว่า พูดส่อเสียด แต่ความหมายมันมีมากกว่าแค่ส่อเสียด

เป็นการ การพูดจาเพื่อให้หมู่แตกให้ผู้อื่นเสียหน้า เพื่อประโยชน์แก่ตน หรือเพื่อให้ตนเองดูดีมีราคาขึ้นมา ประกอบด้วย คนที่เราจะยุยงแตกแยกมีตัวตนจริง มีจิตเจตนาที่จะมุ่งเช่นนั้น ทั้งพินาศและอยากให้เป็นที่รัก มีการพูดหรือแสดงออกมาให้รับรู้

เช่น นส.ก ไปพูดกับ นาย ข. เกี่ยวกับ นส. ค. โดยมุ่งหมายให้ นาย ข. มอง นส ค.ไม่ดี แม้คำพูดเหล่านั้นจะไม่ใช่คำโกหกก็ตาม แต่จิตใจ นส.ก. ประกอบด้วย ความเพ่งเล็ง อภิชชา เพราะต้องการ นาย.ข. มาสนใจตน นี่คือกิเลสกอง ราคะ และความไม่เห็นใจหรือความต้องการให้ นส.ค. เสียใจ เป็นกิเลสกอง โทสะ  ยามที่ตนเองสมหวัง และเห็น น.ส. ค.เศร้าเสียใจ ก็ยินดีสุขใจที่สมหวัง สมปรารถนาได้สนอง ราคะตนเอง  เป็นต้น

ในเรื่องนี้ ถ้าเราหมั่นตรวจสอบ จะเห็นได้บ่อยๆ แม้กระทั่งตัวเราเอง ยามที่สติมาไม่ทัน เราก็พูดจาเชิงลักษณะนี้  และที่ชัดเจนคือ นักการเมือง ที่หาเสียง เสียดสี ยุให้เขาแตกกัน นี่ก็พบเป็นปกติ

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่หลายคนคิดไม่ถึง คือการพูดที่ทำให้คนตอบหมดทางเลือก เช่นเราต้องการให้สามีภรรยาคู่นี้เขาแตกกัน เพื่อจุดประสงค์บางอย่างอันเป็นประโยชน์แก่เรา พอสามีภรรยาคู่นี้เดินมา เราก็ทักสามีเขาว่า  “ตกลงคุณเลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้นแล้วใช่ไหม” สามีเขาอาจตอบว่า เปล่า หรือถามว่าอะไรนะ

เพียงแค่นี้ก็พอเป็นจุดที่จะให้ภรรยาเขาเกิดความสงสัยแคลงใจขึ้นมา  เพราะถ้าตอบว่า เปล่า แสดงว่าเรื่องนี้จริง  ถ้าตอบว่า อะไรนะ แสดงว่า สามีตนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง นี่คือการพูดที่โหดร้ายเลือดเย็น  ซึ่งอาจจะไปคาดคั้นกันและนำไปสู่การทะเลาะระหว่างสามีภรรยาคู่นั้นกันต่อไป

วาจาเหล่านี้โทษน้อย แต่ขัดออกยาก เพราะมันเริ่มละเอียด ผู้คนถ้าสติไม่กล้าแข็ง ก็ตรวจสอบยาก

-แสดงคำหยาบ ( ผรุสาเย วาโจ โหติ ) คำหยาบมักมาจากมูลฐานของกิเลสกอง โทสะ คือ สิ่งที่ไม่สมใจตน ไม่ถูกใจตน สิ่งที่ตนเองต้องการถูกขัดขวาง คือกิเลสราคะหรือโลภะถูกขัด  กิเลสกองโทสะนี้ก็แล่นออกมาทำงานทันที สติจับไม่ทัน ก็หลุดออกมาเป็นวาจา ถ้าไม่มีกฎหมายคอยบังคับยับยั้ง ก็ออกมาในรูปของการทำร้าย หมายชีวิต ประกอบด้วย มีคนที่เราจะด่าหรือกล่าวคำหยาบต่อเขา มีจิตโกรธในขณะนั้น  มีการกระทำออกไป ทางกายทวารหรือวจีทวาร

คนบางคน ก็มีวาจาที่หยาบคาย แต่จิตใจไม่ได้เป็นอย่างที่วาจาเป็น ที่เรียกว่า ปากร้ายใจดี  แต่ทั้งนี้ ใจที่ดี ก็ไม่มีคนรู้ แต่วาจาที่ร้ายต่างหากที่คนรับรู้ จึงพบเห็นโดยทั่วไปในโซเชียลมีเดีย ที่ตอบโต้หรือพิมพ์คำหยาบคายใส่กัน ซึ่งคำที่พิมพ์ลงเหล่านี้ ผู้อ่านไม่สามารถทราบถึงจิตใจคนพิมพ์ได้ แต่สิ่งที่เห็นมันย้อมใจไปในทางก่อกิเลสกองโทสะโดยไม่รู้ตัว

การกล่าวคำหยาบสามารถออกมาทั้ง กายทวารและ วจีทวาร คือคำหยาบทางกายเช่น ชูนิ้วกลาง เป็นต้น

ดังนั้นพระบรมศาสดาจึงสั่งสอนให้มีสติ มีความสำรวม ทั้งกายทั้งวาจา ตลอดเวลา

-การพูดเพ้อเจ้อ ( สัมผัปปลาปี โหติ) มีองค์ประกอบคือ  เรื่องนั้นไร้สาระจริงๆและ มีการพูดออกไปเพื่อให้ผู้อื่นฟัง

การพูดเพ้อเจ้อนี้ เป็นเรื่องที่โทษน้อย แต่ขัดออกยากเย็นแสนเข็ญ เพราะการพูดเพ้อเจ้อ มาจากพื้นฐานจิตของกิเลสกองราคะ เพื่อตนได้เสพสุขจากการพูดนั้น เช่น

อยากให้ตนเองเป็นที่รักของเพื่อนๆหรือคนอื่นๆ เมื่อเห็นสิ่งที่ตนเองพูดมีคนหัวเราะ ตนเองก็มีความสุข และก็ยึดเกาะเกี่ยวสิ่งนี้ไม่ยอมปล่อย สิ่งที่พูดออกมานั้น เบาบาง ไม่มีสาระ หาประโยชน์อะไรมิได้ ได้เพียงแค่ความบันเทิงทั้งผู้อื่นและตนเอง

หรือการพูดแทะโลม เมื่อไม่สามารถเสพสุขทางกายได้ ทั้งนี้เพื่อสนองต่อกิเลสตนให้บรรลุ ได้สุขจากการพูดนั้น เป็นต้น

อกุศลกรรมบถ ทางกาย มี 3ข้อ  ประกอบด้วย

-การฆ่าสัตว์ ( ปาณาติปาตี โหติ ) การทำสัตว์มีชีวิตให้ตาย  มีองค์ประกอบคือ สัตว์มีชีวิตจริง  ตนรู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีความคิดจะฆ่า มีความพยายามในการฆ่า สัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้น

ถ้าจิตคิดฆ่าประกอบด้วยความยินดีในการฆ่า ก็บาปมากกว่า จิตที่ไม่ยินดีในการฆ่า หรือฆ่าเพราะไม่มีทางเลือก ดังนั้นคนที่ฆ่าสัตว์เพราะความเพลิดเพลิน จึงบาปมากกว่าคนที่ฆ่าเพราะต้องประกอบอาชีพ

การฆ่านั้น ยังสามารถแสดงออกมาทาง กายทวาร เช่นลงมือเอง หรือ วจีทวาร คือการสั่งให้คนอื่นฆ่าแทน

ซึ่งก็ลงความว่า เป็นการฆ่านั่นเอง

-การลักทรัพย์ ( อทินนาทายี โหติ )  ประกอบด้วยองค์ดังนี้ ทรัพย์นั้นเจ้าของหวง  ผู้ลักรู้ว่าเขาหวง มีจิตที่คิดจะลัก พยายามในการลัก ได้ของมาจากความพยายามนั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็รวมไปถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่การขโมยของธรรมดา

การลักทรัพย์นั้น ก็สามารถออกมาทั้ง กายทวาร คือลงมือเอง และวจีทวาร สั่งให้คนอื่นลงมือ หรือใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

-การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุ มิจฉาจารี โหติ ) มีองค์ประกอบ ดังนี้  วัตถุนั้นไม่ควรล่วง  มีจิตที่คิดจะเสพวัตถุนั้น  ทำการเสพวัตถุนั้น ยินดีเมื่อมีการต้องกัน

โดยทั่วไปคือการล่วงละเมิดคู่คนอื่น คิดนอกใจคู่ตนเอง การละเมิดคนอื่น มีโทษเพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราไปละเมิด มีคนอื่นที่ต้องตาต้องใจอยู่ด้วยหรือไม่ จึงมีโอกาสที่จะทะเลาะวิวาทกันได้ ทั้งทะเลาะกับคนอื่น ทั้งทะเลาะกับคู่ของตน การปฏิบัติในสัทธารสันโดษ ยินดีเฉพาะในคู่ของตน และการสำรวมระวัง จึงบรรเทาความวุ่นวายอันเกิดจาก อกุศลกรรมบถข้อนี้ได้

ส่วนการที่ต้องใจผู้อื่น แล้วไม่สามารถไปล่วงทางกายได้ เพราะไม่มีโอกาส หรือเพราะเกรงกลัวกฎหมาย หรืออะไรอื่นก็ตามแต่ ที่ตนหวั่นเกรง แต่สภาวะจิตที่ประกอบด้วยความอยาก จึงสนองความอยากตนเองด้วย วจีทวารเช่น พูดจาแทะโลม อาจด้วยสายตา หรือคำพูด  เพื่อให้ตนมีความสุขจากการกระทำนั้น ไม่จัดอยู่ในข้อนี้ แต่อยู่ในส่วนของ วาจาเพ้อเจ้อ ซึ่งทำให้จิตใจตนเอง  หมกมุ่น ไม่สงบ เป็นความเศร้าหมองทางจิต ซึ่งถ้าหล่อเลี้ยงเอาไว้ตลอด ก็จะแสดงออกมาทางกาย ยามที่โอกาสอำนวย

ในอกุศลกรรมบถ 10 นั้น ข้อที่กล่าวถึง การฆ่า การลัก การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ เขาจัดเป็น กรรมกิเลส คือ การกระทำทั้ง สี่นี้ เกิดจากการผลักดันของกิเลส ซึ่งเป็นความเศร้าหมองในตัวของมันเอง ยามที่ต้องแสดงออกมาทางกายและวาจา กรรมกิเลสนี้ จัดเป็นบาปสากล แก่คนทุกคนในโลกนี้ เรียกว่า โลกวัชชะ คือเป็นโทษทางโลก ทุกศาสนาจะห้ามในเรื่องเหล่านี้

อกุศลกรรมบถ 10 ประการนี้ โทษจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ วัตถุ  เจตนา และ ความพยายามที่จะทำ

ในบรรดากิเลสทั้งสามกองนั้น กิเลสกองโมหะ ขัดยากที่สุด รองลงมาคือกองราคะ ที่ขัดง่ายคือกองโทสะ

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จะพบว่า แค่กองโทสะ เราก็ยังขัดลำบาก ประสาอะไรกับกองราคะและโมหะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทั้งกุศลกรรมบถและ อกุศลกรรมบถ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้ว เราจึงมีหน้าที่ ตั้ง สติ เพียรปฏิบัติ รู้ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ทำกันไป เพื่อเปลี่ยนจากคนไม่ดี มาเป็นคนดี ตามความจริงที่แท้

เป็นคนดีที่เรารู้ตัวเราดี ไม่ต้องให้ผู้อื่นมารับประกัน  นี่คือ ดีแท้ๆ ไม่ใช่คนดีที่สังคมกำหนดกันเอาเอง เมื่อกำหนดกันเอง ตามความคิดเห็นตนเอง จึงปรากฏว่าเป็นคนดีของฝ่ายที่ชอบ เป็นคนไม่ดีของฝ่ายที่ไม่ชอบ ดังนี้

“ ภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องหม่นหมองใจอยู่ในระหว่าง   เป็นข้าศึกใจอยู่ในระหว่าง  เป็นผู้มิใช่มิตรใจอยู่ในระหว่าง  เป็นผู้ประหารใจอยู่ในระหว่าง “

กิเลส ที่ออกมาทางกาย วาจา ใจนี้ พระองค์จึงตรัสสรุปว่า

สพฺพปาปสฺส  อกรณํ  การไม่ทำบาปทั้งปวง

ก่อนจบ จึงฝากทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบตนเองนั้นสำคัญ  ไม่ต้องไปตรวจหรือเพ่งผู้อื่น เมื่อตรวจสอบแล้ว อะไรที่เป็น อกุศล ก็ต้องพยายามละ อะไรที่เป็น กุศล ก็ต้องหมั่นทำให้มี ให้มาก

ตัวเราเกิดมา ก็เหมือนน้ำที่ปนเปื้อน ที่เราเพียรหามาใส่มาเติม การจะให้น้ำใสขึ้นมาได้ ก็เพียรเติมน้ำสะอาดเข้าไปแทนที่น้ำที่เสีย   เสียมากปนเปื้อนมาก ก็เหมือนจิตใจที่มัวหมองมาก ก็ต้องใช้เวลามาก อาจต้องข้ามภพข้ามชาติอีกไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องเพียร

ตัวที่ใช้ตรวจสอบ กุศล อกุศล ก็คือ สติ การมีสติ ที่กายและใจเรานี้ คือเครื่องมือตรวจจับกิเลส

สติปัฏฐาน สี่ คือสิ่งที่คนเราควรปฏิบัติ นี่คือปฏิบัติเหตุ เพื่อนำไปสู่ผล

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอบคุณ ทั้ง คุณni_gul และคุณ ปากไก่ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

คนดี! สมัยนี้ตีความแค่ เป็น #คนดีมีมรรยาท ค่ะ นี่คือชื่อเต็ม

ส่วนพระอาจารย์พุทธทาสมักสอนเสมอว่าถ้าไหว้ตนเองได้จึงจะนับว่าดีจริงค่ะ

ขอบคุณที่นำเสนอเรื่อง #คนดี ค่ะ ชอบมาก

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ปากไก่ วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinso

Nice

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน